Archive for 2012

ถอด ‘ดีเอ็นเอ’ หุ้น DNA กว่าจะมีวันนี้..เลือดตาแทบกระเด็น

ถอด ‘ดีเอ็นเอ’ หุ้น DNA กว่าจะมีวันนี้..เลือดตาแทบกระเด็น

เส้นทางชีวิตหุ้นดีเอ็นเอ 2002 ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ‘สามารถ ฉั่วศิริพัฒนา’ เด็กอีสานออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 18-19 ปี มาค้าขายที่สยามสแควร์

บมจ.ดีเอ็นเอ 2002 เป็นหุ้นน้องใหม่ที่เตรียมเข้าไปโลดแล่นในตลาดหลักทรัพย์ mai ภายในปีนี้ ก่อตั้งกิจการโดย “ป๋อง” สามารถ ฉั่วศิริพัฒนา ทำธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าสื่อโฮมเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ประเภทภาพยนตร์ และเพลงผ่านช่องทางร้านค้าปลีกมีช่องทางการจำหน่าย 1,432 สาขาครอบคลุมทั่วประเทศ ปัจจุบัน สามารถ ฉั่วศิริพัฒนาและครอบครัวถือหุ้น DNA จำนวน 243.56 ล้านหุ้น สัดส่วน 50.74% ภายหลังเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 160 ล้านหุ้น ครอบครัวฉั่วศิริพัฒนา จะเหลือสัดส่วนการถือหุ้น 38.06%

นักลงทุนหลายรายเกรงว่าหุ้นดีเอ็นเอ 2002 จะซ้ำรอย บมจ.ป่องทรัพย์ (PSAAP) ของ กิตติ์ยาใจ ตรีเอกวิจิตร เจ้าของร้าน “แมงป่อง” หรือไม่! ในอดีตเคยเป็นผู้นำธุรกิจ Home Entertainment หมายเลขหนึ่งของไทย ปี 2546 เคยมีสาขามากถึง 219 สาขา ก่อนจะลดเหลือเพียง 41 สาขา หลังจากผู้บริโภคหันไปซื้อเทปผี ซีดีเถื่อน ส่งผลให้ป่องทรัพย์กิจการขาดทุนอย่างหนัก และมีส่วนผู้ถือหุ้นติดลบมาโดยตลอด

ผู้บริหารหนุ่มวัยเพียง 42 ปี เจ้าของธุรกิจพันล้าน บอกเล่าเรื่องราวชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบให้ กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ฟังว่า เป็นคนจังหวัดอุดรธานี มีพี่น้อง 9 คน ตนเองเป็นลูกคนที่ 8 คุณพ่อยึดอาชีพขายผ้าเมตรอยู่ที่อุดรธานี ส่วนคุณแม่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้าที่กรุงเทพฯ

“ผมเพิ่งเรียนจบปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจมหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมานี่เอง เพราะออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 18-19 ปี มาทำธุรกิจขายเทปเพลงไทยและสากล แถวๆ สยามสแควร์กับพี่ชายคนที่ 7 ช่วงแรกๆ พอขายได้ แต่เมื่อเจอปัญหาลิขสิทธิ์ ทำให้ยอดขายไม่ได้ตามเป้า”

ขายเทปเพลงได้ 1 ปี ก็หันมาเปิดร้านขายวีดีโอ ฝั่งมาบุญครอง ยอดขายดีมากตกเดือนละ 1 ล้านบาท ตอนนั้นช่วงปี 2534 เศรษฐกิจดีมาก จากนั้นก็ขยายสาขาอีก 3-4 แห่ง แถวเดอะมอลล์บางกะปิ เดอะมอลล์งามวงศ์วาน และฟอร์จูน แต่ต้องปิดสาขางามวงศ์วาน เพราะเกิดเหตุไฟฟ้าไหม้ ทำธุรกิจมาจนถึงปี 2538 เศรษฐกิจเริ่มแย่ ยอดขายตกจากเดือนละเกือบ 10 ล้านบาท เหลือเดือนละ 1-2 ล้านบาท ทำให้ก่อนปี 2540 จำเป็นต้องปิดสาขาเหลือไว้เพียงสาขามาบุญครอง 2 แห่ง แถมเป็นหนี้แบงก์อีกเกือบ 10 ล้านบาท ต้องนำสต็อกสินค้ามาหมุนเพื่อใช้หนี้

“โชคดีที่รู้ตัวเองว่าไปต่อไม่ไหวแล้ว ผมใช้เวลาฟื้นฟูตัวเองประมาณ 2 ปี (2541-2542) จากนั้นก็ไปซื้อกิจการร้านขายเทปและวีดีโอ ภายใต้แบรนด์ Book and Music ต่อจากเพื่อนทำให้มีสาขาเพิ่มอีกกว่า 10 แห่ง เมื่อเศรษฐกิจเริ่มกลับมาดีธุรกิจก็เริ่มตั้งลำได้ จึงมาเปิดบริษัท มีเดีย เน็ตเวิร์ก รีเทล ในปี 2546 จากนั้นกิจการก็เติบโตมาเรื่อยๆ และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ดีเอ็นเอ 2002″

สามารถ กล่าวว่า แม้ปัญหาเทปผี ซีดีเถื่อน ยังมีอยู่แต่ธุรกิจนี้ก็ยังอยู่ได้เพียงแต่บริษัทต้องต่อยอดขึ้นไปให้ถึง “ต้นน้ำ” ตอนนี้ยังอยู่กลางน้ำและปลายน้ำ หากอยากมีผลประกอบการเติบโตกว่านี้ ต้องขยายสาขาเพียงปีละ 10% และต้องหันไปทำเรื่องดาวน์โหลดสตรีมมิ่ง นำเข้าภาพยนตร์ต่างประเทศ และทำโปรดักชั่นเกี่ยวกับการผลิตภาพยนตร์ แต่ทำเองคนเดียวคงไม่ไหว ต้องหาเพื่อนมาช่วยตอนนี้มีคุยไว้หลายรายแล้ว ปี 2556 จะสรุปพันธมิตรเกี่ยวกับการผลิตภาพยนตร์ ส่วนธุรกิจที่เหลือจะพยายามสรุปให้ได้ภายใน 2 ปีข้างหน้า หากทำครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำก็หวังลึกๆ ว่ายอดขายน่าจะทำได้ระดับ 2,700-2,800 ล้านบาทได้ไม่ยาก

สำหรับผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนปี 2555 บริษัทมีรายได้รวม 1,015 ล้านบาท มาจากยอดขายภาพยนต์และเพลง 858 ล้านบาท สัดส่วน 84% ยอดขายนิตยสารและพ็อคเก็ตบุ๊คผ่านร้าน DNA Enjoy Everyday จำนวน 119 ล้านบาท สัดส่วน 12% โดยบริษัทมีช่องทางการจำหน่าย 2 รูปแบบ ได้แก่ การขายปลีก มีร้าน DNA ในห้างสรรพสินค้า และไฮเปอร์มาร์เก็ตทั่วประเทศ 365 สาขา รวมถึงร้านค้าฝากขายในร้านสะดวกซื้อ เช่นโลตัส บิ๊กซี จำนวน 1,067 แห่ง และการขายส่ง (Wholesale) ให้กับร้านเซเว่น อีเลฟเว่น บีทูเอส และแมงป่องด้วย

สามารถ กล่าวว่า จุดเด่นของดีเอ็นเอ คือเป็นบริษัทที่ไม่มีหนี้สินระยะยาว มีแต่หนี้สินการค้าระยะสั้น โดยมีหนี้แบงก์เพียง 30 ล้านบาท ที่สำคัญบริษัทมีแผนจะขยายธุรกิจใหม่ๆ ในอนาคต สำหรับเป้าหมายยอดขายในปี 2555 ธุรกิจประเภทสื่อโฮมเอนเตอร์เทนเมนท์ จะอยู่ระดับ 1,400-1,500 ล้านบาท และอัตรากำไรสุทธิของธุรกิจนี้จะอยู่ราวๆ 4% ส่วนธุรกิจสื่อโฆษณาและบันเทิงน่าจะมียอดขาย 20 ล้านบาท ส่วนในปี 2556 ตัวเลขจะเปลี่ยนเป็น 2,000 ล้านบาท และ 30 ล้านบาท ตามลำดับ

ลงทุน ‘หุ้น-อพาร์ทเม้นท์’ ต่อยอดความมั่งคั่งย้อนกลับไปเมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว สามารถ ฉั่วศิริพัฒนา นั่งฟังเพื่อนคุยได้กำไรหุ้นเป็นกอบเป็นกำ ทำให้เขาอยากลองลงทุนบ้าง โดยนำเงิน “หลายแสนบาท” ไปเปิดพอร์ตซื้อขายหุ้นผ่านอินเทอร์เน็ตกับ บล.กิมเอ็ง โดยไม่มีความรู้เรื่องหุ้นเลย

“ช่วงแรกๆ เน้นเก็งกำไรระยะสั้น ตัวไหนวอลุ่มดีๆ ก็ซื้อ เน้นซื้อหุ้นประเภท 3 ตัว 10 บาท ปรากฎว่าได้กำไรตั้ง 20% ผ่านไป 3 ปี จากพอร์ตหลักแสนบาท ขึ้นมาเป็นหลักล้านบาท แต่พอกลับมานั่งคำนวณดีๆ เราไม่ได้กำไรเลยนี่หว่า! พอมีกำไรก็เอาไปใช้หมด แต่เติมทุนก้อนใหม่ลงไปเรื่อยๆ”

เขาเล่าว่า เล่นไปเล่นมาช่วงวิกฤติซับไพร์มปี 2551 โดนไปเกือบล้านบาท ตอนนั้นเริ่มเข้าใจตลาดหุ้นมากขึ้นทำให้เปลี่ยนวิธีลงทุนมาถือยาว 6 เดือน ซึ่งก็ได้กำไรคืนมาพอสมควร ปัจจุบันในพอร์ตมีหุ้น 5-6 ตัว มูลค่าพอร์ตวันนี้หลัก “สิบล้านบาท” แล้ว

“ผมชอบหุ้น BTS มากที่สุด ถือมา 7-8 เดือนแล้ว หุ้น CPALL เป็นอีกตัวที่สร้างผลกำไรที่ดี ต้นทุนประมาณ 33-34 บาท ถือมา 6-7 เดือนแล้ว อีกตัวที่ชอบคือ หุ้น INTUCH ตัวนี้ซื้อๆขายๆตั้งแต่ 40 บาท แล้วมาซื้ออีกครั้ง 60 บาท ชื่อว่าราคาจะวิ่งไปถึง 70 บาท ส่วนหุ้น IVL ตัวนี้ยังขาดทุน ซื้อมา 30 บาท บังเอิญออกของไม่ทัน เพราะธุรกิจปิโตรเคมีอยู่ในช่วงขาลง แต่โชคดีถือไม่เยอะ สุดท้ายคือหุ้น KBANK ซื้อๆขายๆ แถวระดับราคา 170 บาท”

