Posts from the ‘งบการเงิน’ Category

ทำไมไม่ใช้ P/BV

ทำไมไม่ใช้ P/BV
เขียนโดยคุณ yoyo แห่ง thaivi.com ครับ

1. ผมไม่ได้ใช้ p/bv ในการประเมินความถูกความแพงของหุ้นครับ ผมว่ามันมีจุดอ่อนอยู่พอสมควร เพราะอะไรครับ ลองมาดูกัน
– ผมชอบใช้ p/e กับ roe ในการประเมินราคาหุ้น
– แล้ว p/bv มันไม่ดียังไง … ต้องมาดูที่ความสัมพันธ์ของอัตราส่วนทั้ง 3 ตัว ว่ามันเชื่อมโยงกันยังไง
roe = กำไร / ส่วนผู้ถือหุ้น = (กำไร/จำนวนหุ้น) / (ส่วนผู้ถือหุ้น/จำนวนหุ้น) = eps / bv
p/e * eps/bv = p/bv
p/e * roe = p/bv
– p/e น้อยๆก็คือถูก เพราะฉะนั้นเราชอบให้ p/e ต่ำๆ
– roe เยอะๆเค้าว่าดี เพราะเป็น ratio ที่แสดงถึงประสิทธิภาพในการสร้างกำไรให้กับผู้ถือหุ้น
– p/bv เค้าบอกว่าน้อยๆดีเพราะ ถูกเมื่อเทียบกับ มูลค่าสินทรัพย์หลังคืนหนี้ให้หมด
p/e กับ p/bv นั้นอยู่คนละฝั่งของสมการ ยิ่งน้อยยิ่งดีทั้งคู่ เพราะฉะนั้น 2 ratio นี้ไม่มีปัญหาอะไร
แต่ roe กับ p/bv นี่สิ ถ้าเราอยากได้ roe สูง p/bv ก็ต้องสูงด้วย แต่ถ้าเราอยากซื้อหุ้นที่ p/bv ต่ำๆ เราก็จะได้ roe ต่ำๆมาด้วย จะเห็นว่า 2 ratio นี้มันขัดแย้งกันเสมอ เพราะฉะนั้นเราต้องเลือกเพียง 1 ratio เท่านั้น คือ จะเอา roe สูงๆ หรือจะเอา p/bv ต่ำ จะเลือกให้ 2 ค่ามันดีทั้งคู่ไม่ได้ สุดท้ายผมเลือกเอา roe สูงไว้ก่อนครับ p/bv จะเป็นยังไงผมเฉยๆ
ตรงนี้ต้องท้าวความไปที่ท่านเทพทาง VI ก่อน ไม่ใช่ใครที่ไหนครับ ลุงบัฟเฟตของเรานี่เอง .. ในช่วงแรกๆของการลงทุน บัฟเฟตนั้น เป็นลูกศิษย์ที่ดีของ อ.เกรแฮมครับ คือ อ.สอนว่าให้เลือกหุ้นที่ราคาถูกเมื่อเทียบกับสินทรัพย์สุทธิของบริษัท ซึ่ง ratio ตัวหนึ่งที่ช่วยบอกได้คร่าวๆคือ p/bv
บัฟเฟตใช้แนวทางนี้อยู่พักนึงก็พอจะสามารถทำกำไรได้ แต่หลังจากเวลาผ่านไป บัฟเฟตก็เกิดการพัฒนาทางความคิด บวกกับการได้มาพบกับ คู่หู ชาลี มังเกอร์ ที่สอนให้ลุงบัฟรู้จักและเข้าใจการซื้อที่มองถึงคุณภาพของธุรกิจที่จะสามารถ สร้างกระแสเงินสดในอนาคต มากกว่าการมองที่มูลค่าสินทรัพย์ที่เห็นในบัญชี … ซึ่ง ratio ที่แสดงถึงคุณภาพของธุรกิจได้ดีก็คือ roe นั้นเอง… หลังจากนั้นมาแนวทางการซื้อหุ้น ซื้อธุรกิจของบัฟเฟตก็ค่อนๆเปลี่ยนไป see’s candy เองก็เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของการ Shift จาการใช้ p/bv มาเป็น roe ของบัฟเฟตได้ดีตัวหนึ่ง

2. roe ถ้าจะเอามาใช้ก็ต้องใช้ให้ถูกด้วยครับ อย่าดูเพิ่งแค่ค่า roe เพียงปี 2 ปี เราควรจะใช้ roe หลายๆปีมาประเมิน และให้ตัดปีที่ abnormal ออกด้วย ถ้าบริษัทมี roe สม่ำเสมออยู่ที่ค่าหนึ่งๆเป็นเวลานานๆ และณ ปัจจุบันบริษัทนั้นไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงทางพื้นฐานอย่างมีนัยสำคัญ เราก็พอจะประเมินได้ว่า roe เฉลี่ยของบริษัทนั้นๆอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ แต่ถ้าบริษัทนั้นมี roe ไม่สม่ำเสมอ การประเมินด้วย roe ก็อาจจะดูยากสักหน่อย แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเราตัดปีที่ abnormal ออกแล้ว แต่ roe ของบริษัทนั้นๆยังผันผวนอยู่มาก ผมว่าธุรกิจนั้นอาจจะยากเกินความสามารถที่เราจะคาดเดาอนาคตได้แล้วล่ะครับ

3. บริษัทใหญ่มีโอกาสโตน้อยกว่าบริษัทเล็ก… ก็ถูกส่วนหนึ่งครับ แต่หลายส่วนก็อาจจะไม่ใช่ เพราะฉะนั้นการตัดสินใจซื้อหุ้นโดยมองที่ขนาดนั้นผมว่าไม่ควรครับ และการที่ svi เคยขึ้นไปถึง 2.8 แล้วลงมา 2.08 ก็ไม่ได้หมายความว่าบริษัทมี upside เยอะ การจะดู upside มันต้องดูที่ผลกำไรที่จะเกิดขึ้นเทียบกับราคาที่ซื้อวันนี้ ราคาที่เคยเกิดขึ้นในอดีตไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร

4. อันนี้ผมเห็นด้วยครับ p/e เป็นตัวบอกความถูกความแพง roe บอกประสิทธิภาพในการสร้างกำไร ส่วน d/e เป็นตัวบอกความเสี่ยงทางด้านการเงิน ที่ผมชอบดูตัวหนึ่ง แต่บางโอกาสผมก็ซื้อหุ้นที่ d/e สูงๆเหมือนกันคับ .. 3 เท่ายังซื้อเลย ถ้าผมเชื่ออย่างมั่นใจได้ว่าค่า d/e นั้นกำลังจะลดลงในอนาคตอันใกล้

5. ดูหนี้ก็เยอะจริงๆครับ ถ้าผลงานสะดุดเมื่อไหร่ ดอกเบี้ยกินจะกำไรหด หรืออาจจะถึงขาดทุนได้ง่ายๆเหมือนกัน ก็ดูเสี่ยงๆนิดหน่อย ผมดู p/e ก็ดูไม่ได้ถูก หนี้ก็เยอะ ทำไมถึงซื้อตัวนี้ละครับ

สุดท้าย comment เรื่องการอ่านบทวิเคราะห์…
เวลาใช้บทวิเคราะห์ให้ใช้ ข้อมูลที่เป็น Fact เสมอครับ พวกราคาเป้าหมาย กับ upside นั้นเป็นข้อมูลเชิงความคิดเห็น ควรหลักเลี่ยงอย่างยิ่ง อย่าให้ร่ายเลยนะครับว่าทำไมถึงไม่ควรใช้ความคิดเห็นเรื่องราคาจากนัก วิเคราะห์.. เดี๋ยวจะยาวเกินไป… สรุปสั้นๆว่าบทวิเคราะห์ส่วนใหญ่ที่ผมเห็นนั้นประกอบไปด้วย Bias ค่อนข้างสูง มันจะผันผวนไปตามราคาตลาดของหุ้นนั้นๆ รวมถึงสภาวะของตลาดช่วงนั้นๆด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าคิดมาแล้วว่าดี ถึงดู upside จากบทวิเคราะห์จะไม่เยอะก็ไม่ควรไปสนใจครับ เชื่อตัวเองดีที่สุด
Posted by teeratho at 22:04
ส่งอีเมลข้อมูลนี้
BlogThis!
แบ่งปันไปที่ Twitter
แบ่งปันไปที่ Facebook

วิเคราะห์มูลค่าด้วย DCF หรือด้วยค่า PE?

วิเคราะห์มูลค่าด้วย DCF หรือด้วยค่า PE?
เขียนโดยคุณ Invisible Hand แห่ง thaivi.com

หลายคนอาจจะสงสัยว่า VI จำเป็นต้องทำ model การหา valuation ด้วยวิธี DCF หรือไม่ หากถามผมๆ คิดว่าถ้าทำอาจจะทำให้สบายใจและมั่นใจขึ้นได้แต่คิดว่าไม่จำเป็น แต่ก่อนที่ผมจะสรุปว่าไม่จำเป็นผมจึงต้องอธิบายที่มาของการคิด DCF คร่าวๆ ก่อนครับ

DCF = กระแสเงินสดในอนาคตเป็นมูลค่าปัจจุบัน ( Present value ) + เงินสด ( หนี้สิน ) สุทธิ

การทำมูลค่าในอนาคตให้เป็นมูลค่าปัจจุบัน คือ การ discount ด้วยอัตราดอกเบี้ย discount rate โดย discount rate

Discount rate

ถ้า discount rate เท่ากับ 10% เงิน 110 บาทใน 1 ปีข้างหน้าจะมีมูลค่า 100 บาท ในปัจจุบัน เหตุผลที่เงิน 110 บาทใน 1 ปีข้างหน้ามีมูลค่า 100 บาทในปัจจุบันเนื่องจากหากนำเงิน 100 บาทไปลงทุนโดยได้ผลตอบแทนเท่ากับ 10% เงิน 100 บาทในปัจจุบันจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 110 บาทในอีก 1 ปีข้างหน้า

