Archive for 2012

สุดยอดวาทะ ‘William O’neil’

สุดยอดวาทะ ‘William O’neil’

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ‘วิลเลี่ยม โอนีล’ เป็นหนึ่งในเทรดเดอร์ที่เก่งที่สุดในช่วงเวลาของเราเมื่อมองดูจากผลงานและสิ่งต่างๆที่เขาได้ทำเอาไว้

เขาทำเงินจำนวนมหาศาลตั้งแต่ช่วงอายุยี่สิบกว่าปี มากพอที่ทำให้เขาสามารถก่อตั้งบริษัทวิจัยของตัวเอง และเป็นบุคคลที่สามารถสร้างผลกระทบต่อตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กได้เลยทีเดียว บริษัทวิจัยของเขาได้ให้คำแนะนำด้านการลงทุนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงแก่บริษัทการเงินขนาดใหญ่หลายแห่ง

นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้คิดค้นระบบการลงทุน ‘CANSLIM’ ซึ่งสมาคมนักลงทุนรายย่อยแห่งสหรัฐอเมริกา (American Association of Individual Investors) ยกให้เป็นระบบการลงทุนที่ทำผลตอบแทนได้ดีที่สุดในช่วงปี 1998 จนถึงปี 2009

ทางสมาคมได้เปรียบเทียบและรวบรวมข้อมูลระบบการลงทุนกว่า 50 แนวทางที่แตกต่างกัน โดยในช่วงเวลา 12 ปี ระบบ CANSLIM ทำกำไรได้ถึง 2,763% สำหรับรายละเอียดแนวคิด CANSLIM สามารถหาอ่านได้จากหนังสือ How to Make Money in Stocks ซึ่งเขียนด้วยตัวโอนีลเอง

และในบทความนี้ ก็จะเป็นการรวบรวมวาทะเด็ดๆของโอนีลที่แสดงให้เห็นถึงมุมมองและแนวคิดการลงทุนของเขาครับ

การบริหารความเสี่ยง

1. “ผมตั้งเป็นกฏเอาไว้เลยว่า หากขาดทุนเกิน 7% จากราคาที่ซื้อมา ผมจะขายหุ้นทิ้งโดยไม่มีการลังเลเลยแม้แต่น้อย

2. “หลายคนมักพูดว่า ‘เขาไม่สามารถตัดขายหุ้นเหล่านั้นได้ เพราะเขาจะขาดทุน’ สำหรับผมแล้ว ถ้าราคาหุ้นที่คุณซื้อนั้นตกลงมาต่ำกว่าต้นทุนของคุณมากพอสมควร การขายมันไม่ได้ทำให้คุณขาดทุนหรอก เพราะคุณก็ขาดทุนไปเรียบร้อยแล้ว”

3. “การปล่อยให้ขาดทุนเรื้อรังต่อไปเรื่อยๆ เป็นข้อผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดของนักลงทุนส่วนใหญ่”

4. “ความลับทั้งหมดทั้งมวลของการประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นก็คือ การขาดทุนให้น้อยที่สุดในเวลาที่คุณคิดผิด”

หลักการลงทุน

1. “สิ่งที่ 90% ของคนในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือมือใหม่ต่างก็เหมือนกันคือ พวกเขายังทำการบ้านไม่มากพอ”

2. “ก้าวแรกของการเรียนรู้เพื่อจะค้นหาสุดยอดหุ้นที่จะชนะตลาดได้ก็คือ การศึกษา Big Winner ในอดีต เพื่อเรียนรู้ลักษณะและพฤติกรรมของหุ้น คุณจะได้เรียนรู้จากการสังเกตุหุ้นเหล่านี้ว่า แพทเทิร์นราคาแบบไหนที่หุ้นพวกนี้มักจะแสดงอาการออกมาก่อนที่ราคาหุ้นจะขยับขึ้นอย่างรวดเร็ว”

3. “มันช่างยากเอามากๆที่คุณจะได้รับผลตอบแทนสูงๆจากการลงทุนในหุ้น Laggard ถึงแม้ว่ามันจะดูราคาถูกอย่างน่าสนใจก็ตาม จงค้นหาและเลือกซื้อหุ้นนำตลาดเท่านั้น”

4. “สิ่งที่ดูแพงเกินไปและเสี่ยงเกินไปสำหรับคนส่วนใหญ่มักจะยิ่งขึ้นไปสูงกว่าเดิม และสิ่งที่ดูถูกๆและไม่เสี่ยงมักจะยิ่งลงไปต่ำกว่าเดิม”

5. “นักลงทุนส่วนใหญ่มักจะรีบร้อนทำกำไร และไม่ตัดขาดทุน ในความคิดของผม ‘การเลือกขายหุ้นที่มีกำไร ก่อนจะขายหุ้นที่ขาดทุน’ เป็นแนวคิดที่ตรงกันข้ามกับหลักการลงทุนที่ถูกต้องโดยสิ้นเชิง”

6. “แนวทางที่จะทำให้บริษัทประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่และเพลิดเพลินไปกับราคาหุ้นที่สูงขึ้นอย่างมหาศาลนั้น ก็คือ การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ตลาด แน่นอนเราไม่ได้พูดถึงสินค้าอย่างน้ำยาล้างจานสูตรใหม่ แต่เราพูดถึงสินค้าใหม่ของบริษัทที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนเราในแต่ละวันต่างหาก”

7. “สำหรับการขายชอร์ตนั้น กฏสำคัญหมายเลขหนึ่งก็คือ ขายชอร์ตเฉพาะช่วงที่คุณคิดว่าตลาดกำลังเข้าสู่ขาลงเท่านั้น ไม่ใช่อยู่ในช่วงขาขึ้น”

8. “วิธีที่ดีที่สุดในการวัด Demand และ Supply ของหุ้น ก็คือการดู Volume เทรดในแต่ละวัน เมื่อราคาหุ้นปรับตัวลง คุณอยากจะเห็นว่า Volume มันน้อยลง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่มีแรงขายที่มีนัยยะสำคัญ ในทางกลับกัน เมื่อราคาหุ้นปรับตัวขึ้น คุณอยากจะเห็นการเพิ่มขึ้นของ Volume ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นถึงการเข้าซื้อของสถาบันหรือนักลงทุนรายใหญ่”

9. “เหล่านักลงทุนผู้ละเลยสิ่งที่ตลาดพยายามจะบอกหรือส่งสัญญาณออกมา มักจะต้องจ่ายค่าบทเรียนราคาแพง ในขณะที่นักลงทุนที่สามารถแยกแยะสัญญาณต่างๆทั้งที่ปกติหรือไม่ปกติได้นั้น มักจะรู้สึกดีต่อตลาดมากกว่าคนส่วนใหญ่ เพราะพวกเขาสามารถเข้าใจตลาดได้เป็นอย่างดี”

10. “หุ้นนำตลาดนั้นไม่ใช่บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในตลาด หรือบริษัทที่มีแบรนด์เนมที่ผู้คนจดจำได้มากที่สุด แต่เป็นบริษัทที่มีผลประกอบการรายไตรมาส-รายปีเติบโตสูง, ROE และ Profit margins ดีขึ้น, มีการเติบโตของยอดขาย, และการเคลื่อนไหวของราคาที่ดูดีที่สุด”

จิตวิทยา

1. “หน้าที่ของคุณไม่ใช่การถกเถียงกับตลาด แต่เป็นการเรียนรู้ตลาด รับรู้ได้ว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงที่อ่อนแอหรือแข็งแรง และพร้อมที่จะปรับตัวไปกับมันได้อย่างราบรื่น”

2. “นักลงทุนหลายคนมีปัญหาในการตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้น ลังเลและไม่สามารถตัดสินใจได้ เพราะพวกเขาเหล่านั้นไม่รู้จริงๆว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ ไม่มีแบบแผนชัดเจน ไม่มีหลักการที่แน่นอน และไม่มีกฏเกณฑ์ที่จะช่วยชี้นำพวกเขา ทำให้พวกเขาไม่แน่ใจว่าพวกเขาควรจะทำอะไรกันแน่”

3. “เนื่องจากตลาดมักจะเคลื่อนที่สวนทางกับความคิดของคนส่วนใหญ่อยู่เสมอ ผมสามารถบอกได้ว่า 95% ของสิ่งที่คุณได้ยินจากรายการทางโทรทัศน์นั้นมาจากความเห็นส่วนตัว ซึ่งสำหรับผมแล้ว ความเห็นส่วนตัวนั้นแทบจะไร้ค่าอยู่เสมอในตลาดหุ้น ‘ข้อเท็จจริง ราคา และตลาด’ มีความน่าเชื่อถือกว่าความคิดเห็นพวกนั้นมาก”

‘สุดยอดวาทะ William O’neil’