สำหรับกลยุทธ์การเลือกหุ้น สามารถ บอกว่า จะเน้นดูค่า พี/อี เรโช ต้องมีระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรม และดูทิศทางธุรกิจว่าเติบโตสม่ำเสมอหรือไม่ สุดท้ายจะดูว่ามีผลตอบแทนจากเงินปันผล 8-10% หรือไม่ ส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มสื่อสาร แบงก์ และยานยนต์

นอกจากนี้ยังชอบลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ล่าสุดร่วมลงทุนสร้างอพาร์ทเม้นท์ 2 แห่ง กับพี่สาวคนที่ 3 คือ โครงการ เดอะแกรนด์ เรสซิเดนซ์ ที่โคราช จำนวน 400 ยูนิต มูลค่า 100 ล้านบาท ค่าเช่าเฉลี่ย 3,800-4,000 บาทต่อเดือน ค่าเช่าสูงพอๆ กับกรุงเทพฯ จะเปิดบริการปลายปี 2555

ส่วนอีกแห่งชื่อ ปันปัน อพาร์เม้นท์ เป็นชื่อ “ลูกสาว” อยู่แถวศรีนครินทร์ จำนวน 100 ยูนิต มูลค่า 27-28 ล้านบาท ค่าเช่า 2,800 บาทต่อเดือน นอกจากนั้นยังมีคอนโดเนียมให้เช่าอีก 2 แห่ง แถวรัชดาและหัวหิน ที่ชอบอสังหาริมทรัพย์ เพราะให้ผลตอบแทนจากการลงทุนสูงกว่า 10% เรียกว่าคุ้มค่าต่อการลงทุน

สำหรับปีนี้ สามารถ บอกว่า แบ่งสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้น 40% อสังหาริมทรัพย์ 40% และถือเงินสด 20% แต่ในปี 2556 จะเพิ่มน้ำหนักหุ้นเป็น 60% ของพอร์ตการลงทุนทั้งหมด

ประสบการณ์ของ นักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ (น.พ.บำรุง ศรีงาน)

นายบำรุง ศรีงาน อดีตประธานชมรมไทย VI กับการลงทุนที่ผิดพลาดหรือเปล่า ติดดอยหุ้นตัวนี้มาเกือบ 2 ปีแล้ว ต้นทุนดอยสูงลิ่ว
ประสบการณ์ของ นักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ (น.พ.บำรุง ศรีงาน)

วินาทีนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จัก น.พ.บำรุงศรีงาน หรือ หมอแพะ หรือ พี่หมอสามัญชน

ความประทับใจ ในท่านนี้คือ ผมได้เคยดูมุมมองตอนหุ้น PDI เป็นครั้งแรกที่ ผมได้เรียนรู้วิถี แห่งคอมโม ว่า มันต้องดูยังไง ว่าเขื่อนแตก

ลองมาดูชีวิตพี่หมอกัน

เปิดใจ ‘หมอสามัญชน’ ประธานชมรมไทยวีไอดอทคอม จากเงินก้อนแรก 1.4ลบ. ผ่านไป 9ปี พอร์ตหุ้นทะยานแตะระดับ ‘ร้อยล้าน’ เขาทำได้ คุณก็ทำได้

ใครๆ ก็ยากรวยจากตลาดหุ้น แต่ใช่ว่าใครๆ ก็รวยได้ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลอำเภอในจังหวัดบุรีรัมย์ เริ่มต้นคิดถึงอนาคตในวันข้างหน้าของ “ครอบครัวศรีงาน” เขาตัดสินใจนำเงินเก็บก้อนเล็กๆ ที่ทำงานรับใช้คนไข้มาตลอด 7 ปี รวมกับเงินกู้สหกรณ์อีกก้อนหนึ่ง เริ่มเพาะต้นกล้าการลงทุนตามแนวทางแวลูอินเวสเตอร์โดยมีอนาคตลูกน้อยอีก 3 ชีวิตเป็นเดิมพัน

เวลาผ่านไป 9 ปี มหัศจรรย์ของการลงทุนแบบ “ทบต้น” และการทุ่มเทค้นหาเส้นทางแห่งความสำเร็จ ทำให้หมอบ้านนอกประกาศอิสรภาพทางการเงิน เป็น “นาย” ของเงินนับ “ร้อยล้านบาท” ในปัจจุบัน และใช้เงิน “ทำงาน” ราวกับเครื่องจักรอันทรงพลัง ทั้งยังแบ่งปันความรู้จนเป็นที่นับถือของพี่น้องชาวไทยวีไอดอทคอม ในฐานะ..”พี่หมอสามัญชน”

กลุ่มนักลงทุน “ไทยวีไอ” ที่ก่อตั้งโดยแกนนำอย่าง ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ธันวา เลาหศิริวงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ไอบีเอ็ม ประเทศไทย ฯลฯ เป็นผู้นำแนวคิดของปรมาจารย์การลงทุนหุ้นคุณค่าระดับโลกอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ เบนจามิน เกรแฮม ปีเตอร์ ลินช์ มาปรับใช้กับการลงทุนแบบไทยๆ ได้อย่างลงตัว จนเกิดนักลงทุนทางเลือกที่เลือกเดินบนเส้นทางสายนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ปัจจุบัน นพ.บำรุง ศรีงาน เป็นประธานชมรม “ไทยวีไอ” ที่หันเหชีวิตมาเป็นนักลงทุนเต็มเวลา ส่วนตัวเขาเริ่มไต่ระดับพอร์ตหุ้นจากหลัก “ล้านบาท” สู่ระดับ “ร้อยล้านบาท” จากการเข้าลงทุนในหุ้นโรงพยาบาลรามคำแหง (RAM) โรงพยาบาลไทยนครินทร์ (TNH) ไอที ซิตี้ (IT) ผาแดงอินดัสทรี (PDI) เอสทีพี แอนด์ ไอ (STPI) สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี (SAT) และไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า (STANLY) บางตัวมีกำไรหลายร้อยเปอร์เซ็นต์

กรุงเทพธุรกิจ BizWeek มีนัดพูดคุยกับคุณหมอสามัญชนที่โครงการบ้านจัดสรรแห่งหนึ่งย่านดอนเมือง คุณหมอนักลงทุน เปิดฉากชีวิตก่อนจะมาถึงจุดนี้ให้ฟังว่า ตอนนั้นเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ แม้จะมีรายได้ค่อนข้างดีกว่าอาชีพอื่นแต่เริ่มมีความคิดว่าอายุเราก็เพิ่มขึ้น ความสามารถในการทำงานย่อมลดลง แต่ภาระค่าใช้จ่ายเริ่มมากขึ้นเพราะลูกทั้งสามคนโตขึ้นทุกวัน จึงตัดสินใจมองหาอาชีพเสริมตอนนั้นคิดจะเปิดร้านเซเว่นอีเลฟเว่น

“แต่หลังจากไปฟังสรุปข้อมูลจากทางบริษัทคิดว่าไม่คุ้มค่าเพราะต้องลงไปบริหารร้านเองด้วย ต่อมามีโอกาสได้อ่านหนังสือ “พ่อรวยสอนลูก” ของโรเบิร์ต คิโยซากิ จับใจความสำคัญได้ว่าเราสามารถใช้เงินให้ทำงานได้ จึงเริ่มวางแผนที่จะนำเงินเก็บที่มีอยู่ 400,000-500,000 บาท จากการทำงานมาตลอด 7 ปี บวกกับกู้เงินสหกรณ์อีก 1,000,000 บาทนำไปลงทุน โดยไม่คิดฝากเงินในธนาคารเพราะตอนนั้น (ช่วงปี 2545) ดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ 1% ต่ำมาก”

ตอนนั้นในหัวคุณหมอคิดถึงทฤษฎีของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ที่พูดถึงสิ่งมหัศจรรย์ “อันดับแปด” ของโลกนั่นคือ “ดอกเบี้ยทบต้น” ถ้าเราสามารถสร้างผลตอบแทนได้ปีละ 10% ทุกปี ตลอดระยะเวลา 20-30 ปีต่อเนื่อง ผลตอบแทนจะเพิ่มขึ้นสูงมากอย่างไม่น่าเชื่อ

“จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นหลังได้เห็นโฆษณาขายหุ้นไอพีโอ ปตท. (PTT) แล้วเขาชูเรื่องจ่ายเงินปันผล 7% เยอะกว่าฝากเงินมากเลยตัดสินใจเปิดพอร์ตเดี๋ยวนั้นเลยกับ บล.เกียรตินาคิน”

ก้าวแรกในการลงทุนของคุณหมอยังไม่ประสบความสำเร็จเพราะขาดประสบการณ์และความรู้ยังไม่แน่น เริ่มซื้อหุ้นชุดแรก เช่น ซีเฟรชอินดัสตรี (CFRESH) เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ลานนารีซอร์สเซส (LANNA) ผ่านไปประมาณครึ่งปีขาดทุนไป 400,000 บาท

“เหตุผลที่ซื้อหุ้นตอนนั้นเพราะโบรกเกอร์บอกว่าหุ้นกลุ่มเกษตรจ่ายปันผลดีกว่า ปตท. มาขาดทุนหุ้น CFRESHเพราะดูงบการเงินในอดีตและปัจจุบันมันดี แต่ลืมดูแนวโน้มในอนาคต (จากที่คิดว่าถูกก็เลยกลายเป็นแพง)”

เมื่อไม่ประสบความสำเร็จก็ต้องหาความรู้เพิ่มเติมจนได้มาอ่านหนังสือ “ตีแตก” ของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร มาช่วยเติมเต็มความรู้ สิ่งที่ได้เรียนรู้มากขึ้นจากหนังสือตีแตกสิ่งที่ ดร.นิเวศน์ ชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างการเป็น “เจ้าของกิจการ” กับการเป็น “นักลงทุน”

ข้อดีของการเป็นนักลงทุนคือเราสามารถเลือกซื้อหุ้นในช่วงเวลาที่ราคาต่ำกว่าความเป็นจริงได้รวมถึงสามารถเลือกขายออกไปในราคาที่มากกว่ามูลค่าทางบัญชีได้ด้วย แต่ถ้าเป็นเจ้าของหุ้นก็ต้องกอดหุ้นตัวนั้นไปตลอดไม่ว่าธุรกิจจะดีหรือไม่ดี

นอกจากนี้ เราสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจระดับประเทศได้โดยที่ไม่ต้องลงไปสร้างเองกับมือ คนทั่วไปคงไม่มีเงินเป็นร้อยล้าน เป็นพันล้าน หรือหมื่นล้าน

“ผมเป็นข้าราชการกินเงินเดือน คงไม่มีเงินไปลงทุนธุรกิจใหญ่เองได้ แต่การเป็นนักลงทุนทุกอย่างเปิดโอกาสให้เราได้หมด หนังสือตีแตกยังสอนให้รู้จักการอ่านงบการเงินอย่างถูกต้องด้วย”