ดังนั้นหากมีใครมาถามเราว่าให้เลือกระหว่างได้เงิน 100 บาทในปีนี้ หรือจะเลือกเงิน 110 บาทในปีหน้า ภายใต้สมมุติฐานว่าเราสามารถนำเงินลงทุนได้ผลตอบแทน 10% เราจะเลือกแบบไหน คำตอบที่หลายคนจะตอบก็คือ เลือก 100 บาทวันนี้ เพราะถ้าเป็นปีหน้าเดี๋ยวคนให้เงินจะเปลี่ยนใจไม่ให้แล้ว แต่คำตอบในเชิงการเงินก็คือ เลือกแบบไหนก็ได้ ค่าเท่ากันครับ

ดังนั้นเงิน 100 บาทในปัจจุบัน จะมีมูลค่ามากกว่า 100 บาทในอีก 10 ปีข้างหน้ามาก หรืออาจจะมีมูลค่ามากกว่าเงิน 200 บาทในอีก 10 ปีข้างหน้าด้วยซ้ำไปครับหากอัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนจากการลงทุนสูงมากพอ

หลังจากทำความเข้าใจเกี่ยวกับการหามูลค่าปัจจุบันหรือ present value แล้ว ตัว discount rate หรือที่ศัพท์ทางการเงินเรียกว่า WACC โดยถ้าหุ้น 2 ตัวมีปัจจัยทุกอย่างเหมือนกันหมด หุ้นตัวที่ใช้ discount rate สูงจะมีมูลค่าแบบ DCF ต่ำกว่า

สำหรับ discount rate นั้นขึ้นกับตัวแปรต่างๆ ดังนี้ครับ

- อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาด ส่วนใหญ่จะใช้อัตราดอกเบี้ย ( yield ) ของพันธบัตรอายุ 10 ปีเป็นตัวอ้างอิง ถ้าดอกเบี้ยสูง discount rate ก็จะสูง
– Beta คือ ความผันผวนของราคาหุ้นตัวนั้นๆ เทียบกับความผันผวนของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ซึ่ง beta ในทางทฤษฎีการเงินคือเป็นตัววัดความเสี่ยงของหุ้นตัวนั้น โดยตั้งอยู่ในสมมุติฐานว่าหุ้นที่มีความเสี่ยงทางธุรกิจสูงจะมี beta สูง คือ จะมีความผันผวนของราคาสูง ซึ่งทฤษฎีนี้ใกล้เคียงความจริงหรือไม่ผมคิดว่าก็มีความใกล้เคียงอยู่บ้าง เช่น หุ้นที่มี beta สูงในตลาดไทย เช่น หุ้นไฟแนนซ์ หุ้นรับเหมาก่อสร้าง หุ้นอสังหาฯ วัสดุก่อสร้าง ซึ่งล้วนแล้วมีความเสี่ยงทางธุรกิจสูง ส่วนหุ้นที่มี beta ต่ำก็มักจะเป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงทางธุรกิจต่ำกว่าหุ้นที่มี beta สูง discount rate ก็จะสูงตามไปด้วยครับ

ดังนั้น ถึงตรงนี้เราได้ 2 ประเด็นแล้วครับว่า ถ้าช่วงไหนดอกเบี้ยในท้องตลาดสูงขึ้น discount rate ที่ใช้คำนวณ DCF ก็จะสูง ทำให้ราคาหุ้นตามวิธี DCF ก็จะต่ำลง ดังนั้นจะเห็นได้ว่าตลาดหุ้นมักจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อดอกเบี้ยลดลงและมี แนวโน้มจะปรับตัวลดลงเมื่อมีข่าวว่าดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้น ดังนั้นในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น หุ้นมักจะมี p/e ต่ำ แต่ในช่วงดอกเบี้ยขาลง หุ้นจะมี p/e สูง

ส่วนเรื่อง beta หรือความเสี่ยงนั้น ก็เช่นกันครับ หุ้นที่มีความเสี่ยงหรือ beta สูง ก็จะทำให้ discount rate สูง ราคาหุ้นตามวิธี DCF ก็จะต่ำลง ดังนั้นหุ้นที่มี beta หรือความเสี่ยงสูง ก็ควรจะมี p/e ต่ำกว่าหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำ

การคิดกระแสเงินสดสุทธิ หรือ Free cash flow มีสูตรดังนี้ครับ

Free cash flow = กำไรสุทธิ + ค่าเสื่อมราคา + การเปลี่ยนแปลงในเงินทุนหมุนเวียน + รายจ่ายลงทุนในสินทรัพย์

เงินทุนหมุนเวียน คือ “ เงินสด “ ที่ต้องใช้ในการซื้อวัตถุดิบเพื่อใช้ในการขายสินค้าและบริการ

รายการการเปลี่ยนแปลงเงินทุนหมุนเวียนจะเป็น “ ลบ “ ก็ต่อเมื่อ
มีการ “ เพิ่มขึ้น “ ของสินค้าคงคลังและวัตถุดิบ เพราะต้องใช้เงินในการซื้อวัตถุดิบ
มีการ “ เพิ่มขึ้น “ ของลูกหนี้การค้า แสดงว่ารายได้ 100 บาท เข้ามาเป็นเงินสดไม่ถึง 100 บาท
มีการ “ ลดลง “ ของเจ้าหนี้การค้า แสดงว่ารายจ่าย 100 บาท ยังไม่ต้องจ่ายทั้งหมด 100 บาทในทันที

การเปลี่ยนแปลงเงินทุนหมุนเวียนจะเป็น “ บวก “ ก็ต่อเมื่อ

มีการ “ ลดลง “ ของสินค้าคงคลังและวัตถุดิบ แสดงว่าสินค้าที่ขายออกไปมีมากกว่าที่ซื้อวัตถุดิบเข้ามา
มีการ “ลดลง “ ของลูกหนี้การค้า
มีการ “ เพิ่มขึ้น “ ของเจ้าหนี้การค้า

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ในธุรกิจทั่วๆ ไป เมื่อมีการขยายกิจการ คือ มีการผลิตสินค้ามากขึ้น ก็ย่อมจะต้องมีการสั่งวัตถุดิบและมีจำนวนสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น เมื่อยอดขายเพิ่มขึ้นก็ย่อมทำให้ลูกหนี้การค้ามากขึ้น ดังนั้นธุรกิจทั่วๆ ไปเมื่อมีการขยายกิจการจะทำให้การเปลี่ยนแปลงเงินทุนหมุนเวียนจะติดลบ คือธุรกิจนั้นๆ จะต้องใช้เงินสดในกิจการมากขึ้น ดังนั้นธุรกิจส่วนใหญ่แม้ยอดขายเพิ่มขึ้นและกำไรเพิ่มขึ้น แต่เงินสดที่เข้ามาในบริษัทมักจะต่ำกว่ากำไร แต่ธุรกิจที่เมื่อขยายสาขาหรือมีรายได้เพิ่มขึ้นแต่กลับยิ่งมีเงินสดมาก ขึ้น คือธุรกิจค้าปลีก เพราะมีการขายเป็นเงินสด แต่จ่ายเงินให้กับเจ้าหนี้ค่าสินค้าเป็นเงินเชื่อ ดังนั้นวันที่เปิดสาขาใหม่ ก็จะได้เงินสดมาทันทีแต่เงินสดนั้นจะถูกจ่ายให้กับเจ้าหนี้ในอีก 45-60 วัน ดังนั้นหากมีการคิด DCF ธุรกิจค้าปลีกเปรียบเทียบกับธุรกิจอื่นๆ ถ้ากำไรสุทธิต่อปีเท่าๆ กัน ธุรกิจค้าปลีกจะมีกระแสเงินสดสุทธิ หรือ Free cash flow สูงกว่าธุรกิจอื่นๆ จึงเป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมหุ้นค้าปลีกจึงมี p/e สูงกว่าหุ้นกลุ่มอื่นๆ ที่มีการเติบโตของกำไรเท่าๆ กัน

ยิ่งธุรกิจใดให้เครดิตลูกหนี้การค้ายิ่งนาน บริษัทนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงในเงินทุนหมุนเวียนติดลบมากกว่าบริษัทที่ให้ เครดิตลูกหนี้สั้นกว่า และบริษัทใดที่ขายสินค้าเป็นเงินสด ก็จะทำให้ใช้เงินทุนหมุนเวียนน้อยกว่ามาก

บริษัทใดที่มีการขายสินค้าโดยใช้เวลานาน ก็จะใช้เงินทุนหมุนเวียนมากกว่าบริษัทที่ขายสินค้าในเวลาอันสั้นกว่า และอย่างที่ผมพูดไปในหน้าก่อนๆ คือ ยิ่งขายได้เร็วก็ทำให้ผลตอบแทนต่อเงินลงทุนสูง ดังนั้นสิ่งที่เถ้าแก่คนจีนนิยมทำนานมาแล้วคือ เน้นการขายเร็วๆ มากๆ เอา volume ก็เป็นความคิดที่ถูกต้องตามทฤษฎีการเงิน แม้ว่าอาเฮียเหล่านั้นจะไม่ได้เรียน MBA มาก็ตาม

รายจ่ายในการลงทุนในสินทรัพย์ เป็นรายการ “ ลบ “ ในการหา Free cash flow ยิ่งมีการลงทุนมากๆ Free cash flow ก็ยิ่งมีโอกาสติดลบมากขึ้น ดังนั้นหุ้นที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากในการขยายกิจการ ก็จะทำให้ Free cash flow ติดลบมากกว่าหุ้นที่สามารถขยายกิจการโดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก โดยทั่วไปหุ้นในภาคการผลิต อุตสาหกรรม มักจะต้องใช้เงินลงทุนในการขยายกิจการมากกว่าหุ้นประเภทธุรกิจบริการ เมื่อใช้เงินทุนน้อย กระแสเงินสดก็จะเป็นบวกได้มากกว่า หุ้นภาคบริการมักจะมีมูลค่าแบบ DCF สูงกว่าหุ้นในภาคการผลิตแม้ว่าจะมีกำไรสุทธิในแต่ละปีหรือปัจจัยอื่นๆ ใกล้กัน ดังนั้นหุ้นที่ทำธุรกิจบริการมักจะมี p/e สูงกว่าหุ้นในภาคอุตสาหกรรม