โดย Phantorm

http://www.sarut-homesite.net

PASMER กลยุทธ์เด็ด เสี่ยเจริญ-เจ้าสัวธนินท์

[InfoQuest] PASMER กลยุทธ์เด็ด เสี่ยเจริญ-เจ้าสัวธนินท์
14 ธันวาคม 2555

ปี 2555 กลุ่มทุนไทย 3 กลุ่มใหญ่ รุกเข้าซื้อกิจการข้ามชาติในระดับโลกเป็นข่าวใหญ่ใน 2 รูปแบบ ที่มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง รูปแบบแรก เป็นการเข้าซื้อกิจการเพื่อเข้าครอบงำกิจการเบ็ดเสร็จ (Total Control Acquisition) ซึ่งกลุ่ม ปตท. โดยบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP เข้าประมูลซื้อกิจการในอังกฤษ แข่งกับรอยัลดัตช์/เชลล์ ยักษ์ค้าน้ำมันระดับโลก ซึ่งผลปรากฏว่า ฝ่ายบริษัทไทยได้รับชัยชนะงดงาม PTTEP ได้ทำคำเสนอซื้อหุ้นสามัญที่ชำระแล้วและยังไม่ได้ชำระทั้งหมดของบริษัท Cove Energy Plc. ที่ราคา 240 เพนซ์ต่อหุ้น โดยบริษัท Cove Energy Plc. ได้ถือสัดส่วนร้อยละ 8.5 ในโครงการ Rovuma ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ในสาธารณรัฐโมซัมบิก (World Class Gas Discovery) และคาดว่าจะมีปริมาณสำรอง (Resources) มากกว่า 60 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต รวมทั้งแหล่งน้ำมัน Black Pearl Prospect ซึ่งอยู่ในพื้นที่โครงการนี้ด้วย นอกจากนี้ Cove ยังถือสัดส่วนร้อยละ 10 ในแปลงสัมปทาน Rovuma Onshore Area รวมถึงการถือสัดส่วนร้อยละ 10-25 ในแปลงสัมปทานน้ำลึกอีก 7 แปลงในประเทศเคนยาอีกด้วย การเสนอซื้อหุ้นครั้งนี้เป็นก้าวที่สำคัญของ PTTEP ในการขยายการลงทุนในแหล่งพลังงานสู่ภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก ที่มีศักยภาพทางไฮโดรคาร์บอนสูงภูมิภาคหนึ่งของโลก รูปแบบที่สอง เป็นการเข้าซื้อกิจการ ด้วยวงเงินที่ใช้มหาศาล ภายใต้กลยุทธ์ใหม่ที่ไม่คุ้นเคยกันมาก่อน เรียกว่า การฮุบกิจการบางส่วนเชิงกลยุทธ์เพื่อเข้าสู่ตลาดโดยมุ่งหวังในสาระสำคัญคือ ทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ (PASMER – Partial Acquisitions for Strategic Market Entry Rationale) ซึ่งกระทำโดยกลุ่มทุนใหญ่ 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสิริวัฒนภักดี นำโดยเสี่ยเจริญ สิริวัฒนภักดี และกลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ นำโดยเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ กลุ่มแรก ใช้วงเงินมากกว่า 8 หมื่นล้านบาท เพื่อเข้าฮุบกิจกิจบางส่วน กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ โดยใช้บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ THBEV ทุ่มเงิน 7.8 หมื่นล้านบาท ซื้อกิจการ บริษัทน้ำดื่ม โลจิสติกส์ และอสังหาริมทรัพย์ F&N ในสัดส่วน 18% และบริษัท เอเชีย บริวเวอรี่ โปรดักส์ หรือ APB ผู้ผลิตไทเกอร์เบียร์ยังซื้อหุ้น 7% ต่อมาจากกลุ่มธนาคาร OCBC ที่ถูกเงื่อนไขธุรกิจธนาคารบังคับให้ต้องขายกิจการที่ไม่ใช่ธนาคารออกจากมือ และซื้อเพิ่มหุ้นของ F&N อีกประมาณ 4% รวมเป็น 22% การเข้าซื้อดังกล่าวสร้างปัญหาทางยุทธศาสตร์ธุรกิจให้กับกลุ่มเบียร์ไฮเนเก้นของเนเธอร์แลนด์ที่บริหารอยู่ เพราะ F&N ถือหุ้นใน APB อยู่แล้ว 40% ดังนั้น เท่ากับอำนาจการใช้สิทธิ์ผู้ถือหุ้นของ THBEV ใน APB ทางตรงและอ้อม จะมากกว่ากลุ่มไฮเนเก้นของฮอลแลนด์ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เดิม จึงต้องมีการปกป้องผลประโยชน์ของไฮเนเก้นตามมา ด้วยการเสนอซื้อหุ้นของ APB ที่ถืออยู่โดย F&N ทั้งหมด การต่อสู้ดำเนินไปโดยกลุ่มเสี่ยเจริญใช้วิศวกรรมการเงินเหนือชั้น ให้ THBEV บริษัทในเครืออีกรายหนึ่งคือ บริษัท ทีซีซี แอสเซทส์ เข้าไปซื้อหุ้น F&N จนถือครองได้ประมาณ 30% จนท้ายสุดหลังจากเจรจากัน ไฮเนเก้นก็ยินยอมจ่ายเงิน 4.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.27 แสนล้านบาท) เพื่อซื้อหุ้น APB จาก F&N ซึ่งเท่ากับว่าในท้ายที่สุดกลุ่มสิริวัฒนภักดี THBEV ไม่ได้เสียธุรกิจอะไรเลย เนื่องจาก APB นั้น ไม่ใช่เป้าหมายหลักในการเข้าซื้อกิจการของ F&N มาตั้งแต่ต้น เพราะธุรกิจโลจิสติกส์ อันเป็นความแข็งแกร่งที่แท้จริงของ F&N จะอยู่ในมือของ THBEV อย่างเต็มที่ เปิดโอกาสให้ THBEV เป็นเจ้าธุรกิจโลจิสติกส์ จะเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ต่อไปอย่างมั่นคง กลุ่มหลัง ใช้วงเงิน 2.88 แสนล้านบาท ซื้อกิจการบริษัทโฮลดิ้งของกลุ่มประกันภัย-การเงินในจีน Ping An Insurance (Group) Company of China, Ltd. บริษัทโฮลดิ้ง ซึ่งเน้นบริษัทในเครือทำธุรกิจประกันภัย และการเงินหัวแถวของจีน มีสำนักงานใหญ่อยู่ในเซินเจิ้น ซึ่งถือว่าเป็นบริษัทที่เติบโตรวดเร็วอย่างมาก เพราะเพิ่งก่อตั้งใน ค.ศ. 1988 หรือเมื่อ 14 ปีก่อน มีบริษัทในเครือข่ายมากมาย เช่น Ping An Life Insurance Company of China, Ltd. ทำธุรกิจประกันชีวิต Ping An Property & Casualty Insurance Company of China, Ltd. ทำธุรกิจประกันอัคคีภัยและเบ็ดเตล็ด China Ping An Insurance Overseas (Holdings) Limited กับ Ping An Trust & Investment Co., Ltd. ทำธุรกิจเพื่อการลงทุน Ping An Insurance Overseas ธุรกิจโฮลดิ้งตั้งอยู่ในฮ่องกง และยังมี Fortis Investments บริษัทเพื่อถือหุ้นบริษัทอื่น บริษัทย่อยนี้ ยังแตกลูกต่อไปอีก โดย Ping An Trust & Investment มีบริษัทลูกอีก 2 ราย Ping An Securities ทำธุรกิจหลักทรัพย์ และ Ping An Bank ทำธุรกิจธนาคารพาณิชย์ นอกจากนั้น ยังเข้าทำหุ้นส่วนธุรกิจสำคัญเชิงยุทธศาสตร์กับ Shenzhen Development Bank ด้วย ล่าสุด เจ้าสัวธนินท์ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ยังเดินหน้าเจรจาซื้อหุ้นจากกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม 3 รายของบริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่อันดับ 2 ของโลกจากฝรั่งเศส คาร์ฟูร์ ด้วยวงเงินที่แม้ไม่เปิดเผย แต่ก็คาดว่าจะสูงประมาณ 92,800 ล้านบาททีเดียว ธุรกรรมการซื้อกิจการเพียงบางส่วนของทั้งกลุ่มสิริวัฒนภักดีและเครือเจริญโภคภัณฑ์นี้ แม้จะมีเป้าหมายต่างกัน แต่มีลักษณะร่วมกันที่โดดเด่นชัดเจน (ดูตารางประกอบ) ดังต่อไปนี้ เป็นธุรกิจข้ามประเทศที่มีเครือข่ายแข็งแกร่ง และมีโอกาสเติบโตมากขึ้นในอนาคต เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ แต่ไม่ได้เข้าบริหารเบ็ดเสร็จ วัตถุประสงค์ใช้เป็นเครื่องมือในการต่อยอดธุรกิจเดิมให้แข็งแกร่งมากขึ้นในสนามธุรกิจใหม่ที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน ใช้วิศวกรรมการเงินสมัยใหม่ ที่มีทั้งเงินสด และเงินกู้ผสมผสานกัน บริษัทเป้าหมาย ล้วนเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นของประเทศนั้นๆ หรือในตลาดเสรี ที่มีข้อมูลโปร่งใส และไม่มีแผนการใดที่จะถอดถอนออกจากตลาด หลีกเลี่ยงการทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์หลังจากเข้าซื้อกิจการสำเร็จ โดยอาจจะให้บริษัทนอมินีเข้าซื้อหุ้นเพิ่มเติมเพื่อหวังผลทางยุทธศาสตร์เพื่อประหยัดต้นทุนทางการเงิน ทั้งหมดนี้คือ โมเดลกลยุทธ์ที่กำลังมาแรงในเวทีธุรกิจระหว่างประเทศ คือ การฮุบกิจการบางส่วนเชิงกลยุทธ์เพื่อเข้าสู่ตลาดโดยมุ่งหวังในสาระสำคัญคือ ทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ (PASMER) ไม่มีเป้าหมายควบคุมกิจการ เพราะไม่มีความช่ำชองในตลาดที่กำลังต้องการเป็นเป้าหมาย ซึ่งแตกต่างจากการฮุบกิจการในประเทศที่มีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการเข้าควบคุมทิศทางของกิจการอย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งมักจะพุ่งเป้าไปที่บริษัทเป้าหมายที่มีผลการดำเนินงานย่ำแย่ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น หรืออยู่นอกตลาด เป็นสำคัญ เพื่อจะได้ราคาซื้อกิจการที่ต่ำ และเมื่อได้มาแล้วก็จะต้องปรับโครงสร้างการเงิน หรือการบริหาร และแผนธุรกิจเสียใหม่อย่างรอบด้าน โดยที่หากเป็นบริษัทในตลาดหุ้น ก็เตรียมการถอดถอนออกจาตลาดด้วยในบางกรณี เหตุผลสำคัญ 4 ประการที่ทำให้กลยุทธ์ PASMER มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ธุรกิจในยุคโลกาภิวัตน์อยู่ที่ ศักยภาพของตลาดหลักที่บริษัทเป้าหมายดำเนินการอยู่เปิดโอกาสสำหรับอนาคตมากเป็นพิเศษกว่าตลาดอื่น และตลาดก็เปิดกว้างสำหรับบริษัทต่างชาติด้วย โดยเฉพาะในตลาดที่เกิดใหม่ และมีโอกาสพัฒนาอีกมาก ไม่ใช่ตลาดที่อิ่มตัวแล้ว ข้อมูลทางด้านการเงินและแผนธุรกิจของบริษัทเป้าหมาย มีความไม่สมบูรณ์สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าตลาด ดังนั้น จึงต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ลองผิดลองถูกระยะหนึ่ง ผ่านการร่วมถือหุ้นบางส่วนที่จ่ายเงินน้อยกว่า ไม่ต้องเสี่ยงกับการเข้าควบคุมธุรกิจเบ็ดเสร็จที่ไม่การันตีว่าคุ้มหรือไม่ ความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลเกี่ยวกับการตลาด ระบบจัดจำหน่าย หรือต้นทุนทำธุรกิจ รวมถึงประสบการณ์และสายสัมพันธ์ในเครือข่ายธุรกิจ ทำให้ต้องการเวลามากขึ้นในการทำความเข้าใจ ดีกว่าการทุ่มเทเต็มตัว อุปสรรคทางด้านวัฒนธรรมองค์กรและภาษาของบริษัทเป้าหมาย ซึ่งรู้จักกันในชื่อ ”พันธะของการเป็นคนต่างชาติ” จำต้องใช้เวลาและความละเอียดอ่อนมากกว่าปกติ และทำให้การตั้งธุรกิจใหม่ ทำได้ไม่สะดวกกว่าการเข้าซื้อหุ้นร่วมทุนบางส่วน ผลจากการศึกษาประสบการณ์ของกลยุทธ์ PASMER ในตลาดหุ้นสหรัฐของนักวิจัยหลายกลุ่มในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1990 และ 2000 พบข้อมูลซ้ำกันว่า ผลประกอบการหลังจากการซื้อกิจการบางส่วนผ่านไปในช่วงแรกไม่มีนัยสำคัญทางลบ แต่ส่วนใหญ่มีผลประกอบการเชิงบวกที่ต่อเนื่อง และเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย แม้ว่าโดยเปรียบเทียบกับการฮุบกิจการเบ็ดเสร็จข้ามชาติแล้ว อย่างหลังจะให้ผลประกอบการหลังฮุบกิจการดีขึ้นชัดเจนกว่า ซึ่งตอกย้ำว่าความเชื่อเก่าแก่ที่สรุปว่านักฮุบกิจการหวังประโยชน์ระยะสั้นมากกว่าระยะยาว ไม่เป็นความจริง ที่สำคัญ ในห้วงเวลาของเศรษฐกิจถดถอย กลับพบว่าการฮุบกิจการเพียงบางส่วนมีส่วนช่วยสร้างเครือข่ายเชิงกลยุทธ์ในช่วงเวลาวิกฤตได้ดีกว่า เพราะได้มีผู้สำรวจพบข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ในยามธุรกิจผันผวนรุนแรง บริษัทที่เป็นเป้าหมายของการฮุบกิจการบางส่วน จะได้รับผลกระเทือนต่ำกว่าบริษัทที่ถูกฮุบกิจการเบ็ดเสร็จข้ามชาติ ผลการวิจัยข้อมูลในตลาดหลักทรัพย์โตรอนโต ในแคนาดา 75 รายการที่ถูกฮุบกิจการบางส่วน พบว่าทุกบริษัทที่ตกเป็นเป้าหมาย ล้วนมีผลประกอบการในทางบวกที่ชัดเจนเมื่อเวลาผ่านไป 4 ปี หลังจากการซื้อขายกิจการบรรลุผล ไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่รายเดียว มีปรากฏการณ์น่าสนใจ 2 กรณีที่แตกต่างกันเกิดขึ้นเป็นข้อสังเกตคือ กรณีแรก หากการฮุบกิจการบางส่วน ตามมาด้วยผลข้างเคียงของการฮุบกิจการเบ็ดเสร็จในภายหลัง มีการต่อสู้เพื่อแย่งเก้าอี้และอำนาจการควบคุมกิจการ และปรับโครงสร้างบริหาร จะเกิดผลทางบวกกับราคาหุ้น และการดำเนินงานเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด กรณีหลัง นักลงทุนรายย่อยจำนวนหนึ่งที่ได้ข่าวการฮุบกิจการเบ็ดเสร็จ เกิดความเชื่อมั่นและคาดเดาตามนักวิเคราะห์หุ้นว่า จะตามมาด้วยการต่อสู้แย่งกิจการตามมา จะวิ่งเข้าซื้อหุ้นทำให้ราคากระโดดพรวดสูงขึ้นผิดสังเกต แต่จะค่อยอ่อนตัวตามมาหลังจากที่ปรากฏข้อเท็จจริงภายหลังว่า ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญหลังจากการฮุบกิจการบางส่วนเสร็จสิ้นไป ส่วนผลประกอบการในระยะยาวของบริษัทที่ตกเป็นเป้าหมายการฮุบกิจการบางส่วนนั้น ขึ้นอยู่กับหุ้นส่วนและกลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่ที่เข้าไปว่ามีขนาดของกิจการเดิมใหญ่โตแค่ไหน หากกิจการของหุ้นส่วนใหญ่เดิมนั้นมหึมา ก็จะยิ่งเป็นผลดีให้ผลประกอบการดีเป็นทวีคูณได้ไม่ยาก เพราะเป็นการต่อยอดของ ”การแต่งงานเพื่อความสะดวก” (a business marriage of convenience) เหตุผลหลักที่อยู่เบื้องหลังผลประกอบการที่ดีขึ้นดังกล่าว เกิดจากผู้บริหารกิจการที่มีอยู่เดิม ถูกกระตุ้นจากผลข้างเคียงทางจิตวิทยาให้จำต้องทำงานหนักขึ้น และเร่งศักยภาพในการใช้ทรัพยากรของบริษัทที่สร้างผลกำไรมากขึ้น เนื่องจากการเข้ามาของผู้ถือหุ้นรายใหญ่คนใหม่ที่ไม่มีความคุ้นเคยกันมาก่อน จำเป็นต้องรักษาเก้าอี้บริหารให้มั่นคงต่อไป กลยุทธ์ PASMER ของ 2 กลุ่มทุนไทย นำโดยเสี่ยเจริญ และเจ้าสัวธนินท์ จึงเป็นกรณีศึกษาใหม่ที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่จะรุกออกไปต่างประเทศ …………. ข้อมูลการเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศด้วยกลยุทธ์ PASMER ของ 2 กลุ่มทุนไทย 2555 กลุ่มทุน บริษัทเป้าหมาย ประเทศ สัดส่วนถือครองหุ้น(%) ประเภทธุรกิจ วงเงินที่ใช้(ประมาณการ) สิริวัฒนภักดี Fraser & Neave (F&N) สิงคโปร์ 30 เครื่องดื่ม โลจิสติกส์ และอสังหาริมทรัพย์ข้ามประเทศ 80,000 ล้านบาท เจริญโภคภัณฑ์กรุ๊ป Ping An Insurance Group จีน 15 ประกันภัย และการเงินข้ามประเทศ 288,000 ล้านบาท Carrefour S.A. ฝรั่งเศส 16 ค้าปลีกข้ามประเทศ 92,800 ล้านบาท ที่มา : รวบรวมโดย ข่าวหุ้นธุรกิจ

