ลักษณะอุตสาหกรรม
ธุรกิจการเกษตรและอาหาร
ชิมก่อนซื้อ
หุ้นสถาบันการเงิน
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
ความเสี่ยงของกองทุนอสังหาริมทรัพย์
หุ้นค้าปลีก
หุ้นสิ่งพิมพ์
ปิโตรเคมี
หุ้นกลุ่มยานยนต์

ธุรกิจการเกษตรและอาหาร
หุ้นในกลุ่มธุรกิจการเกษตรและอาหารที่เกี่ยวข้องเป็นหุ้นที่มีผลงานไม่ดีนัก และมักให้ผลตอบแทนแก่นักลงทุนน้อยกว่ากลุ่มอื่นๆ ทั้งที่ประเทศไทยและบริษัทที่จดทะเบียนซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์หลายแห่งมีความสามารถในการแข่งขันสูงในตลาด และบางบริษัทเป็นผู้นำและมีเทคโนโลยีในระดับโลก
ข้อด้อยของบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตรนั้นก็คล้ายๆ กับเกษตรกรนั่นคือ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับพืชผลและสัตว์ซึ่งมีชีวิตนั้นขึ้นอยู่กับตัวแปรทางธรรมชาติและสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมากมายและไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้คนที่เกี่ยวข้องประสบกับความไม่แน่นอนสูง บางช่วงเวลาก็ดี แต่บ่อยครั้งก็เกิดความเสียหายรุนแรงไม่ว่าเกษตรกรหรือบริษัทจะเก่งแค่ไหน ลองมาดูว่ามีองค์ประกอบอะไรบ้างที่อาจจะเข้ามากระทบทำให้ธุรกิจการเกษตรเสียหาย และทำให้หุ้นที่อยู่ในกลุ่มตกต่ำลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
เรื่องแรกซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำและไม่สามารถคาดการณ์ได้ก็คือ เรื่องของธรรมชาติ เช่น ภาวะฝนแล้ง ซึ่งจะกระทบกับผลผลิตของพืชทำให้บริษัทขาดแคลนวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่ประสบกับปัญหานี้อยู่บ่อยๆ ก็เช่น ผู้ผลิตสับปะรดซึ่งต้องอาศัยฝนธรรมชาติเป็นหลัก
เรื่องที่สองซึ่งนับวันจะรุนแรงมากขึ้นก็คือเรื่องของโรคติดต่อในสัตว์ เช่น โรคไข้หวัดนก โรคในกุ้ง โรควัวบ้า และอื่น ๆ ทุกครั้งที่เกิดขึ้นก็จะกระทบตั้งแต่เกษตรกรไปถึงผู้ผลิตและจัดจำหน่ายซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนถ้ามีถึงแม้ว่าโรคนั้นจะไม่ได้เกิดขึ้นกับฟาร์มของบริษัท ทั้งนี้เพราะเมื่อเกิดโรคขึ้น ผู้บริโภคก็มักจะเลี่ยงที่จะบริโภคสัตว์ชนิดนั้น ผู้นำเข้าจากต่างประเทศก็มักจะประกาศห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์นั้นทั้งหมด
เรื่องต่อมาก็คือการใช้สารเคมีหรือยารักษาโรคสัตว์ซึ่งมากเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด หรือใช้สารเคมีต้องห้ามทำให้ประเทศผู้นำเข้าห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์นั้น ยกตัวอย่างเช่นกรณีการใช้ยาไนโตรฟูแลมในการเลี้ยงกุ้งเพื่อป้องกันโรคซึ่งทำให้ประเทศในยุโรปใช้เป็นข้ออ้างในการกีดกันกุ้งจากไทย
เรื่องต่อมาก็คือ การถูกกีดกันจากประเทศผู้นำเข้าด้วยข้อหาว่าประเทศไทยไป “ทุ่มตลาด” โดยการขายสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนของเกษตรกรของเขา สิ่งที่เขาทำก็คือการขึ้นภาษีสินค้าจากไทยจนทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้ และนี่ก็เป็นเหตุที่ทำให้กุ้งของไทยไม่สามารถส่งออกไปขายได้เท่าเดิม
เรื่องที่ห้าก็คือ ผลกระทบที่มาจากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐซึ่งบริษัทในกลุ่มธุรกิจการเกษตรไม่สามารถควบคุมได้ แต่ต้องถูกกระทบค่อนข้างรุนแรงเพราะบริษัทเหล่านั้นมักเป็นผู้ส่งออกที่กำหนดราคาขายเป็นเงินดอลลาร์ เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่ค่าเงินบาทแข็งขึ้น การขายสินค้าก็ยากขึ้น กำไรก็มักจะลดลงเพราะต้นทุนของสินค้านั้นอิงกับเงินบาทเกือบ 100% ปีนี้คงไม่ใช่ปีของกลุ่มเกษตรเพราะค่าเงินบาทแข็งขึ้นเรื่อยๆ และค่าเงินนี้กระทบกับบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มเกษตรส่วนใหญ่ที่มักเป็นผู้ส่งออก
ผมคงไม่พูดถึงเรื่องที่หกหรือเรื่องต่อๆไปที่มีโอกาสเกิดขึ้นและกระทบทำให้ธุรกิจเกี่ยวกับเกษตรเกิดความเสียหายรุนแรงได้เช่นเรื่องของราคาผลิตภัณฑ์ในตลาดโลกที่มักจะมีช่วงตกต่ำอย่างรุนแรงเป็นครั้งเป็นคราว เพียงแต่อยากจะชี้ให้เห็นว่าโอกาสที่เรื่องเลวร้ายจะเกิดกับธุรกิจการเกษตรนั้นมีสูงกว่าธุรกิจอื่นมาก ดูๆแล้วก็น่าเห็นใจทั้งคนที่เป็นเกษตรกรและบริษัทที่ทำธุรกิจการเกษตร ดูเหมือนว่ามรสุมรุนแรงจะต้องเกิดขึ้นทุกๆระยะเวลาหนึ่งอาจจะเพียงแค่ 3 – 4 ปี การเกิดขึ้นแต่ละครั้งทำลายความมั่งคั่งของผู้เกี่ยวข้องอย่างรุนแรง บางทีถึงกับหมดตัวล้มละลาย คนที่แข็งแรงหรือยังรอดอยู่ได้ก็จะสู้ต่อไปไม่หนีไปไหน อาจจะเป็นความเคยชินที่ต้องประสบกับความยากลำบากมาตลอดเวลาอันยาวนาน อาจจะเป็นความรักที่จะทำแม้รู้ว่าอนาคตของอาชีพหรือธุรกิจนี้ไม่ได้สดใสนัก
สำหรับ Value Investor แล้ว การลงทุนในหุ้นกลุ่มเกษตรจำเป็นที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และที่สำคัญมากที่สุดก็คือหุ้นที่ซื้อลงทุนจะต้องมี Margin of Safety หรือมีความปลอดภัยสูง นั่นคือควรจะมีค่า PEและ PB ต่ำและไม่ใช่เป็นค่า PE ที่คำนวณจากกำไรในปีที่บริษัททำกำไรได้มากกว่าปกติ
ชิมก่อนซื้อ
ธุรกิจอย่างหนึ่งที่เข้าใจง่าย ติดตามง่าย และน่าจะมีศักยภาพในการทำกำไรให้กับเจ้าของอย่างงดงามในช่วงเวลาหนึ่งได้ถ้ารู้ว่าเมื่อไรจะถึงเวลาซื้อก็คือ ธุรกิจภัตตาคาร คำว่า ภัตตาคาร คนไทยอาจจะนึกไปถึงร้านอาหารระดับหรูที่ขายอาหารตามสั่ง โดยลูกค้าต้องมีโต๊ะนั่งและมีบริกรมารับคำสั่งและคอยให้บริการ แต่ในความหมายของผมก็คือ ร้านขายอาหารและเครื่องดื่ม หรือแม้แต่ขนมก็ได้ ที่มีร้านให้คนเข้าไปซื้อและนั่งรับประทาน หรือซื้อแล้วก็รับประทานกันแถวๆ นั้นเป็นหลัก ภัตตาคารในความหมายของผมนั้น นอกจากร้านที่เป็นภัตตาคารตามนิยามทั่วไปแล้วยังรวมถึง ร้านอาหารจานด่วนทั้งหลาย ร้านกาแฟ ร้านไอศครีม ร้านขายเบเกอรี่ ร้านขายขนม หรือร้านอาหารอย่างอื่นที่มีโต๊ะหรือบริเวณให้ลูกค้ารับประทานได้
ความน่าสนใจของธุรกิจภัตตาคารนั้นอิงอยู่กับแนวโน้มหลายเรื่องที่เป็นปัจจัยเอื้ออำนวยให้ธุรกิจนี้ขยายตัวได้ในระยะยาว ข้อแรกก็คือ เรื่องของรายได้ของประชาชนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทำให้คนสามารถที่จะรับประทานอาหารนอกบ้านกันมากขึ้น ข้อสองก็คือ ครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่มีขนาดเล็กลงมากทำให้การทำอาหารกินเองที่ต้องเสียเวลาค่อนข้างมากเป็นเรื่องที่มีความคุ้มค่าน้อยลงเมื่อเทียบกับไปซื้อกินนอกบ้านซึ่งแทบจะไม่ “แพง” กว่า สุดท้ายก็คือการที่คนต้องเดินทางหรืออยู่นอกบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยภาระของหน้าที่การงานหรือการท่องเที่ยวและจับจ่ายใช้สอยในฐานะของคน “กินเงินเดือน”
ถ้าผมจำไม่ผิด ในสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นแหล่งที่ชี้บอกแนวโน้มของพฤติกรรมคนเกือบจะทั่วโลกนั้น สถิติเมื่อเร็วๆนี้บอกว่าคนกว่าครึ่งประเทศรับประทานอาหารมื้อหลักนอกบ้านหรือซื้อมารับประทาน หรือพูดง่ายๆ ไม่ได้ทำอาหารกินที่บ้านแล้ว ส่วนตัวผมเองก็ไม่ได้ทำอาหารกินเองมาเป็นสิบๆปีแล้ว เพราะครอบครัวมีกันเพียง 3 คน อาหารก็ทำไม่เป็น รวมถึงไม่มีเวลาที่จะทำ เพราะฉะนั้นผมจึงรับประทานอาหาร “ภัตตาคาร” หลายๆแห่งในซอยแถวบ้านเกือบทุกวัน นี่ก็ถือว่าเป็นโอกาสสำหรับ Value Investor ที่จะลงทุนในธุรกิจที่มองไปในระยะยาวแล้ว มีโอกาสที่จะเติบโตตามแนวโน้มไปเรื่อยๆอย่างมั่นคง
ข้อดีของการลงทุนในหุ้นภัตตาคารก็คือ เรามีโอกาสเห็นความเฟื่องฟูหรือการตกต่ำได้ตลอดเวลามองจากจำนวนร้านและลูกค้าที่มากขึ้นหรือน้อยลง ประการต่อมาก็คือ เราสามารถชิมอาหารหรือขนมหรือเครื่องดื่มของแต่ละร้านได้ เช่นเดียวกับบริการที่ได้รับว่าน่าประทับใจแค่ไหน และนี่คือการ “วิเคราะห์หุ้น” ที่ดีกว่าบทวิเคราะห์จากทุกสำนักนอกจากเรื่องของความสามารถในการตรวจสอบติดตามหุ้นได้ตลอดเวลาด้วยตนเองแล้ว ธุรกิจภัตตาคารนั้นยังมีข้อดีอื่นๆ คือเป็นธุรกิจที่มีความสม่ำเสมอและไม่ผันผวนกับสภาวะต่างๆมากนัก เพราะว่าอาหารเป็นสิ่งที่คนต้องบริโภคบ่อยมาก ทุก 3-4 ชั่วโมงคนก็หิวแล้ว และสุดท้ายซึ่งหลายคนอาจไม่ทันนึกก็คือ การเป็นเจ้าของทำเลที่มีศักยภาพที่อาจมีค่าเพิ่มขึ้นมากในอนาคต
แน่นอนว่าการดูเฉพาะจำนวนลูกค้า บริการ หรือชิมรสชาติอาหารนั้นไม่พอที่จะบอกว่ากิจการจะดีหรือไม่ จำเป็นที่จะต้องมองผลการดำเนินงานทางด้านการเงินด้วย และนี่เป็นจุดสำคัญก่อนที่จะพิจารณาซื้อหุ้นภัตตาคาร เพราะกิจการภัตตาคารนั้นจะมีค่าใช้จ่าย“คงที่”ค่อนข้างสูงซึ่งเป็นค่าเช่าร้าน ค่าแรงพนักงาน และค่าโสหุ้ยอื่นๆ ประเด็นที่จะต้องจับตามองก็คือ เมื่อภัตตาคารเริ่มมีกำไรคุ้มกับต้นทุนคงที่แล้ว เพราะหลังจากนั้นยอดขายที่เพิ่มขึ้นทุกบาทจะสร้างผลกำไรให้แก่ภัตตาคารค่อนข้างมาก เพราะต้นทุนแปรผันที่เป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการทำอาหารนั้นค่อนข้างจะต่ำขนาดที่ว่าขาย 1 บาทต้นทุนวัตถุดิบไม่เกิน 50 สตางค์ และนี่คือจุดที่น่าสนใจมาก เพราะหากยอดขายยังเพิ่มขึ้นเร็วและต่อเนื่อง หลังจากภัตตาคารผ่านจุดคุ้มทุนแล้ว โอกาสที่จะเห็นกำไรเพิ่มขึ้นเร็วมากก็จะมีสูง
สุดท้ายก็คือหุ้นที่ทำหรือมีธุรกิจภัตตาคารในตลาดหลักทรัพย์ที่พอจะให้เลือกพิจารณาซึ่งรวมถึงหุ้น S&P MINT CENTEL OISHI และว่าที่จริงโรงแรมทุกแห่งก็มีธุรกิจภัตตาคารอยู่หลายสิบเปอร์เซ็นต์ จะซื้อตัวไหนหรือจะซื้อเมื่อไรคิดกันเอง แต่อย่างน้อยลองชิมอาหารของเขาก่อนซื้อนะครับ