หุ้นที่ต้องใช้เงินลงทุนหมุนเวียน ( เงินสด ) จำนวนมากในการเพิ่มยอดขาย มักจะต้องมีการกู้เงินระยะสั้น หรือ Bank O/D จากธนาคารเพื่อมาเป็นเงินทุนหมุนเวียน และยังอยู่ในธุรกิจที่ต้องลงทุนจำนวนมากเพื่อขยายกำลังการผลิต และยิ่งหุ้นดังกล่าวมีหนี้ในสัดส่วนที่สูงด้วยนั้น หุ้นประเภทดังกล่าวมักจะมีโอกาสสูงที่จะต้องหาแหล่งเงินทุนอื่นๆ ที่ไม่ใช่การกู้เงินเพื่อชดเชยกระแสเงินสดที่ติดลบในอนาคต ดังนั้นหุ้นที่มีลักษณะเหล่านี้ร่วมกันจึงมีความเสี่ยงในการเพิ่มทุนสูง เมื่อหุ้นมีการเพิ่มทุนก็ย่อมทำให้กำไรต่อหุ้นลดลง ดังนั้นหุ้นที่มีความเสี่ยงในการเพิ่มทุนมักจะมี p/e ที่ต่ำกว่าหุ้นที่สามารถเติบโตได้โดยไม่ต้องเพิ่มทุน

การเติบโตทางธุรกิจ เนื่องจากการทำ DCF คือการประมาณกระแสเงินสดในอนาคต ดังนั้นหุ้นที่มีการเติบโตในอนาคตสูง ก็จะมีกระแสเงินสดในอนาคตที่เพิ่มขึ้นกว่าปัจจุบันมาก ดังนั้นหุ้นที่มีการเติบโตสูงจึงจะมี DCF สูงกว่าหุ้นที่มีการเติบโตต่ำ

ปัจจัยสุดท้ายที่มีผลต่อการคำนวณ DCF ก็คือ มูลค่าเงินสด หรือหนี้สินสุทธิ ซึ่งก็คือ
เงินสดสุทธิ = เงินสดในบริษัท – หนี้สินระยะยาว – หนี้สินระยะสั้นที่มีดอกเบี้ย

ดังนั้น ถ้าปัจจัยทุกอย่างเหมือนกันหมด หุ้นที่มีเงินสดสุทธิเป็นบวกก็จะมี DCF สูงกว่าหุ้นที่มีหนี้สิน

สรุป มูลค่าหุ้นตามแบบ DCF จะขึ้นอยู่กับปัจจัยที่สำคัญดังนี้ครับ

- อัตราดอกเบี้ย ถ้าดอกเบี้ยต่ำลง มูลค่า DCF จะสูงขึ้น
– ความเสี่ยงของธุรกิจ ถ้าธุรกิจมีความเสี่ยงสูง DCF ก็จะต่ำ
– การให้เครดิตลูกค้ายาวๆ DCF จะต่ำ
– การได้รับเครดิตจากเจ้าหนี้การค้ายาวๆ DCF จะสูง
– ขายสินค้าได้เร็ว มีการเก็บสินค้าคงคลังต่ำ DCF จะสูง
– ต้องมีการลงทุนจำนวนมากๆ ในการขยายกิจการ เมื่อเทียบกับกระแสเงินสดในแต่ละปี DCF จะต่ำ
– มีการเติบโตสูง DCF จะสูง
– มีหนี้มากๆ DCF จะต่ำ

สำหรับ DCF กับ p/e จะมีความสัมพันธ์กัน หากหุ้น 2 ตัวที่ปัจจุบันมีกำไรสุทธิเท่ากัน หุ้นตัวที่มีราคาเป้าหมายโดยวิธี DCF สูงกว่า จะมี p/e ที่เหมาะสมสูงกว่าหุ้นที่มีราคาเป้าหมายโดยวิธี DCF ต่ำกว่า ดังนั้น ด้วยย่อหน้าข้างบน เราสามารถเปลี่ยนคำว่า DCF เป็น p/e ได้เป็น

- อัตราดอกเบี้ย ถ้าดอกเบี้ยต่ำลง p/e ของหุ้น จะสูงขึ้น
– ความเสี่ยงของธุรกิจ ถ้าธุรกิจมีความเสี่ยงสูง p/e ก็จะต่ำ
– การให้เครดิตลูกค้ายาวๆ p/e จะต่ำ
– การได้รับเครดิตจากเจ้าหนี้การค้ายาวๆ p/e จะสูง
– ขายสินค้าได้เร็ว มีการเก็บสินค้าคงคลังต่ำ p/e จะสูง
– ต้องมีการลงทุนจำนวนมากๆ ในการขยายกิจการ เมื่อเทียบกับกระแสเงินสดในแต่ละปี p/e จะต่ำ
– มีการเติบโตสูง p/e จะสูง
– มีหนี้มากๆ p/e จะต่ำ

ดังนั้นเมื่อเราเข้าใจหลักของ DCF แล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องทำ model DCF ก็ได้ เพียงแต่เราต้องเข้าใจว่าธุรกิจที่เราต้องการวิเคราะห์นั้นเป็นอย่างไร มีการเติบโตสูงหรือต่ำ มีความเสี่ยงทางธุรกิจสูงหรือไม่ เมื่อต้องการขยายธุรกิจต้องใช้เงินทุนจำนวนมากหรือไม่ มีหนี้มากหรือน้อยเพียงใด

งบการเงิน

งบการเงิน(ตอนที่1)
POSTED BY ENERGY_EAK ⋅ JULY 30, 2011 ⋅ LEAVE A COMMENT
ความจริงของโลกใบนี้ ได้พิสุจน์ว่า….เราไม่จำเป็นต้องร่ำเรียนมาทางด้านบัญชีการเงิน ก็สามารถประสบความสำเร็จในการเล่นหุ้นได้ ..บางท่านที่ประสบความสำเร็จในการเล่นหุ้นก็เป็น คุณหมอ, วิศวกร, หรืออาชีพอื่นๆ เป็นเจ้านายตัวเอง รึ อยู่บ้านเฉยๆ…ก็สามารถประสบความสำเร็จในการเล่นหุ้นได้ เราจะเห็นว่าความสำเร็จได้เปิดประตูต้อนรับคนทุกอาชีพ…แต่ลองสังเกตุดูสิครับ ..คนเก่งๆทั้งในระดับประเทศ, ระดับโลก แม้แต่คนเก่งในวงเพื่อนๆของเรา ส่วนมากจะ พิจารณางบการเงินเป็นทั้งสิ้น

ผมเองก็ไม่ได้เรียนจบทางด้านบัญชีมาครับ…แต่อยากประสบความสำเร็จอย่างคนอื่นๆเขา ..ก็เลยคิดง่ายๆว่า อะไรที่คนสำเร็จๆเขาทำกันได้ เราน่าจะฝึกหัดเอาไว้ไม่เสียหาย …และผมก็พบว่าการอ่านงบการเงินได้บ้าง มีประโยชน์อย่างมาก ..ถ้าจะเปรียบเทียบกับการสร้างบ้านที่ต้องมีรากฐาน, วางเสา, วางคาน…การเสริมความรู้ด้านพฐ.บัญชีในการลงทุนบ้าง..ก็ถือเป็นการเพิ่มความมั่นคงในการลงทุน.. จำกัดความเสี่ยงให้น้อยลงนั่นแหละครับ

เพื่อให้มีความสนุกในการติดตาม ในรายละเอียดผมพูดเกี่ยวกับ มุมมองของการดูงบการเงินแบบGrowth ในแบบของผม และ บางตอนจะยกตัวอย่างจริงประกอบบ้าง

อย่างไรก็ดี..ทั้งหมดจะพูดถึง 3หัวเรื่องหลักๆ..
1)งบดุล
2)กำไรขาดทุน
และ 3)งบกระแสเงินสด
ทั้ง3งบนี้ …มีความสัมพันธ์กัน… โดยหากเราเปรียบเที่ยบว่าหุ้นตัวนึง คือคนๆนึง งบดุลก็เหมือนกับสุขภาพทางการเงินโดยรวมของคนๆนั้น, งบกำไรขาดทุนก็เหมือนงานการที่คนๆนั้นทำความสามารถในการหาเงิน, งบกระแสเงินสดก็คือนิสัยการจับจ่ายใช้สอยของคนๆนั้นอะแหละครับ…เห็นถึงความสัมพันธ์บ้างไหมครับ?…เช่น ถ้าจับจ่ายใช้สอย(งบเงินสด) มากกว่า ที่หามาได้(งบกำไร)ตลอดเวลา ..สุดท้ายสุขภาพทางการเงิน(งบดุล)ก็จะแย่ …ถ้าเป็นคนก็เรียกว่า”จน” ….เป็นบริษัท จะเรียกว่าอะไรดี!! ^_^”

ผมเขียนจบครบทั้ง3งบการเงิน….มีวัตถุประสงค์เพื่อ ที่จะจุดประกายให้เพื่อนๆที่ยังไม่สนใจเรื่องการดูงบการเงิน …ให้ลองหันมา อ่านงบการเงินดูบ้าง…ตามประสางูๆปลาๆนี่แหละครับ ผมเองก็ยังไม่เก่ง แต่ก็พยายามเต็มที่ เพราะเชื่อว่าหากเพื่อนๆเข้าใจแล้ว..จะเห็นว่ามันมีประโยชน์จริงๆครับ

งบการเงิน(ตอนที่2)งบดุล
POSTED BY ENERGY_EAK ⋅ JULY 23, 2011 ⋅ LEAVE A COMMENT
วันนี้จะขอพูดถึงการดูพื้นฐานบ้างครับ.. ดังคำๆนี้ครับ