หุ้นรับเหมาปีหน้ามาแรง!อานิสงส์ลงทุนภาครัฐ

หุ้นรับเหมาปีหน้ามาแรง!อานิสงส์ลงทุนภาครัฐ

บล.โกลเบล็กมองหุ้นกลุ่มรับเหมา-พลังงานทดแทน ปีหน้ามาแรง! อานิสงส์ลงทุนภาครัฐ คาดดัชนีมีโอกาสทะยานแตะ 1,478 จุด อินฟราสตรัคเจอร์ฟันด์ฮอต

นายจักรกริช เจริญเมธาชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปีหน้าดัชนีตลาดหุ้นไทยจะทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ระดับ 1,478 จุด พีอี 13.5 เท่า และกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.)โต 10% นำโดยกลุ่มรับเหมาและวัสดุก่อสร้างที่ได้อานิสงส์จากโครงการลงทุนของภาครัฐ ที่จะมีการเปิดประมูลประมาณ 8 แสนล้านบาท จากงบลงทุนในช่วงง 7 ปีทั้งหมด 2.3 ล้านล้านบาท แยกเป็นโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และโครงการรถไฟความเร็วสูง หรือ ไฮสปีดเทรน 4.52 แสนล้านบาท

“ปีหน้าถือเป็นปีของการลงทุนภาครัฐ แตกต่างจากปีนี้ที่เป็นปีของการบริโภค และเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตในระดับ 4-5% โดยไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะประมูล แต่จะเกิดการใช้วัสดุก่อสร้าง รวมถึงปูนซีเมนต์จำนวนมาก จึงมองว่าบริษัทปูนซิเมนต์ไทย หรือ เอสซีจี จะได้ประโยชน์สูงสุด”

นอกจากนี้ กลุ่มพลังงานทดแทนและกลุ่มไฟฟ้า ยังจะเติบโตแผนพัฒนาพลังงานทดแทนของรัฐบาลในช่วง 10 ปีข้างหน้า (2555-2564) ที่มีแผนจะขับเคลื่อนพลังงานทดแทนให้มีสัดส่วน 25% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ(จีดีพี ) ซึ่งจะทำให้เกิดการลงทุนจำนวนมากในช่วง 3ปีข้างหน้า ส่งผลให้กำไรบจ.เติบโตสูงตามไปด้วย ขณะเดียวกันรัฐบาลยังจะเปิดให้มีการประมูลก่อสร้างโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่(ไอพีพี) 5.4 พันเมกะวัตต์ ซึ่งจะเริ่มเปิดประมูลและได้ผู้ชนะในปี 2556

สำหรับการลงทุนของภาคเอกชนนั้น จะมีการขยายเข้าสู่ชนบท ในจังหวัดใหญ่ๆมากขึ้น เพื่อรองรับกำลังซื้อของเศรษฐีใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มอุปโภคบริโภค อสังหาริมทรัพย์ และสินค้าตกแต่งบ้าน นอกจากนี้จะเห็นเทรนด์บจ.ที่มีสินทรัพย์ของตัวเอง มีการออกกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน หรืออินฟราสตรัคเจอร์ฟันด์ เพื่อระดมเงินเร่งลงทุนรองรับการเปิดประชาคมอาเซียน (เออีซี)มากขึ้นด้วย

ทั้งนี้จากการลงทุนภาครัฐที่เร่งตัวขึ้น บริษัทจึงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทย 60% ให้น้ำหนักลงทุนหุ้นจีน 10% ลงทุนหุ้นสหรัฐ 5% กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน 5% ทองคำ 5% หุ้นยุโรป 2% ที่เหลือเป็นมันนี่มาร์เก็ตฟันด์
โดยการลงทุนในตลาดหุ้นไทยนั้น ให้น้ำหนักกับกลุ่มรับโครงสร้างพื้นฐาน 35% นำโดยปูนซิเมนต์ไทย ช.การช่าง และซิโน-ไทย เป็นต้น โดยในช่วงครึ่งปีแรกที่มีการเปิดประมูลหลายโครงการ ให้เพิ่มน้ำหนักเป็น 40% ได้ รองลงมาคือกลุ่มพลังงานทดแทน 35% และกลุ่มที่มีการเติบโตสูง ให้น้ำหนักการลงทุน 40%

สำหรับกลุ่มอื่นๆนั้น บริษัทให้น้ำหนักลงทุนกลุ่มธนาคาร ถ่านหิน มากกว่าตลาด ให้น้ำหนักกลุ่มปิโตรเคมี อสังหาริมทรัพย์ เท่ากับตลาด และให้น้ำหนักกลุ่มโรงพยาบาล เกษตร เทเลคอม โรงแรม มีเดีย พาณิชย์น้อยกว่าตลาด เพราะที่ผ่านมาราคาหุ้นปรับขึ้นไปมากแล้ว ทำให้มีอัพไซด์จำกัด

“ปัจจัยเสี่ยงปีหน้าหลักๆ 70% มาจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะการแก้ปัญหาหน้าผาการคลังของสหรัฐ และมองว่าปัญหาการเมืองในประเทศเป็นความเสี่ยง 30% ต้องติดตามประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะทำให้เกิดปัญหาการเมือง และกระทบเสถียรภาพรัฐบาล ซึ่งทำให้โครงการลงทุนของรัฐสะดุด ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นตลาดหุ้นไทยจะตกทันที”

ที่มา:กรุงเทพธุรกิจ

Small is beautiful

“Small is beautiful” คือ 1 ใน 100 หนังสือที่มีอิทธิพลหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่งโดย อี เอฟ ชูมัคเกอร์ บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ (Buddhist Economics) เมื่อปี ค.ศ. 1973 ซึ่งเสนอแนวคิด “ทางสายกลาง” ของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมและแบบสังคมนิยม ทั้งด้านการผลิตและการบริโภคเพื่อความสมดุลของระบบเศรษฐกิจ กล่าวคือการผลิตสินค้าและการให้บริการอยู่บนพื้นฐานของความเหมาะสมและความจำเป็นของผู้บริโภค เพื่อคุณภาพ ราคาและใช้ทรัพยากรที่เหมาะสมที่สุด

แนวโน้มใหญ่ที่ชัดเจนเพิ่มขึ้นทั่วโลกคือ “Convenience” หรือการเพิ่มลำดับสำคัญของ “ความสะดวกสบาย” ในการดำรงชีวิตมากขึ้น นี่คือสาเหตุหลักสนับสนุนแนวโน้มใหญ่สังคมคนเมือง (Urbanization) ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะการมีแหล่งน้ำ อาหารที่สะอาดและปลอดภัย สิ่งอำนวยความสะดวก สาธารณูปโภค การเดินทาง ขนส่ง สาธารณสุข การศึกษาที่ดีขึ้น ล้วนเป็นสิ่งตอบสนองพฤติกรรมมนุษย์ที่ต้องการความสะดวกสบายในการดำรงชีวิตเพิ่มขึ้นและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นนั่นเอง

หากผนวกแนวความคิดทั้งสองเข้าด้วยกัน จะพบว่าผู้บริโภคนั้นต้องการสินค้าและบริการที่เหมาะสมกับความต้องการในการใช้งานและเพื่อ “ความสะดวกสบาย” ของตนในราคาที่ “เหมาะสมและรับได้” ขณะที่ผู้ผลิตสินค้าและผู้ให้บริการจะต้องพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการโดยใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและ “เหมาะสมและรับได้” ทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิต”

ตัวอย่างของผู้ประกอบการที่นำเอาแนวคิด Small is beautiful มาเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภคอย่างได้ผล

บริษัทแอปเปิล เล็งเห็นโอกาสมหาศาลของธุรกิจเพลง สมาร์ทโฟน อุปกรณ์พกพา จึงคิดค้นผลิตภัณฑ์ iPod, iPhone, iPad เพื่อทดแทนเครื่องเสียง โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลแบบเดิม แต่ละผลิตภัณฑ์ล้วนมี “ขนาดเล็กและเพิ่มความสะดวกสบาย” เหมาะกับการใช้งานแต่มีประสิทธิภาพดีกว่าและใช้งานง่าย ผู้บริโภคจึงยอมจ่ายเงินซื้อในราคาสูงกว่า เมื่อเร็วๆ นี้บริษัทได้เปิดตัว iPad Mini ที่มีขนาดเล็กลงและราคาประหยัดเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น

เทคโนโลยีมีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น จึงมีธุรกิจรูปแบบใหม่ที่นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความแตกต่างและความได้เปรียบในการแข่งขัน เราจึงเห็นบริการหนังสือออนไลน์ (eBook) ชอบปิ้งออนไลน์ (eBook) เกมออนไลน์ การประมูลออนไลน์ (eAuction) การจองออนไลน์ต่างๆ ทั้งโรงแรม ตั๋วเครื่องบิน เป็นต้น ธุรกิจดังกล่าวล้วนเพิ่มความ “สะดวกสบาย” ให้กับผู้บริโภคทั่วโลกในการเสนอสินค้าและบริการที่ตรงความต้องการในราคาที่เหมาะสม ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการทรัพยากรให้เหมาะสมเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการสร้างความพึงพอใจของลูกค้าออนไลน์และผลประกอบการที่ดีของบริษัท

รถประหยัดพลังงานหรืออีโคคาร์ (Eco Car) ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นทั่วโลก รถมี “ขนาดเล็ก” จึงคล่องตัว ประหยัดน้ำมัน บำรุงรักษาง่ายและราคาเหมาะสม เพื่อ “ความสะดวกสบาย” ผู้บริโภคยอมซื้อแม้จะมีค่าใช้จ่ายโดยรวมเพิ่มขึ้น สำหรับปีนี้ ประเทศไทยมีนโยบายส่งเสริมรถคันแรกของภาครัฐ ทำให้มีปริมาณจำหน่ายรถเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ ส่งผลให้การจราจรติดขัดมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปัจจุบัน ส่วนผู้ผลิตแต่ละค่ายต้องเร่งผลิตรถอีโคคาร์เพื่อจำหน่ายทั้งในและส่งออกไปยังต่างประเทศ