ปีที่สองของการลงทุน…กำไรเกือบ 3 ล้าน

พอในปี 2546 หมอบ้านนอกได้ค้นพบหนทางแห่งความร่ำรวยจากการใช้เงินทำงานตามแนวคิดของโรเบิร์ต คิโยซากิ และตีแตกแบบ ดร.นิเวศน์

ปีที่สองของการลงทุน ดัชนีตลาดหลักทรัพย์เริ่มปรับตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดที่ 323 จุด (ปี 2545) ทะยานขึ้นไป 802 จุด (ปี 2546) ในยุคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำลังท็อปฟอร์ม พอร์ตของ นพ.บำรุง ก็โตขึ้นมากกว่า 100% ด้วย ปีนั้นสามารถทำกำไรได้เกือบๆ 3,000,000 บาท แต่ปีถัดไปพอร์ตกลับมา “ติดลบ” อีกครั้ง หลังในปี 2547 ดัชนีดิ่งลงมาต่ำสุด 576 จุด เพราะปีก่อนขึ้นไปมากเกินไป รู้ซึ้งสัจธรรมตลาดหุ้นมีขึ้น-มีลง ขึ้นมากได้ก็ลงมากได้เช่นกัน และไม่มีหุ้นอะไรที่ดีตลอดไป

คุณหมอบอกว่า สาเหตุที่ได้กำไรในปี 2546 มาก มาจากภาพรวมดัชนีที่ปรับตัวขึ้นไปมาก แท้จริงแล้วไม่ได้มาจากความรู้ที่แท้จริง ทำให้ต้องเริ่มต้นหาแนวทางการลงทุนของตัวเองใหม่อีกครั้งเพื่อไม่ให้ขาดทุนอีก

จุดเปลี่ยนในฐานะแวลูอินเวสเตอร์อย่างเต็มตัวเกิดขึ้นจากการที่คุณหมอเริ่มเข้าไปพูดคุยในเว็บบอร์ด “ไทยวีไอดอทคอม” เป็นจุดหักเหทำให้เกิดการพัฒนาแนวคิดการลงทุนเชิงบูรณาการมีการแลกเปลี่ยนแนวคิดกับเพื่อนนักลงทุน “รู้เขา-รู้เรา” ไม่ได้คิดเองคนเดียว จนถึงปีที่ห้าของการลงทุนเริ่มกลับมาได้กำไรประมาณ 20-30%

ถึงตรงนี้หมอบำรุงเริ่มอธิบายสไตล์การลงทุนของตัวเองให้ฟังว่าคล้ายๆ แต่ไม่เหมือนกับแนวทางของ ดร.นิเวศน์ที่ยึดหลักของวอร์เรน บัฟเฟตต์ คือค้นหา “หุ้นสุดยอด” (Great Stock) ที่มีความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนและอยู่กับมันให้นานที่สุด แต่วิธีการของหมอบำรุงจะค่อนไปทาง ปีเตอร์ ลินช์ และแนวทางของ เบนจามิน เกรแฮม ต้นตำรับการลงทุนแนววีไอ

ปีเตอร์ ลินช์ +เกรแฮม = หมอบำรุง

นพ.บำรุง บอกว่าถ้าเป็นแนวคิดของเบนจามิน เกรแฮม จะค้นหาหุ้นที่มีทรัพย์สินมากแต่ราคาถูก แต่ของปีเตอร์ ลินช์ จะเน้นลงทุนหุ้นวัฏจักร (Cyclical Stock) หุ้นเติบโต (Growth Stock) และหุ้นเทิร์นอะราวด์ (Turnaround) ในประเทศไทยหาหุ้นแบบวอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่มีศักยภาพการแข่งขันที่ยั่งยืนยาก และส่วนตัวมองธุรกิจกลุ่มนี้ได้ไม่ค่อยทะลุปรุโปร่ง (เหมือน ดร.นิเวศน์) จึงเดินตามแนวทางที่ “ใช่” กับตัวเองมากกว่า

แม้แวลูอินเวสเตอร์ในประเทศไทยจะมีหลายแขนง (วอร์เรน บัฟเฟตต์, ปีเตอร์ ลินช์, จอห์น เนฟฟ์, ฟิลลิป ฟิชเชอร์ ฯลฯ) แต่แก่นของแนวคิดนี้มีอยู่ข้อเดียวคือ ราคาต้อง Under Value เมื่อเทียบกับความสามารถในการทำกำไรในอนาคต 2-3 ปีข้างหน้า ในแง่ราคาหุ้นจะต้องมีค่าพี/อี เรโช ต่ำ ยิ่งต่ำมากระดับเลขตัวเดียวหรือถ้าอยู่ที่ 3-4 เท่าได้จะดีมาก ข้อระวังคือต่อให้ราคาถูกมากแต่ไม่สามารถประเมินกำไรในอนาคตได้อย่างนี้ก็ “ไม่ควรซื้อ”

ถ้าเป็นหุ้นเติบโตค่อนข้างดูง่ายเพราะสามารถอ่านจากบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ได้และดูแนวโน้มของอุตสาหกรรมนั้นๆ ประกอบกันก็พอมองออก ที่ต้องระวังคือความเห็นของผู้บริหารควรต้องมีความเป็นไปได้คู่กับงบการเงินที่เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถ้าเป็นหุ้นเทิร์นอะราวด์จะดูยากที่สุด ขอให้โฟกัสไปที่ผู้บริหารเป็นหลักว่ามีความสามารถในการบริหารเพียงใด ถ้าย้อนไปดูสาเหตุที่บริษัทตกต่ำแล้ววิเคราะห์ให้ได้ว่าเขาจะสามารถนำธุรกิจกลับมาได้หรือไม่

ส่วนหุ้นวัฏจักรส่วนมากจะเป็นธุรกิจเดิมๆ อย่างเช่นธุรกิจเกษตรซึ่งมีวงจรสั้นที่สุด ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จะเป็นระยะกลาง ส่วนตัวจะชอบหุ้นที่มีวัฏจักรระยะยาว 10 ปี และจะเลือกซื้อตอนที่ธุรกิจอยู่ในช่วงสุดท้ายของ “ขาลง” และถ้ากลับมาเป็น “ขาขึ้น” ได้จริง ผลตอบแทนจะสูงมาก

ข้อแตกต่างระหว่างหุ้นเติบโตกับหุ้นวัฏจักร ถ้าเป็น Growth Stock ส่วนใหญ่รายได้จะเติบโตประมาณ 10% ขึ้นไป และลูกค้าจะหมุนเวียนเข้ามาใช้บริการต่อเนื่องอย่างเช่นหุ้นกลุ่มค้าปลีก แต่ถ้าเป็น Cyclical Stock รายได้จะโตมากกว่านั้น แต่ลูกค้าใช้บริการครั้งเดียวแล้วหยุดเลยอย่างเช่นพวกบ้านจัดสรร ปีนี้อาจจะดีแต่ปีหน้าไม่รู้แล้ว การคาดเดายากกว่าแต่ก็เป็นโอกาสให้เรามองเห็นช่องที่จะลงทุนได้

“ทุกครั้งหลังวิกฤติธุรกิจยานยนต์และอสังหาริมทรัพย์จะกลับมาเสมอเพราะรัฐบาลจะเข้ามาอุ้มเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อีกอย่างรถยนต์ตอนนี้เป็นปัจจัยที่ห้าไปแล้ว” หมอสื่อว่าถ้าเรารู้จักสังเกตจะได้กำไรจากวิกฤติอย่างมาก

โฟกัสหุ้น 4 ตัว แทงหนักตัวที่ชอบ

วิธีการเลือกหุ้นของหมอบำรุงจะเลือกแบบโฟกัสหุ้นเพียง 4 ตัว แต่ในพอร์ตจะแบ่งเงินไม่เท่ากันจะใช้วิธีจัดอันดับและใส่เงินในหุ้นที่ “ชอบที่สุด..มากที่สุด” โดยจะดูที่ปัจจัยพื้นฐานก่อนว่าทำธุรกิจอะไร มีข้อได้เปรียบอะไรบ้าง จุดแข็งคืออะไร วิเคราะห์ SWOT (จุดแข็ง-จุดอ่อน-โอกาส-อุปสรรค) ด้วย

หมอเลือกที่จะใช้เวลาในการวิเคราะห์ธุรกิจอย่างหนักในตอนแรกเพื่อที่จะสบายในตอนหลัง โดยเฉพาะงบการเงินจะบอกถึง “สุขภาพ” ของบริษัทนั้นๆ ได้ดีที่สุดว่าคนคนนั้นอ่อนแอหรือแข็งแรง เก่งหรือไม่เก่ง เหมือนกับการวินิจฉัยโรคตามแนวทางของแพทย์

ในงบการเงินสิ่งที่หมอย้ำให้ต้องอ่านอันดับแรกคือ “ความเห็นผู้สอบบัญชี” ว่ามีคอมเมนท์พิเศษที่ไม่ดีหรือเปล่า ถ้าเกินสามย่อหน้า (ตามมาตรฐานบัญชี) นี่ต้องระวังแล้ว

“ช่วงปีแรกๆ ผมไปซื้อหุ้นรอยเนท (ผู้บริหารแต่งบัญชี) เพราะดูแค่งบบรรทัดสุดท้ายกำไรสวยอย่างเดียวลืมดูความเห็นผู้สอบบัญชีที่บอกว่าไม่สามารถออกความเห็นได้ ปรากฏว่าจากนั้นขาดทุนมาตลอด”

ต่อมาคือการประเมิน “ผลกำไรในอนาคต” นักลงทุนควรให้ความสำคัญมากกว่าไปตามข่าวในห้องค้าอย่างเช่นจะแจกวอร์แรนท์ เพิ่มทุน ควบรวมกิจการ บางทีก็พิสูจน์ไม่ได้ แต่ถ้าเราประเมินกำไรในอนาคตได้ยังไงก็ไม่ขาดทุน แต่ขอให้คิดแบบอนุรักษนิยมไว้บ้างอย่าคิดเข้าข้างตัวเองมากไป

ที่สำคัญที่สุดคือ “ราคา” หรือ “Valuation” ว่าถูกหรือไม่ ไม่มีประโยชน์ที่จะซื้อหุ้นแพงแม้ว่าจะดีแค่ไหนเพราะเราจะไม่ได้กำไรแถมอาจขาดทุนด้วย ตัวอย่างรถเบ็นซ์ใครก็รู้ว่าดีแต่มีคนมาขายให้เรา 20 ล้านบาท คงไม่มีใครซื้อเพราะสามารถไปซื้อป้ายแดงที่ราคา 3-4 ล้านบาทก็ได้ แต่ถ้าซื้อของถูกมาก่อนเราสามารถขายต่อให้แพงขึ้นได้ถ้าหุ้นนั้นดีจริง…บทสรุปคือเราต้องรู้มูลค่าที่แท้จริงของกิจการให้ได้ (ไม่จำเป็นต้องเหมือนนักวิเคราะห์)