“หอสูงเก้าชั้นยังเริ่มต้นด้วยกองดิน ..เดินทางพันลี้ยังเริ่มต้นด้วยฝ่าเท้า
ไม่มีชั้นแรกที่จะต่อด้วยชั้นสาม ..ดังนั้นควรวางรากฐานอย่างมั่นคงไว้ ”

อย่างที่เคยเล่ามาก่อนหน้านี้ว่า..ความเรียบง่าย คือ หัวใจการลงทุนของผม …หลักของความเรียบง่าย …ไม่ใช่ว่าไม่ต้องหาความรู้นะครับ(ตอนนี้ผมเองก็เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา)..แต่หลักของความเรียบง่ายอยู่ที่ความเข้าใจ ครับ

งบดุล เป็นงบการเงินที่บอกถึงภาพรวมๆได้ดีที่สุดครับ บอกถึงสุขภาพของบริษัท …เหมือนคนที่ไปตรวจสุขภาพประจำปีแล้วมีใบรายงานผลนั่นแหละครับ

การอ่านงบของธุรกิจ..ผมเน้นความเข้าใจเป็นหลัก …เอาง่ายๆว่าไม่จำเป็นต้องรู้เยอะ, ไม่ต้องรู้จักตัวชี้วัดหลายๆตัว ถ้าเราไม่เข้าใจ …มุ่งเอาสักตัวสองตัวแต่เข้าใจดีกว่าครับ ..เพราะในการดูพฐ.ของบริษัทมีค่า Ratio มากมายให้เราหยิบมาใช้(ถ้าไม่ถนัดคำนวนก็หาค่าจากเว็บได้ ไม่จำเป็นต้องคำนวนเองเป็นก็ได้ครับ)…แต่สิ่งสำคัญคือ เราจะหยิบค่าอะไรมาพิจารณา ต้องเข้าใจและอย่าลืมว่าค่าต่างๆนี้ จะมีมิติอื่นๆซ่อนอยู่ด้วยเสมอ!! ฉนั้นการอ่านพฐ.ย่อมอยู่ที่มุมมองของแต่ละคน เช่น..ค่าวัดความเสี่ยงที่นิยมใช้กันค่านึง….

D/E Ratio หรือ สัดส่วนหนี้สินต่อทุน ที่หลายท่านพอเห็นสัดส่วนหนี้สินของบริษัทสูงๆแล้ว ก็ขยาดซะแล้ว!!(ผมเชื่อว่าคิดแบบนี้กันเยอะเลย)..แต่การทำธุรกิจมีมันมีหลายมิติ ขึ้นอยู่กับความสามารถของผบห.ครับ ..ดังนั้นในความคิดผมไม่ควรมองD/Eเพียงมิติเดียวแล้วหวาดกลัว ..ควรมองรายละเอียดอื่นๆประกอบด้วย เช่น รายละเอียดของหนี้สิน และ ศักยภาพการทำกำไรของบริษัท ผมขอยกตัวอย่าง….

A ลงทุนใน สินทรัพย์100 = หนี้สิน90 + ทุน10
B ลงทุนใน สินทรัพย์100 = หนี้สิน10 + ทุน90
(สินทรัพย์= หนี้สิน + ทุน) ———————————(งบดุล)

จะเห็นว่า A ไม่ค่อยจะเจียมตัวเน้นกู้เงินมาลงทุนซะส่วนใหญ่, แต่ B เน้นการใช้เงินของตัวเองในการลงทุน ..มองๆแล้วBก็น่าจะดีถูกไหมครับ…แต่ลองพิจารณาในกรณีที่เศรษฐกิจเติบโตดี นะครับ
…ถ้าอีก1ปีข้างหน้า สินทรัพย์ที่ไปลงทุนเหมือนๆกันของAและBเพิ่มขึ้นสัก 20%ครับ และทั้ง2เกิดตัดสินใจขายสินทรัพย์นี้ไป(เพื่อให้เข้าใจง่ายผมไม่คิดรายละเอียดพวกภาระเงินกู้ ภาษี ฯลฯ)จะเกิดอะไรขึ้นครับ
Aขายได้ตังมา120 – คืนเงินกู้ไป90 = เหลือ30 คิดเป็นGrowth 200%ของเงินที่ลงไปตอนแรก(10)
Bขายได้ตังมา120 – คืนเงินกู้ไป10 = เหลือ110 คิดเป็นGrowth 22%ของเงินที่ลงไปตอนแรก(90)
***ถ้าเราจะเอาเงินไปร่วมไปลงทุนในบริษัทสักบริษัทนึง..เราจะชอบการเติบโตของเงินที่เราลงทุนแบบไหนครับ?^_^ แบบนี้แหละครับที่เขาเรียกว่า High Risk High Return ..ไม่ใช่ไปเล่นหุ้นHigh Risk เช่น หุ้นปั่นเจ้าลากแล้วจะ High Return นะครับ

จากตัวอย่างง่ายๆข้างต้น จะเห็นว่า หากเรารู้จัก งบดุลบ้าง และ เข้าใจRatioเพิ่มสักหน่อย…รู้ว่าบริษัทที่เราไปลงทุน มีโอกาสเติบโตตามทิศทางเศรษฐกิจสักนิด …เราจะเห็นมีโอกาสอะไรๆอีกมากมายเลยทีเดียวครับ!!
ปล.ตัวอย่างที่ผมยกขึ้นมาเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ดังนั้นในการลงทุนจริงๆควรพิจารณาองค์ประกอบอื่นๆเพิ่มเติมด้วย เพราะ ระดับหนี้สินในอีกมิตินึง คือความเสี่ยงต่อการอยู่รอดของบริษัทครับ

งบการเงิน(ตอนที่3)งบกำไร-ขาดทุน
POSTED BY ENERGY_EAK ⋅ JULY 26, 2011 ⋅ 2 COMMENTS
ถ้าพูดถึงงบการเงินที่มีคนชอบดูกันมากที่สุด ผมมั่นใจเลยว่า ..งบกำไรขาดทุน ..เป็นคำตอบที่ทุกคนต้องการจะเห็น….ให้ไปในทางที่ดีมากที่สุด …และ ใครเชียวชาญการวิเคราะห์งบการเงิน..แค่งบนี้งบเดียวก็ถือซะว่า แทบจะบินได้แล้วครับ ..ลองติดตามต่อนะครับ ว่ามันสำคัญยังไง!!

โครงสร้างของกำไรขาดทุนคร่าวๆประกอบด้วย
รายได้ – ค่าใช้จ่าย = กำไรสุทธิ(ขาดทุนสุทธิ) <————(งบกำไรขาดทุน)

ดูสิครับโครงสร้างมันง่ายมาก และยั่วยวน ในการที่จะให้เราเปิดดู…เพราะ สิ่งที่สำคัญที่สุดในการลงทุนคงหนีไม้พ้นความสามารถในการทำกำไรของบริษัท รึ มีใครจะบอกว่าชอบที่จะลงทุนไปแล้ว..ธุรกิจขาดทุนมั่งอะครับ(คงไม่มี)

ปีเตอร์ ลินซ์ บอกว่า..
กำไรจะเพิ่มได้ ประกอบด้วยกฎ5ข้อ(ดูเป็นพฐ.ได้เลยครับ)
1)ขายของได้มากขึ้นในตลาดเก่า
2)ขยายเข้าสู่ตลาดใหม่
3)ลดต้นทุนสำเร็จ
4)ขึ้นราคาสินค้า
5)ตัดส่วนที่ขาดทุนทิ้งไปได้(เช่นบริษัทย่อยที่ผลประกอบการแย่ๆ)

…ดังนั้นหากบริษัทไม่มีความสามารถในการทำให้กำไรเพิ่ม ..แทบที่ไม่ต้องจะมาคุยกันประเด็นอื่นกันต่อเลยครับ …แต่อย่างไรก็ดีอย่าลืมว่า งบการเงินบอกเราได้แค่ในอดีตไปทำอะไรมา คำว่าทำกำไรเพิ่มขึ้นจะต้องประเมินทางธุรกิจประกอบไปด้วยครับ
…ยิ่งหากเรามองเพียงมิติเดียว งบกำไรขาดทุน จะบอกเราได้แค่ Gross(กำไรขั้นต้น), NPM(กำไรสุทธิ), รายได้, ต้นทุน และ อื่นๆ …ถ้าต้องการแค่นี้…หาอ่านเอาตามบทวิเคราะห์หรือเอกสารสรุปเอาก็ได้ครับ ไม่ต้องเสียเวลามาโหลดงบเปิดดูครับ

…แต่หากเราสนใจในตัวบริษัทไหนมากๆ ผมแนะนำว่าลองมองมิติให้มากกว่านั้นดูครับ เช่น ดูงบกำไรขาดทุนกับทิศทางเศรษฐกิจควบคู่กันไป เช่น

A รายได้ 100 – ต้นทุน 90 = กำไร 10
B รายได้ 100 – ต้นทุน 50 = กำไร 50

สมมุติให้A และ Bทำอะไรเหมือนๆกันจะเห็นว่า..
(กำไรก่อนภาษี)
Aท ำกำไรก่อนภาษีได้เพียง 10%
และ B ทำกำไรถึง 50%

ดูแล้วศักยภาพในการทำกำไรของ Bจะดีกว่า Aมากๆ…โดยปกติราคาในตลาดของก็จะรองรับศักยภาพตรงจุดนี้ของBแน่นอน(มองมิติเดียว)

…แต่ลองดูกันนะครับถ้าในกรณีที่ทิศทางเศรษฐกิจเติบโต สัก20%(บริษัทเติบโต) และต้นทุนเพิ่มขึ้นสัก10%(ปกติก็มาพร้อมๆกันอยู่แล้ว)..จะเกิดอะไรขึ้น!!