การขยายสาขาในรูปแบบ “ขนาดเล็ก” ของร้านปลีกขนาดใหญ่ทั้ง Lotus Express, Mini BIGC เป็นการเพิ่ม “ความสะดวกสบาย” ให้แก่ผู้บริโภคในชุมชนมากขึ้น เช่นเดียวกับผู้นำร้านสะดวกซื้อ 7-11 การขยายสาขา “ขนาดเล็ก” นั้นทำได้ง่ายและรวดเร็วกว่าทั้งการจัดหาทำเลและขนาดเงินลงทุน นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังพัฒนาและจำหน่ายสินค้าที่ “ขนาดและปริมาณ” เหมาะสมกับการบริโภคแต่ละครั้งและพฤติกรรมความถี่ในการใช้บริการบ่อยขึ้นแม้จะจ่ายที่ราคาสูงขึ้นเล็กน้อยก็ตาม

ที่กล่าวมาเป็นเพียงตัวอย่างของบริษัทที่นำแนวคิด Small is beautiful และ Convenience มาประยุกต์ใช้ให้เกิดความสมดุลทั้งด้านผู้ผลิตและผู้บริโภค ซึ่งสอดคล้องกับหลักการพื้นฐานการตลาด 4P ซึ่งได้แก่ Product (ผลิตภัณฑ์สินค้า) Price (ราคา) Place (ทำเลหรือช่องทางสินค้าสู่ผู้บริโภค) Promotion (กิจกรรมทางการตลาด) กล่าวคือ การผลิตหรือมีสินค้าที่ทั้งขนาดและราคาเหมาะสมตรงความต้องการ ผู้บริโภคเข้าถึงได้สะดวกผ่านกิจกรรมทางการตลาดที่ดีนั่นเอง

ในฐานะ Value Investor ต้องคำนึงถึงหลักการตลาดพื้นฐานสำคัญนี้ในการพิจารณาเลือกกิจการก่อนเข้าลงทุน เพราะบริษัทที่ประสบความสำเร็จทางการตลาดอย่างสูงนั้น ล้วนสั่งสมประสบการณ์และพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีคุณสมบัติทั้งสี่ด้านอย่างโดดเด่นและครบถ้วน และหากสามารถสร้างความสมดุลตามแนวคิด Small is beautiful และยังเพิ่ม Convenience ให้ผู้บริโภคตามแนวโน้มใหญ่แล้ว นั่นคือกิจการยอดเยี่ยมที่มีโอกาสเติบโตในระยะยาวที่นักลงทุนค้นหาอยู่นั่นเอง

ค่ายรถ แจกโบนัสกระหน่ำ 8.5 เดือน โทรคมนาคม 4-7.5 เดือน ตามไปดูโบนัส 6 กลุ่มธุรกิจ

ค่ายรถ แจกโบนัสกระหน่ำ 8.5 เดือน โทรคมนาคม 4-7.5 เดือน ตามไปดูโบนัส 6 กลุ่มธุรกิจ

ธุรกิจขนาดใหญ่ 6 กลุ่ม ประกาศแจก “โบนัส” ส่งท้ายปีมังกรทอง “ค่ายรถ” นำโด่ง 8.5 เดือน “เครือซีพี” ยึดมาตรฐาน 2 เดือน

รัฐวิสาหกิจกลุ่มโทรคมนาคมและคมนาคม แจก 4-7.5 เดือน และ ธุรกิจสื่ออยู่ในเกณฑ์ 1-2 เดือน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าผลจากเศรษฐกิจในประเทศส่งสัญญาณดีขึ้นตามลำดับมาช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่ 6 กลุ่ม ประกาศจะจ่ายโบนัสพนักงานประจำปี 2555 ประกอบด้วย

กลุ่มแรก ธุรกิจอุตสาหกรรมอาหารและค้าปลีก

กลุ่ม 2 ธุรกิจผลิตและจำหน่ายรถยนต์

กลุ่ม 3 ธุรกิจก่อสร้างและคมนาคม

กลุ่ม 4 ธุรกิจโทรคมนาคม

กลุ่ม 5 ธุรกิจจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

กลุ่ม 6 ธุรกิจสื่อ

นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และ ประธานบริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ “ซีพีเอฟ” เปิดเผยว่า ปีนี้ยังคงถือหลักปฏิบัติมาตรฐานการจ่ายโบนัสพนักงานเหมือนทุกปีที่ผ่านมา

ในอัตราเฉลี่ยคนละ 2 เดือน ซึ่งเป็นผลมาจากการทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ของพนักงานทุกคน ทำให้ซีพีเอฟสามารถมีผลประกอบการปี 2555 ทำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้คือ 3.5-3.6 แสนล้านบาท

แนวโน้มปี 2556 ก็พยายามตั้งเป้าหมายรายได้จะเติบโตเพิ่มอีก 15-20 %

โดยภาพรวมรายได้ของซีพีเอฟปีนี้จะมาจากในประเทศ 1.3-1.5 แสนล้านบาท คิดเป็น 37 % และ การส่งออกอีก 30,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นรายได้จากการลงทุนที่อยู่ในต่างประเทศประมาณ 2 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ซีพีเอฟมีแผนการลงทุน 5 ปีหน้า ระหว่าง ปี 2555-2559 จะใช้เงิน 75,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนรายได้ปีต่อไปเติบโตตามเป้าหมายและสามารถจ่ายโบนัสพนักงานต่อเนื่องทุกปี

ขณะที่กลุ่มธุรกิจผลิตรถยนต์สร้างความคึกคักตามกระแสเศรษฐกิจและกำลังซื้อในประเทศที่เห็นได้ชัดจากงาน “มอเตอร์ เอ็กซโป 2012″ ที่เพิ่งปิดฉากลงเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ที่ผ่านมา

ทั้ง 38 ค่ายรถ มีลูกค้าจองรถถล่มทลายกว่า 87,366 คัน สร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 76,000 ล้านบาท เกินเป้าหมายทั้งจำนวนยอดจองและรายได้

มีรายงานจากผู้บริหารในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ระบุว่า บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด น่าจะเป็นผู้นำการจ่ายโบนัสพนักงานสูงเป็นอันดับ 1 ตลอดทั้งปีอาจถึง 8.5 เดือน สอดคล้องกับยอดขายในงานมอเตอร์ เอ็กซโป ปีนี้ทำสถิติขายได้กว่า 18,000 คัน หลังจากครึ่งปีแรกจ่ายไปแล้ว 4 เดือน

ค่ายมิตซูบิชิ มีแนวโน้มจะจ่ายโบนัสรองจากโตโยต้า คือ 7 เดือน ตามมาด้วย ฮอนด้า จ่าย 4.5 เดือน ส่วนค่ายอื่น ๆ อย่าง ฟอร์ด มาสด้า นิสสัน ต้องรอปิดปีงบประมาณเดือนเมษายนหน้า

สำหรับกลุ่มธุรกิจรถจักรยานยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ ยามาฮ่าเป็นค่ายมาแรงอาจจะจ่ายสูงสุดถึง 5 เดือน สำหรับค่ายอื่น ๆ ก็จะจ่ายด้วยเช่นกันแต่ไม่เกิน 2 เดือน

กลุ่มธุรกิจคมนาคมและการก่อสร้าง โดยเฉพาะในกลุ่มรัฐวิสาหกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อย่าง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “ทอท.” ประกาศจะจ่าย 7.5 เดือน รวมถึง บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และ สายการบินนานาชาติในประเทศไทย กำลังถูกจับตาว่าอาจจะจ่ายโบนัสขั้นต่ำ 2 เดือน

นอกจากนี้ก็ยังมีการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ซึ่งปีนี้ทำรายได้สูงถึง 5,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 1,000 ล้านบาท ดังนั้นทางผู้บริหารอยู่ระหว่างการพิจารณาจะจ่ายถึง 5 เดือน ได้หรือไม่

กลุ่มธุรกิจก่อสร้าง บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) รายงานถึงมาตรฐานการจ่ายโบนัสพนักงานในแต่ละปีที่ผ่านมา จะขึ้นอยู่กับการเติบโตของผลประกอบการ โดยจ่ายอย่างน้อยปีละ 1 เดือน

กลุ่มธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) จะสรุปภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) วันที่ 12 ธันวาคม นี้ ว่าจะมีมติอนุมัติให้จ่ายโบนัส 4 เดือน หรือไม่ เช่นเดียวกับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟว์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ที่จะจ่ายตามมาตรฐาน 4 เดือน ช่วงกุมภาพันธ์ของทุกปี

สำหรับ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) มีกระแสข่าวว่า วันที่ 18 ธันวาคม นี้ พร้อมจะจ่ายโบนัสพนักงานคนละ 1 เดือน

กลุ่มธุรกิจบริษัทหลักทรัพย์มีรายงานว่าจะใช้มาตรฐานเหมือนทุกปี คือจ่ายโบนัส 2-3 เดือน เนื่องจากยอดขายโดยรวมตลอดทั้งปีเป็นบวก

ขณะที่ ธุรกิจกลุ่มสื่อ อย่าง บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ประกาศจ่ายโบนัส 2 เดือน และ ธุรกิจสื่อค่ายอื่น ๆ ก็มี เนชั่นกรุ๊ป จะจ่ายไม่ต่ำกว่า 1 เดือน เดลินิวส์ 3-4 เดือน

ข้อมูลดีๆ จาก sanook.com

JASตัดหุ้นซื้อคืนทิ้ง

JASตัดหุ้นซื้อคืนทิ้ง!
11 ธันวาคม 2555

JASตัดหุ้นซื้อคืนทิ้ง! กำไรต่อหุ้นพุ่ง0.30บ. มูลค่าทางบัญชีทะลุ1.25บาท เสนอบอร์ดไฟเขียวพรุ่งนี้ JAS เตรียมเสนอบอร์ดไฟเขียวลดทุนจดทะเบียนพรุ่งนี้(12ธ.ค.) ด้วยวิธีการตัดหุ้นที่ซื้อคืน 106.85 ล้านหุ้นทิ้ง ส่งผลกำไรต่อหุ้นเพิ่มเป็น 0.30 บาท มูลค่าทางบัญชีเพิ่ม 1.25 บาท ตามประมาณกำไรปีนี้ 2,000 ล้านบาท พร้อม JAS ลุ้นเข้าคำนวณ SET50 ที่ตลท.ประกาศกลางเดือนนี้ แหล่งข่าวจากวงการเงิน เปิดเผยกับ“ข่าวหุ้นธุรกิจ”ว่า วันพรุ่งนี้(12 ธ.ค.) บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS จะมีการประชุมกรรมการบริษัท(บอร์ด) โดยวาระหลักเป็นเรื่องการลดทุนจดทะเบียนเป็นการตัดหุ้นจดทะเบียนที่ซื้อคืนมา 106.85 ล้านหุ้น ทำให้จำนวนหุ้น JAS ลดเหลือ 7,137.75 ล้านหุ้น จากเดิม 7,244.25 ล้านหุ้น หรือลดทุนจาก 3,622.13 ล้านบาท เหลือ 3,568.88 ล้านบาท นั่นหมายถึงทำให้กำไรต่อหุ้น (EPS) เพิ่มขึ้นทันที 1.48% ถือว่าเป็นเรื่องต่อผู้ถือหุ้น JAS และการดำเนิน การดังกล่าว ถือเป็นไปตามกรอบคือนับย้อนหลังไป 6 เดือนจากวันที่ 27 มิ.ย.55 ที่ผ่านมา โดยวิธีการดังกล่าวเป็นเป็นวิธีเดียวกันกับเมื่อปี 2554 (วันที่ 27 พ.ค.-5 มิ.ย.54) JAS มีการซื้อคืนหุ้น 155,240,000 หุ้น หรือ 2.10% ของหุ้นทั้งหมด โดยไม่มีการขายหุ้นออกมา แต่ใช้วิธีการลดทุนจดทะเบียน ด้วยการตัดหุ้นจดทะเบียนจาก 7,399,491,378 หุ้น เป็น 7,244,251,378 หุ้น จนกลายเป็นบวกต่อการคำนวณกำไรต่อหุ้น (EPS) และปันผลต่อหุ้น (DPS) และเป็นการเพิ่มมูลค่าหุ้น JAS ทางอ้อมเช่นกัน ขณะที่นักวิเคราะห์ ระบุว่า หลังจากลดทุนครั้งนี้ หากเทียบประมาณการงบการเงินงวดปี 2555 (สิ้นสุด 31 ธ.ค.55)กำไรอยู่สุทธิ 2,000 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.29 บาท จะทำให้กำไรต่อหุ้น(EPS)เพิ่มเป็น 0.30 บาท ขณะที่บุ๊คแวลูเพิ่มเป็น 1.25 บาทจากเดิมประมาณการไว้ 1.24 บาท ปันผลต่อหุ้น 0.11-0.12 บาท จากเดิมอยู่ 0.10-0.11 บาท บริษัทหลักทรัพย์เอเซียพลัส ระบุว่า ประมาณกลางเดือนนี้ตลาดหลักทรัพย์เตรียมประกาศรายชื่อหุ้นที่ใช้ในการคำนวณดัชนี SET 50-SET100 รอบใหม่ เริ่มใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค.-30 มิ.ย.56 โดยข้อมู,ย้อนหลังตั้งแต่ 1 ธ.ค.54 -30 พ.ย.55 เพื่อคาดการณ์หุ้นที่น่าจะเข้าหลักเกณฑ์การพิจารณา โดหุ้นที่จะถูกคัดเข้าดัชนี SET 50 ได้แก่ บมจ.เกียรตินาคิน (KK) บมจ.จัสมิน (JAS) และบมจ.น้ำประปาไทย (TTW) สวนหุ้รที่ถูกคัดออกคือบมจ.ไดนาสตี้ (DCC)บมจ.ทีพีไอ โพลีน (TPIPL) และบมจ.เหมราช (HEMRAJ) หุ้นที่ถูกคัดเข้าคำนวณ SET 100 คือ บมจ.เอเชียเอวิเอชั่น (AAV) บมจ.ไทยรับประกันภัย (THRE) บมจ.โรจนะ (ROJNA) บมจ. สหวิริยา (SSI) บมจ.เอสพีซีจี (SPCG) บมจ.เวิร์ค พอยท์ (WORK) บมจ.ศรีไทย (SITHAI) ส่วนหุ้นที่ถูกคัดออก คือ บมจ.เอเจ. พลาสท์ (AJ) บล.เอเซียพลัส (ASP) บมจ.ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA) บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) (KGI) บมจ.น้ำตาลครบุรี (KBS) บมจ.แอล เอช ไฟแนนซ์เชียลกรุ๊ป(LHBANK) บมจ.อสมท (MCOT)