หุ้นสถาบันการเงิน
หุ้นในกลุ่มสถาบันการเงินที่ผมจะพูดถึงนั้น ผมรวมถึงกลุ่มต่อไปนี้คือ
1) กลุ่มที่เป็นธนาคารพาณิชย์
2) กลุ่มที่ทำธุรกิจเช่าซื้อและลีสซิ่ง ซึ่งก็คือบริษัทที่ปล่อยกู้ให้กับลูกค้าเพื่อซื้อสินค้าเงินผ่อนทั้งหลาย
3) กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ที่ให้บริการเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์
4) กลุ่มบริษัทประกันภัยและประกันชีวิต
ทั้งหมดนี้ผมแทบไม่ได้ซื้อหุ้นเพื่อลงทุนเลยในระยะสิบปีที่ผ่านมาเพราะผมเห็นว่าหุ้นในกลุ่มเหล่านี้มีความเสี่ยงที่ผมไม่ใคร่สบายใจนักที่จะลงทุนระยะยาว และต่อไปนี้คือความคิดของผม
ก่อนที่จะพูดถึงความเสี่ยงผมอยากจะบอกว่า ที่จริงหุ้นในกลุ่มสถาบันการเงินนั้นส่วนใหญ่มีผลประกอบการที่ดีน่าประทับใจ ถ้าดูจากกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นก็จะเห็นว่าหุ้นเหล่านี้มีผลกำไรอยู่ในเกณฑ์ที่สูงลิ่วเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของหุ้นในอุตสาหกรรมอื่นๆในตลาดหลักทรัพย์ และเมื่อมองดูถึงความสม่ำเสมอของกำไรก็เห็นว่าบริษัทเหล่านั้นทำได้ค่อนข้างดีพอจะบอกได้ว่าเป็นผลประกอบการที่สามารถคาดการณ์ได้ ประกอบกับการที่บริษัทเหล่านี้มีลูกค้าเป็น“ล้านๆ”คน ดังนั้นความผันผวนของรายได้ก็มักจะมีน้อย ข้อสรุปก็คือ โดยทั่วไปแล้วเราสามารถหา“มูลค่าที่แท้จริง”ของกิจการได้ไม่ยากนักเทียบกับกิจการอื่นๆอีกหลายอย่าง พูดง่ายๆ สามารถใช้ค่า PE และ/หรือ PB มาวัดค่าความถูก/แพงของหุ้นได้
ข้อดีของหุ้นสถาบันการเงินอีกอย่างหนึ่งก็คือ ส่วนใหญ่แล้วบริษัทเหล่านั้นมีกฎหมายและหน่วยงานของรัฐควบคุมอย่างเข้มงวด ดังนั้นข้อมูลต่างๆของบริษัทโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีการเงินนั้นค่อนข้างที่จะเชื่อถือได้ เช่นเดียวกันผู้บริหารไม่สามารถนำเงินไป “ถลุง”ในกิจการอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องได้ง่ายนัก อีกเรื่องหนึ่งก็คือ นโยบายจ่ายปันผลก็มักจะดีเหตุเพราะว่าบริษัทเหล่านี้มีเงินสดเหลือเฟือที่จะจ่ายปันผล และที่น่าสนใจสุดยอดอีกอย่างหนึ่งก็คือ หุ้นเหล่านี้จำนวนมากมีค่า PE และ PB ไม่สูง บางบริษัทต่ำมาก ดูไปแล้วน่าจะเป็นหุ้นที่เข้าข่ายเป็นหุ้น “Value” ที่น่าซื้อลงทุนระยะยาว แต่สิ่งที่ทำให้ผมไม่สบายใจนักที่จะลงทุนในหุ้นกลุ่มสถาบันการเงินก็คือ
ประการแรก หุ้นสถาบันการเงินยกเว้นบริษัทหลักทรัพย์นั้น มีการกู้หรือรับฝากเงินจำนวนมาก อัตราการกู้ยืมในกรณีธนาคารพาณิชย์นั้นสูงมาก อาจจะเป็นเกือบสิบเท่าของเงินในส่วนของผู้ถือหุ้น การกู้มากนั้นเป็นความเสี่ยงมหาศาล เพราะถ้าเงินที่กู้มาและนำไปปล่อยกู้หรือลงทุนต่อเกิดเสียหายกลายเป็น NPL หรือหนี้สูญเพียงแค่10% แบงค์นั้นก็หมดทุนหรือล้มแล้ว จริงอยู่ที่ว่าอัตราการเกิด NPL ของแบงค์ในภาวะปกตินั้นมักจะมีน้อยมาก อาจจะเพียง 1-2% และแบงค์ก็มักจะมีการกันสำรองหนี้สูญทุกปีจนเพียงพอหรือเกินพอ แต่นั่นก็คือสภาวการณ์ “ปกติ” แต่ในสถานการณ์ “วิกฤติ”เช่นที่เคยเกิดขึ้นในปี 2540 ลูกหนี้ของแบงค์ต่างก็ “ล้มละลาย”เป็นลูกโซ่ และแบงค์เกือบทั้งหมดแทบเอาตัวไม่รอด หลายแห่งก็ล้มลงไป และนี่ก็คือความเสี่ยงของหุ้นแบงค์
หุ้นของบริษัทลีสซิ่งและบริษัทที่ให้กู้สำหรับซื้อสินค้าเงินผ่อนนั้น ส่วนใหญ่ก็มีการกู้เงินไม่ต่ำกว่า 4-5 เท่าของเงินทุนของตนเอง การปล่อยกู้ให้กับลูกค้านั้น บริษัทมักจะคิดดอกเบี้ยสูงกว่าแบงค์มากเพราะเป็นการปล่อยกู้ให้กับคนที่มีรายได้น้อยหรือคนที่ยังไม่มีกำลังที่จะซื้อสินค้าราคาสูงเช่นรถยนต์แต่อยากได้สินค้ามาใช้ก่อน ดังนั้นโอกาสที่ลูกหนี้จะกลายเป็นหนี้เสียก็จะสูงกว่ากรณีของแบงค์ ในกรณีที่เศรษฐกิจโดยทั่วไปดีอัตราหนี้เสียก็มักจะไม่สูงนักทำให้ผลประกอบการของบริษัทดี แต่ในบางช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี อาจจะเป็นเพราะพืชผลทางการเกษตรมีราคาตกต่ำ NPL ก็จะเกิดขึ้นจำนวนมาก ผลก็คือบริษัทอาจจะขาดทุนหนัก บางแห่งอาจจะไปไม่รอด นอกจากนั้น เนื่องจากการที่บริษัทในกลุ่มนี้ไม่ได้ถูกถือว่าเป็นสถาบันการเงินที่มีการรับเงินฝากจากประชาชน การควบคุมจากทางการก็มีน้อย ดังนั้นการบริหารงานภายในบริษัทก็อาจจะหละหลวมหรือมีการทุจริตได้ง่าย นี่ก็เป็นความเสี่ยงในด้านการบริหารงานที่เพิ่มขึ้นมาจากเรื่องของภาวะทางเศรษฐกิจ
ข้อสรุปสั้นๆของผมสำหรับหุ้นสองกลุ่มนี้ก็คือ “มันเป็นธุรกิจที่ดีจนถึงวันที่มันเจ๊ง”ดังนั้น หากจะลงทุนในหุ้นสองกลุ่มนี้ก็คงต้องพิจารณาและติดตามว่ามันจะมีโอกาสที่จะเจ๊งไหม ทั้งจากเรื่องของภาวะเศรษฐกิจและเรื่องของตัวบริษัทในด้านของการบริหารงานภายใน และนำมาเทียบกับราคาหุ้นที่จะเป็นตัวกำหนดผลตอบแทนที่เราจะได้จากการลงทุน
หุ้นในกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์นั้น ความเสี่ยงอยู่ที่การเปิด“เสรี”ธุรกิจหลักทรัพย์ ซึ่งจะทำให้บริษัทแต่ละแห่งสามารถคิดค่าธรรมเนียมการซื้อขายหุ้นได้อย่างอิสระ นี่จะทำให้รายได้หลักของโบรกเกอร์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากจะมีโบรกเกอร์บางแห่งที่มีลูกค้าและคำสั่งซื้อขายหุ้นน้อยเสนออัตราค่านายหน้าในอัตราที่ต่ำเพื่อดึงดูดให้ลูกค้ามาซื้อขายหุ้นกับตนเอง เมื่อคู่แข่งถูก“ตัดราคา”ค่าบริการ เขาก็จะต้องเสนอราคาที่ต่ำลงเพื่อรักษาลูกค้า ผลก็คือราคาค่าบริการก็จะต่ำลงเรื่อยๆจนอาจจะเข้าใกล้ศูนย์ในบางกรณี กำไรของบริษัทหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ก็จะลดลงและไม่สามารถคาดได้ว่าจะเป็นเท่าไร นอกจากเรื่องของค่าคอมมิชชั่นแล้ว ก็อาจจะมีบริษัทหลักทรัพย์โดยเฉพาะจากต่างประเทศที่จะมาเปิดให้บริการเพิ่ม ซึ่งก็จะทำให้เกิดการแย่งส่วนแบ่งตลาดของโบรกเกอร์เดิมอีก ดังนั้นนี่คือความเสี่ยงสำคัญที่คาดการณ์ได้ยากสำหรับหุ้นบริษัทหลักทรัพย์
หุ้นกลุ่มสุดท้ายก็คือ หุ้นของบริษัทประกันภัยและประกันชีวิต หุ้นในกลุ่มประกันภัยนั้นส่วนใหญ่ก็คือการประกันภัยรถยนต์ ส่วนน้อยและมักจะเป็นเครือของแบงค์จะมีรับประกันภัยบ้านและอสังหาริมทรัพย์อื่นเช่นอาคารและโรงงานต่างๆด้วยในด้านของการประกันภัยรถยนต์นั้น การแข่งขันสูงมาก ทำให้บริษัทส่วนใหญ่มีกำไรที่ไม่ดีนัก บางปีก็ขาดทุน ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้วก็ไม่ถือว่าเป็นกิจการที่ดีอะไรนัก ส่วนบริษัทประกันภัยที่เป็นเครือของธนาคารนั้น มักจะได้เปรียบเนื่องจากจะได้ลูกค้าที่ถูกส่งต่อมาจากแบงค์ที่ให้เงินกู้และบังคับให้ลูกค้าทำประกันทรัพย์สินที่นำมาจำนองที่มักเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่โอกาสในการเคลมต่ำ ผลก็คือบริษัทเหล่านี้มักจะมีกำไรดีต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม หุ้นก็มักจะไม่ถูก การที่บริษัทเป็นบริษัทในเครือแบงค์ทำให้สามารถขยายธุรกิจไปได้ง่ายโดยทำผ่านพนักงานของแบงค์ที่เรียกว่า“แบงค์แอสชัวรัน”นั่นคือ ให้พนักงานแบงค์เป็นคนช่วยขายให้กับลูกค้าที่มีเงิน การขายทำได้ง่ายเพราะแบงค์มีข้อมูลของลูกค้าครบ ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำมากทำให้การชักชวนคนทำประกันชีวิตทำได้ง่ายเพราะผลตอบแทนจากกรมธรรม์ดีกว่าการฝากเงิน อย่างไรก็ตามหุ้นประกันชีวิตมีความเสี่ยงอยู่บ้างเพราะต้องเอาเงินเบี้ยประกันไปลงทุน แม้ว่ามักจะลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำเป็นส่วนใหญ่แต่ความเสี่ยงก็ยังมีอยู่ เหนือสิ่งอื่นใดที่ทำให้ผมยังไม่ลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ก็คือ ราคาหุ้นนั้นไม่ถูกเลยโดยเฉพาะเมื่อดูจากค่า PB ของหุ้น