A รายได้ 120 – ต้นทุน 99 = กำไร 21
B รายได้ 120 – ต้นทุน 55 = กำไร 65
เห็นไหม!!… A เติบโต 110% ..แต่B เติบโตเพียง30%
เป็นไงล่ะครับ!! แม้งบกำไรขาดทุนจะบอกแค่อดีต..แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะประเมินอนาคตไม่ออกจากการ ดูงบกำไรขาดทุน..ซะทีเดียวนะครับ…เพียงแค่เราเข้าใจมิติของมันให้มากขึ้นเท่านั้น!! ^__^

….กรณีที่ผมยกไป…อาจจะเป็นเสน่ห์อย่างอย่างนึงของบริษัทขนาดเล็ก …ยิ่งหากบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันซ่อนอยู่(เล็กพริกขี้หนู)..หรือ.สามารถแย่งพื้นที่ในตลาดมาครองได้มากขึ้นบ้าง..การเติบโตก็จะยิ่งมากขึ้นกว่าทิศทางเศรษฐกิจโดยปกติ(มีเยอะแยะครับ…ที่มันไปพรวดๆนั่นแหละไม่ต้องสงสัย!!^^) ..อะไรแบบนี้แหละครับ..จะแตกต่างจากบริษัทใหญ่ๆที่ครองMarket Share สูงๆ..บางทีมันโตยากครับ(ที่บางคนอาจเคยมีความรู้สึกว่า ซื้อบริษัทใหญ่ๆบางบริษัทแล้วราคามันไม่ค่อยไป..หรือโตสู้ตัวเล็กๆไม่ได้ก็เพราะแบบนี้แหละครับ…คงไม่ใช่เพราะหุ้นตัวเล็กๆราคาถูก..แล้วคนชอบเก็งซะทีเดียวหรอกครับ)

***งบกำไรขาดทุนเป็นส่วนที่สำคัญ ควรดื่มเกินวันละสองขวด ไม่ต้องสังเกตุคำเตือนใดๆทั้งสิ้น!! ^___^

งบการเงิน(ตอนที่4ตอนสุดท้าย)งบกระแสเงินสด
POSTED BY ENERGY_EAK ⋅ JULY 30, 2011 ⋅ LEAVE A COMMENT
“มีหลายคนคิดว่ากำไรคือกระแสเงินสด..ซึ่งความจริงแล้วคงไม่ใช่“
มีหลายครั้งที่งบกำไรขาดทุนได้ทำการบันทึก..แต่เงินสดไม่ได้เข้าบริษัทในขณะนั้น ….ปัจจุบันผมใช้งบ กระแสเงินสด ช่วยในการมองพฤติกรรมของบริษัท …หลายครั้งพบเจอว่าบริษัทกำลังทำอะไรที่จะส่งผลต่ออนาคต อันใกล้….ลองดูโครงสร้างของงบกระแสเงินสดกันครับ ว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง

การเปลี่ยนแปลงในเงินสด = กระแสเงินสดจากกำไร + เงินสดจากแหล่งอื่น – การใช้เงินสดในรอบนั้นๆ ——(งบกระแสเงินสด)

อาจจะบอกได้ว่า กระแสเงินสด แปรผันตาม
1)การดำเนินงาน
2)การซื้อขายสินทรัพย์ซึ่งหมายถึงกิจกรรมการลงทุน
3)การเปลี่ยนแปลงหนี้สิน หรือ หุ้น หรือ กิจกรรมทางการเงินอื่นๆ

ลองคิดดูสิครับ..ถ้าบริษัทที่เราลงทุน จะขยายงาน รึไปทำอะไรที่มีโอกาสจะเติบโต บริษัทต้องใช้เงินสดๆเป็นตัวขับเคลื่อนสภาพคล่องในการลงทุน….เอาง่ายๆเหมือนเรามีตังในกระเป๋าอยู่แค่100บาท..แต่มีโอกาสจะได้เงินมาอีกใน2-3วัน จะไปนัดแฟนทานข้าววันนี้หรืออีก3วันอะครับ? วันนี้คงเอาแค่ใช้จ่ายประคองตัวเองไปก่อนถูกไหมครับ …ความพร้อมอะไรแบบนี้แหละ….งบกระแสเงินสดจะบอกเรา หรือ แม้แต่เช่น…

(ตัวอย่างจริง)
กรณีที่อยุ่ดีๆบริษัทเก็บเงินลูกค้าไม่ได้ มีงานแล้วเสร็จแต่ยังไม่ได้เก็บเงิน โผล่ขึ้นมา…การที่มองจากงบดุล จะเห็นไม่ชัด…เพราะงบดุลรวมทุกอย่างและแสดงถึงผลการเติบโตของกรณี้นี้ไม่ชัดเจน ….พอสอบถามไปทางบริษัทพบว่า บริษัทกำลัง ลงทุนร่วมกับลูกค้ารายใหญ่ในอนาคต แต่ต้องออกตังตัวเองไปก่อน(อ้าว!!..แบบนี้ก็ มีเรื่องสอบถามต่อมากมายเลย)…อย่างในกรณีตัวอย่างนี้ มองภาพออกมาทั้ง บวกและลบ …

เนื่องจากงานที่ทำในปัจจุบัน(ที่ยังเก็บตังไม่ได้)..ได้บันทึกลงในงบกำไรขาดทุนเรียบร้อยแล้ว(แสดงไปแล้ว) …การที่เป็นแบบนี้แสดงว่า เมื่อมีการเริ่มทำงานร่วมกันจริงๆ รายได้บางส่วนจะหายไปและจะทดแทนด้วยงานที่ทำร่วมกันแทน…ทำให้สามารถประเมินได้ว่าในอนาคต แม้บริษัทจะเติบโตเพราะการลงทุนใหม่ร่วมกัน แต่มีโอกาสเกิดคอขวดของรายได้สูง(รู้ก่อนได้เปรียบ)

งบกระแสเงินสดยังบอกอะไรอีกหลายอย่าง เพราะหลายบริษัทใช้งบกระแสเงินสด ในการตั้งงบประมาณของปีถัดไป

งบกระแสเงินสดบอกถึงความสามารถในการแปลงลูกหนี้เป็นเงิน และ บอกถึงความสามารถในการชำระหนี้สินได้

ตอนนี้สั้นไปนิดนึง…แต่อย่างไรอ่านมาถึงขนาดนี้แล้วเชื่อว่าเพื่อนๆที่เพิ่งลองอ่านจะได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อย…ลองฝึกดูงบการเงินเล่นๆกันดูนะครับ ^_^…ผมเองก็ยังไม่เก่ง(จับฉ่าย)..เจอกันก็ทักทายแลกเปลี่ยนความรู้กันได้นะครับ.

มูลค่าที่แท้จริง

มูลค่าที่แท้จริง
Posted on February 5, 2010 by TVI MOD
เวลาเราจะซื้อหุ้นกันสักครั้งนั้น ถ้าหากเราไม่คิดอะไรมากและซื้อหุ้นเพื่อขายในราคาที่สูงขึ้น เราคงไม่ต้องศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลอะไรกันมากมาย ฟังนักวิเคราะห์ หาข่าวลือก็พอจะเลือกซื้อหุ้นได้บ้าง แต่ทั้งนี้ไม่สามารถบอกได้ว่าจะได้เงินหรือเสียเงิน ทั้งหมดขึ้นอยู่กับดวง

วันนี้ ได้คุยกับน้องคนหนึ่ง ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่การตลาดของโบรกเกอร์แห่งหนึ่ง เจ้าน้องคนนี้แปลกตรงที่ว่า ตัวเองเป็นนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าหรือ Value Investor แต่ต้องไปทำงานเป็นเจ้าหน้าที่การตลาดที่ต้องคอยเชียร์ซื้อเชียร์ขายหุ้น
เขา เล่าให้ผมฟังว่า เขาต้องซื้อหุ้นขายหุ้นให้กับลูกค้าทุกวัน ซื้อแล้วได้กำไรก็ดีไป ซื้อแล้วขายขาดทุนก็ต้องหาคำปลอบใจลูกค้าทุกครั้งไป เห็นได้ว่าคนที่ลงทุนแบบเลือกหุ้นดีๆ กันจริงๆ จังๆ นั้นหาแทบไม่เจอ ฟังแล้วผมเองก็รู้สึกท้อใจว่าทำไมพวกเราคนไทยจึงนิยมแต่จะทำอะไรที่ง่ายๆ แต่เสี่ยงสูงๆ

สำหรับนักลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้น เท่าที่เห็นก็มักจะรอบคอบในการเลือกกิจการพอสมควร บางคนสนใจในการตรวจสอบข้อมูลบริษัทมากจนละเอียดลออจนใน http://www.thaivi.com มีห้อง “ร้อยคน ร้อยหุ้น” ซึ่งจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นโดยสมาชิกที่สนใจหุ้นบริษัทนั้นๆ เอาไว้หลายบริษัท และพร้อมๆ กับข้อคิดเห็นของสมาชิกที่จัดทำเองและผู้อื่น นับเป็นแหล่งข้อมูลที่ดีที่หนึ่ง

ต่อจากนั้นสิ่งที่พวกเขาสนใจต่อมา ก็คือ การหามูลค่าที่แท้จริงหรือ Intrinsic Value ซึ่งเป็นข้อมูลที่เหล่านักลงทุนแบบเน้นคุณค่าต้องการทราบมากที่สุด และเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อนเอาการ ทั้งนี้เพราะนักลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้นต้องการที่จะ “มีกำไรเมื่อซื้อ” ถ้าเราซื้อหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าเมื่อใด เมื่อนั้นเราจะปลอดภัยเพราะมี “ส่วนต่างความปลอดภัย หรือ Margin of Safety” เพราะอย่างไรราคาต้องวิ่งให้ทันมูลค่าแน่นอน จะช้าหรือเร็วนั้นอีกเรื่องหนึ่ง

สำหรับการคำนวณหามูลค่าที่แท้จริง นั้นเราสามารถคำนวณได้ 3 รูปแบบ แต่ละแบบต้องอาศัยการศึกษาข้อมูลเชิงลึกทั้งสิ้น และแต่ละรูปแบบก็ต้องเลือกใช้กับกิจการในแบบต่างๆ กันและในระยะเวลาคาดหวังที่จะถือหุ้นนั้นๆ ต่างกัน