RPC-SAMCO แค่แวะชมดอกไม้ริมทาง

RPC-SAMCO แค่แวะชมดอกไม้ริมทาง
12 ธันวาคม 2555

แล้วในที่สุด ปฏิบัติการ ”กระดองเต่าไล่ล่าหาตัว” ของบริษัท ระยองเพียวริฟายเออร์ จำกัด (มหาชน) หรือ RPC ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ก็ได้บทสรุปเบื้องต้น เมื่อผู้บริหารของบริษัทได้ตัดสินใจเข้าซื้อหุ้น 22% และจะซื้อหุ้นเพิ่มทุนอีกเล็กน้อยใน บริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) หรือ SAMCO การเข้าถือหุ้นดังกล่าว มีคำอธิบายว่า เป็นการต่อยอดจากของเดิม หลังจากก่อนหน้านี้ RPC ได้ร่วมลงทุนกับ SAMCO จัดตั้งบริษัท เพียว สัมมากรดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (PSDC) เพื่อพัฒนาพื้นที่ศูนย์การค้าประชาคม และสถานีบริการน้ำมัน บริเวณพื้นที่โครงการอสังหาริมทรัพย์ของสัมมากรหลายแห่ง รายละเอียดที่ RPC แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯนั้น ระบุถึงการทำรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์ของบริษัทในครั้งนี้สามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วน กล่าวคือ 1.การซื้อหุ้นสามัญของ SAMCO จากผู้ถือหุ้นใหญ่จำนวน 99 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 2.60 บาท คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 257.40 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทได้ทำรายการซื้อขายหุ้นของ SAMCO จากผู้ถือหุ้นใหญ่ไปแล้วในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2555 โดยเป็นการซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ 2.การซื้อหุ้นเพิ่มทุนตามสัดส่วนการถือหุ้นใน SAMCO ในอัตราส่วน 3 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ เป็นจำนวนทั้งสิ้น 33 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 2.20 บาท คิดเป็นมูลค่า 72.60 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทจะสามารถเข้าซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนดังกล่าวได้ก็ต่อเมื่อที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของ SAMCOครั้งที่ 1/2555 ซึ่งจะจัดให้มีขึ้นในวันที่ 13 ธันวาคม 2555 มีมติอนุมัติการเพิ่มทุนดังกล่าวแล้ว เงื่อนไขเพิ่มเติมระบุอีกว่า สัดส่วนการถือหุ้นของ RPC หลังได้มาร้อยละ 22.54 ในกรณีที่ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของ SAMCO มีมติไม่อนุมัติการเพิ่มทุน และไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20.68 ในกรณีที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ SAMCO มีมติอนุมัติการเพิ่มทุนจำนวน 200 ล้านหุ้น และ SAMCO สามารถจำหน่ายหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวได้ทั้งหมด การปรับธุรกิจใหม่จากที่เคยทำธุรกิจด้านพลังงาน มาสู่อสังหาริมทรัพย์ถือเป็นการย้ายฐานธุรกิจในแนวระนาบ ซึ่งตามหลักการทางธุรกิจแล้วถือว่าไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยครั้งและไม่ควรกระทำ เพราะธุรกิจที่ย้ายไปทำใหม่นั้น ไม่มีความชำนาญมาก่อน เป็นความเสี่ยงทางด้านการงทุนที่มีความสำคัญ ข้อเท็จจริงนี้ นายศุภพงศ์ กฤษณกาญจน์ ประธานคณะกรรมการบริหาร ของ RPC ก็ยอมรับว่า การเข้าซื้อหุ้น 22% ใน SAMCO ซึ่งทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งบริษัทไม่ชำนาญมาก่อน เป็นเพียงแค่โอกาสการขยายฐานธุรกิจจากที่ดำเนินการอยู่แล้วเท่านั้น โดยใช้เม็ดเงินสดของบริษัท ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้ลงทุนมากนัก และบทบาทหลักของ RPC ก็เพียงจะเข้าไปช่วยบริหารจัดการ และเข้าไปช่วยเสริมการทำงานของ SAMCO ที่ดีอยู่แล้ว หลังจากที่มีความร่วมมือกันมาก่อนหน้านี้ นอกจากนั้น การที่ RPC ถือหุ้นใน SAMCO ไม่เกินระดับ 25% ซึ่งก็จะได้รับส่วนกำไรหรือขาดทุนจากการลงทุนตามสัดส่วนดังกล่าว ก็ไม่มีนัยสำคัญมากนัก เพราะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นลักษณะน้ำซึมบ่อทราย คงจะเห็นผลในระยะยาวเพราะ SAMCO มี asset value ที่สูงแต่ไม่ค่อยได้ใช้ ซึ่งคงจะช่วยดูว่าจะใช้อย่างไรให้เกิดผลประกอบการที่ดี นั่นหมายความว่า การเข้าไปถือหุ้นใน SAMCO เป็นเพียงแค่การ ”แวะชมดอกไม้ริมทาง” เท่านั้น เพราะธุรกิจหลักของ RPC จะยังคงมุ่งเน้นไปที่การทำธุรกิจจำหน่ายน้ำมัน ผ่านสถานีบริการน้ำมัน “เพียว” รวมถึงเข้าไปลงทุนในโรงไฟฟ้าชีวมวลด้วย และล่าสุดการเข้าไปถือหุ้น 22% ใน SAMCO อย่างไรก็ตาม RPC ยังยืนยันที่จะมองหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจพลังงานเป็นหลักอยู่ต่อไป เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ผู้บริหารของ RPC ชี้แจง จะพบถึงความสอดคล้องกันอย่างมีนัยสำคัญ SAMCO เป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เก่าแก่รายหนึ่งของไทย มีชื่อเสียงจากโครงการ ”สัมมากร” หลายโครงการ ด้วยจุดแข็งของการมีแลนด์แบงก์ที่ยังไม่ได้พัฒนาค่อนข้างมากในต้นทุนต่ำ แต่หลังจากที่เกิดวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ล้นเกินในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ชื่อเสียงของบริษัทก็ถูกกลบด้วยนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รุ่นใหม่ๆ ที่นำเอาเทคโนโลยีพัฒนาธุรกิจเข้ามา โดยเฉพาะการ ”ก่อสร้างให้เร็ว ขายให้หมด ตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์มารองรับ” ซึ่งมีความเหนือกว่าการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ตามแบบจารีตเดิม แม้ชื่อเสียงจะถดถอยลงไป แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา SAMCO ก็ยังคงสามารถประคองตัวทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง (ดูตารางประกอบ) โดยปักหลักกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในแลนด์แบงก์เดิมที่มีอยู่ในเขตตะวันออกของกรุงเทพฯ แม้ว่าจะยังคงสามารถทำกำไรได้ดี ไม่มีตัวเลขขาดทุน เพราะผู้บริหารพยายามพลิกตัวจากการพัฒนาการขายอาคารและที่ดิน ซึ่งไม่ได้มีการเคลื่อนไหวรวดเร็วเหมือนผู้ประกอบการรายใหม่ ไปสู่การสร้างรายได้จากค่าเช่ามากขึ้น ทั้งการสร้างคอมมูนิตี้มอลล์ แบ่งพื้นที่เช่าทำตลาดนัด และทำธุรกิจบริการอื่นมาชดเชยจุดอ่อนมากขึ้น ดังจะเห็นตัวเลขรายได้จากให้บริการ และอื่นๆ เพิ่มขึ้น สัดส่วนมากกว่า 25% ของรายได้รวม เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องทางการเงินที่ดูเหมือนจะฝืดเคืองพอสมควรจากการที่ไม่มีตัวเลขรายรับจากอสังหาริมทรัพย์มากมาย งบการเงินเมื่อสิ้นไตรมาส 3 ของ SAMCO ระบุว่ามีเงินสดเหลืออยู่ในมือค่อนข้างต่ำ เพราะเงินไปจมกับสินค้าเหลือขายมหาศาล (สะท้อนถึงการบันทึกบัญชีที่ยังไม่ได้ส่งมอบสินค้าให้ลูกค้า) ทำให้ต้องพึ่งพาเงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ระยะสั้นจากสถาบันการเงินค่อนข้างมาก ส่งผลต่อต้นทุนการเงินในงบรายจ่ายที่ค่อนข้างสูงไตรมาสละประมาณ 50 ล้านบาททีเดียว ซึ่งถือว่าสูงเกินไปสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มียอดขายต่ำอย่างนี้ การได้เงินทุนก้อนใหม่ประมาณ 200 ล้านบาท ที่ RPC จ่ายให้ในการเข้าร่วมทุน จึงเป็นการแก้ปัญหาสภาพคล่องทางการเงินให้กับ SAMCO อย่างมีนัยสำคัญ และทำให้ธุรกิจเดินหน้าคึกคักมากยิ่งขึ้น โดยที่ RPC ได้รับผลตอบแทนในรูปเงินปันผลกลับคืนไม่มากนัก ยุทธศาสตร์ ”แวะชมดอกไม้ริมทาง” ของ RPC จึงเป็นยุทธศาสตร์เฉพาะหน้าที่ไม่มีความหมายมากนัก เพราะผู้บริหารยังคงเดินหน้าค้นหาธุรกิจหลักทางด้านพลังงานอันคุ้นเคยต่อไป โดยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่า ธุรกิจพลังงานทดแทน ปิโตรเลียมจะยังมีอนาคตยาวไกล และประเทศก็ยังคงมีความจำเป็นต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงานต่อไป เพียงแต่บริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในธุรกิจพลังงานทดแทนเพื่อเป็นธุรกิจหลักแทนธุรกิจโรงกลั่น ซึ่งไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ เพราะไม่มีวัตถุดิบ หลังจากที่ ปตท.หยุดส่งให้ โดยเบื้องต้นสนใจทำธุรกิจโซลาร์เซลล์ โดยใช้วัตถุดิบจากแร่ควอทซ์ การปรับตัวดังกล่าวเป็นสิ่งที่จำต้องกระทำ เพราะว่าผลประกอบการของ RPC เมื่อสิ้นงวด 8 เดือนของปี 2555 มีตัวเลขขาดทุนเกิดขึ้น 104.16 ล้านบาท แม้จะไม่มากนักแต่ก็ส่งผลกระทบต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ร่อยหรอลงไป หลังจากที่บริษัทได้ปิดโรงกลั่น และปลดคนงานกว่า 200 คน ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ เพราะซัพพลายเออร์สำคัญและรายเดียวอย่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งให้ทราบชัดเจนว่าจะเลิกส่งวัตถุดิบสำหรับโรงงาน คือ คอนเดนเสท เรสซิดิว เพื่อทำการกลั่นออกมาเป็นน้ำมันสำเร็จรูปจากโรงงานในเครือของปตท. ได้แก่ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ทำให้ธุรกิจเดิมชะงักลงไปหมด อนาคตของ RPC จึงไม่ได้อยู่ที่ว่า จะชนะในศาลกรณีฟ้องร้องกับ ปตท. หรือขายโรงงานให้กับผู้ที่สนใจเป็นหลัก ตามที่ผู้บริหารคาดหวัง แต่อยู่ที่ว่า นอกจาก “แวะชมดอกไม้ริมทาง” แล้ว ธุรกิจหลักในอนาคตเช่นว่า จะหาพบและกลับมาทำรายได้รอบใหม่ได้เมื่อใด