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
อสังหาริมทรัพย์เป็นหุ้นกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ที่ไม่มีวันที่นักลงทุนจะหมดความสนใจ มันเป็นหุ้นที่มีวันที่สดใสและทำกำไรมหาศาลให้กับคนที่ถือและวันที่เลวร้ายที่ทำให้คนขาดทุนได้มหาศาลและคน“เลิกเล่น” ได้ แต่ก็มักจะเป็นการเลิกชั่วคราว ในฐานะของ Value Investor เราควรทำความเข้าใจกับธุรกิจนี้เพื่อที่จะไม่ตกหลุมพรางที่มักจะเกิดขึ้นในธุรกิจที่ “เล่นยาก”นี้
หุ้นในกลุ่มอสังหาฯ นั้นที่จริงประกอบด้วยบริษัทที่ทำธุรกิจที่ต่างกันในสาระสำคัญประมาณ 4-5 กลุ่มด้วยกันโดยมีกลุ่มแรกที่เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดก็คือ กลุ่มที่พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นที่อยู่อาศัยเพื่อขาย กลุ่มที่สองคือกลุ่มที่เป็นอาคารสำนักงานหรือศูนย์การค้าให้เช่า กลุ่มที่สามคือกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม กลุ่มที่สี่คือกลุ่มผู้รับเหมาทั้งหลาย กลุ่มที่ห้านั้นก็อาจจะถือว่าเป็นอนุพันธ์ของกลุ่มที่สองนั่นก็คือกลุ่มกองทุนรวมอสังหาฯซึ่งก็คือเป็นเจ้าของทรัพย์สินให้เช่านั่นเอง
เรามาดูธรรมชาติของแต่ละกลุ่มกัน
กลุ่มสร้างบ้านหรือคอนโดขายเป็นหุ้นที่มีความคึกคักและเป็นหุ้นที่เก็งกำไรกันมากที่สุด ธุรกิจในกลุ่มนี้ถ้ามองโดยภาพรวมรวมแล้วก็เป็นธุรกิจที่มีความต้องการที่มีเสถียรภาพพอใช้ได้แม้ว่าอาจจะมีความไวต่อภาวะการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่บ้างนั่นคือถ้าเศรษฐกิจตกต่ำ ปริมาณการซื้อบ้านอาจจะชะลอตัวลงบ้าง แต่โดยทั่วไป การซื้อบ้านก็เป็นสิ่งจำเป็นและมักเติบโตไปกับลักษณะของประชากรศาสตร์ที่ค่อนข้างเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ แต่ถ้ามองถึงบริษัทแต่ละแห่งแล้ว ยอดขายบ้านหรือคอนโดของแต่ละบริษัทอาจจะผันแปรไปได้มากซึ่งอาจจะส่งผลต่อผลการดำเนินงานและราคาหุ้นของบริษัทได้มากด้วยเหตุผลต่อไปนี้ ประการแรกก็คือ ธุรกิจขายบ้านหรือคอนโดนั้นก็มีลักษณะสำคัญของอสังหาฯอย่างที่มีการพูดกันนั่นก็คือขึ้นอยู่กับ ทำเล ทำเล และทำเล ดังนั้นถ้าปีไหนบริษัทมีโครงการที่อยู่ในทำเลดี บริษัทก็อาจจะขายได้มาก แต่ถ้าปีไหนทำเลสู้คู่แข่งไม่ได้ก็อาจจะแย่ ประการต่อมาก็คือ ธุรกิจนี้ คนซื้อมักจะไม่ซื้อซ้ำ ซื้อครั้งเดียวแล้วอาจจะไม่ซื้อไปอีก 20-30 ปี ไม่ต้องพูดว่าจะซื้อจากบริษัทเดิมหรือไม่ ดังนั้นเป็นเรื่องยากมากที่จะคาดการณ์ว่ายอดขายจะเป็นเท่าไร เพราะยอดขายปีก่อนไม่สามารถจะเป็นฐานที่แน่นอนสำหรับปีนี้ ประการสุดท้ายที่จะพูดก็คือ เรื่องของอัตราดอกเบี้ยที่มักจะมีผลต่อธุรกิจเนื่องจากดอกเบี้ยจะเป็นตัวกำหนดว่าบ้านราคาเท่าไรที่จะขายได้มาก ถ้าดอกเบี้ยสูงราคาบ้านที่ขายได้จะมีแนวโน้มต่ำลงเพื่อให้คนสามารถผ่อนได้ ดังนั้นยอดขายและกำไรของบริษัทในกลุ่มนี้จึงผันผวนและคาดการณ์ได้ยาก และนี่ทำให้การลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ส่วนใหญ่สำหรับผมแล้ว เป็นเรื่องของการเก็งกำไร มากกว่าจะเป็นการลงทุนระยะยาว
กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมเป็นกลุ่มที่มีความมั่นคงกว่าในด้านของยอดขายและกำไร แต่ก็ยังถือว่าค่อนข้างผันผวนเมื่อเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นอีกหลายอุตสาหกรรม เหตุผลก็คือนิคมอุตสาหกรรมนั้นมีผู้เล่นจำนวนน้อยกว่า และการเข้ามาแข่งของคู่แข่งหน้าใหม่นั้นก็ยากกว่ากลุ่มสร้างบ้านขายมาก อย่างไรก็ตาม ความต้องการที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมนั้นมีความผันแปรค่อนข้างสูงขึ้นอยู่กับภาวะการลงทุนทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ ดังนั้น การประมาณการยอดขายของปีต่อๆ ไปจึงค่อนข้างจะทำได้ยาก
กลุ่มผู้รับเหมาเป็นธุรกิจที่คาดการณ็ได้ยากที่สุดเนื่องจากต้องแข่งขันประมูลงานซึ่งต้องแข่งขันด้วยราคาเป็นหลัก ที่แย่ยิ่งกว่าก็คือการประมาณการณ์กำไร เพราะงานรับเหมานั้นมีมาร์จินหรือผลกำไรขั้นต้นต่อยอดขายต่ำ ถ้ามีการผิดพลาดในการคำนวณหรือราคาวัสดุเพิ่มขึ้น กำไรที่คาดไว้อาจจะลดลงได้มาก นอกจากนั้น ธุรกิจรับเหมาจำนวนมากรับงานจากหน่วยงานรัฐซึ่งเป็นที่เข้าใจว่าต้องมีเงินนอกระบบเพื่อ “หล่อลื่น” จึงเป็นธุรกิจที่ผมเรียกว่า “สีเทา” ซึ่งทำให้การลงทุนซื้อหุ้นเหล่านี้จะต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษและต้องมี Margin of Safety มากเป็นพิเศษ
ธุรกิจกลุ่มที่มีความแน่นอนในด้านของผลการดำเนินงานมากก็คือกลุ่มผู้ให้เช่าอสังหาฯ ซึ่งสามารถคาดการณ์ผลการดำเนินงานได้ค่อนข้างใกล้เคียงเนื่องจากการเช่ามักจะมีความต่อเนื่องค่อนข้างยาว และการเปลี่ยนแปลงของผู้เช่าก็มักมีน้อย ที่จริงกำไรมักมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการปรับค่าเช่าที่มักเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา เช่นเดียวกัน การขยายตัวของพื้นที่เช่าก็มักจะมีแผนการล่วงหน้าและความสำเร็จก็มักจะเกิดขึ้นโดยเฉพาะถ้าเป็นผู้พัฒนาที่มีผลงานที่เป็นที่ยอมรับแล้ว และนี่เป็นกลุ่มเดียวในธุรกิจอสังหาฯ ที่ผมเห็นว่าเป็นหุ้นValue ที่สามารถลงทุนระยะยาวได้ถ้ามีราคาหุ้นที่สมเหตุผล
กลุ่มสุดท้ายก็คือกองทุนอสังหาต่างๆ ซึ่งก็คือธุรกิจให้เช่าอสังหาฯ เหมือนกัน แต่ผมคิดว่ากลุ่มนี้จะมีข้อจำกัดกว่าบริษัทที่พัฒนาเพื่อให้เช่าในแง่ที่ว่าโอกาสในการที่จะเติบโตจะมีน้อยกว่านั่นก็คือโตได้เฉพาะจากราคาค่าเช่าที่จะเพิ่มขึ้น แต่ความเสี่ยงของกลุ่มจะมากกว่าเนื่องจากเรายังไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีปัจจัยอะไรที่จะมากระทบกับกิจการ เพราะเรื่องกองทุนนี้ยังเป็นเรื่องใหม่ซึ่งทำให้มีโอกาสที่จะมีอะไรที่เรายังไม่เห็นเกิดขึ้นและกระทบผลการดำเนินงานอย่างร้ายแรงและทำให้มูลค่าของหน่วยลงทุนหดหายไปได้มากมาย
ทั้งหมดนี้ก็คือการบรรยายธรรมชาติของธุรกิจแต่ละกลุ่มในกลุ่มอสังหาฯ อย่างคร่าวที่สุด ข้อสรุปของผมก็คือ หุ้นอสังหาส่วนใหญ่มักไม่มีความแน่นอน การลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ ยกเว้นกลุ่มให้เช่าจะต้องศึกษาอย่างลึกซึ้งเพราะโอกาสได้เสียนั้นสูงลิ่ว