การคำนวณมูลค่าที่ แท้จริง ด้วยวิธีการ ‘Reproduction Cost of Assets’

วิธีการนี้ต้อง อาศัยข้อมูลในงบดุล เพื่อหามูลค่าทางบัญชีที่แท้จริงของกิจการ กล่าวคือต้องมีการปรับปรุงรายการในงบดุลเสียใหม่ให้เป็นแบบที่เป็นได้ เช่น ค่าความนิยมนั้นบริษัทตั้งเอาไว้สูงเกินจริงหรือไม่ หรือในกรณีล้มละลายนั้นค่าความนิยมนั้นไม่มีมูลค่าเลย เพราะเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ หรือสินค้าคงคลัง เราก็ต้องปรับมูลค่าในกรณีขายออกทันทีว่าจะเหลือมูลค่าเท่าไร หรือบริษัทอาจมีที่ดินที่บันทึกบัญชีเอาไว้ที่มูลค่าเดิมไม่ได้ปรับปรุงใหม่ เราก็ต้องปรับปรุงมูลค่าเพิ่มให้

วิธีการนี้เราจะประเมินมูลค่า โดยไม่สนใจอนาคตของกิจการ ไม่สนใจอดีต ให้ความสำคัญเพียงว่าบริษัทนี้เหลือมูลค่าเท่าไรในตอนนี้ หากมูลค่านั้นสูงกว่าราคามากๆ เราซื้อไว้เมื่อมีการชำระบัญชีใช้หนี้ใช้สินหมดแล้วก็ยังเหลือถึงผู้ถือหุ้น วิธีการนี้เราคุ้นเคยในชื่อ “อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชีหรือ PBV) บริษัทเหล่านี้หาได้มากในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ เช่นพวกกิจการโรงกลั่นน้ำมัน โรงงานปิโตรเคมี ฯ

การคำนวณมูลค่าที่แท้จริง ด้วยวิธีการ ‘Earning Power Value’

วิธีการนี้อาศัยข้อมูลในงบกำไรขาดทุนเพื่อหาความสามารถ ในการทำกำไรในอนาคตสั้นๆ ปีสองปี แน่นอนครับเราต้องปรับปรุงรายการในงบกำไรขาดทุนให้สะท้อนภาพการทำกำไรที่แท้ จริงก่อน ต้องตรวจสอบการรับรู้รายได้ ต้นทุนให้ถูกต้องอย่างที่ควรจะเป็น หลังจากปรับปรุงตัวเลขต่างๆ เรียบร้อยแล้วเราจะได้กำไรต่อหุ้นที่ควรจะเป็น

จาก นั้นก็กำหนดอัตราต้นทุนเงินทุนของเรา เน้นนะครับว่าของเราโดยเราเองหวังว่าจะได้รับผลตอบแทนเท่าไร เช่นต้องการผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นนี้ 10% ก็เอา 10% นี้เป็นตัวหารกำไรนั้น เช่น กำไรต่อหุ้นเท่ากับ 0.5 บาทต่อหุ้น ผลตอบแทนที่เราต้องการ 10% เราจะได้ราคาที่เหมาะสมที่ 0.5/0.1 = 5 บาทต่อหุ้น ถ้าราคาหุ้นสูงกว่านี้ เราก็ยังไม่ซื้อ ต้องรอครับ วิธีการนี้จริงๆ แล้วคือการหาราคาต่อกำไรหรือ PE ratio นั่นเองครับ

ใน กรณีนี้คือ PE เท่ากับ 10 เท่านั่นเอง หาก PE สูงกว่านี้ เราว่าแพงไป บริษัทและเวลาที่เหมาะจะใช้วิธีการนี้คือกลุ่มที่กำลังฟื้นตัว และเราเห็นว่าฟื้นแน่ๆ เช่นกลุ่มปิโตรฯ หรือกลุ่มอุตสาหกรรมหนักๆ นั่นแหละครับ

โดยทั่วไปแล้วนักลงทุนพื้นฐานมักจะใช้ทั้งสองวิธีการ นั่นแหละครับ แต่ทำกันง่ายๆ โดยดูแค่ PBV ประกอบกับ PE ถ้าสองตัวนี้ต่ำๆ แล้วเป็นใช้ได้ จริงๆ แล้วปรับปรุงตัวเลขในงบการเงินสักหน่อยหรืออย่างน้อยตรวจงบการเงินสักหน่อย แล้วค่อยเอาตัวเลขมาใช้ตัดสินใจก็จะดีมาก

การตรวจงบกระแสเงินสดเพื่อ หาเงินสดของกิจการนั้น เราถือเป็นส่วนหนึ่งของ วิธีการ Reproduction Cost of Assets เพราะเงินสดคือสินทรัพย์ นักลงทุนบางท่านชอบหาหุ้นที่มีสินทรัพย์มากๆ แต่ราคาหุ้นยังไม่สะท้อนมูลค่า ผมก็เห็นว่าใช้ได้ผลดี แต่ถ้าหุ้นใหญ่ไม่ยอมปลดปล่อยมูลค่าออกมาก็ต้องรอกันนานหน่อย หรือบางบริษัทเงินสดมากแต่ไม่ยอมจ่ายปันผลออกมา เก็บเอาไว้หรือไปลงทุนเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่ดีนะครับ ควรให้ผู้ถือหุ้นตัดสินใจเองว่าจะเอาไปลงทุนอะไรที่ได้ผลตอบแทนที่มากกว่า

การ คำนวณมูลค่าที่แท้จริงด้วยวิธีการ ‘Discount Cash Flow’

วิธีการนี้ ค่อนข้างซับซ้อน และต้องอาศัยทฤษฎีทางการเงินเข้ามาเกี่ยวข้องมาก อีกทั้งองค์ประกอบและสมมติฐานที่ใช้ในการคำนวณนั้นหากต่างกันเล็กน้อยก็ทำ ให้มูลค่าที่คำนวณได้ต่างกันมากมาย วิธีการนี้เหมาะสำหรับหุ้นของกิจการที่มั่นคง รายได้ กำไรเติบโตสม่ำเสมอ เราจะต้องสามารถคาดการณ์อัตราการเติบโตได้อย่างใกล้เคียง

บริษัท ประเภทเศรษฐกิจดี กำไรดี เศรษฐกิจแย่ กำไรหด ใช้วิธีการนี้ไม่ได้ครับ เพราะจะทำให้การคำนวณตัวเลขผิดพลาดได้มาก วิธีการนี้จึงไม่ค่อยนิยมใช้กัน เพราะซับซ้อน และหาบริษัทดีๆ อย่างว่ามาคำนวณแบบนี้ไม่ค่อยได้

วิธี การคำนวณทั้ง 3 แบบนั้น มีข้อดี และข้อจำกัดแตกต่างกัน เราในฐานะนักลงทุนต้องเลือกใช้ให้เหมาะกับบริษัทและช่วงเวลา และทั้งยังต้องศึกษาหาความรู้ในด้านการวิเคราะห์งบการเงินเอาไว้ให้มากเพื่อ ป้องกัน “กับดักมูลค่า”

คุณๆ คงว่า พวก Value Investor นี่มันคิดกันอย่างนี้มันจะทันกินหรือ? ก็ต้องบอกว่า ไม่กลัวไม่ทันกิน แต่กลัวไม่ได้กิน หรือ ไม่ชอบไปงานเลี้ยงตอนเขาเลิกกันแล้วครับ เพราะนอกจากไม่ได้กินอะไรแล้วยังแถมต้องอยู่ล้างจาน อีกต่างหาก!–จบ–
บทความที่แล้ว คุณมนตรีได้กล่าวถึงการหามูลค่าที่แท้จริงของบริษัทที่เราสนใจลงทุนไปอย่าง คร่าวๆ แล้ว ในคราวนี้เราจะมาดูในรายละเอียดของแต่ละแบบว่ามีวิธีการอย่างไรบ้าง

ในส่วนของวิธีการหามูลค่าทรัพย์สินของกิจการ (Reproduction Cost of Asset) นั้น สามารถหามูลค่าทรัพย์สินของกิจการได้สองวิธีคือ
พิจารณาจากงบดุลในงบการเงินของบริษัท หรือ
คำนวณจากวิธีรวมส่วนของกิจการ (Sum of the Part)
วิธีรวมส่วนของกิจการ (Sum of the Part) นั้นทำได้ไม่ยาก เป็นวิธีที่ไม่สลับซับซ้อนแต่อย่างใด เพียงแต่ธุรกิจที่จะนำมาหามูลค่าด้วยวิธีนี้ ควรมีบริษัทย่อยที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ด้วย จะช่วยให้การหามูลค่าทำได้ง่าย และสะดวกยิ่งขึ้น

วิธีการก็คือ ศึกษาจากรายงายประจำปีว่า บริษัทที่เราสนใจนั้นถือหุ้นบริษัทอะไรอยู่บ้าง จากนั้นทำการคำนวณหามูลค่าของกิจการบริษัทแม่ จากมูลค่ากิจการตามราคาตลาดของบริษัทย่อยแต่ละบริษัทตามสัดส่วนที่ถือหุ้น อยู่ นำผลที่ได้มารวมกันจะได้ราคาตลาดที่เหมาะสมของบริษัทแม่

ยกตัวอย่างเช่น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (SHIN) เป็นบริษัทโฮลดิ้งคอมปานี ถือหุ้นบริษัทต่างๆ ดังต่อไปนี้

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) – 43 %
บริษัท ชิน แซทเทลไลท์ (SATTEL) – 51 %
บริษัท ไอทีวี (ITV) – 55 %
บริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ (CSL) – 40%
และ บริษัทอื่นๆ นอกตลาดหลักทรัพย์
หา ราคาปิดและจำนวนของหุ้นของบริษัทย่อยในตลาดหลักทรัพย์ได้ดังนี้