AS

ปราโมทย์ สุดจิตพร แชมป์เหนือแชมป์เกมออนไลน์

ถ้าเกมออนไลน์เกมหนึ่งได้รับความนิยมจากผู้เล่นทั่วโลกมากถึง 110 ล้านคน คุณคิดว่ามันยิ่งใหญ่ขนาดไหน

ถ้าเกมออนไลน์เกมหนึ่งได้รับความนิยมจากผู้เล่นทั่วโลกมากถึง 110 ล้านคน คุณคิดว่ามันยิ่งใหญ่ขนาดไหน
และคุณจะรู้สึกทึ่งมากขึ้น ที่คนไทยได้มีโอกาสเล่นเกมนั้น โดยผู้ให้บริการเกมที่ว่านั้นเป็นบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

บริษัทนั้นชื่อว่า บริษัทเอเชียซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มีชื่อย่อว่า AS และเกมสุดฮิตที่ว่านั้น คือเกม Dragon Nest ซึ่งถือเป็นเกมที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในรอบ 5 ปี ของเอเชียซอฟท์ฯ โดยได้สร้างปรากฏการณ์ในวงการเกมหลายอย่าง เช่น

ในวันแรกของการเปิดให้บริการ(27 มีนาคม 2555) มียอดรวมผู้เล่น Log in เข้าเกมได้กว่า 250,000 ไอดี และจำนวนผู้เล่นดาวน์โหลด Client game มากถึง 1,000,000 ครั้ง เพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า จากช่วง CBT (Close Beta) โดยมีผู้เข้าชมเว็บไซต์ http://www.dn.in.th มากถึง 10,000,000 ล้านเพจวิว จากจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์กว่า 1,200,000 ไอพี ซึ่งสร้างความภูมิใจให้กับบริษัทเป็นอย่างมาก

ปัจจุบัน บริษัทเอเชียซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัทผู้ให้บริการเกมส์ออนไลน์อันดับ 1 ของเมืองไทย ได้ก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทผู้ให้บริการเกมส์ออนไลน์อันดับหนึ่งของอาเซียนได้อย่างเต็มภาคภูมิ หลังจากในช่วงต้นปีที่ผ่านมา AS ได้ควบรวมกิจการโดยซื้อหุ้นจำนวน 61 % ของบริษัท CIB Development Sdn. Bhd. (CIB) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเกมออนไลน์อันดับหนึ่งในมาเลเซียด้วยส่วนแบ่งทางการตลาด 26% ในมูลค่าประมาณ 281 ล้านบาท ซึ่งการเข้าลงทุนในครั้งนี้ทำให้ AS มีส่วนแบ่งทางการตลาดในมาเลเซียเพิ่มขึ้นจากเดิม 17% ซึ่งเป็นอันดับที่สาม มาเป็นอันดับที่หนึ่ง ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดถึง 43%

รายได้ของบริษัทฯ ประมาณ 57% มาจากการขายและการให้บริการภายในประเทศ ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 43% เป็นรายได้จากบริษัทลูกในต่างประเทศ ซึ่งบริษัทได้เริ่มขยายการลงทุนไปในต่างประเทศ ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน AS มีเกมออนไลน์ที่เปิดให้บริการใน 6 ประเทศ คือ ไทย 26 เกม สิงคโปร์ 8 เกม มาเลเซีย 23 เกม เวียดนาม 6 เกม อินโดนีเซีย 2 เกม และ ฟิลิปปินส์ 2 เกม โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การให้บริการเกมออนไลน์ถือเป็นธุรกิจหลักที่สร้างรายได้ให้แก่กลุ่มบริษัทฯ ในสัดส่วนเฉลี่ยประมาณ 90% ของรายได้ทั้งหมด

ปราโมทย์ สุดจิตพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ AS บอกว่า ในเรื่องของการรวมเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC คงจะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงกับบริษัทมากนัก เนื่องจากโดยธรรมชาติของการดำเนินธุรกิจของบริษัทนั้น เป็นธุรกิจที่ไม่มีอุปสรรคเรื่องพรมแดนระหว่างประเทศอยู่แล้ว แต่บริษัทอาจจะได้ประโยชน์ในทางอ้อมอยู่บ้าง เช่น เรื่องของการผ่อนคลายกฎระเบียบในการดำเนินธุรกิจต่างๆ

ส่วนตัวมองว่าประเทศหนึ่งที่เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายคือประเทศเวียดนาม เนื่องจากเป็นประเทศที่มีประชากรมากกว่า 80 ล้านคน และเป็นประเทศที่มีกำลังซื้อเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังมีปัญหาอุปสรรคหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องกฎหมายด้านการลงทุนที่ค่อนข้างเข้มงวด และยังมีการควบคุมสื่ออย่างใกล้ชิด ส่งผลให้การทำธุรกิจไม่ง่าย แต่ถ้าเริ่มตั้งหลักได้ เวียดนามจะเป็นประเทศที่มีการเติบโตสูงอย่างแน่นอน

ในส่วนของตลาดเกมส์ออนไลน์ในประเทศไทยนั้น ผู้บริหารแห่งเอเชียซอฟท์มองว่า ยังคงมีการเติบโตอยู่ โดยในปี 2555 มูลค่าของตลาดโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 3,500 ล้านบาทในปี 2554 โดยในปี 2555 นี้ เอเชียซอฟท์ฯ ได้เปิดตัวเกมใหม่ๆภายในประเทศไทยกว่า 10 เกม และเมื่อรวมกับยอดเปิดตัวเกมในต่างประเทศ คาดว่าในปี 2555 นี้ จะมีเกมใหม่เปิดตัวทั้งหมด 27 เกม ซึ่งเกมออนไลน์ที่ได้รับการตอบรับที่ดีมากในช่วงที่ผ่านมาก็คือ Dragon Nest และเกมกล่องอย่าง Diablo 3 ซึ่งเป็นเกมระดับตำนานที่คอเกมทั่วโลกรอคอยมานานถึง 12 ปี และเมื่อวางขายก็ได้รับการตอบรับอย่างดี โดยขายหมดภายในเวลารวดเร็ว

สำหรับแผนงานในอนาคต ผู้บริหารหนุ่มของเอเชียซอฟท์ฯ วางเป้าหมายไว้ว่า จะยังคงรักษาตำแหน่งเบอร์หนึ่งไว้ให้ได้ ควบคู่ไปกับการมองหาโอกาสใหม่ๆ ในตลาดต่างประเทศ

และเมื่อถามถึงแนวทางสำหรับธุรกิจใหม่ๆ เช่น เกมส์บนอุปกรณ์ Tablet หรือโทรศัพท์มือถือ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเอเชียซอฟท์ฯ บอกว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคงเน้น Application ที่เป็นการโหลดฟรีอยู่ ซึ่งการจ่ายเงินซื้อก็มีไม่มากเมื่อเทียบกับ Application ทั้งหมดที่มีอยู่ในตลาด ดังนั้นการขยับเข้าไปในตลาดแบบนี้อาจไม่ใช่โอกาสที่ดี

“แต่สำหรับโอกาสในส่วนของการขยับไปการเป็นผู้พัฒนาเกมส์หรือที่เรียกว่า Developer นั้น แม้จะยังไม่ใช่อนาคตอันใกล้นี้ แต่ก็อาจจะเป็นไปได้ในอนาคต ในรูปแบบของ Joint Venture หรือการร่วมลงทุนกับ Developer ที่มีศักยภาพ”

ด้วยการแข่งขันที่นับวันยิ่งมากขึ้น การอยู่กับที่ คงไม่สามารถรักษาความเป็นผู้นำทางธุรกิจได้ แต่เมื่อดูจังหวะก้าวของเอเชียซอฟท์ฯ แล้ว ก็จะเห็นถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันเป็นอย่างดี

หากมองย้อนหลังไปจะเห็นว่า บริษัทนี้มีผลการดำเนินงานที่ทำกำไรได้โดยตลอด และยังมีอัตราเงินปันผลหรือ Dividend Yield ในระดับที่น่าพอใจ และการทำธุรกิจด้านเทคโนโลยีอย่างเอเชียซอฟท์ฯ มีข้อดีที่ได้เปรียบธุรกิจอื่นๆ ก็คือเป็นธุรกิจที่ไร้พรมแดน ดังนั้นการขยายตัวทางธุรกิจจึงเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการขยายตัวทางภูมิศาสตร์ของโลกอินเตอร์เน็ตไร้ไปยังประเทศต่างๆ ซึ่งนับวันสิ่งเหล่านี้จะมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น น่าจะเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้บริษัทสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนได้ในระยะยาว

ทางของ..ลูกเป็ดขี้เหร่ ‘ไออาร์พีซี’

การเงิน – การลงทุน : ถนนนักลงทุน
วันที่ 3 ธันวาคม 2555 01:00
ทางของ..ลูกเป็ดขี้เหร่ ‘ไออาร์พีซี’

สัดส่วนรายได้จากธุรกิจปิโตรเลียมที่สูง ราคาน้ำมันที่ผันผวน ทำให้ ‘ไออาร์พีซี’ กลายเป็นบริษัทในเครือปตท.ที่มีงบการเงิน ‘ขี้เหร่’ ที่สุด

แม้ผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 3 ปี 2555 จะตีตื้นเป็นบวกค่อนข้างแรง แต่ยังหักลบผลขาดทุนงวด 9 เดือนไม่หมด โดยบริษัทมีผลขาดทุน 974 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2554 ที่มีกำไรสุทธิ 5,463 ล้านบาท หลังกำไรขั้นต้น (Market GIM) ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 5.56 เหรียญต่อบาร์เรล จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ 9.71 เหรียญต่อบาร์เรล ปฏิเสธไม่ได้ว่าสัดส่วนรายได้จากธุรกิจปิโตรเลียมที่สูงถึง 70% ต่อปี ทำให้ บมจ.ไออาร์พีซี กลายเป็นบริษัทในเครือปตท.ที่มีงบการเงินในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา “ขี้เหร่ที่สุด”

นับตั้งแต่ “ต้น” อธิคม เติบศิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไออาร์พีซี แตะมือรับช่วงบริหารต่อจาก ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร โดยเขาเข้ามารับตำแหน่ง “เบอร์ 1 ไออาร์พีซี” เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2554 ผ่านมาแล้วกว่า 1 ปี ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงภายในบริษัทมากนัก หนึ่งในกลยุทธ์ที่อธิคม นำเสนอบอร์ดก็คือ การนำที่ดินเปล่ากว่า 10,000 ไร่ มาสร้างให้เกิดประโยชน์สูงสุด “กำจัดจุดอ่อน” ผลการดำเนินงานที่ “ผันผวน” ตามทิศทางราคาน้ำมัน และมุ่งสร้างความเติบโตที่สม่ำเสมอมากขึ้น

แม่ทัพใหญ่ ไออาร์พีซี กล่าวกับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า ตนเองเป็นลูกหม้อเครือปตท.มากว่า 20 ปี แต่เข้ามาทำงานในไออาร์พีซีได้ 3 ปี ก่อนจะมารับตำแหน่ง “เอ็มดี” ตลอดเวลาเห็น “จุดอ่อน” ของบริษัทนี้มาตลอด โดยเฉพาะการมีสินทรัพย์ “มหาศาล” แต่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ เปรียบเสมือน “คนอ้วนที่มีไขมันเยอะ” ทำให้ไม่สามารถทำงานได้เต็มกำลัง การที่เรามี “โครงการฟีนิกซ์” ขึ้นมาจะทำให้บริษัทสามารถใช้สินทรัพย์ได้อย่างเต็มที่
โครงการฟีนิกซ์ เป็นโครงการลงทุน 5 ปี (2553-2557) ใช้งบลงทุนรวม 1.3 พันล้านดอลลาร์ หรือ 3.9 หมื่นล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์การเป็นผู้นำทางด้านธุรกิจปิโตรเคมีครบวงจรชั้นนำของเอเชีย ภายในปี 2557 แต่ถึงวันนี้ 3 ปีแล้วก็ยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจ

“ผมคิดว่าเราเดินมาถูกทาง แต่ต้องใช้เวลาอีก 1-2 ปี หากช่วงนี้มีพายุเข้ามาเราจะเป็นไข้หวัดง่ายกว่าคนอื่นที่อยู่ในกลุ่มปตท. เพราะเราไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนเขา (PTT, PTTEP, PTTGC, TOP, BCP) ที่ปรับโครงสร้างการผลิต หรือครบรวมกิจการกันหมดแล้ว ในเมื่อเขาปิดจุดอ่อนกันหมดแล้ว ต่อให้เศรษฐกิจไม่ดีเขาก็ยังสามารถโชว์กำไรได้ ไม่เหมือนเราที่ยังต้องเหนื่อยต่อไป” แม่ทัพใหญ่ IRPC ระบายความในใจ

อธิคม บอกกับทีมงานเสมอว่าไออาร์พีซี เปรียบเหมือน “ผู้หญิงตั้งครรภ์” ลูกก็ยังเล็กไม่สามารถหาประโยชน์ได้ เราเองก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ แถมโลกเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นอีก แต่นักลงทุนไม่ต้องกังวลเรื่องฐานะการเงินของบริษัท วันนี้ถือว่าแข็งแกร่งขึ้นมากแต่ก็ยังมีปัญหามากมายให้ต้องแก้ไข คิดว่าถ้าลงทุนเพิ่มเติมอีกนิดหน่อยรับรองไปได้อีกยาว..เราเหมือนน้ำครึ่งแก้วยังสามารถเติมน้ำได้อีก

เขาบอกว่า ตั้งแต่มานั่งตำแหน่งเอ็มดี ให้คะแนนการทำงานของตัวเอง 60% เท่ากับระดับ “พอใช้ได้” ตัวเองมีความมุ่งมั่น แต่ผลยังไม่ปรากฎชัดเจน เพราะการแก้ไขปัญหาต้องใช้เวลา อีกอย่างได้รับโจทย์ยากมากๆ จากบอร์ด (หัวเราะ) ถามว่าต้องได้คะแนนเท่าไรจึงจะบรรลุเป้าหมาย สำหรับตัวเอง 80% ถือว่าดีที่สุด

ผู้บริหารเบอร์หนึ่ง ไออาร์พีซี เปิดเผยแผนธุรกิจ 5 ปี (2556-2560) จากนี้ว่า ภายใต้โครงการฟีนิกซ์จะทำให้ยอดขายของบริษัทเติบโตเฉลี่ย 7% ต่อปี ถ้าสิ้นปี 2555 มียอดขายตามเป้าหมาย 250,000- 270,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปีข้างหน้า เราจะพูดกันที่ตัวเลขกว่า 320,000 ล้านบาท ขณะที่ความสามารถในการทำกำไร (EBITDA) อาจขยายตัวเฉลี่ยมากกว่า 17% เท่ากับว่าภายใน 5 ปีข้างหน้า เราต้องมี EBITDA เพิ่มขึ้นมากกว่า “เท่าตัว” เมื่อเทียบกับปัจจุบัน โดยประมาณ 90% มาจากธุรกิจปิโตรเคมี

เขาบอกว่า โครงฟีนิกซ์ไม่ได้เน้นเชิงปริมาณ แต่จะเน้นเชิงคุณภาพมากกว่า โดยจะนำผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่สร้างแวลูได้เต็มที่มาอัพเกรดหรือปรับปรุงคุณภาพ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีตรงกับความต้องการของตลาด และยังสามารถต่อยอดธุรกิจได้อีกมากมายนับไม่ถ้วน

ปัจจุบันธุรกิจปิโตรเลียม (โรงกลั่นน้ำมัน) มีกำลังการผลิต 180,000 บาร์เรลต่อวัน จากกำลังการผลิตทั้งหมด 215,000 ต่อวัน จะสามารถสร้างยอดขายได้สูงที่สุด (มากกว่า 70% ของรายได้รวม) บริษัทคงไม่มุ่งเน้นขยายกำลังการผลิต เพราะไม่ใช่ธุรกิจที่สร้างผลกำไร แถมราคาน้ำมันยังผันผวน ปีหน้า (2556) ราคาน้ำมันน่าจะวิ่งอยู่ระดับ 105-110 เหรียญต่อบาร์เรล ถ้าบริษัทลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตมันไม่คุ้มค่าการลงทุน สู้หันไปอัพเกรดผลิตภัณฑ์ที่จะได้จากโรงกลั่นน้ำมันจะดีกว่า

ล่าสุด ไออาร์พีซีไปทำโครงการ Upstream Project for Hygiene and Value Added Products (UHV) ส่งผลให้มีโพรพิลีนมากขึ้นอีก 320,000 -340,000 ตันต่อปี คาดว่าจะเสร็จต้นปี 2558 ทุกคนจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในแง่ของผลประกอบการ ถามว่ากำไรไม่ดีแล้วทำไมไม่ลดสัดส่วนการขาย เราต้องทำเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์ธุรกิจโรงกลั่นประมาณ 18% ของทั้งประเทศ) ธุรกิจปิโตรเคมี จากนี้จะกลายเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้เป็นอย่างดี เพราะยังมีผลิตภัณฑ์อีกมากมายที่บริษัทยังไม่ได้ทำ หลายบริษัทในกลุ่มปตท.ก็เป็นแบบนี้

สำหรับธุรกิจบริหารจัดการทรัพย์สิน เช่น ธุรกิจท่าเรือ นิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจไฟฟ้า เป็นต้น แม้สัดส่วนยอดขายจะยังไม่มากมาย แต่ธุรกิจนี้จะก่อให้เกิดความมั่นคงในแง่ของกำไรอย่างมาก เขาบอกว่า หากบริหารจัดการดีๆ โอกาสที่จะมีอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ย 15-20% มีสูงมาก ยกให้สายธุรกิจนี้เป็น ”พระเอก” ยังได้! เพราะทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นของเก่าไม่ได้เพิ่งไปซื้อมา

“ตอนนี้เรามีที่ดินเปล่าประมาณ 15,000 ไร่ กระจายอยู่แถว อ.บ้านค่าย จ.ระยอง จ.สงขลา 2,500 ไร่ อ.วังจันทร์ 3,000 ไร่ แต่เราใช้ประโยชน์เพียง 4,000 ไร่ ส่วนที่เหลืออีก 10,000 ไร่ คงทยอยใช้ประโยชน์ เพราะทุกอย่างต้องใช้เวลา อีกอย่างคิดจะทำโครงการอะไรสักอย่างประชาชนต้องยอมรับไม่เช่นนั้นเราไม่ทำ”

ล่าสุดการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เห็นชอบให้บริษัทจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมบ้านค่ายแล้ว ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมชิ้นส่วน อุตสาหกรรมการเกษตร พลังงานทดแทน โรงไฟฟ้าชีวะมวล ฯลฯ บนเนื้อที่ 2,200 ไร่ มูลค่า 1,200 ล้านบาท เบื้องต้นจะแบ่งขายเฟสแรก 400-500 ไร่ ราคาขายอาจมากกว่า 5 ล้านบาทต่อไร่ ซึ่งเป็นราคาตลาดในปัจจุบัน ฉะนั้นไตรมาสแรกของปี 2556 ไออาร์พีซี จะมีรายได้ในส่วนนี้เข้ามาทันที ปัจจุบันได้ทำข้อตกลงขายที่ดินในพื้นที่เขตอุตสาหกรรมเชิงเนิน จังหวัดระยอง 200 ไร่ ให้กับผู้ประกอบการต่างชาติแล้ว

อธิคม ทิ้งท้ายว่า แผนลงทุนภายใน 5 ปีข้างหน้า ภายใต้โครงการฟีนิกซ์อาจลงทุนเพิ่มอีก 30,000 ล้านบาท ส่วนโครงการอื่นๆ จะใช้เงินอีก 20,000 ล้านบาท เช่น โครงการโรงไฟฟ้า SPP จำนวน 2 ยูนิต จังหวัดระยอง ซึ่งกฟผ.จะรับซื้อไฟฟ้าในปี 2560 แต่โรงไฟฟ้าจะสร้างเสร็จในปี 2558 ถ้าเปิดประมูลอีก บริษัทก็พร้อมเข้าไปประมูล

“ผมอยากฝากบอกนักลงทุนว่า ใครที่กลัวเจ้าของเก่า (ประชัย เลี่ยวไพรัตน์) จะมายึดบริษัทคืน ผมคิดว่าไม่มีเรื่องที่ต้องกังวลแล้ว เพราะเราบริหารอย่างมืออาชีพ ไม่ว่าใครจะไปใครจะมา ผมก็จะบริหารแบบนี้ ทุกวันนี้พนักงานมีกำลังใจที่ดี ฉะนั้นนักลงทุนใจต้องแข็งๆ หน่อย อีกไม่นานเราจะสวย ไม่เชื่อรอดู” แม่ทัพใหญ่ไออาร์พีซี กล่าวอย่างมั่นใจ

พลิกขาดทุน“ระเฑียร ศรีมงคล” ปีหน้า เคทีซี “กำไร” โต 2 เท่า

พลิกขาดทุน“ระเฑียร ศรีมงคล” ปีหน้า เคทีซี “กำไร” โต 2 เท่า

ปีหน้า กำไร“เคทีซี” ต้องโต 2 เท่า ทำได้รึเปล่า ไม่มีผู้ใดหยั่งรู้ แต่ “แม่ทัพคนใหม่” “ระเฑียร ศรีมงคล” “จั่วหัว”แบบนี้ “นักลงทุนตาลุกวาว”

ภารกิจ “พิชิตกำไร” คำมั่นสัญญาที่อดีตผู้บริหารแบงก์นครหลวงไทย “พี่หมอ” “ระเฑียร ศรีมงคล” เคยพูดไว้ในช่วงแรกๆที่นั่งประจำการณ์ตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ของบมจ.กรุงไทย (KTC) แทน “นิวัตต์ จิตตาลาน” ที่ขอลาออกจากการเป็นกรรมการ พร้อมเกษียณอายุการทำงานจากเก้าอี้ซีอีโอเมื่อวันที่ 1 ม.ค.2555

ผ่านมา 9 เดือน (30 ก.ย.2555) “แม่ทัพคนใหม่” ดีกรีแพทย์ศาสตร์บัณฑิต (ศิริราช) มหาวิทยาลัยมหิดล และปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาราชภัฏสวนสุนันทา สามารถโชว์ผลงานได้อย่าง “โดดเด่น”
ด้วยการพลิกขาดทุน 1,621 ล้านบาท ในปี 2554 เป็นกำไรสุทธิ 62 ล้านบาท

“โยโกโสะ โอกินาวา เยือนเกาะสวรรค์ สัมผัส 3 มรดกโลก กับเคทีซี” ระหว่างวันที่ 29 พ.ย. – 3 ธ.ค.2555 เกาะโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น จดหมายเชิญร่วมงานแถลงข่าวทิศทางธุรกิจของเคทีซีประจำปี 2556 ที่ทีมประชาสัมพันธ์ร่อนถึงสื่อมวลชนไม่ต่ำกว่า 80 ชีวิต งานนี้ “แม่ทัพใหญ่” ขน 4 ผู้บริหารระดับสูงไปร่วมแจกแจงรายละเอียดแบบถี่ยิบ

“สิ้นปี 2555 “ฟันธง” บริษัทมี “กำไรสุทธิ” แน่นอน แต่ผมยังการันตีไม่ได้ว่าเราจะประกาศจ่ายเงินปันผลหรือไม่ ? ทุกอย่างขึ้นกับมติของบอร์ด ถ้าจ่ายเงินปันผลได้เราไม่รีรอแน่นอน ผมเข้าใจความรู้สึก “แฟนพันธุ์แท้” หุ้น KTC เป็นอย่างดี” “ระเฑียร ศรีมงคล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” โปรยคำหวาน

ผมเข้ามาทำงานในเคมีซีมาตั้งแต่ต้นปี 2555 เห็น “จุดด้อย” หลายอย่าง ก็พยายามแก้ไข โดยเฉพาะเรื่องเอาท์ซอร์ส ที่ผ่านมาเรามีต้นทุนในส่วนนี้ค่อนข้างมาก ตอนนี้อะไรที่ทำเองได้เราจะดึงกลับมา อาทิเช่น call center เป็นต้น
ถามต่อว่าถ้าผมปรับปรุงทุกอย่างครบถ้วนแล้วผลจะเป็นอย่างไร ตัวเลขการเงินทุกตัวสวยชัวร์ เขาเชื่อมั่น