ความเสี่ยงของกองทุนอสังหาริมทรัพย์
นักลงทุนที่รักความปลอดภัยแต่อยากได้ผลตอบแทนที่ดีมักจะมองหากองทุนอสังหาริมทรัพย์ เหตุผลก็คือ กองทุนอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นเจ้าของหรือถือสิทธิ์การเช่าระยะยาวในอสังหาริมทรัพย์ที่มักจะมีรายได้อยู่แล้ว รายได้ที่ได้ก็มักเป็นรายได้ที่ค่อนข้างจะ“แน่นอน”เพราะมักเป็นรายได้ค่าเช่า“ระยะยาว”ลูกค้าที่มาเช่าก็มักจะ“อยู่ยาว”และที่สำคัญ กำไรที่อสังหาริมทรัพย์ทำได้นั้นจะส่งต่อให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนโดยไม่ต้องเสียภาษี คิดแล้วเป็นผลตอบแทนปีละประมาณ 7-8% หรือมากกว่านั้น และนี่เป็นผลตอบแทนในปีแรกๆเท่านั้น อนาคตค่าเช่าอาจจะปรับเพิ่มขึ้นและผลตอบแทนก็อาจจะสูงขึ้น ฟังดูแล้วมีแต่เรื่องดีๆ ความเสี่ยงในการลงทุนต่ำกว่าหุ้นมากขณะที่ผลตอบแทนดูเหมือนจะพอๆกัน แต่ผมเองก็ยังมีข้อที่ยังไม่ค่อยแน่ใจตามประสา Value Investor ที่ไม่ยอมเชื่ออะไรง่ายๆ และต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะกับอะไรที่“ดีเกินไป”ข้อสังเกตและความคิดของผมก็คือ
หนึ่ง ถ้ามันดีมากจริงๆ เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ทำไมเอาทรัพย์สินมาขายให้กองทุน เก็บเอาไว้“กินเอง”ไม่ดีกว่าหรืออย่างไรก็ตาม ข้อนี้ก็มีข้อโต้เถียงได้ว่า เจ้าของอาจจะต้องการเงินเพื่อเอาไปพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โครงการใหม่และไม่อยากจะกู้เงินมากเกินไป นอกจากนั้นการขายเข้ากองทุนทำให้ไม่ต้องเสียภาษีนิติบุคคลซึ่งทำให้โครงการมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเหนือสิ่งอื่นใด เจ้าของก็มักจะยังตามไปถือหน่วยลงทุนประมาณ 30%ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่ากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นการลงทุนที่ดีจริง และที่เขาขายนั้นก็เพราะต้องการสิทธิประโยชน์ด้านภาษีและเรื่องของการระดมเงินเป็นหลักไม่ใช่การขายเพื่อทำกำไรกับคนที่เข้ามาถือหน่วยลงทุน ในความเห็นของผม ผมคิดว่าข้อโต้เถียงนั้นก็มีเหตุผล อย่างไรก็ตามมันก็อาจจะมีหลายโครงการเช่นกันที่เจ้าของโครงการนั้นขายโครงการในราคาที่สูงเกินกว่าที่ควรเป็นให้กับคนถือหน่วยลงทุนโดยวิธีการที่ซับซ้อนและผู้บริหารกองทุนก็“ตามไม่ทัน”
สอง เจ้าของโครงการนั้นหลังจากที่ขายโครงการเข้ากองทุนแล้วเขาก็ยังเป็นผู้จัดการทรัพย์สินนั้นอยู่โดยมีสัญญาผูกพันยาวนาน หลายๆโครงการเจ้าของโครงการก็เป็นผู้เช่าหลักเอง ดังนั้นมันก็มีสิ่งที่เรียกว่า Conflict of Interest หรือผลประโยชน์ทับซ้อนหรือขัดแย้งกัน นั่นคือในฐานะที่เป็นผู้บริหารเขาควรที่จะเรียกค่าเช่าให้สูงเพื่อให้กองทุนมีกำไรมาก แต่ในฐานะผู้เช่า เขาก็ต้องการเช่าในราคาที่ต่ำ โดยธรรมชาติเขาก็จะต้องดูว่าผลประโยชน์ทางไหนจะมากกว่า โดยทั่วไปผมคิดว่าผลประโยชน์ในแง่ของการเป็นผู้เช่าจะสูงกว่าผลประโยชน์ที่เป็นเจ้าของหน่วยลงทุนเพียง 30% ดังนั้น ความเสี่ยงของผู้ถือหน่วยลงทุนก็คือ หลังจากที่สัญญาเช่ารอบแรกที่มักจะต้อง“ยุติธรรม”กับกองทุนหมดลงการต่อสัญญาใหม่นั้นผมก็ไม่ใคร่แน่ใจว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิมหรือไม่
สาม สัญญาเช่ารอบแรกตอนขายโครงการให้กับกองทุนนั้นเจ้าของโครงการก็มักจะต้องทำให้มันดูดีมาก เช่น มีคนเช่าค่อนข้างเต็ม รายได้จากค่าเช่าค่อนข้างดี ซึ่งจะทำให้ผู้ถือหน่วยลงทุนได้ผลตอบแทนถึง 7-8%ขึ้นไป และถ้าโครงการทำไม่ได้ในปีแรกๆ บ่อยครั้งเจ้าของโครงการยังมีการ“รับประกันรายได้ขั้นต่ำ”จำนวนหนึ่งเพื่อที่จะทำให้ผู้ถือหน่วยลงทุนมั่นใจ อย่างน้อยเป็นระยะเวลา 2-3 ปีว่าจะได้ผลตอบแทนอยู่บ้างถ้าโครงการทำรายได้ไม่เป็นไปตามที่คาด ด้วยเหตุนี้นักลงทุนที่มักไม่มองอะไรไกลๆก็จะสบายใจและยอมควักเงินซื้อหน่วยลงทุนนั้นในราคาที่อาจจะสูงเกินไป
สี่ กองทุนอสังหาริมทรัพย์จำนวนไม่น้อยเป็นสัญญาเช่าระยะยาวหรือที่เรียกว่าเป็นการ“เซ้ง”ในช่วงที่สัญญายังอยู่ผลตอบแทนก็มักจะค่อนข้างดี แต่เมื่อหมดสัญญาเซ้งซึ่งอาจจะอีก 15-20 ปี ทรัพย์สินนั้นก็จะต้องตกเป็นของเจ้าของที่ดินเดิม มูลค่าของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ก็หมดลงหรือเหลือน้อยมาก และแม้ว่าจะมีคำปลอบใจว่าอาจจะต่อสัญญาได้ แต่การต่อสัญญานั้นก็คงต้องจ่ายค่าเซ้งใหม่ซึ่งจะเป็นเงินมหาศาล ดังนั้นการได้ต่อสัญญาจึงมีความหมายน้อยมาก ความเสี่ยงเรื่องนี้ก็เช่นกัน เป็นเรื่องที่ยังอยู่ไกล ดังนั้นนักลงทุนหลายคนก็มักจะไม่ค่อยสนใจ แต่สำหรับ Value Investor แล้ว เราสนใจเพราะที่ดินนั้น ถ้าเป็นของเราหรือของกองทุน ยิ่งเวลาผ่านไปมูลค่ากลับมากขึ้น แต่ถ้าเป็นสัญญาเซ้งยิ่งนานมูลค่าหรือราคากลับลดลงจนเป็นศูนย์เมื่อหมดสัญญา
ห้า ในช่วงที่มีการขายโครงการเข้ากองทุนนั้น หลายๆโครงการเป็นโครงการที่ค่อนข้างใหม่ ดังนั้นความจำเป็นที่จะต้องซ่อมแซมตัวอาคารและโครงสร้างต่างๆนั้นจะมีน้อยมาก นั่นทำให้กำไรของโครงการหรือกองทุนจะมีมากกว่าปกติ และดังนั้นราคาโครงการก็สามารถตั้งไว้สูงได้โดยที่ทำให้ผู้ซื้อหน่วยลงทุนยังได้ผลตอบแทนปีละ 7-8% แต่กำไรนี้จะยั่งยืนหรือไม่ก็ยังไม่แน่ใจหากว่าในเวลาต่อมาโครงการจะต้องเริ่มมีการตบแต่งหรือซ่อมแซมอาคารใหม่ อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อโต้แย้งว่า เมื่อเวลาผ่านไปค่าเช่าก็อาจจะเพิ่มขึ้น ดังนั้นกำไรก็จะยังคงเดิมหรือเพิ่มขึ้นได้ ประเด็นนี้เรายังไม่ทราบ เพราะกองทุนอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดยังค่อนข้างใหม่ เวลาเท่านั้นที่จะบอก
หก ความเสี่ยงทางด้านการตลาด นั่นคือ จำนวนคนเช่าและราคาค่าเช่านั้นแม้ว่าบางโครงการเช่น โครงการห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียงอาจจะมีความเสี่ยงน้อย แต่หลายๆโครงการก็ต้องถือว่ามีความเสี่ยงพอสมควรทีเดียว ประเด็นก็คือ โครงการที่เขาจะนำมาขายเข้ากองทุนนั้น เขาก็จะต้องเอาโครงการหรือทรัพย์สินที่มีคนเช่าเต็มหรือค่อนข้างเต็มและได้ค่าเช่าค่อนข้างจะดีอยู่แล้วมาขายซึ่งจะทำให้เขาขายได้ในราคาที่ดี แต่ใครจะไปรู้ว่าอนาคตนั้นจะดีต่อไปหรือไม่โดยเฉพาะเมื่อสัญญาเช่าหมดลง เหนือสิ่งอื่นใด นี่ก็อาจจะคล้ายๆกับหุ้น IPO หรือหุ้นเข้าตลาดใหม่ๆ ที่เจ้าของ“แต่งตัว”หรือทำให้กำไรของบริษัทดูดีผิดปกติเพื่อจะได้นำมาขายให้คนอื่นในราคาที่สูงเกินพื้นฐานเหมือนกัน ดังนั้น ก่อนที่จะซื้อกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ต้องดูให้แน่ใจว่าอนาคตของทรัพย์สินจะหาคนเช่าได้แน่นอนในราคาที่ไม่ลดลง
สุดท้ายก็คือความเสี่ยงอื่นๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน ว่าจะมีโอกาสที่ทรัพย์สินจะถูกรอนสิทธิหรือไม่รวมถึงการแข่งขันทางธุรกิจจากโครงการอื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคตและถ้ามีจะกระทบกับทรัพย์สินของกองทุนอย่างรุนแรงได้ เหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ผมพอจะนึกออก แต่ที่จริงแล้วยังอาจจะมีอะไรต่างๆที่เรายังนึกไม่ถึง อย่าลืมว่ากองทุนอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นเรื่องที่ยังค่อนข้างใหม่ ดังนั้นความเสี่ยงจึงมากกว่าหลักทรัพย์อย่างอื่น ข้อสรุปของผมก็คือ ถ้าจะซื้อ เราควรซื้อกองทุนอสังหาที่เราเข้าใจธุรกิจของโครงการจริงๆ และถ้าจะให้ดีเป็นเจ้าของทั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเอง ไม่ใช่สัญญาเช่าระยะยาว
ความเสี่ยงของกองทุนอสังหาริมทรัพย์