เขาให้ข้อสังเกตว่าหุ้นแต่ละกลุ่มจะมีค่าพี/อี เรโชที่เหมาะสมต่างกัน หุ้นที่ “หาเช้ากินค่ำ” คือทำธุรกิจไปเรื่อยๆ ควรจะมีค่าพี/อี เรโชที่ 5-7 เท่า แต่หุ้นที่ “เติบโต” ควรมีมากกว่านั้น ส่วนในภาวะ “วิกฤติ” ค่าพี/อี เรโชที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 3-4 เท่าถึงจะน่าลงทุน
คุณหมอย้ำว่าหุ้นที่ราคายุติธรรมมักจะไม่ใช่หุ้นตัวใหญ่ที่พวกนักลงทุนสถาบันกับนักวิเคราะห์จับตามอง แบบนั้นจะหาราคาถูกๆ ยาก หุ้นที่ Under Value อาจจะอยู่แบบรอดหูรอดตาเสมอ แต่ต้องระวังหุ้นสภาพคล่องต่ำไว้ด้วย

“พวกนักวิเคราะห์กับสถาบันเขายกหูคุยกับคุณประเสริฐ บุญสัมพันธ์ (ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ปตท.) ได้แต่รายย่อยอย่างเราทำไม่ได้อย่าคิดไปแข่งเลย แต่ขอให้ดูหุ้นที่มีสภาพคล่องการซื้อขายสักวันละ 2-3 ล้านบาทขึ้นไปไม่งั้นเข้าออกลำบาก”

ไม่เคยมีใครไม่ล้ม ก่อนที่จะมารวยล้นฟ้าครับ

ประสบการณ์ จะสอนคุณเอง ว่า มันผิดพลาดเพราะอะไร ส่วนตัว ผมไ้ด้แนวคิดจากพี่หมอ มาก

ในเรื่องการมองธุรกิจ ขอบคุณพี่หมอ+ดร นิเวศน์ ที่ทำให้ผมมีวันนี้ได้

ผมจะถ่ายทอด เรื่องราวและประสบการณ์ที่ดีๆ รวมถึงความรู้ที่มี ให้แก่คนรุ่นหลังๆ เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ ของนักลงทุนยุคแรกๆๆ

ที่ว่า

การให้ที่ดีที่สุด คือ การให้ความรู้ในการลงทุน และเป็นการให้ โดยยึดหลัก ให้รักษาเค้าเปรียบประหนึ่งญาติพี่น้องของเรา

จากคุณ : เขียวในพอร์ต
เขียนเมื่อ : 17 ธ.ค. 55 15:12:08
ถูกใจ : adome, y o t a, Vitamix, แป้งเค้ก, K-PHU
bookmark เก็บเข้าคลังกระทู้ ส่งต่อกระทู้ พิมพ์ หน้าหลัก กระทู้ก่อนหน้า กระทู้ถัดไป

ความเข้มแข็งของประเทศ

ความเข้มแข็งของประเทศ

เมื่อถึงเวลาที่นักลงทุนจะต้องออกไปลงทุนในต่างประเทศอย่างเช่นในปัจจุบัน สิ่งที่เราจะต้องรู้ก็คือ ประเทศไหนจะแข็งแกร่ง รุ่งเรืองเฟื่องฟู ประเทศไหนอ่อนแอและจะลำบากไปอีกนาน เพราะถ้าเราไม่รู้ เราก็อาจจะเข้าไปลงทุน “ผิดประเทศ” ซึ่งอาจจะส่งผลให้ผลตอบแทนการลงทุนย่ำแย่ จริงอยู่ ในฐานะที่เป็น VI เราไม่ได้ลงทุนในประเทศ เราลงทุนในตัวหุ้น แต่ความเป็นจริงก็คือ ในยามที่ประเทศกำลังลำบากหรืออยู่ในช่วงตกต่ำนั้น ก็ยากที่บริษัทจะสามารถสร้างผลงานโดดเด่นมาก ๆ เมื่อเทียบกับอีกบริษัทหนึ่งที่โดดเด่นเช่นเดียวกันแต่อยู่ในประเทศที่กำลังเฟื่องฟู ด้วยเหตุผลนี้ การวิเคราะห์ประเทศจึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องรู้ หรือกำลังจำเป็นต้องรู้ อาจจะเนื่องจากเราเห็นว่า Value ของหุ้นในประเทศไทยนั้น “เหลือน้อยลง” เมื่อเทียบกับหุ้นในต่างประเทศ หรือไม่ก็อาจจะเพราะว่าเราอยากกระจายความเสี่ยงการลงทุนโดยการแบ่งเงินบางส่วนไปลงทุนในต่างประเทศบ้าง

การวิเคราะห์ความเข้มแข็งของประเทศนั้น ไม่ใช่การคาดการณ์ว่าปีนี้หรือปีหน้าประเทศนั้นจะเติบโตกี่เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นการวิเคราะห์กำลังหรือพลังอำนาจโดยเฉพาะทางเศรษฐกิจของประเทศในการแข่งขันกับประเทศอื่น นี่เป็นเรื่องของโครงสร้างระยะยาวที่ไม่ใช่สิ่งที่จะแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้ง่าย และพลังอำนาจนี้จะเป็นตัวที่กำหนดว่าประเทศจะรุ่งเรืองหรือตกต่ำไปอีกนานพอสมควรหรือตลอดไป

พลังอำนาจของประเทศนั้น ผมคิดว่าน่าจะมาจากปัจจัยหลัก ๆ 4-5 เรื่องก็คือ หนึ่ง คุณภาพของคนในประเทศ ว่ามีความรู้หรือมีการศึกษาดีแค่ไหน IQ ของคนเป็นอย่างไร สอง คือจำนวนของคนว่ามีมากน้อยแค่ไหน สาม คือกฎเกณฑ์หรือกฎหมายว่าเอื้ออำนวยต่อการจูงใจให้คนทำงาน ทำธุรกิจ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ มากน้อยแค่ไหน สี่ คือทรัพยากรที่ประเทศมีอยู่ ซึ่งรวมถึงพลังงาน แร่ธาตุ และแน่นอน พื้นแผ่นดินที่ใช้ประโยชน์โดยเฉพาะในทางเกษตรกรรมได้ ห้า คือวัฒนธรรมและความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของคนในชาติว่ามีความเข้มแข็งมากน้อยเพียงใด ซึ่งนี่ก็รวมไปถึงประวัติศาสตร์ที่เป็นมาด้วย และผมคงไม่ต้องบอกว่า ศาสนาและค่านิยม รวมถึง “จิตวิญญาณ” ของการเป็นผู้ประกอบการหรือการ “เสี่ยงภัย” ก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย

จากแนวทางการวิเคราะห์ข้างต้น ลองมาดูกันว่าระหว่างสหรัฐอเมริกากับกลุ่มสหภาพยุโรปซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจและกำลังอำนาจใกล้เคียงกัน ใครแข็งแกร่งกว่าและน่าจะมีอนาคตที่รุ่งเรืองกว่า ซึ่งคำตอบก็คือ อเมริกา ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

เรื่องแรกก็คือ กลุ่มยูโรโซนนั้น มีรัฐบาลที่กระจัดกระจายนับเป็นสิบ ๆ ประเทศและมีภาษาใช้กันหลายภาษา ในขณะที่อเมริกานั้นเป็นหนึ่งเดียวและมีภาษาเดียว ดังนั้น นโยบายและการบริหารงานของอเมริกานั้นมีเอกภาพสูงกว่ามาก ทำให้การแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของอเมริกาทำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงกว่า และนี่อาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2008 ที่เริ่มในอเมริกา อเมริกากลับฟื้นตัวได้ดีกว่ายุโรปมาก

เรื่องที่สองคือคนของอเมริกานั้น แม้ว่าในด้านของคุณภาพหรือ IQ คงไม่ต่างจากยุโรป และจำนวนของคนก็อาจจะไม่ต่างกัน แต่คนอเมริกันนั้นน่าจะมีอายุเฉลี่ยต่ำกว่าและที่สำคัญ จำนวนคนยังเพิ่มขึ้นเนื่องจากการอพยพของคนเข้าประเทศ นี่เป็นข้อได้เปรียบที่ทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของอเมริกาดีกว่ายุโรปมาตลอดและน่าจะต่อเนื่องไปอีกนานพอสมควร

เรื่องที่สามคือ การศึกษา ที่อเมริกาได้เปรียบในแง่ที่มีมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกจำนวนมากกระจายกันทั่วประเทศ ซึ่งนอกจากจะเป็นสถาบันที่สร้างคนระดับสุดยอดของโลกแล้ว ยังเป็นแหล่งที่ดึงดูดมันสมองชั้นยอดทั่วโลกให้ทำงานและอาศัยอยู่ในสหรัฐด้วย

เรื่องที่สี่คือวัฒนธรรมของการเป็นผู้บุกเบิกและผู้ประกอบการของคนอเมริกันนั้นสูงกว่ายุโรป นี่อาจจะเนื่องมาจากประวัติศาสตร์ชาติอเมริกาเองที่เกิดขึ้นจาก “นักบุกเบิก” ดังนั้น อเมริกาจึงเป็นแหล่งบ่มเพาะนวัตกรรมใหม่ ๆ และมีบริษัทข้ามชาติที่ยิ่งใหญ่จำนวนมาก

เรื่องที่ห้าก็คือ อเมริกามีตลาดการเงินที่มีสภาพคล่องสูงและมีประสิทธิภาพมาก ที่สำคัญก็คือ เงินอเมริกันนั้นเป็นเงินที่ใช้ในการค้าและการลงทุนทั่วโลก นี่เป็นความได้เปรียบในแง่ที่ว่าอเมริกาสามารถส่งออกปัญหาทางการเงินไปให้คนอื่นมาช่วยรับได้