ADVANC – 97.5 บาท จำนวนหุ้น 2,947 ล้านหุ้น
SATTEL – 15.8 บาท จำนวนหุ้น 877 ล้านหุ้น
ITV – 12.4 บาท จำนวนหุ้น 1,204 ล้านหุ้น
CSL – 6.15 บาท จำนวนหุ้น 625 ล้านหุ้น
จากข้อมูลที่ได้สามารถ คำนวณมูลค่าตลาดของบริษัทชินได้ดังนี้

ADVANC – 97.5 X 2,947 X 43% = 123,553 ล้านบาท
SATTEL – 15.8 X 877 X 51% = 7,067 ล้านบาท
ITV – 12.4 X 1,204 X 55% = 8,211 ล้านบาท
CSL – 6.15 X 625 x 40% = 1,538 ล้านบาท
รวมมูลค่าตลาดของบริษัทย่อยเท่ากับ 140,368 ล้านบาท

บริษัทชินมีจำนวนหุ้นทั้งหมดเท่ากับ 2,995 ล้านหุ้น และวอร์แรนท์อีก 200 ล้านหุ้น รวมเป็น 3,195 ล้านหุ้น

ดังนั้นมูลค่าตลาดของบริษัทย่อยของชินที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เท่ากับ 140,368/3,195 = 44 บาทต่อหุ้น

นัก ลงทุนสามารถหาส่วนต่างของความปลอดภัย หรือ Margin of Safety ด้วยการเปรียบเทียบมูลค่ากิจการที่คำนวณออกมาได้กับราคาตลาดของหุ้นนั้นๆ ที่ซื้อขายอยู่บนกระดาน ถ้าราคาบนกระดานต่ำกว่าราคาที่คำนวณได้ ถือว่ามีส่วนต่างความปลอดภัย

เมื่อดู จากราคาปิดของหุ้นบริษัทชิน ณ วันที่ 18 เมษายน 2548 อยู่ที่ราคา 38.25 บาทต่อหุ้น จะเห็นว่า ราคาหุ้นของบริษัทแม่ยังต่ำกว่าราคาตลาดของบริษัทย่อยรวมกันอยู่ 5.75 บาทหรือราวๆ 15 เปอร์เซ็นต์

นอกเหนือจาก นั้นราคาตลาดที่หาได้จากการคำนวณของบริษัทย่อย เป็นเพียงมูลค่าของกิจการที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น ยังไม่ได้รวมบริษัทย่อยที่ยังไม่ได้จดทะเบียนอีกหลายบริษัท จะเห็นว่าจากการคำนวณด้วยวิธีรวมส่วนของกิจการ (Sum of the Part) แล้ว บริษัทชินมีมูลค่ากิจการมากกว่าราคาตลาดปัจจุบันอยู่พอสมควร

การคำนวณดังกล่าวเป็นการคำนวณอย่างคร่าวๆ เพื่อแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างเท่านั้น รายละเอียดของแต่ละกิจการจะแตกต่างกันไป ตามแต่ละธุรกิจที่ไม่เหมือนกัน นักลงทุนควรจะมีความเข้าใจในกิจการของบริษัทที่จะลงทุนอย่างละเอียดก่อน ตัดสินใจลงทุน

การคำนวณด้วยวิธีรวมส่วนของ กิจการนี้มีข้อดีคือ ความสะดวกรวดเร็วในการหามูลค่า ไม่มีความซับซ้อนแต่อย่างใด แต่ข้อเสียก็มีมากเช่นกัน ดังต่อไปนี้

การหามูลค่ากิจการของบริษัทย่อยที่ไม่ได้อยู่ในตลาด หลักทรัพย์ ทำได้ไม่ง่ายนัก เพราะไม่มีราคาตลาดมาใช้ในการอ้างอิง รวมถึงงบการเงินของบริษัทย่อยเหล่านั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้มีการชี้แจงอย่างละเอียดในงบการเงินของบริษัทแม่แต่อย่างใด ทำให้การวิเคราะห์บริษัทย่อยทำได้ไม่ง่ายนัก
มูลค่าตลาดของ บริษัทแม่จะขึ้นกับราคาหุ้นของบริษัทย่อย ถ้าราคาหุ้นบริษัทย่อยมีราคาสูงจะทำให้มูลค่าบริษัทแม่เพิ่มสูงตามไปด้วย โดยเฉพาะในภาวะตลาดกระทิงที่ราคาหุ้นแต่ละบริษัทเพิ่มสูงขึ้นมาก อาจจะทำให้มูลค่าของบริษัทแม่มีราคาสูงเกินจริง
การหามูลค่า ด้วยวิธีนี้ไม่ได้พิจารณาถึงงบการเงินของบริษัทแม่ ทำให้การหามูลค่าบริษัทไม่ได้คำนึงถึงความสามารถในการดำเนินธุรกิจของบริษัท เช่น ความสามารถในการชำระหนี้ การหมุนเวียนของสินค้าคงคลัง หรือ อัตราส่วนทางการเงินอื่นๆ
นอกเหนือจากนั้น การหามูลค่าด้วยวิธีนี้ยังไม่ได้บ่งบอกถึงธุรกิจของบริษัทว่า จะมีทิศทางเป็นอย่างไร รวมถึงไม่ได้คำนึงถึง เรื่องของความน่าเชื่อถือของผู้บริหาร หรือ การแข่งขันในธุรกิจนั้นๆ แต่อย่างใด
ในบทความครั้งหน้า คุณมนตรีจะมากล่าวถึงรายละเอียดและตัวอย่างของการหามูลค่ากิจการด้วย วิธีการหามูลค่าทรัพย์สินของกิจการ (Reproduction Cost of Asset) อีกวิธีหนึ่ง คือการหามูลค่าทรัพย์สินของกิจการโดยการพิจารณาปรับเทียบจากงบดุลของบริษัท ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่น่าเชื่อถือมากกว่าวิธีรวมส่วนของกิจการที่กล่าวมา ข้างต้น

← มูลค่าที่แท้จริง (2)PE Ratio →
Reproduction Cost Of Asset
Posted on February 5, 2010 by TVI MOD
สิ่งแรกที่เราต้องทราบให้ได้ก่อนการซื้อหุ้นของบริษัทใดบริษัทหนึ่งนั้น คือ บริษัทนั้นอยู่ในอุตสาหกรรมใด และอุตสาหกรรมนั้นมีอนาคตสดใสหรือไม่ รายได้และกำไรจะมีความมั่นคงแน่นอนต่อเนื่อง หรือใกล้จะหมดอนาคตหรือยัง
แน่นอนว่า หากบริษัทนั้นอยู่ในอุตสาหกรรมที่กำลังอยู่ในขาลง แล้วยอดขาย กำไรก็จะต้องลดลง ซึ่งแน่นอนว่า บริษัทนั้นต้องมีมูลค่าลดลงอย่างแน่นอน หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากว่าธุรกิจนั้นถึงคราวต้องลาโลกนี้แน่ๆ แล้วละก็…
มูลค่าที่เหลือจริงๆ ก็คงมีแค่เศษเหล็กและซากของสินค้าคงเหลือเท่านั้น