นักลงทุนที่รักความปลอดภัยแต่อยากได้ผลตอบแทนที่ดีมักจะมองหากองทุนอสังหาริมทรัพย์ เหตุผลก็คือ กองทุนอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นเจ้าของหรือถือสิทธิ์การเช่าระยะยาวในอสังหาริมทรัพย์ที่มักจะมีรายได้อยู่แล้ว รายได้ที่ได้ก็มักเป็นรายได้ที่ค่อนข้างจะ“แน่นอน”เพราะมักเป็นรายได้ค่าเช่า“ระยะยาว”ลูกค้าที่มาเช่าก็มักจะ“อยู่ยาว”และที่สำคัญ กำไรที่อสังหาริมทรัพย์ทำได้นั้นจะส่งต่อให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนโดยไม่ต้องเสียภาษี คิดแล้วเป็นผลตอบแทนปีละประมาณ 7-8% หรือมากกว่านั้น และนี่เป็นผลตอบแทนในปีแรกๆเท่านั้น อนาคตค่าเช่าอาจจะปรับเพิ่มขึ้นและผลตอบแทนก็อาจจะสูงขึ้น ฟังดูแล้วมีแต่เรื่องดีๆ ความเสี่ยงในการลงทุนต่ำกว่าหุ้นมากขณะที่ผลตอบแทนดูเหมือนจะพอๆกัน แต่ผมเองก็ยังมีข้อที่ยังไม่ค่อยแน่ใจตามประสา Value Investor ที่ไม่ยอมเชื่ออะไรง่ายๆ และต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะกับอะไรที่“ดีเกินไป”ข้อสังเกตและความคิดของผมก็คือ
หนึ่ง ถ้ามันดีมากจริงๆ เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ทำไมเอาทรัพย์สินมาขายให้กองทุน เก็บเอาไว้“กินเอง”ไม่ดีกว่าหรืออย่างไรก็ตาม ข้อนี้ก็มีข้อโต้เถียงได้ว่า เจ้าของอาจจะต้องการเงินเพื่อเอาไปพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โครงการใหม่และไม่อยากจะกู้เงินมากเกินไป นอกจากนั้นการขายเข้ากองทุนทำให้ไม่ต้องเสียภาษีนิติบุคคลซึ่งทำให้โครงการมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเหนือสิ่งอื่นใด เจ้าของก็มักจะยังตามไปถือหน่วยลงทุนประมาณ 30%ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่ากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นการลงทุนที่ดีจริง และที่เขาขายนั้นก็เพราะต้องการสิทธิประโยชน์ด้านภาษีและเรื่องของการระดมเงินเป็นหลักไม่ใช่การขายเพื่อทำกำไรกับคนที่เข้ามาถือหน่วยลงทุน ในความเห็นของผม ผมคิดว่าข้อโต้เถียงนั้นก็มีเหตุผล อย่างไรก็ตามมันก็อาจจะมีหลายโครงการเช่นกันที่เจ้าของโครงการนั้นขายโครงการในราคาที่สูงเกินกว่าที่ควรเป็นให้กับคนถือหน่วยลงทุนโดยวิธีการที่ซับซ้อนและผู้บริหารกองทุนก็“ตามไม่ทัน”
สอง เจ้าของโครงการนั้นหลังจากที่ขายโครงการเข้ากองทุนแล้วเขาก็ยังเป็นผู้จัดการทรัพย์สินนั้นอยู่โดยมีสัญญาผูกพันยาวนาน หลายๆโครงการเจ้าของโครงการก็เป็นผู้เช่าหลักเอง ดังนั้นมันก็มีสิ่งที่เรียกว่า Conflict of Interest หรือผลประโยชน์ทับซ้อนหรือขัดแย้งกัน นั่นคือในฐานะที่เป็นผู้บริหารเขาควรที่จะเรียกค่าเช่าให้สูงเพื่อให้กองทุนมีกำไรมาก แต่ในฐานะผู้เช่า เขาก็ต้องการเช่าในราคาที่ต่ำ โดยธรรมชาติเขาก็จะต้องดูว่าผลประโยชน์ทางไหนจะมากกว่า โดยทั่วไปผมคิดว่าผลประโยชน์ในแง่ของการเป็นผู้เช่าจะสูงกว่าผลประโยชน์ที่เป็นเจ้าของหน่วยลงทุนเพียง 30% ดังนั้น ความเสี่ยงของผู้ถือหน่วยลงทุนก็คือ หลังจากที่สัญญาเช่ารอบแรกที่มักจะต้อง“ยุติธรรม”กับกองทุนหมดลงการต่อสัญญาใหม่นั้นผมก็ไม่ใคร่แน่ใจว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิมหรือไม่
สาม สัญญาเช่ารอบแรกตอนขายโครงการให้กับกองทุนนั้นเจ้าของโครงการก็มักจะต้องทำให้มันดูดีมาก เช่น มีคนเช่าค่อนข้างเต็ม รายได้จากค่าเช่าค่อนข้างดี ซึ่งจะทำให้ผู้ถือหน่วยลงทุนได้ผลตอบแทนถึง 7-8%ขึ้นไป และถ้าโครงการทำไม่ได้ในปีแรกๆ บ่อยครั้งเจ้าของโครงการยังมีการ“รับประกันรายได้ขั้นต่ำ”จำนวนหนึ่งเพื่อที่จะทำให้ผู้ถือหน่วยลงทุนมั่นใจ อย่างน้อยเป็นระยะเวลา 2-3 ปีว่าจะได้ผลตอบแทนอยู่บ้างถ้าโครงการทำรายได้ไม่เป็นไปตามที่คาด ด้วยเหตุนี้นักลงทุนที่มักไม่มองอะไรไกลๆก็จะสบายใจและยอมควักเงินซื้อหน่วยลงทุนนั้นในราคาที่อาจจะสูงเกินไป
สี่ กองทุนอสังหาริมทรัพย์จำนวนไม่น้อยเป็นสัญญาเช่าระยะยาวหรือที่เรียกว่าเป็นการ“เซ้ง”ในช่วงที่สัญญายังอยู่ผลตอบแทนก็มักจะค่อนข้างดี แต่เมื่อหมดสัญญาเซ้งซึ่งอาจจะอีก 15-20 ปี ทรัพย์สินนั้นก็จะต้องตกเป็นของเจ้าของที่ดินเดิม มูลค่าของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ก็หมดลงหรือเหลือน้อยมาก และแม้ว่าจะมีคำปลอบใจว่าอาจจะต่อสัญญาได้ แต่การต่อสัญญานั้นก็คงต้องจ่ายค่าเซ้งใหม่ซึ่งจะเป็นเงินมหาศาล ดังนั้นการได้ต่อสัญญาจึงมีความหมายน้อยมาก ความเสี่ยงเรื่องนี้ก็เช่นกัน เป็นเรื่องที่ยังอยู่ไกล ดังนั้นนักลงทุนหลายคนก็มักจะไม่ค่อยสนใจ แต่สำหรับ Value Investor แล้ว เราสนใจเพราะที่ดินนั้น ถ้าเป็นของเราหรือของกองทุน ยิ่งเวลาผ่านไปมูลค่ากลับมากขึ้น แต่ถ้าเป็นสัญญาเซ้งยิ่งนานมูลค่าหรือราคากลับลดลงจนเป็นศูนย์เมื่อหมดสัญญา
ห้า ในช่วงที่มีการขายโครงการเข้ากองทุนนั้น หลายๆโครงการเป็นโครงการที่ค่อนข้างใหม่ ดังนั้นความจำเป็นที่จะต้องซ่อมแซมตัวอาคารและโครงสร้างต่างๆนั้นจะมีน้อยมาก นั่นทำให้กำไรของโครงการหรือกองทุนจะมีมากกว่าปกติ และดังนั้นราคาโครงการก็สามารถตั้งไว้สูงได้โดยที่ทำให้ผู้ซื้อหน่วยลงทุนยังได้ผลตอบแทนปีละ 7-8% แต่กำไรนี้จะยั่งยืนหรือไม่ก็ยังไม่แน่ใจหากว่าในเวลาต่อมาโครงการจะต้องเริ่มมีการตบแต่งหรือซ่อมแซมอาคารใหม่ อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อโต้แย้งว่า เมื่อเวลาผ่านไปค่าเช่าก็อาจจะเพิ่มขึ้น ดังนั้นกำไรก็จะยังคงเดิมหรือเพิ่มขึ้นได้ ประเด็นนี้เรายังไม่ทราบ เพราะกองทุนอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดยังค่อนข้างใหม่ เวลาเท่านั้นที่จะบอก
หก ความเสี่ยงทางด้านการตลาด นั่นคือ จำนวนคนเช่าและราคาค่าเช่านั้นแม้ว่าบางโครงการเช่น โครงการห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียงอาจจะมีความเสี่ยงน้อย แต่หลายๆโครงการก็ต้องถือว่ามีความเสี่ยงพอสมควรทีเดียว ประเด็นก็คือ โครงการที่เขาจะนำมาขายเข้ากองทุนนั้น เขาก็จะต้องเอาโครงการหรือทรัพย์สินที่มีคนเช่าเต็มหรือค่อนข้างเต็มและได้ค่าเช่าค่อนข้างจะดีอยู่แล้วมาขายซึ่งจะทำให้เขาขายได้ในราคาที่ดี แต่ใครจะไปรู้ว่าอนาคตนั้นจะดีต่อไปหรือไม่โดยเฉพาะเมื่อสัญญาเช่าหมดลง เหนือสิ่งอื่นใด นี่ก็อาจจะคล้ายๆกับหุ้น IPO หรือหุ้นเข้าตลาดใหม่ๆ ที่เจ้าของ“แต่งตัว”หรือทำให้กำไรของบริษัทดูดีผิดปกติเพื่อจะได้นำมาขายให้คนอื่นในราคาที่สูงเกินพื้นฐานเหมือนกัน ดังนั้น ก่อนที่จะซื้อกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ต้องดูให้แน่ใจว่าอนาคตของทรัพย์สินจะหาคนเช่าได้แน่นอนในราคาที่ไม่ลดลง
สุดท้ายก็คือความเสี่ยงอื่นๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน ว่าจะมีโอกาสที่ทรัพย์สินจะถูกรอนสิทธิหรือไม่รวมถึงการแข่งขันทางธุรกิจจากโครงการอื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคตและถ้ามีจะกระทบกับทรัพย์สินของกองทุนอย่างรุนแรงได้ เหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ผมพอจะนึกออก แต่ที่จริงแล้วยังอาจจะมีอะไรต่างๆที่เรายังนึกไม่ถึง อย่าลืมว่ากองทุนอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นเรื่องที่ยังค่อนข้างใหม่ ดังนั้นความเสี่ยงจึงมากกว่าหลักทรัพย์อย่างอื่น ข้อสรุปของผมก็คือ ถ้าจะซื้อ เราควรซื้อกองทุนอสังหาที่เราเข้าใจธุรกิจของโครงการจริงๆ และถ้าจะให้ดีเป็นเจ้าของทั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเอง ไม่ใช่สัญญาเช่าระยะยาว
หุ้นสิ่งพิมพ์
หลักการเลือกธุรกิจหรือหุ้นที่จะลงทุนตามแนวของ Value Investor สไตล์วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้นมีหลายๆ ข้อดังต่อไปนี้