เรื่องที่หกก็คือ เรื่องของทรัพยากร อเมริกามีที่ดินกว้างใหญ่ไพศาลที่สามารถทำการเกษตรได้เมื่อเทียบกับประชากร นอกจากนั้น การค้นพบวิธีการนำ Shale Gas หรือก๊าซธรรมชาติใต้หินดินดานขึ้นมาใช้ ทำให้อเมริกาซึ่งมีก๊าซชนิดนี้มากเป็นอันดับต้นของโลกอยู่ในฐานะได้เปรียบยุโรปที่มีข้อจำกัดในการขุดเจาะพลังงานแหล่งนี้ ว่ากันว่า ภายในปี 2020 อเมริกาจะกลับมาเป็นผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เรื่องสุดท้ายที่เป็นจุดอ่อนของอเมริกาก็คือ เรื่องสุขภาพของคน ปัญหาของอเมริกาก็คือ คนอเมริกันนั้นน่าจะอ้วนหรือมีน้ำหนักเกินมากที่สุดในโลก นี่เป็นผลมาจากการอยู่ดีกินดีที่มากเกินและมีวัฒนธรรมในการกินที่ “รีบด่วน” ทำให้คนถึงหนึ่งในสามของประเทศมีน้ำหนักเกิน และผมอยากจะเสริมว่า เกินไปมาก และนี่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ คนอเมริกันในวันนี้ใช้จ่ายเงินกับสุขภาพสูงมากและน่าจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็ว ว่ากันว่าเงินที่รัฐบาลต้องใช้จ่ายในการประกันหรือดูแลสุขภาพของประชาชนนั้น ในไม่ช้าจะมากจนรับไม่ไหว บางคนคิดว่านี่จะเป็นวิกฤติที่ใหญ่มากในอนาคต นอกจากนั้น การที่คนมีน้ำหนักเกินและสุขภาพแย่ก็ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงจนแข่งขันกับประเทศอื่นไม่ได้

กล่าวโดยสรุปแล้ว อนาคตของอเมริกานั้นน่าจะโดดเด่นกว่ายุโรปมาก และการลงทุนในตลาดหุ้นอเมริกันน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่ายุโรปในระยะยาว อย่างไรก็ตาม คำถามคงตามมาว่านอกจากอเมริกาและยุโรปแล้ว เอเชียแต่ละประเทศเป็นอย่างไร มีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไร? ถ้าจะตอบคำถามนี้คงต้องเป็นเรื่องที่ยาวมาก ไล่ตั้งแต่การเปรียบเทียบระหว่างอินเดียกับจีน หรือถ้าจะดีกว่าก็ต้องเปรียบเทียบระหว่าง อเมริกากับจีนที่กำลังแข่งกันเป็นผู้นำโลกว่าใครเข้มแข็งกว่ากัน หรือถ้าจะลดระดับของประเทศลงมาหน่อยก็ต้องเปรียบเทียบระหว่างเวียตนามกับไทย หรือเวียตนามกับพม่า หรือแม้แต่ไทยกับพม่า สุดท้ายถ้ามีเวลามากจริง ๆ ก็ต้องดูกันทั้งอาเซียนที่กำลังรวมเป็นหนึ่งเดียวมากขึ้น ซึ่งผมคงทำไม่ได้ในบทความเดียว ว่าที่จริงนอกจากเนื้อที่ไม่พอแล้วผมก็คงทำไม่ได้เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านความรู้ด้วย

ในส่วนของประเทศไทยเองนั้น แน่นอนว่าผมต้องพอจะรู้บ้างว่าเรามีจุดอ่อนหรือจุดแข็งอย่างไรเทียบกับเพื่อนบ้านหรือเทียบกับโลก เช่นเดียวกัน VI ทั้งหลายก็ควรที่จะต้องรู้ แต่ใครจะวิเคราะห์ได้ถูกต้องมากน้อยแค่ไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ประเด็นสำคัญก็คือ การวิเคราะห์อะไรที่เกี่ยวข้องกับตัวเราเองนั้น บ่อยครั้ง “ความลำเอียง” ก็เกิดขึ้นได้และทำให้เราวิเคราะห์ผิด ประสบการณ์ของผมก็คือ ในช่วงเวลาไม่ต่ำกว่า 15 ปีที่ผมเป็น VI ที่มุ่งมั่น ความคิดของผมที่เปลี่ยนแปลงไปมากที่สุดก็คือ ความ “ไม่ลำเอียง” ในการคิดหรือมองในทุกเรื่อง

สุดยอดวาทะ ‘William O’neil’

สุดยอดวาทะ ‘William O’neil’

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ‘วิลเลี่ยม โอนีล’ เป็นหนึ่งในเทรดเดอร์ที่เก่งที่สุดในช่วงเวลาของเราเมื่อมองดูจากผลงานและสิ่งต่างๆที่เขาได้ทำเอาไว้

เขาทำเงินจำนวนมหาศาลตั้งแต่ช่วงอายุยี่สิบกว่าปี มากพอที่ทำให้เขาสามารถก่อตั้งบริษัทวิจัยของตัวเอง และเป็นบุคคลที่สามารถสร้างผลกระทบต่อตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กได้เลยทีเดียว บริษัทวิจัยของเขาได้ให้คำแนะนำด้านการลงทุนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงแก่บริษัทการเงินขนาดใหญ่หลายแห่ง

นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้คิดค้นระบบการลงทุน ‘CANSLIM’ ซึ่งสมาคมนักลงทุนรายย่อยแห่งสหรัฐอเมริกา (American Association of Individual Investors) ยกให้เป็นระบบการลงทุนที่ทำผลตอบแทนได้ดีที่สุดในช่วงปี 1998 จนถึงปี 2009

ทางสมาคมได้เปรียบเทียบและรวบรวมข้อมูลระบบการลงทุนกว่า 50 แนวทางที่แตกต่างกัน โดยในช่วงเวลา 12 ปี ระบบ CANSLIM ทำกำไรได้ถึง 2,763% สำหรับรายละเอียดแนวคิด CANSLIM สามารถหาอ่านได้จากหนังสือ How to Make Money in Stocks ซึ่งเขียนด้วยตัวโอนีลเอง

และในบทความนี้ ก็จะเป็นการรวบรวมวาทะเด็ดๆของโอนีลที่แสดงให้เห็นถึงมุมมองและแนวคิดการลงทุนของเขาครับ

การบริหารความเสี่ยง

1. “ผมตั้งเป็นกฏเอาไว้เลยว่า หากขาดทุนเกิน 7% จากราคาที่ซื้อมา ผมจะขายหุ้นทิ้งโดยไม่มีการลังเลเลยแม้แต่น้อย

2. “หลายคนมักพูดว่า ‘เขาไม่สามารถตัดขายหุ้นเหล่านั้นได้ เพราะเขาจะขาดทุน’ สำหรับผมแล้ว ถ้าราคาหุ้นที่คุณซื้อนั้นตกลงมาต่ำกว่าต้นทุนของคุณมากพอสมควร การขายมันไม่ได้ทำให้คุณขาดทุนหรอก เพราะคุณก็ขาดทุนไปเรียบร้อยแล้ว”

3. “การปล่อยให้ขาดทุนเรื้อรังต่อไปเรื่อยๆ เป็นข้อผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดของนักลงทุนส่วนใหญ่”

4. “ความลับทั้งหมดทั้งมวลของการประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นก็คือ การขาดทุนให้น้อยที่สุดในเวลาที่คุณคิดผิด”

หลักการลงทุน

1. “สิ่งที่ 90% ของคนในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือมือใหม่ต่างก็เหมือนกันคือ พวกเขายังทำการบ้านไม่มากพอ”

2. “ก้าวแรกของการเรียนรู้เพื่อจะค้นหาสุดยอดหุ้นที่จะชนะตลาดได้ก็คือ การศึกษา Big Winner ในอดีต เพื่อเรียนรู้ลักษณะและพฤติกรรมของหุ้น คุณจะได้เรียนรู้จากการสังเกตุหุ้นเหล่านี้ว่า แพทเทิร์นราคาแบบไหนที่หุ้นพวกนี้มักจะแสดงอาการออกมาก่อนที่ราคาหุ้นจะขยับขึ้นอย่างรวดเร็ว”

3. “มันช่างยากเอามากๆที่คุณจะได้รับผลตอบแทนสูงๆจากการลงทุนในหุ้น Laggard ถึงแม้ว่ามันจะดูราคาถูกอย่างน่าสนใจก็ตาม จงค้นหาและเลือกซื้อหุ้นนำตลาดเท่านั้น”

4. “สิ่งที่ดูแพงเกินไปและเสี่ยงเกินไปสำหรับคนส่วนใหญ่มักจะยิ่งขึ้นไปสูงกว่าเดิม และสิ่งที่ดูถูกๆและไม่เสี่ยงมักจะยิ่งลงไปต่ำกว่าเดิม”

5. “นักลงทุนส่วนใหญ่มักจะรีบร้อนทำกำไร และไม่ตัดขาดทุน ในความคิดของผม ‘การเลือกขายหุ้นที่มีกำไร ก่อนจะขายหุ้นที่ขาดทุน’ เป็นแนวคิดที่ตรงกันข้ามกับหลักการลงทุนที่ถูกต้องโดยสิ้นเชิง”

6. “แนวทางที่จะทำให้บริษัทประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่และเพลิดเพลินไปกับราคาหุ้นที่สูงขึ้นอย่างมหาศาลนั้น ก็คือ การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ตลาด แน่นอนเราไม่ได้พูดถึงสินค้าอย่างน้ำยาล้างจานสูตรใหม่ แต่เราพูดถึงสินค้าใหม่ของบริษัทที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนเราในแต่ละวันต่างหาก”

7. “สำหรับการขายชอร์ตนั้น กฏสำคัญหมายเลขหนึ่งก็คือ ขายชอร์ตเฉพาะช่วงที่คุณคิดว่าตลาดกำลังเข้าสู่ขาลงเท่านั้น ไม่ใช่อยู่ในช่วงขาขึ้น”

8. “วิธีที่ดีที่สุดในการวัด Demand และ Supply ของหุ้น ก็คือการดู Volume เทรดในแต่ละวัน เมื่อราคาหุ้นปรับตัวลง คุณอยากจะเห็นว่า Volume มันน้อยลง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่มีแรงขายที่มีนัยยะสำคัญ ในทางกลับกัน เมื่อราคาหุ้นปรับตัวขึ้น คุณอยากจะเห็นการเพิ่มขึ้นของ Volume ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นถึงการเข้าซื้อของสถาบันหรือนักลงทุนรายใหญ่”

9. “เหล่านักลงทุนผู้ละเลยสิ่งที่ตลาดพยายามจะบอกหรือส่งสัญญาณออกมา มักจะต้องจ่ายค่าบทเรียนราคาแพง ในขณะที่นักลงทุนที่สามารถแยกแยะสัญญาณต่างๆทั้งที่ปกติหรือไม่ปกติได้นั้น มักจะรู้สึกดีต่อตลาดมากกว่าคนส่วนใหญ่ เพราะพวกเขาสามารถเข้าใจตลาดได้เป็นอย่างดี”

10. “หุ้นนำตลาดนั้นไม่ใช่บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในตลาด หรือบริษัทที่มีแบรนด์เนมที่ผู้คนจดจำได้มากที่สุด แต่เป็นบริษัทที่มีผลประกอบการรายไตรมาส-รายปีเติบโตสูง, ROE และ Profit margins ดีขึ้น, มีการเติบโตของยอดขาย, และการเคลื่อนไหวของราคาที่ดูดีที่สุด”

จิตวิทยา

1. “หน้าที่ของคุณไม่ใช่การถกเถียงกับตลาด แต่เป็นการเรียนรู้ตลาด รับรู้ได้ว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงที่อ่อนแอหรือแข็งแรง และพร้อมที่จะปรับตัวไปกับมันได้อย่างราบรื่น”