การออกไปหาเงินในแถบประเทศ AEC เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ผมเคยให้ข่าวไปแล้วครั้งหนึ่งว่า บริษัทสนใจประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เขาพูดภาษาเดียวกับเรา ที่สำคัญกำลังซื้อมีโอกาสมากขึ้น เพราะเขากำลังเติบโต

ถามว่าจะได้เห็นช่วงไหน เรื่องแบบนี้จะเข้าไปแบบสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้เด็ดขาด ต้องหาข้อมูลดีๆ ขอเวลาสัก 1-2 ปี น่าจะได้เห็นเป็นรูปเป็นร่าง วิธีการทำธุรกิจ เราคงไปหาเพื่อนใหม่ที่เป็นคนท้องถิ่น ผมไม่เชื่อว่าเราจะเก่งทุกที่ แต่เชื่อในเรื่องการมีพันธมิตร ผมยอมกิน 50% ในเค้กก้อนใหญ่ๆ ดีกว่ากิน 50% ในเค้กก้อนเล็กๆ ก่อนหน้านี้ก็มีคนมาชวน แต่ฐานะการเงินเราไม่พร้อม วันนี้เราพร้อมทั้งตัวและหัวใจ (หัวเราะ)

ถามถึงเรื่องราคาหุ้น “พี่หมอ” สวนกลับทันที ผมไม่อยากคอมเมนท์เรื่องนี้ เพราะในตลาดหุ้นมีนักลงทุนรายประเภท เราไม่ใช่หุ้นขนาดใหญ่ สภาพคล่องไม่มาก พูดมากเดี๋ยวเขาหาว่าผมปั่นหุ้น เราจะพูดถึงเรื่องการดำเนินงานอย่างเดียว ถ้าเราทุกอย่างเกิดขึ้นตามเป้าหมาย ราคาหุ้นก็คงไป ตามทฤษฎีมันควรเป็นแบบนั้น

ผมบอกได้เพียงว่า ในปี 2556 บริษัทอาจมีกำไรขยายตัวมากกว่า 1-2 เท่า ส่วนในแง่ของรายได้ต้องเติบโตมากกว่า 10% เพราะภายในไตรมาส 4/2555 เราจะออกโปรโมชั่นแรงๆตัวหนึ่ง ถ้าใช้ได้ผลและได้ใจลูกค้ามีคนมาใช้เยอะ ผลประกอบการดีแน่นอน

ปีหน้าเราจะให้ความสำคัญกับพันธมิตรในและนอกประเทศมากขึ้น สื่อมวลชนจะเบื่อหน้าเคทีซีไปอีกนาน เพราะท่านจะเจอเราตามงานแถลงข่าวแถบทุกสัปดาห์ บริษัทจะมีแคมเปญมากมายพร้อมเสริฟลูกค้าอย่างคุ้มค่า
เราวางงบการตลาดปี 2556 ประมาณ 1,000 ล้านบาท

โปรโมชั่นทุกตัว เราจะให้ลูกค้าแบบไม่มีเงื่อนไข ไม่มีเครื่องหมายดอกจัน ไม่มีหมายเหตุ ให้ก็คือให้ ผมขายความจริงใจ ขายอะไรที่เป็นของแท้ เร็วๆนี้บริษัทจะะออกโปรโมชั่น “จับฉลากปลดหนี้” จับได้ใคร เราปลดหนี้ให้หมดเลย ความฝันอันสูงสุดของคนมีหนี้ คือ อยากหมดหนี้ (จริงมั้ย!) ทุกคนเกิดมาไม่มีใครอยากเป็นหนี้ แต่มันจำเป็น

ถามว่าแคมเปญเหล่านี้เป็นเรื่องที่เข้าข่ายความกังวลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือไม่ เขาถอนหายใจ ก่อนตอบว่า เราไม่ได้ “ลดแลกแจกแถม” แต่เรามาปลดหนี้ให้เขา ฉะนั้นธปท.ต้องสนับสนุนเราสิ!

โอเคผมยอมรับโปรโมชั่นบางตัว ก็มีแรงกระตุ้นแฝงเหมือนกัน ต่อให้เราออกโปรโมชั่นเรียกลูกค้ามากมายขนาดไหน แต่รับรองได้ว่าตัวเลขหนี้เสียของเราไม่สูงขึ้นแน่นอน ณ เดือนก.ย.ที่ผ่านมา เคทีซี มี NPL สินเชื่อส่วนบุคคล 2.77% แต่ NPL ของอุตสาหกรรมอยู่ที่ 3.04%

“พี่หมอ” ยกหน้าที่เรื่องเงินๆทองๆให้ “ต้อม” ชุติเดช ชยุติ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส สายงานคอร์ปอเรท ไฟแนนซ์ ตอบแทนว่า ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา สามารถล้างขาดทุน 150 ล้านบาท ที่เกิดขึ้นในไตรมาส 1/2555 ได้แล้ว ผมรับรองว่าต่อไปนี้งบการเงินของเคทีซีจะไม่มีเรื่อง “เซอร์ไพรส์” ให้นักลงทุนอีกแล้ว เรื่องการตั้งสำรองได้รับการดูแลในปีนี้เรียบร้อยแล้ว

เขา การันตีว่า ตั้งแต่ปี 2556 ผลประกอบการของบริษัทจะดีขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเรื่องการเงินนักลงทุนไม่ต้องเป็นห่วง ช่วงกลางปี 2555 เรามีแผนจะออกหุ้นกู้ชุดใหม่ เพื่อทดแทนหุ้นกู้ชุดเดิมที่กำลังจะหมดอายุมูลค่า 13,000 ล้านบาท หากดอกเบี้ยหุ้นกู้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

“จ๊ะ” “ปิยะศักดิ์ เตชะเสน” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส สายงานกลุ่มผลิตภัณฑ์และช่องทางจัดจำหน่าย รับอาสาเล่ากลยุทธ์การตลาดปีหน้าให้ฟังว่า ที่ผ่านมาได้รับการสนับสนุนที่ดีจากพันธมิตร ทำให้การใช้จ่ายของลูกค้าดีขึ้นมาก ส่งผลให้ผลประกอบการในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาดีขึ้นมาก ฉะนั้นสิ้นปีนี้เรามีกำไรแน่นอน เขาเป็นอีกผู้หนึ่งที่ย้ำเรื่องกำไร

ในปี 2556 เรายังคงให้ความสำคัญกับบริการหลังการขายเหมือนเดิม ที่สำคัญบริษัทจะจับมือกับพันธมิตรมากขึ้น ใครมีบัตรเคทีซี ขอให้ใช้นับตั้งแต่วันนี้ เพราะปีหน้าคุณจะเป็นบุคคลที่โชคดี ใครรู้จักเคทีซีจะรู้ว่าเราไม่เคยทำให้ลูกค้าผิดหวัง แต่โปรโมชั่นจะเป็นอะไรบ้างยังบอกไม่ได้

ด้าน “ต๋อย” สุดาพร จันทร์วัฒนากุล” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจสินเชื่อบุคคล บอกว่า ทุกวันนี้ธุรกิจสินเชื่อยังแข่งขันรุนแรง ที่ผ่านมาในอุตสาหกรรมมีการปล่อยสินเชื่อมูลค่า 239,000 ล้านบาท เคทีซีมีมาร์เก็ตแชร์ 5% ณ เดือนต.ค.ที่ผ่านมา เคทีซี มีฐานลูกค้าส่วนบุคคล 113,000 ราย ยอดลูกหนี้สิ้นปี 2555 น่าจะปิดที่ 13,000 ล้านบาท ปี 2556 เราตั้งเป้ายอดลูกหนี้ 14,000 ล้านบาท หรือเติบโต 8% เรามีโปรแกรมการตลาดเด็ดๆ 3-4 โปรแกรม รับรองเข้าเป้าหมายชัวร์

ผู้บริหารคนสุดท้าย “อั้ว” พิทยา วรปัญญาสกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานกลยุทธ์ธุรกิจ ควบคุม 3 ฝ่าย คือ การตลาดท่องเที่ยวและสันทนาการ,การตลาดสมาชิกบัตร และการตลาดธุรกิจประกัน เล่าว่า ที่ผ่านมาลูกค้าของเคทีซีนิยมใช้เงินในหมวดท่องเที่ยวมากที่สุดคิดเป็น 10% ของทั้งหมด ทำให้พอร์ตส่วนนี้เพิ่มขึ้นทุกปี สิ้นปี 2556 น่าจะจบ 90,000- 95,000 ล้านบาท

เราจะทำการตลาด 3 ส่วน คือ 1. เน้นการเป็นวัน สต๊อป เซอร์วิส และให้คำปรึกษาเรื่องการท่องเที่ยวและเดินทาง 2.ลูกค้าสามารถซื้อผลิตภัณฑ์ผ่านออนไลน์ได้ เช่น จองตั๋วเครื่องบิน โรงแรม และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เป็นต้น 3.เรื่องพันธมิตรเรายังคงเดินหน้าจับมือกับกันอย่างต่อเนื่อง

“ระเฑียร ศรีมงคล” ทิ้งท้ายว่า…เราไม่ต้องการเป็นที่หนึ่งเรื่องบัตรเครดิต เพราะเคยพิสูจน์มาแล้วว่าการเป็นที่หนึ่งในเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น แต่เราจะเน้นการเป็นที่หนึ่งในใจลูกค้า ถ้าเขาเชื่อใจเรา เขาก็พร้อมเข้ามาหาเราชนิดไม่ต้องคิดมาก

เจ็บลึก ! ขาดทุน “สองครั้ง” ในรอบ 4 ปี ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา (2551-2554) บมจ.บัตรกรุงไทย ภายใต้การบริหารงานของ “นิวัตต์ จิตตาลาน” อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารแสดงผลขาดทุนถึง 2 ครั้ง

โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 2552 มีผลขาดทุน 394 ล้านบาท หลังตั้งสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญโดยร่นระยะเวลาการนับลูกค้าผิดนัดชำระ เหลือ 90 วัน จาก 180 วัน ซึ่งเป็นการกันสำรองตามมาตรฐานบัญชีใหม่ (IAS 39) ถือเป็นการขาดทุนครั้งแรกหลังบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น

ผลขาดทุนครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในปี 2554 จำนวน 1,621 ล้านบาท หลังเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในช่วงเดือนต.ค.2554 ส่งผลให้บริษัทมีพอร์ตลูกหนี้สุทธิรวม 42,920 ล้านบาท ลดลง 4% ขณะที่ฐานสมาชิกรวมอยู่ที่ 2.2 ล้านบัญชี แต่รายได้รวมเพิ่มขึ้นเพียง 3% เท่ากับ 12,497 ล้านบาท ส่วนใหญ่เพิ่มจากธุรกิจสินเชื่อบุคคล นอกจากนั้นบริษัทยังมีค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น 20% เป็น 14,094 ล้านบาท

สาเหตุทั้งหมดเกิดจาก3 ปัจจัยหลัก ประการแรก บริษัทได้ตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญพิเศษสำหรับลูกหนี้เฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

ประการที่สอง บริษัทได้ตั้งสำรองเพิ่มพิเศษจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการตลาด เพื่อรองรับการแลกสิทธิประโยชน์ของสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีรอยัลออร์คิด พลัส

ส่วนประการสุดท้าย จากมาตรการลดภาษีของรัฐจาก 30% เหลือ 23% ในปี 2555 ส่งผลต่อการรับรู้ผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตสำหรับภาษีเงินได้รอตัดบัญชีที่เกิดจากผลแตกต่างชั่วคราวของค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญและอื่นๆ ลดลงไป 7%

สำหรับฐานะทางการเงิน ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2554 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 47,443 ล้านบาท ลดลงจาก 48,541 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2553 ขณะที่พอร์ตลูกหนี้การค้ารวมสุทธิเท่ากับ 42,920 ล้านบาท ลดลงจาก 44,775 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2553 ส่วนฐานสมาชิกรวม 2.2 ล้านบัญชี ประกอบด้วย บัตรเครดิต 1,619,863 บัตร ยอดลูกหนี้บัตรเครดิตสุทธิ 30,940 ล้านบาท สินเชื่อบุคคล “เคทีซี แคช” เท่ากับ 583,637 บัญชี ยอดลูกหนี้สินเชื่อบุคคลเคทีซี แคช สุทธิ 11,650 ล้านบาท และสินเชื่อเจ้าของกิจการ “เคทีซี มิลเลี่ยน” สุทธิ 58 ล้านบาท

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 168 other followers