1. ควรจะเป็นธุรกิจที่เข้าใจได้ง่ายหรือเป็นธุรกิจที่คุณเข้าใจดี
2. มีผลการดำเนินงานมั่นคง สม่ำเสมอมานานพอสมควร
3. เป็นธุรกิจที่มีอนาคตดีไปอีกนาน
4. เป็นธุรกิจที่มีกำไรดีเมื่อเทียบกับยอดขาย
5. มีผู้บริหารที่ดีไว้ใจได้และดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น
6. หุ้นมีราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับมูลค่าของกิจการ
หุ้นที่เข้าข่ายหรือมีคุณสมบัติ 6 ข้อดังกล่าวกลุ่มหนึ่งสำหรับผมก็คือ หุ้นของธุรกิจสิ่งพิมพ์
สำหรับผมแล้ว ร้านหนังสือเป็นสถานที่ที่ผมใช้เวลาในช่วงวันหยุดมาก รองจากซุปเปอร์มาร์เก็ต ผมคิดว่าธุรกิจหนังสือและสิ่งพิมพ์เป็นธุรกิจที่เข้าใจได้ง่ายไม่มีอะไรซับซ้อน ว่าที่จริงมันเป็นอะไรที่คล้ายๆกับธุรกิจอาหารซึ่งทุกคนรู้จักดี เพียงแต่นี่คืออาหารสมองที่จะต้องบริโภคเป็นประจำเพื่อให้เป็นคนที่ฉลาดและรอบรู้อยู่เสมอ และนี่คือคุณสมบัติข้อที่หนึ่งของการเลือกธุรกิจที่จะลงทุน
ธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่ “อยู่ตัว”หรือประสบความสำเร็จแล้วในระดับหนึ่งมักจะมีผลการดำเนินงานที่มั่นคงสม่ำเสมอต่อเนื่องยาวนาน เหตุผลคงจะเป็นเพราะว่าหนังสือโดยเฉพาะที่เป็นวารสาร หรือหนังสือพิมพ์นั้นมีคุณสมบัติที่ทำให้คน “ติด” คือเมื่อเคยอ่านและชอบแล้วก็มักจะอยากอ่านฉบับเดิมไม่ชอบเปลี่ยนเป็นฉบับอื่น หนังสือเองก็มีการขายไปสู่คนซื้อจำนวนมาก ซึ่งทำให้การเปลี่ยนแปลงของยอดขายเป็นไปอย่างช้าๆ และมั่นคง ทำให้เราสามารถคาดการณ์ธุรกิจได้แม่นยำพอสมควรนี่คือคุณสมบัติข้อที่สอง
เรื่องอนาคตของธุรกิจสิ่งพิมพ์เองนั้น ถ้ามองว่าประเทศไทยยังมีการอ่านหนังสือกันน้อยมาก ดูจากการสำรวจเมื่อเร็ว ๆนี้ซึ่งพบว่า คนไทยอ่านหนังสือกันโดยเฉลี่ยเพียงปีละ 8 บรรทัด ก็น่าจะพูดได้ว่าอนาคตของธุรกิจน่าจะเติบโตต่อไปได้อีกนาน เพราะในสังคมที่เจริญขึ้น ประชาชนมีการศึกษาสูงขึ้น คนจะอ่านหนังสือมากขึ้น สถิติเมื่อเร็วๆนี้ หรือแม้แต่แค่เดินดูตามร้านขายหนังสือก็พบว่ามีหนังสือออกใหม่ทั้งหนังสือเล่มและวารสารมากขึ้นจริงๆ และนี่ก็น่าจะเป็นธุรกิจที่มีอนาคตดีไปอีกนาน แม้ว่าจะไม่เติบโตพรวดพราดเหมือนธุรกิจบางอย่าง
กฎเกณฑ์ข้อสี่ซึ่งเน้นที่กำไรเมื่อเทียบกับยอดขายหรือที่เรียกว่า Profit Margin นั้น ในธุรกิจสิ่งพิมพ์ ผมคิดว่าน่าจะอยู่ในระดับที่ดีโดยเฉพาะหนังสือที่ประสบความสำเร็จแล้ว เหตุผลก็คือต้นทุนในการผลิตหนังสือที่เป็นรายการใหญ่ เช่น ต้นทุนในการเขียนและการทำต้นฉบับมักเป็นรายจ่ายที่คงที่ไม่เพิ่มขึ้นเมื่อมีการขายเพิ่ม ดังนั้น หนังสือเล่มที่ขายได้ดีมีการพิมพ์ซ้ำบ่อยๆ นั้นจะทำกำไรได้มาก เช่นเดียวกับวารสารที่ติดตลาดและมีหน้าโฆษณามากขึ้นก็สามารถทำกำไรเพิ่มโดยไม่ต้องลงทุนอะไรมากนัก ถ้าจะสรุปง่ายๆก็คือธุรกิจสิ่งพิมพ์นั้นสามารถทำกำไรเพิ่มได้โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มหรือเพิ่มน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับโรงงานผลิตสินค้าอื่นๆ
ผมคงขอผ่านเกณฑ์ข้อห้าเนื่องจากเป็นเรื่องของแต่ละบริษัทที่นักลงทุนจะต้องพิจารณาเป็นรายๆไปว่าธรรมาภิบาลของแต่ละบริษัทเป็นอย่างไร ตามความเห็นของผมก็น่าจะมีหลายกิจการที่ผู้บริหารไว้วางใจได้
สุดท้ายคือเรื่องของราคาหุ้นที่เน้นว่าต้องไม่แพงเมื่อเทียบกับมูลค่าของกิจการ ในประเด็นนี้ถ้ามองจากค่า PE ซึ่งโดยเฉลี่ยของทุกบริษัทพบว่าอยู่ที่ประมาณ 15 เท่า และค่า PB ประมาณ 1.8 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับค่า PB โดยเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ที่ประมาณ 2 เท่า และค่า PE ที่ใกล้เคียงกัน ผมคิดว่าราคาของหุ้นในกลุ่มสิ่งพิมพ์อยู่ในระดับปานกลางซึ่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับคุณภาพของธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่ผมเห็นว่าค่อนข้างดีแล้ว ผมก็คิดว่าการลงทุนในหุ้นของธุรกิจสิ่งพิมพ์น่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวได้
ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของหุ้นสิ่งพิมพ์ก็คือ เป็นหุ้นที่มักจะจ่ายปันผลในระดับที่ดีปีละประมาณ 4 – 5% ของราคาหุ้น และหลายบริษัทจ่ายทุกไตรมาศซึ่งทำให้ผู้ถือหุ้นมีรายได้สม่ำเสมอ
แน่นอนความเสี่ยงของการถือหุ้นสิ่งพิมพ์ก็มีอยู่เช่น การที่กระดาษที่เป็นวัตถุดิบมีราคาเพิ่มขึ้นอย่างที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบันซึ่งทำให้กำไรของกิจการลดลง หรือเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้รายได้โฆษณาน้อยลง แต่ทั้งหลายเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้กิจการถึงกับขาดทุนเพียงแต่กำไรอาจจะถดถอยลงบ้างเป็นครั้งคราว แต่ในที่สุดแล้วปัญหาก็มักจะผ่านไปได้เมื่อภาวะเลวร้ายผ่านไป หรือมีการปรับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุนในที่สุด
ปัญหาอีกข้อหนึ่งของหุ้นสิ่งพิมพ์ก็คือ ส่วนใหญ่แล้วหุ้นในกลุ่มนี้จะมีสภาพคล่องน้อยมาก การซื้อขายอย่างรวดเร็วทำได้ไม่ง่ายนัก และนี่คงจะเป็นสาเหตุที่ทำให้นักลงทุนแม้แต่ที่เป็น Value Investor ไม่สนใจที่จะศึกษาหรือลงทุน แม้ว่าโดยพื้นฐานของธุรกิจเองนั้น ธุรกิจสิ่งพิมพ์มีคุณสมบัติครบถ้วนของการที่จะเป็นหุ้น Value ได้ไม่แพ้ธุรกิจอื่นๆ ทั้งหมดนั้นก็คือการวิเคราะห์ตัวอุตสาหกรรมหรือหุ้นของทุกบริษัทโดยเฉลี่ย แต่การที่จะเลือกลงทุนในหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง คุณก็หนีไม่พ้นที่จะต้องวิเคราะห์เจาะลึกเป็นรายตัวตามสูตรการคัดเลือกหุ้นในแบบ Value Investment ทุกประการ