2. “นักลงทุนหลายคนมีปัญหาในการตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้น ลังเลและไม่สามารถตัดสินใจได้ เพราะพวกเขาเหล่านั้นไม่รู้จริงๆว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ ไม่มีแบบแผนชัดเจน ไม่มีหลักการที่แน่นอน และไม่มีกฏเกณฑ์ที่จะช่วยชี้นำพวกเขา ทำให้พวกเขาไม่แน่ใจว่าพวกเขาควรจะทำอะไรกันแน่”

3. “เนื่องจากตลาดมักจะเคลื่อนที่สวนทางกับความคิดของคนส่วนใหญ่อยู่เสมอ ผมสามารถบอกได้ว่า 95% ของสิ่งที่คุณได้ยินจากรายการทางโทรทัศน์นั้นมาจากความเห็นส่วนตัว ซึ่งสำหรับผมแล้ว ความเห็นส่วนตัวนั้นแทบจะไร้ค่าอยู่เสมอในตลาดหุ้น ‘ข้อเท็จจริง ราคา และตลาด’ มีความน่าเชื่อถือกว่าความคิดเห็นพวกนั้นมาก”

‘สุดยอดวาทะ William O’neil’

โดย Phantorm

http://www.sarut-homesite.net

PASMER กลยุทธ์เด็ด เสี่ยเจริญ-เจ้าสัวธนินท์

[InfoQuest] PASMER กลยุทธ์เด็ด เสี่ยเจริญ-เจ้าสัวธนินท์
14 ธันวาคม 2555

ปี 2555 กลุ่มทุนไทย 3 กลุ่มใหญ่ รุกเข้าซื้อกิจการข้ามชาติในระดับโลกเป็นข่าวใหญ่ใน 2 รูปแบบ ที่มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง รูปแบบแรก เป็นการเข้าซื้อกิจการเพื่อเข้าครอบงำกิจการเบ็ดเสร็จ (Total Control Acquisition) ซึ่งกลุ่ม ปตท. โดยบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP เข้าประมูลซื้อกิจการในอังกฤษ แข่งกับรอยัลดัตช์/เชลล์ ยักษ์ค้าน้ำมันระดับโลก ซึ่งผลปรากฏว่า ฝ่ายบริษัทไทยได้รับชัยชนะงดงาม PTTEP ได้ทำคำเสนอซื้อหุ้นสามัญที่ชำระแล้วและยังไม่ได้ชำระทั้งหมดของบริษัท Cove Energy Plc. ที่ราคา 240 เพนซ์ต่อหุ้น โดยบริษัท Cove Energy Plc. ได้ถือสัดส่วนร้อยละ 8.5 ในโครงการ Rovuma ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ในสาธารณรัฐโมซัมบิก (World Class Gas Discovery) และคาดว่าจะมีปริมาณสำรอง (Resources) มากกว่า 60 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต รวมทั้งแหล่งน้ำมัน Black Pearl Prospect ซึ่งอยู่ในพื้นที่โครงการนี้ด้วย นอกจากนี้ Cove ยังถือสัดส่วนร้อยละ 10 ในแปลงสัมปทาน Rovuma Onshore Area รวมถึงการถือสัดส่วนร้อยละ 10-25 ในแปลงสัมปทานน้ำลึกอีก 7 แปลงในประเทศเคนยาอีกด้วย การเสนอซื้อหุ้นครั้งนี้เป็นก้าวที่สำคัญของ PTTEP ในการขยายการลงทุนในแหล่งพลังงานสู่ภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก ที่มีศักยภาพทางไฮโดรคาร์บอนสูงภูมิภาคหนึ่งของโลก รูปแบบที่สอง เป็นการเข้าซื้อกิจการ ด้วยวงเงินที่ใช้มหาศาล ภายใต้กลยุทธ์ใหม่ที่ไม่คุ้นเคยกันมาก่อน เรียกว่า การฮุบกิจการบางส่วนเชิงกลยุทธ์เพื่อเข้าสู่ตลาดโดยมุ่งหวังในสาระสำคัญคือ ทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ (PASMER – Partial Acquisitions for Strategic Market Entry Rationale) ซึ่งกระทำโดยกลุ่มทุนใหญ่ 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสิริวัฒนภักดี นำโดยเสี่ยเจริญ สิริวัฒนภักดี และกลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ นำโดยเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ กลุ่มแรก ใช้วงเงินมากกว่า 8 หมื่นล้านบาท เพื่อเข้าฮุบกิจกิจบางส่วน กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ โดยใช้บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ THBEV ทุ่มเงิน 7.8 หมื่นล้านบาท ซื้อกิจการ บริษัทน้ำดื่ม โลจิสติกส์ และอสังหาริมทรัพย์ F&N ในสัดส่วน 18% และบริษัท เอเชีย บริวเวอรี่ โปรดักส์ หรือ APB ผู้ผลิตไทเกอร์เบียร์ยังซื้อหุ้น 7% ต่อมาจากกลุ่มธนาคาร OCBC ที่ถูกเงื่อนไขธุรกิจธนาคารบังคับให้ต้องขายกิจการที่ไม่ใช่ธนาคารออกจากมือ และซื้อเพิ่มหุ้นของ F&N อีกประมาณ 4% รวมเป็น 22% การเข้าซื้อดังกล่าวสร้างปัญหาทางยุทธศาสตร์ธุรกิจให้กับกลุ่มเบียร์ไฮเนเก้นของเนเธอร์แลนด์ที่บริหารอยู่ เพราะ F&N ถือหุ้นใน APB อยู่แล้ว 40% ดังนั้น เท่ากับอำนาจการใช้สิทธิ์ผู้ถือหุ้นของ THBEV ใน APB ทางตรงและอ้อม จะมากกว่ากลุ่มไฮเนเก้นของฮอลแลนด์ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เดิม จึงต้องมีการปกป้องผลประโยชน์ของไฮเนเก้นตามมา ด้วยการเสนอซื้อหุ้นของ APB ที่ถืออยู่โดย F&N ทั้งหมด การต่อสู้ดำเนินไปโดยกลุ่มเสี่ยเจริญใช้วิศวกรรมการเงินเหนือชั้น ให้ THBEV บริษัทในเครืออีกรายหนึ่งคือ บริษัท ทีซีซี แอสเซทส์ เข้าไปซื้อหุ้น F&N จนถือครองได้ประมาณ 30% จนท้ายสุดหลังจากเจรจากัน ไฮเนเก้นก็ยินยอมจ่ายเงิน 4.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.27 แสนล้านบาท) เพื่อซื้อหุ้น APB จาก F&N ซึ่งเท่ากับว่าในท้ายที่สุดกลุ่มสิริวัฒนภักดี THBEV ไม่ได้เสียธุรกิจอะไรเลย เนื่องจาก APB นั้น ไม่ใช่เป้าหมายหลักในการเข้าซื้อกิจการของ F&N มาตั้งแต่ต้น เพราะธุรกิจโลจิสติกส์ อันเป็นความแข็งแกร่งที่แท้จริงของ F&N จะอยู่ในมือของ THBEV อย่างเต็มที่ เปิดโอกาสให้ THBEV เป็นเจ้าธุรกิจโลจิสติกส์ จะเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ต่อไปอย่างมั่นคง กลุ่มหลัง ใช้วงเงิน 2.88 แสนล้านบาท ซื้อกิจการบริษัทโฮลดิ้งของกลุ่มประกันภัย-การเงินในจีน Ping An Insurance (Group) Company of China, Ltd. บริษัทโฮลดิ้ง ซึ่งเน้นบริษัทในเครือทำธุรกิจประกันภัย และการเงินหัวแถวของจีน มีสำนักงานใหญ่อยู่ในเซินเจิ้น ซึ่งถือว่าเป็นบริษัทที่เติบโตรวดเร็วอย่างมาก เพราะเพิ่งก่อตั้งใน ค.ศ. 1988 หรือเมื่อ 14 ปีก่อน มีบริษัทในเครือข่ายมากมาย เช่น Ping An Life Insurance Company of China, Ltd. ทำธุรกิจประกันชีวิต Ping An Property & Casualty Insurance Company of China, Ltd. ทำธุรกิจประกันอัคคีภัยและเบ็ดเตล็ด China Ping An Insurance Overseas (Holdings) Limited กับ Ping An Trust & Investment Co., Ltd. ทำธุรกิจเพื่อการลงทุน Ping An Insurance Overseas ธุรกิจโฮลดิ้งตั้งอยู่ในฮ่องกง และยังมี Fortis Investments บริษัทเพื่อถือหุ้นบริษัทอื่น บริษัทย่อยนี้ ยังแตกลูกต่อไปอีก โดย Ping An Trust & Investment มีบริษัทลูกอีก 2 ราย Ping An Securities ทำธุรกิจหลักทรัพย์ และ Ping An Bank ทำธุรกิจธนาคารพาณิชย์ นอกจากนั้น ยังเข้าทำหุ้นส่วนธุรกิจสำคัญเชิงยุทธศาสตร์กับ Shenzhen Development Bank ด้วย ล่าสุด เจ้าสัวธนินท์ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ยังเดินหน้าเจรจาซื้อหุ้นจากกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม 3 รายของบริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่อันดับ 2 ของโลกจากฝรั่งเศส คาร์ฟูร์ ด้วยวงเงินที่แม้ไม่เปิดเผย แต่ก็คาดว่าจะสูงประมาณ 92,800 ล้านบาททีเดียว ธุรกรรมการซื้อกิจการเพียงบางส่วนของทั้งกลุ่มสิริวัฒนภักดีและเครือเจริญโภคภัณฑ์นี้ แม้จะมีเป้าหมายต่างกัน แต่มีลักษณะร่วมกันที่โดดเด่นชัดเจน (ดูตารางประกอบ) ดังต่อไปนี้ เป็นธุรกิจข้ามประเทศที่มีเครือข่ายแข็งแกร่ง และมีโอกาสเติบโตมากขึ้นในอนาคต เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ แต่ไม่ได้เข้าบริหารเบ็ดเสร็จ วัตถุประสงค์ใช้เป็นเครื่องมือในการต่อยอดธุรกิจเดิมให้แข็งแกร่งมากขึ้นในสนามธุรกิจใหม่ที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน ใช้วิศวกรรมการเงินสมัยใหม่ ที่มีทั้งเงินสด และเงินกู้ผสมผสานกัน บริษัทเป้าหมาย ล้วนเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นของประเทศนั้นๆ หรือในตลาดเสรี ที่มีข้อมูลโปร่งใส และไม่มีแผนการใดที่จะถอดถอนออกจากตลาด หลีกเลี่ยงการทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์หลังจากเข้าซื้อกิจการสำเร็จ โดยอาจจะให้บริษัทนอมินีเข้าซื้อหุ้นเพิ่มเติมเพื่อหวังผลทางยุทธศาสตร์เพื่อประหยัดต้นทุนทางการเงิน ทั้งหมดนี้คือ โมเดลกลยุทธ์ที่กำลังมาแรงในเวทีธุรกิจระหว่างประเทศ คือ การฮุบกิจการบางส่วนเชิงกลยุทธ์เพื่อเข้าสู่ตลาดโดยมุ่งหวังในสาระสำคัญคือ ทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ (PASMER) ไม่มีเป้าหมายควบคุมกิจการ เพราะไม่มีความช่ำชองในตลาดที่กำลังต้องการเป็นเป้าหมาย ซึ่งแตกต่างจากการฮุบกิจการในประเทศที่มีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการเข้าควบคุมทิศทางของกิจการอย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งมักจะพุ่งเป้าไปที่บริษัทเป้าหมายที่มีผลการดำเนินงานย่ำแย่ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น หรืออยู่นอกตลาด เป็นสำคัญ เพื่อจะได้ราคาซื้อกิจการที่ต่ำ และเมื่อได้มาแล้วก็จะต้องปรับโครงสร้างการเงิน หรือการบริหาร และแผนธุรกิจเสียใหม่อย่างรอบด้าน โดยที่หากเป็นบริษัทในตลาดหุ้น ก็เตรียมการถอดถอนออกจาตลาดด้วยในบางกรณี เหตุผลสำคัญ 4 ประการที่ทำให้กลยุทธ์ PASMER มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ธุรกิจในยุคโลกาภิวัตน์อยู่ที่ ศักยภาพของตลาดหลักที่บริษัทเป้าหมายดำเนินการอยู่เปิดโอกาสสำหรับอนาคตมากเป็นพิเศษกว่าตลาดอื่น และตลาดก็เปิดกว้างสำหรับบริษัทต่างชาติด้วย โดยเฉพาะในตลาดที่เกิดใหม่ และมีโอกาสพัฒนาอีกมาก ไม่ใช่ตลาดที่อิ่มตัวแล้ว ข้อมูลทางด้านการเงินและแผนธุรกิจของบริษัทเป้าหมาย มีความไม่สมบูรณ์สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าตลาด ดังนั้น จึงต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ลองผิดลองถูกระยะหนึ่ง ผ่านการร่วมถือหุ้นบางส่วนที่จ่ายเงินน้อยกว่า ไม่ต้องเสี่ยงกับการเข้าควบคุมธุรกิจเบ็ดเสร็จที่ไม่การันตีว่าคุ้มหรือไม่ ความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลเกี่ยวกับการตลาด ระบบจัดจำหน่าย หรือต้นทุนทำธุรกิจ รวมถึงประสบการณ์และสายสัมพันธ์ในเครือข่ายธุรกิจ ทำให้ต้องการเวลามากขึ้นในการทำความเข้าใจ ดีกว่าการทุ่มเทเต็มตัว อุปสรรคทางด้านวัฒนธรรมองค์กรและภาษาของบริษัทเป้าหมาย ซึ่งรู้จักกันในชื่อ ”พันธะของการเป็นคนต่างชาติ” จำต้องใช้เวลาและความละเอียดอ่อนมากกว่าปกติ และทำให้การตั้งธุรกิจใหม่ ทำได้ไม่สะดวกกว่าการเข้าซื้อหุ้นร่วมทุนบางส่วน ผลจากการศึกษาประสบการณ์ของกลยุทธ์ PASMER ในตลาดหุ้นสหรัฐของนักวิจัยหลายกลุ่มในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1990 และ 2000 พบข้อมูลซ้ำกันว่า ผลประกอบการหลังจากการซื้อกิจการบางส่วนผ่านไปในช่วงแรกไม่มีนัยสำคัญทางลบ แต่ส่วนใหญ่มีผลประกอบการเชิงบวกที่ต่อเนื่อง และเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย แม้ว่าโดยเปรียบเทียบกับการฮุบกิจการเบ็ดเสร็จข้ามชาติแล้ว อย่างหลังจะให้ผลประกอบการหลังฮุบกิจการดีขึ้นชัดเจนกว่า ซึ่งตอกย้ำว่าความเชื่อเก่าแก่ที่สรุปว่านักฮุบกิจการหวังประโยชน์ระยะสั้นมากกว่าระยะยาว ไม่เป็นความจริง ที่สำคัญ ในห้วงเวลาของเศรษฐกิจถดถอย กลับพบว่าการฮุบกิจการเพียงบางส่วนมีส่วนช่วยสร้างเครือข่ายเชิงกลยุทธ์ในช่วงเวลาวิกฤตได้ดีกว่า เพราะได้มีผู้สำรวจพบข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ในยามธุรกิจผันผวนรุนแรง บริษัทที่เป็นเป้าหมายของการฮุบกิจการบางส่วน จะได้รับผลกระเทือนต่ำกว่าบริษัทที่ถูกฮุบกิจการเบ็ดเสร็จข้ามชาติ ผลการวิจัยข้อมูลในตลาดหลักทรัพย์โตรอนโต ในแคนาดา 75 รายการที่ถูกฮุบกิจการบางส่วน พบว่าทุกบริษัทที่ตกเป็นเป้าหมาย ล้วนมีผลประกอบการในทางบวกที่ชัดเจนเมื่อเวลาผ่านไป 4 ปี หลังจากการซื้อขายกิจการบรรลุผล ไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่รายเดียว มีปรากฏการณ์น่าสนใจ 2 กรณีที่แตกต่างกันเกิดขึ้นเป็นข้อสังเกตคือ กรณีแรก หากการฮุบกิจการบางส่วน ตามมาด้วยผลข้างเคียงของการฮุบกิจการเบ็ดเสร็จในภายหลัง มีการต่อสู้เพื่อแย่งเก้าอี้และอำนาจการควบคุมกิจการ และปรับโครงสร้างบริหาร จะเกิดผลทางบวกกับราคาหุ้น และการดำเนินงานเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด กรณีหลัง นักลงทุนรายย่อยจำนวนหนึ่งที่ได้ข่าวการฮุบกิจการเบ็ดเสร็จ เกิดความเชื่อมั่นและคาดเดาตามนักวิเคราะห์หุ้นว่า จะตามมาด้วยการต่อสู้แย่งกิจการตามมา จะวิ่งเข้าซื้อหุ้นทำให้ราคากระโดดพรวดสูงขึ้นผิดสังเกต แต่จะค่อยอ่อนตัวตามมาหลังจากที่ปรากฏข้อเท็จจริงภายหลังว่า ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญหลังจากการฮุบกิจการบางส่วนเสร็จสิ้นไป ส่วนผลประกอบการในระยะยาวของบริษัทที่ตกเป็นเป้าหมายการฮุบกิจการบางส่วนนั้น ขึ้นอยู่กับหุ้นส่วนและกลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่ที่เข้าไปว่ามีขนาดของกิจการเดิมใหญ่โตแค่ไหน หากกิจการของหุ้นส่วนใหญ่เดิมนั้นมหึมา ก็จะยิ่งเป็นผลดีให้ผลประกอบการดีเป็นทวีคูณได้ไม่ยาก เพราะเป็นการต่อยอดของ ”การแต่งงานเพื่อความสะดวก” (a business marriage of convenience) เหตุผลหลักที่อยู่เบื้องหลังผลประกอบการที่ดีขึ้นดังกล่าว เกิดจากผู้บริหารกิจการที่มีอยู่เดิม ถูกกระตุ้นจากผลข้างเคียงทางจิตวิทยาให้จำต้องทำงานหนักขึ้น และเร่งศักยภาพในการใช้ทรัพยากรของบริษัทที่สร้างผลกำไรมากขึ้น เนื่องจากการเข้ามาของผู้ถือหุ้นรายใหญ่คนใหม่ที่ไม่มีความคุ้นเคยกันมาก่อน จำเป็นต้องรักษาเก้าอี้บริหารให้มั่นคงต่อไป กลยุทธ์ PASMER ของ 2 กลุ่มทุนไทย นำโดยเสี่ยเจริญ และเจ้าสัวธนินท์ จึงเป็นกรณีศึกษาใหม่ที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่จะรุกออกไปต่างประเทศ …………. ข้อมูลการเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศด้วยกลยุทธ์ PASMER ของ 2 กลุ่มทุนไทย 2555 กลุ่มทุน บริษัทเป้าหมาย ประเทศ สัดส่วนถือครองหุ้น(%) ประเภทธุรกิจ วงเงินที่ใช้(ประมาณการ) สิริวัฒนภักดี Fraser & Neave (F&N) สิงคโปร์ 30 เครื่องดื่ม โลจิสติกส์ และอสังหาริมทรัพย์ข้ามประเทศ 80,000 ล้านบาท เจริญโภคภัณฑ์กรุ๊ป Ping An Insurance Group จีน 15 ประกันภัย และการเงินข้ามประเทศ 288,000 ล้านบาท Carrefour S.A. ฝรั่งเศส 16 ค้าปลีกข้ามประเทศ 92,800 ล้านบาท ที่มา : รวบรวมโดย ข่าวหุ้นธุรกิจ