ปิโตรเคมีคืออะไร?

ปิโตรเคมีคือการนำ ปิโตรเลียม(น้ำมันดิบ/ก๊าสธรรมชาติ)มาแปรสภาพโดยใช้ความร้อน,ความดัน,ปฏิกิริยาทางเคมี เพื่อเกิดสารตัวใหม่และนำมาใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยที่ผลิตภัณฑ์ของปิโรเคมีแบ่งเป็น3ขั้น ข้นต้น ขั้นกลาง และขั้นปลาย

ขั้นต้นคือการนำน้ำมันดิบมาแปรสภาพเป็น โอเลฟินส์ และ อะโรเมติกส์
ขั้นกลาง นำโอเลฟินส์ และ อะโรเมติกส์มาแปรสภาพต่อให้ขั้นปลาย
ขั้นปลาย นำผลิตภัณฑ์จากขึ้นต้นหรือขึ้นกลางมาแปรสภาพเป็น เม็ดพลาสติก, เส้นใยสังเคราะห์, ยางสังเคราะห์, ตัวทะละลาย เป็นต้น แล้วส่งต่อให้อุตสาหกรรมต่างๆเช่น กลุ่มยานยนต์,บรรจุภัณฑ์,และสิ่งทอ เป็นต้น

ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีคืออะไร?

ลองหันดูรอบๆตัวคุณแล้วจะรู้ว่าผลิตภัณฑ์จากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีนั้นอยู่ใกล้ตัวคุณมาก!เช่น เสื้อผ้า,ถ้วย ชามพลาสติก,ขวดน้ำ,สี,ยาฆ่าแมลง,ปุ๋ยเคมี,ท่อน้ำ,ลูกฟุตบอล เรียกได้ว่าเกือบทุกอย่างในชีวิตเราเลย (คนเรานี้เก่งมากๆทำให้ปิโตรเลียมกลายมาเป็นถ้วย ชามพลาสติกได้!)

การวิเคราะห์

ธุรกิจปิโตรเคมีนั้นก็เหมือนกับธุรกิจน้ำมันที่เป็น”หุ้นวัฏจักร” ซึ่งจะต้องพึ่งพาเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมัน แต่ธุรกิจปิโตรเคมีจะต่างจากธุรกิจน้ำมันตรงที่ไม่ต้องมีสัมปทาน บริษัทสามารถเข้ามาได้ถ้าเล็งเห็นโอกาสในบางช่วง ดังนั้นเป็นธุรกิจที่การแข่งขันสูง มีผู้ผลิตอยู่ทั่วโลก ซึ่งบริษัทแข่งกันเรื่องต้นทุนและราคา และมักมีปัญหาเรื่อง oversupply

สิ่งที่ควรระวังสำหรับหุ้นกลุ่มปิโตรเคมีที่เป็นโรงกลั่นหรืออยู่ในขั้นต้น ก็คือราคาน้ำมันที่ผันผวนมากๆ ซึ่งจะทำให้เกิดStock Lossและ Stock Gain เราจะเห็นได้จากตัวอย่างในปีนี้ของPTTGCใน Q2(Stock Loss) และ Q3 (Stock Gain)

ในกรณีที่ราคาน้ำมันตกโรงกลั่นจะเสียผลประโยชน์ แต่แน่นอนย่อมมีธุรกิจที่ได้ผลประโยชน์เช่นกันซึ่งก็คืออุตสาหกรรมต่อเนื่องจากปิโตรเคมีเพราะต้นทุนจะถูกลง บริษัทต่างๆเช่น TPA,TPC,THIP,MBAX,TMW จะสามารถซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นปลายเช่นเม็ดพลาสติกที่มีราคาถูกลงกว่าเดิมได้

คุณสามารถตรวจสอบราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีได้จาก ->;http://www.tpia.org/stat/graphday.asp?chk=1

จากข้อมูลเบื้องต้นจะเห็นว่าการลงทุนในหุ้นกลุ่มปิโตรเคมีนั้นค่อนข้างเสี่่ยงและยุ่งยากเพราะเราจะต้องกังวลกับราคาน้ำมันที่คาดการณ์ไม่ได้และเรื่องของDemand Supplyของผลิตภัณฑ์ต่างๆอีกด้วย

=The Youngblood Way=
สนใจการลงทุนแบบเน้นคุณค่าเชิญเพจ http://www.facebook.com/TheYoungbloodWay?ref=

หุ้นกลุ่มยานยนต์

อ้างอิงจากหนังสือ ลงทุนอย่าง…ปีเตอร์ ลินซ์ Beating the Street

เมื่อไรก็ตามที่ภาวะเศรษฐกิจเริ่มดูซบเซา กองทุนมืออาชีพจะเริ่มคิดถึงการลงทุนในหุ้นวัฏจักร การขึ้นๆ ลงๆ ของบริษัทอลูมิเนียม, บริษัทเหล็ก, บริษัทผู้ผลิตกระดาษ, บริษัทผู้ผลิตรถยนต์, บริษัทสารเคมี และสายการบินเป็นรูปแบบ ซึ่งมีการรับรู้กันเป็นอย่างดีและมีความเชื่อถือได้พอๆ กับการเปลี่ยนฤดูกาล

ประเด็นที่เป็นปัญหาก็คือ การที่ผู้จัดการกองทุนมักจะกระตือรือร้นอยากที่จะเข้าไปลงทุนในหุ้นวัฏจักรก่อนคนอื่นๆ มันดูเหมือนว่า วอลล์ สตรีทจะคาดการณ์วงจรขาขึ้นของอุตสาหกรรมที่เป็นวัฏจักรเร็วเกินกว่าความเป็นจริงไปมาก ซึ่งเหตุนี้มันไปทำให้การลงทุนในหุ้นวัฏจักรเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยกลเม็ดเด็ดพรายมากยิ่งขึ้น

ตัวบ่งชี้ที่มีประโยชน์ตัวหนึ่งที่สามารถนำมาใช้บอกว่า เราควรจะซื้อหุ้นบริษัทรถยนต์เมื่อไรก็คือ ราคารถมือสอง เมื่อไรก็ตามที่เต๊นท์รถมือสองลดราคารถยนต์ของพวกเขาลง มันหมายถึงว่า พวกเขามีปัญหาในการขายรถ ซึ่งตลาดรถมือสองที่ว่าแย่แล้ว ตลาดรถใหม่จะย่ำแย่ยิ่งกว่านั้นอีก อย่างไรก็ตาม เมื่อไรที่ราคารถมือสองมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น มันจะเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงอนาคตที่สดใสขี้นสำหรับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์

ตัวบ่งชี้ที่น่าเชื่อถือยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ ตัวเลข “การชะลอตัวของความต้องการซื้อรถ”

ในช่วงระยะเวลาสีปีนับจากปี 1980 ถึงปี 1983 ซึ่งเศรษฐกิจมีภาวะซบเซาและผู้คนต่างก็พยายามที่จะประหยัดเงิน ยอดขายรถที่เกิดขึ้นจริงมีจำนวนน้อยกว่ายอดขายรถที่ควรจะเป็น (แนวโน้ม) ถึงเจ็ดล้านคัน (คนจำนวนเจ็ดล้านคนที่ควรจะซื้อรถยนต์และรถบรรทุกไปแล้วได้เลื่อนการซื้อของพวกเขาออกไป) ตัวเลขนี้บอกเราว่า การบูมของยอดขายรถมันน่าจะเกิดขึ้น ซึ่งเราก็ได้เห็นการบูมเกิดขึ้นจริงๆ ในช่วงปี 1984 ถึงปี 1989 ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ยอดขายรถที่เกิดขึ้นจริงมีจำนวนสูงกว่ายอดขายที่ควรจะเป็นถึง 7.8 ล้านคัน

หลังจากช่วงระยะเวลาที่ยอดขายจริงมั่นต่ำกว่ายอดขายที่ควรจะเป็นผ่านไปได้สีหรือห้าปี ช่วงระยะเวลาที่ยอดขายจริงสูงกว่ายอดขายที่ควรจะเป็นจะกินเวลาอีกสีหรือห้าปีกว่าที่ตลาดรถมันจะกลับมามีความสมดุลหากคุณไม่รู้ข้อมูลนี้ คุณอาจจะขายหมู ตัวอย่างเช่น หลังจากการบูมในปี 1983 ซึ่งยอดขายรถได้เพิ่มขึ้นจาก 10.5 ล้านคันไปเห้น 12.3 ล้านคัน คุณอาจจะตัดสินใจขายหุ้น Ford หรือ Chrysler ออกไป เนื่องจากคุณคิดว่าการบูมของตลาดรถยนต์มันจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ถ้าหากคุณได้เกาะติดแนวโน้ม คุณจะเห็นว่า มันยังมีการชะลอตัวของความต้องการซื้อรถที่หลงเหลืออยู่มากกว่า 7 ล้านคัน ซึ่งกว่ามันจะถูกดูดซับหมดก็ปาเข้าไปปี 1988

ปีที่คุณควรจะขายหุ้นบริษัทรถยนต์ออกไปก็คือปี 1988 (ประมาณปีที่ 7-8 หลังวิกฤติ) ซึ่งเป็นปีที่การชะลอตัวของความต้องการซื้อรถที่สะสมมาตั้งแต่ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 ได้ถูกดูดซับไปหมดแล้ว ผู้คนได้ซื้อรถใหม่ไปกว่า 74 ล้านคันในช่วงระยะเวลาห้าปีและแนวโน้มของยอดขายก้น่าจะเป็นไปในทิศทางขาลง มากกว่าที่จะเป็นขาขึ้น กระทั่งในปี 1989 ซึ่งเป้นปีที่ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมดี ยอดขายรถก็ยังลดลงไป 1 ล้านคัน ซึ่งมันไปทำให้ราคาหุ้นของบริษัทรถยนต์ลดลงตามไปด้วย

นับจากปี 1990 เราก็เริ่มต้นสะสมตัวเลขการชะลอตัวของความต้องการซื้อรถกันอีกครั้ง เรามียอดขายที่ต่ำกว่ายอดขายที่ควรจะเป็นติดต่อกันสองปี หากแนวโน้มยังเป็นแบบนี้ต่อไป เราจะมีตัวเลขการชะลอตัวของความต้องการซื้อรถจำนวน 5.6 ล้านคันภายในสิ้นปี 1993 และมันน่าจะก่อให้เกิดการบูมของยอดขายรถในช่วงปี 1994-1996 (สี่ปีอีกแล้วครับพี่น้อง )

การรู้วัฏจักรของธุรกิจรถยนต์เป็นเพียงครึ่งเดียวของเรื่องราวทั้งหมดอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือก้คือการคัดเลือกบริษัทที่จะให้ผลตอบแทนสูงสุด หากคุณคิดถูกเกี่ยวกับอุตสาหกรรมแต่เลือกลงทุนผิดบริษัท คุณก็สามารถที่จะขาดทุนได้พอๆ กับกรณีที่คุณคิดเกี่ยวกับอุตสาหกรรมผิด

ในช่วงขาขึ้นที่เริ่มต้นในปี 1982 (สองปีหลังวิกฤติ ) ผมมีข้อสรุปว่า 1. มันเป็นช่วงเวลาที่ดีของการลงทุนในหุ้นกลุ่มบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ 2.Chrysler, Ford และ Volvo น่าจะให้ผลตอบแทนสูงกว่า General Motors คุณอาจจะคิดว่า GM น่าจะเป็นหุ้นที่ดีที่สุด เนื่องจาก GM เป็นบริษัทผูผลิตรถยนต์อันดับหนึ่ง แต่จริงๆ แล้ว มันไม่ใช่หุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด ชื่อเสียงในด้านความเป็นเลิศของ GM มันยิ่งใหญ่เกินกว่าความปราถนาของบริษัทในการที่จะรักษามันเอาไว้ บริษัททั้งหยิ่งยโส ทั้งมองระยะสั้นๆ และยึดติดกับความสำเร็จของมัน อย่างไรก็ตาม หากเราไม่มองถึงประเด็นเหล่านี้แล้วบริษัทก็ถือได้ว่าอยู่ในสภาพที่ดี

ผู้สร้างภาพยนตร์เรื่อง Roger & Me ไม่ใช่คนที่ประสบกับความยุ่งยากในการเข้าไปในอาคารของ GM เพียงคนเดียว ครั้งหนึ่ง ผมได้รับการนัดหมายให้ไปพบกับเจ้าหน้าที่นักลงทุนสัมพันธ์ที่หาศูนย์วิจัยและการพัฒนาของ GM ที่มีขนาดพอๆ กับวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ไม่พบ พวกเราสองคนต้องใช้เวลาสองสามชั่วโมงในการเสาะหาที่ตั้งของมัน หากกระทั่งคนในแผนกนักลงทุนสัมพันธ์ยังไม่รู้ว่า ส่วนต่างๆ ของบริษัทตั้งอยู่ที่ไหน คุณสามารถที่จะตั้งสมมติฐานไว้ได้เลยว่า คนอื่นๆ ในบริษัทก็คงจะไม่รู้เช่นกัน

ในช่วงทศวรรษที่ 1980 GM ได้สร้างความประทับใจอันเลวร้ายไว้กับผู้ซื้อหุ้นของบริษัท ในช่วงระยะเวลา 10 ปี ราคาหุ้นของ GM ได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า อย่างไรก็ตามคนที่ซื้อหุ้น Chrysler ในช่วงใกล้จุดต่ำสุดในปี 1982 จะได้กำไรเกือบ 50 เท่าภายในระยะเวลาห้าปี และคนที่ซื้อหุ้น Ford จะได้กำไรถึง 17 เท่า พอมาถึงในช่วงสิ้นทศวรรษ ความอ่อนแอของ GM ก็เป็นสิ่งที่มีการรับรู้กันโดยทั่วไป คนที่เดินตามท้องถนนจะสามารถบอกกับคุณว่า บริษัทผู้ผลิตรถยนต์อันดับหนึ่งของอเมริกาได้พ่ายแพ้อย่างหมดรูปต่อบริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น

……………………………………………………………

สรุปว่า

1.วัฏจักรของอุตสาหกรรมยานยนต์ 1 รอบประมาณ 7-8 ปี

2.สองปีหลังวิกฤตจะเป็นช่วงเริ่มต้นขาขึ้นของอุตสาหกรรมยานยนต์ และเป็นเวลาเหมาะสมในการเริ่มลงทุนในหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์

3.อุตสาหกรรมยานยนต์จะพีคตอนปีที่ 4 หรือ 5 หลังวิกฤต แต่ยังไม่ต้องรีบขายเพราะคุณอาจขายหมู

4.เตรียมขายในปีที่ 7 หรือ 8 ซึ่งเป็นปีที่การชะลอตัวของความต้องการซื้อรถที่สะสมมาในช่วงวิกฤติหมดไป

About these ads