หุ้นรับเหมาปีหน้ามาแรง!อานิสงส์ลงทุนภาครัฐ

หุ้นรับเหมาปีหน้ามาแรง!อานิสงส์ลงทุนภาครัฐ

บล.โกลเบล็กมองหุ้นกลุ่มรับเหมา-พลังงานทดแทน ปีหน้ามาแรง! อานิสงส์ลงทุนภาครัฐ คาดดัชนีมีโอกาสทะยานแตะ 1,478 จุด อินฟราสตรัคเจอร์ฟันด์ฮอต

นายจักรกริช เจริญเมธาชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปีหน้าดัชนีตลาดหุ้นไทยจะทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ระดับ 1,478 จุด พีอี 13.5 เท่า และกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.)โต 10% นำโดยกลุ่มรับเหมาและวัสดุก่อสร้างที่ได้อานิสงส์จากโครงการลงทุนของภาครัฐ ที่จะมีการเปิดประมูลประมาณ 8 แสนล้านบาท จากงบลงทุนในช่วงง 7 ปีทั้งหมด 2.3 ล้านล้านบาท แยกเป็นโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และโครงการรถไฟความเร็วสูง หรือ ไฮสปีดเทรน 4.52 แสนล้านบาท

“ปีหน้าถือเป็นปีของการลงทุนภาครัฐ แตกต่างจากปีนี้ที่เป็นปีของการบริโภค และเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตในระดับ 4-5% โดยไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะประมูล แต่จะเกิดการใช้วัสดุก่อสร้าง รวมถึงปูนซีเมนต์จำนวนมาก จึงมองว่าบริษัทปูนซิเมนต์ไทย หรือ เอสซีจี จะได้ประโยชน์สูงสุด”

นอกจากนี้ กลุ่มพลังงานทดแทนและกลุ่มไฟฟ้า ยังจะเติบโตแผนพัฒนาพลังงานทดแทนของรัฐบาลในช่วง 10 ปีข้างหน้า (2555-2564) ที่มีแผนจะขับเคลื่อนพลังงานทดแทนให้มีสัดส่วน 25% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ(จีดีพี ) ซึ่งจะทำให้เกิดการลงทุนจำนวนมากในช่วง 3ปีข้างหน้า ส่งผลให้กำไรบจ.เติบโตสูงตามไปด้วย ขณะเดียวกันรัฐบาลยังจะเปิดให้มีการประมูลก่อสร้างโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่(ไอพีพี) 5.4 พันเมกะวัตต์ ซึ่งจะเริ่มเปิดประมูลและได้ผู้ชนะในปี 2556

สำหรับการลงทุนของภาคเอกชนนั้น จะมีการขยายเข้าสู่ชนบท ในจังหวัดใหญ่ๆมากขึ้น เพื่อรองรับกำลังซื้อของเศรษฐีใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มอุปโภคบริโภค อสังหาริมทรัพย์ และสินค้าตกแต่งบ้าน นอกจากนี้จะเห็นเทรนด์บจ.ที่มีสินทรัพย์ของตัวเอง มีการออกกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน หรืออินฟราสตรัคเจอร์ฟันด์ เพื่อระดมเงินเร่งลงทุนรองรับการเปิดประชาคมอาเซียน (เออีซี)มากขึ้นด้วย

ทั้งนี้จากการลงทุนภาครัฐที่เร่งตัวขึ้น บริษัทจึงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทย 60% ให้น้ำหนักลงทุนหุ้นจีน 10% ลงทุนหุ้นสหรัฐ 5% กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน 5% ทองคำ 5% หุ้นยุโรป 2% ที่เหลือเป็นมันนี่มาร์เก็ตฟันด์
โดยการลงทุนในตลาดหุ้นไทยนั้น ให้น้ำหนักกับกลุ่มรับโครงสร้างพื้นฐาน 35% นำโดยปูนซิเมนต์ไทย ช.การช่าง และซิโน-ไทย เป็นต้น โดยในช่วงครึ่งปีแรกที่มีการเปิดประมูลหลายโครงการ ให้เพิ่มน้ำหนักเป็น 40% ได้ รองลงมาคือกลุ่มพลังงานทดแทน 35% และกลุ่มที่มีการเติบโตสูง ให้น้ำหนักการลงทุน 40%

สำหรับกลุ่มอื่นๆนั้น บริษัทให้น้ำหนักลงทุนกลุ่มธนาคาร ถ่านหิน มากกว่าตลาด ให้น้ำหนักกลุ่มปิโตรเคมี อสังหาริมทรัพย์ เท่ากับตลาด และให้น้ำหนักกลุ่มโรงพยาบาล เกษตร เทเลคอม โรงแรม มีเดีย พาณิชย์น้อยกว่าตลาด เพราะที่ผ่านมาราคาหุ้นปรับขึ้นไปมากแล้ว ทำให้มีอัพไซด์จำกัด

“ปัจจัยเสี่ยงปีหน้าหลักๆ 70% มาจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะการแก้ปัญหาหน้าผาการคลังของสหรัฐ และมองว่าปัญหาการเมืองในประเทศเป็นความเสี่ยง 30% ต้องติดตามประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะทำให้เกิดปัญหาการเมือง และกระทบเสถียรภาพรัฐบาล ซึ่งทำให้โครงการลงทุนของรัฐสะดุด ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นตลาดหุ้นไทยจะตกทันที”

ที่มา:กรุงเทพธุรกิจ

Small is beautiful

“Small is beautiful” คือ 1 ใน 100 หนังสือที่มีอิทธิพลหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่งโดย อี เอฟ ชูมัคเกอร์ บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ (Buddhist Economics) เมื่อปี ค.ศ. 1973 ซึ่งเสนอแนวคิด “ทางสายกลาง” ของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและแบบสังคมนิยม ทั้งด้านการผลิตและการบริโภคเพื่อความสมดุลของระบบเศรษฐกิจ กล่าวคือการผลิตสินค้าและการให้บริการอยู่บนพื้นฐานของความเหมาะสมและความจำเป็นของผู้บริโภค เพื่อคุณภาพ ราคาและใช้ทรัพยากรที่เหมาะสมที่สุด

แนวโน้มใหญ่ที่ชัดเจนเพิ่มขึ้นทั่วโลกคือ “Convenience” หรือการเพิ่มลำดับสำคัญของ “ความสะดวกสบาย” ในการดำรงชีวิตมากขึ้น นี่คือสาเหตุหลักสนับสนุนแนวโน้มใหญ่สังคมคนเมือง (Urbanization) ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะการมีแหล่งน้ำ อาหารที่สะอาดและปลอดภัย สิ่งอำนวยความสะดวก สาธารณูปโภค การเดินทาง ขนส่ง สาธารณสุข การศึกษาที่ดีขึ้น ล้วนเป็นสิ่งตอบสนองพฤติกรรมมนุษย์ที่ต้องการความสะดวกสบายในการดำรงชีวิตเพิ่มขึ้นและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นนั่นเอง

หากผนวกแนวความคิดทั้งสองเข้าด้วยกัน จะพบว่าผู้บริโภคนั้นต้องการสินค้าและบริการที่เหมาะสมกับความต้องการในการใช้งานและเพื่อ “ความสะดวกสบาย” ของตนในราคาที่ “เหมาะสมและรับได้” ขณะที่ผู้ผลิตสินค้าและผู้ให้บริการจะต้องพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการโดยใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและ “เหมาะสมและรับได้” ทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิต”

ตัวอย่างของผู้ประกอบการที่นำเอาแนวคิด Small is beautiful มาเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภคอย่างได้ผล

บริษัทแอปเปิล เล็งเห็นโอกาสมหาศาลของธุรกิจเพลง สมาร์ทโฟน อุปกรณ์พกพา จึงคิดค้นผลิตภัณฑ์ iPod, iPhone, iPad เพื่อทดแทนเครื่องเสียง โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลแบบเดิม แต่ละผลิตภัณฑ์ล้วนมี “ขนาดเล็กและเพิ่มความสะดวกสบาย” เหมาะกับการใช้งานแต่มีประสิทธิภาพดีกว่าและใช้งานง่าย ผู้บริโภคจึงยอมจ่ายเงินซื้อในราคาสูงกว่า เมื่อเร็วๆ นี้บริษัทได้เปิดตัว iPad Mini ที่มีขนาดเล็กลงและราคาประหยัดเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น

เทคโนโลยีมีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น จึงมีธุรกิจรูปแบบใหม่ที่นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความแตกต่างและความได้เปรียบในการแข่งขัน เราจึงเห็นบริการหนังสือออนไลน์ (eBook) ชอบปิ้งออนไลน์ (eBook) เกมออนไลน์ การประมูลออนไลน์ (eAuction) การจองออนไลน์ต่างๆ ทั้งโรงแรม ตั๋วเครื่องบิน เป็นต้น ธุรกิจดังกล่าวล้วนเพิ่มความ “สะดวกสบาย” ให้กับผู้บริโภคทั่วโลกในการเสนอสินค้าและบริการที่ตรงความต้องการในราคาที่เหมาะสม ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการทรัพยากรให้เหมาะสมเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการสร้างความพึงพอใจของลูกค้าออนไลน์และผลประกอบการที่ดีของบริษัท

รถประหยัดพลังงานหรืออีโคคาร์ (Eco Car) ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นทั่วโลก รถมี “ขนาดเล็ก” จึงคล่องตัว ประหยัดน้ำมัน บำรุงรักษาง่ายและราคาเหมาะสม เพื่อ “ความสะดวกสบาย” ผู้บริโภคยอมซื้อแม้จะมีค่าใช้จ่ายโดยรวมเพิ่มขึ้น สำหรับปีนี้ ประเทศไทยมีนโยบายส่งเสริมรถคันแรกของภาครัฐ ทำให้มีปริมาณจำหน่ายรถเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ ส่งผลให้การจราจรติดขัดมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปัจจุบัน ส่วนผู้ผลิตแต่ละค่ายต้องเร่งผลิตรถอีโคคาร์เพื่อจำหน่ายทั้งในและส่งออกไปยังต่างประเทศ

การขยายสาขาในรูปแบบ “ขนาดเล็ก” ของร้านปลีกขนาดใหญ่ทั้ง Lotus Express, Mini BIGC เป็นการเพิ่ม “ความสะดวกสบาย” ให้แก่ผู้บริโภคในชุมชนมากขึ้น เช่นเดียวกับผู้นำร้านสะดวกซื้อ 7-11 การขยายสาขา “ขนาดเล็ก” นั้นทำได้ง่ายและรวดเร็วกว่าทั้งการจัดหาทำเลและขนาดเงินลงทุน นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังพัฒนาและจำหน่ายสินค้าที่ “ขนาดและปริมาณ” เหมาะสมกับการบริโภคแต่ละครั้งและพฤติกรรมความถี่ในการใช้บริการบ่อยขึ้นแม้จะจ่ายที่ราคาสูงขึ้นเล็กน้อยก็ตาม

ที่กล่าวมาเป็นเพียงตัวอย่างของบริษัทที่นำแนวคิด Small is beautiful และ Convenience มาประยุกต์ใช้ให้เกิดความสมดุลทั้งด้านผู้ผลิตและผู้บริโภค ซึ่งสอดคล้องกับหลักการพื้นฐานการตลาด 4P ซึ่งได้แก่ Product (ผลิตภัณฑ์สินค้า) Price (ราคา) Place (ทำเลหรือช่องทางสินค้าสู่ผู้บริโภค) Promotion (กิจกรรมทางการตลาด) กล่าวคือ การผลิตหรือมีสินค้าที่ทั้งขนาดและราคาเหมาะสมตรงความต้องการ ผู้บริโภคเข้าถึงได้สะดวกผ่านกิจกรรมทางการตลาดที่ดีนั่นเอง

ในฐานะ Value Investor ต้องคำนึงถึงหลักการตลาดพื้นฐานสำคัญนี้ในการพิจารณาเลือกกิจการก่อนเข้าลงทุน เพราะบริษัทที่ประสบความสำเร็จทางการตลาดอย่างสูงนั้น ล้วนสั่งสมประสบการณ์และพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีคุณสมบัติทั้งสี่ด้านอย่างโดดเด่นและครบถ้วน และหากสามารถสร้างความสมดุลตามแนวคิด Small is beautiful และยังเพิ่ม Convenience ให้ผู้บริโภคตามแนวโน้มใหญ่แล้ว นั่นคือกิจการยอดเยี่ยมที่มีโอกาสเติบโตในระยะยาวที่นักลงทุนค้นหาอยู่นั่นเอง

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 185 other followers