ค่าความนิยม(Goodwill) ที่สั่งสมมาจึงไม่เหลือมูลค่าใดๆ แน่นอน บริษัทเหล่านี้จึงมีเอาไว้สำหรับซื้อเอามาถูกๆ และตัดแยกขายเท่านั้น
สำหรับบริษัทที่กำลังย่ำแย่แต่ยังพอมีอนาคต สามารถเอากับมาปลุกเสกให้พื้นคืนชีพได้นั้น มันต้องมีมูลค่าแน่ๆ แต่มีเท่าไรนั้น เราต้องประมาณกันหน่อย ซึ่งเรามักจะใช้วิธี ‘Reproduction Cost of Asset’ หรือวิธีการตรวจสอบงบดุล เพื่อค้นหามูลค่าตามบัญชีของกิจการ และทำการปรับมูลค่าให้เหมาะสมอย่างที่ควรจะเป็น
วิธีการนี้ให้เน้นไปที่มูลค่าของสินทรัพย์ของกิจการ และต้องเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าทางเศรษฐกิจด้วยนะครับ ซึ่งหมายถึงสินทรัพย์เหล่านั้นยังสามารถสร้างรายได้และเพิ่มมูลค่าให้แก่ บริษัทได้ พวกโรงงานร้าง ที่ดินเปล่านั้น ให้ประเมินแบบขายลดราคาถอดตลาดลูกเดียว และค่าความนิยม(Goodwill) นั้นต้องเอามาดูว่าควรให้มีค่าแค่ไหน
มาดูตัวอย่างกันสักตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งผมเอามาจากบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทยนี่เอง แต่เป็นงบของปี 2002 บริษัทนี้ประกอบธุรกิจโรงพิมพ์ สำนักพิมพ์นิตยสารชื่อดัง อีกทั้งยังเป็นผู้จัดจำหน่ายหนังสือ รวมทั้งร้านหนังสืออีกด้วย
สิ่งที่เราจะต้องปรับค่าให้เหมาะสมนั้นจะอยู่ในส่วนของสินทรัพย์ เริ่มต้นที่เงินสด
…เงินสดก็คือเงินสดไม่ต้องปรับอะไรทั้งสิ้น เพราะเราสามารถเอามาใช้ได้เลย แต่ถ้าเป็นรายการเทียบเท่าเงินสดต้องดูว่ามันเป็นอะไร เช่น เงินลงทุน ต้องดูว่าสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ตามมูลค่าในบัญชีหรือไม่ หรือดูที่ราคาตลาดของหลักทรัพย์ที่บริษัทลงทุนไว้และปรับค่าตามนั้น
งานที่ยุ่งยากขึ้นเห็นจะเป็นเรื่องลูกหนี้การค้า ซึ่งเราต้องจัดการปรับค่าขึ้นหรือลงให้เป็นจริง เราสามารถหาข้อมูลจากหมายเหตุประกอบงบการเงิน บวกค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญและตรวจดูยอดเงินที่บริษัทเคยเก็บได้จริงๆ และตัดหนี้สูญออกจริงๆ เพื่อให้ได้ค่าที่ใกล้เคียงที่สุด
และส่วนที่ยุ่งยากไม่แพ้กันเห็นจะเป็นเรื่องสินค้าคงเหลือ ต้องดูว่าเป็นสินค้าอะไร กรณีนี้เป็นพวกกระดาษ หนังสือนิตยสารเก่าๆ และหนังสือเล่ม เราต้องไปดูว่าแต่ละอย่างมีเท่าไรและปรับค่าไปตามนั้น สินทรัพย์หมุนเวียนอื่น รายการนี้มักเป็นที่หมกอะไรต่อมิอะไรเอาไว้ ต้องดูให้ หากหาไม่ได้ว่าเป็นอะไรต้องเผื่อค่าเอาไว้มากๆ
ในส่วนของสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน ส่วนหลักก็คือ ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ ส่วนนี้หาข้อมูลจากหมายเหตุประกอบงบได้ แต่ควรตรวจดูราคาที่ดินก็จะดี เพราะบางที่บริษัทบันทึกบัญชีเอาไว้นานแล้วยังไม่ได้ปรับปรุง ราคาที่ดิน อาคารอาจสูงกว่าที่บันทึกเอาไว้ก็เป็นได้ ส่วนเครื่องจักรนั้นให้หักค่าเสื่อมราคาและปรับลดเผื่อเอาไว้มากๆ หน่อย เพราะของพวกนี้กว่าจะขายได้คงนาน ส่วนอื่นเล็กๆ น้อยๆ ส่วนมากจะตัดทิ้งหมด ให้สังเกตว่าบริษัทนี้ไม่มีค่าความนิยม เพราะไม่ได้ไปซื้อบริษัทอื่นมาไว้จึงไม่มี
เมื่อปรับค่าต่างๆ เรียบร้อยแล้ว จากสินทรัพย์ทั้งหมด 1,370.11 ล้านบาท จะเหลือเพียงแต่ 936.41 ล้านบาท บริษัทนี้ขณะนั้นมีหุ้นอยู่ 19 หุ้น
ดังนั้น ราคาจึงอยู่ที่ 49.28 บาทต่อหุ้น ณ ปี 2002 บริษัทนี้ต้นปี ราคาหุ้นเปิดที่ 41.25 บาท และเป็นราคาที่ต่ำที่สุดของปี เมื่อเทียบกับประมาณการของเราแล้ว ราคาหุ้นยังต่ำกว่ามูลค่าถึง 8 บาท หรือ 19.40% ทั้งนี้ยังไม่รวมมูลค่าของตราสินค้าอย่างนิตยสารชื่อดัง และผู้บริหารที่มีความสามารถ และเป็นผู้นำในธุรกิจนี้ ซึ่งในที่สุดส่งผลให้หุ้นของบริษัทนี้มีราคาปิดที่ปลายปีที่ 90 บาท ซึ่งเป็นราคาสูงสุดของปี
ปัจจุบัน ราคาหุ้นบริษัทนี้ก็ยังวนเวียนอยู่ในระดับ 100 บาท หรือ 10 บาทที่ราคาพาร์ 1 บาท พร้อมกับการจ่ายปันผล ทุกๆ ไตรมาส ซึ่งถ้าใครถือมาจนทุกวันนี้แล้วก็จะได้ผลตอบแทนมากกว่า 100% ยังไม่รวมเงินปันผล
จะเห็นว่าวิธีการนี้ใช้ได้ดีทีเดียว เพียงแต่เราต้องพยายามหาบริษัทที่มีคุณภาพ และต้องแน่ใจว่าบริษัทนี้ไม่ล้มแน่ๆ แถมยังมีมูลค่าแฝงเอาไว้อีก วิธีการนี้ยังสามารถใช้ได้กับบริษัทที่เป็นอุตสาหกรรมหนักๆ เช่น ปิโตรเคมีได้อีก เลือกบริษัทที่ไม่ล้มแน่ๆ แต่ราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีมากๆ เมื่อถึงรอบขาขึ้นของสินค้าราคาก็จะปรับขึ้นหลายเท่าตัวแน่นอน
ในบริษัทที่มีสินค้าที่ตราสินค้าเข้มแข็งก็สามารถใช้ได้ดี อย่างเช่น โคคา โคลา ลองคิดดูว่าเราต้องใช้เงินมากแค่ไหนในการทำลายตราสินค้านี้ให้หายไปจากโลก ได้ และเงินจำนวนนั้นก็คือมูลค่าของกิจการนั้นนั่นเอง
ในบ้านเราเองก็มีบริษัทที่ตราสินค้าเข้มแข็ง และมีมูลค่ามากเช่นกัน เพียงแต่เราต้องสรรหาและเฝ้ารอคอยโอกาสงามๆ ที่ราคาหุ้นจะตกต่ำลงมาให้เราได้ซื้อในราคาถูกๆ และต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากๆ
แน่นอนว่า…เราจะต้องอดทนรอคอย และขยันในการสรรหาครับ–จบ–

–กรุงเทพธุรกิจ Bizweek ฉบับวันที่ 29 เมษายน – 5 พฤษภาคม 2548–
← Reproduction Cost Of Assetกระบี่ที่ใจ →
PE Ratio
Posted on February 5, 2010 by TVI MOD
เครื่องมือในการประเมินมูลค่าของหุ้น แบบง่ายๆ แต่ค่อนข้างใช้ได้ผลทีเดียวเลยนั้นเห็นจะหนีไม่พ้นการประเมินค่า PE และ PB Ratio
ไม่ว่านักลงทุนทั่วไป นักวิเคราะห์ต่างๆ ก็นิยมใช้ PE Ratio เป็นตัวประเมินค่า เพื่อหาราคาเป้าหมายของหุ้นนั้นๆ จะเห็นได้ว่าค่า PE นั้นได้ถูกใช้กันอย่างกว้างขวาง ยาวนานมาโดยตลอด
ถ้าเรามาดูว่าอัตราส่วนราคาต่อกำไรคืออัตราส่วนอะไร และมีที่มาที่ใช้อย่างไรก็คงจะยังไม่น่าจะล้าสมัยไปนักนะครับ

อัตราส่วนราคาต่อกำไร(PE Ratio)ของหุ้นคือ อัตราส่วนของราคาหุ้นที่ซื้อขายในปัจจุบัน กับกำไรต่อหุ้นที่เราต้องการวิเคราะห์ อัตราส่วนนี้จะบอกว่าราคาหุ้นปัจจุบันนั้นเมื่อเทียบกับกำไรต่อหุ้นนั้นมี ค่าเท่าไร เช่น หุ้นราคา 10 บาท กำไรต่อหุ้น 1 บาท PE = 10 หรือจะแปลความหมายได้ว่า ถ้าเราซื้อหุ้นบริษัทนี้เราจะต้องจ่ายเงินไปล่วงหน้าถึง 10 เท่า หรือต้องรอให้บริษัททำกำไรคืนให้เราสิบเท่า ถ้าหากว่าบริษัทนั้นทำกำไรปีละ 1 บาท ไปเรื่อยๆ เราต้องรอถึงสิบปี หลังจากสิบปีไปแล้วเราถึงจะได้กำไร หรือคืนทุนใน 10 ปีนั่นเอง แต่ถ้าหากว่าบริษัทนั้นทำกำไรได้รวดเร็วขึ้น เราอาจไม่ต้องรอถึงสิบปีก็ได้
ที่นี้ถ้า PE Ratio เท่ากับ 6 เท่า ก็เท่ากับว่าเราจะคืนทุนใน 6 ปีและหลังจากนั้นเราจะได้กำไรแล้ว แต่แล้วเรามองอย่างนี้ก็ไม่เห็นว่ามันจะบอกอะไรเรามาก แต่อัตราส่วนนี้จะบอกเราได้ว่าหุ้นที่เราซื้อนี่ถูกหรือแพง เช่น หุ้นที่มี PE Ratio เท่ากับ 10 จะแพงกว่าหุ้นที่ PE Ratio เท่ากับ 6 ครับ ไม่ใช่แค่ว่ารอนานกว่ากันเท่านั้น แต่หุ้นที่มี PE Ratio ต่ำกว่าจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า เช่น หุ้น PE Ratio เท่ากับ 10 จะให้ผลตอบแทนคาดหวังเท่ากับ 10% แต่หุ้นที่มี PE Ratio เท่ากับ 6 จะให้ผลตอบแทน 16.67% ดังนั้นจึงเป็นคำตอบว่า ทำไมหุ้น PE ต่ำจึงถูกกว่าหุ้น PE สูง
ดังนั้น เวลาเราจะลงทุนซื้อหุ้นเราก็ควรจะชายตาไปมองเจ้า Ratio ด้วยครับ มิเช่นนั้นท่านอาจได้หุ้นที่PE Ratio เท่ากับ 30 เท่า หรือ ให้ผลตอบแทนคาดหวังเพียง 3.33% และมีของแถมเป็นความเสี่ยงที่สูงอย่างไม่น่าเชื่อ
หุ้นที่มี PE Ratio สูงๆ นั้นจะบอกให้เราทราบได้สองอย่างครับ คือ หุ้นนั้นแพงมากๆ อาจเป็นเพราะนักลงทุนกำลังใจกล้าไล่ซื้อหุ้นนั้นกันอย่างเมามันไปกับข่าวดี ของบริษัท หรือกิจการของบริษัทนั้นเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและมีอนาคตที่สดใสมากๆ อย่างแรกนั้นค่อนข้างอันตราย เพราะความไม่แน่นอนของข่าวสูงมาก ในตลาดบ้านเราก็เคยเห็นเมื่อไม่นานมานี้เอง สุดท้ายราคาก็ปรับตัวเข้าหาพื้นฐานที่แท้จริงในที่สุด ส่วนกรณีหลัง เราในฐานะนักลงทุนต้องตรวจสอบผลประกอบการ ตรวจสอบความเป็นไปได้ว่าการเติบโตที่ว่านั้นจริงหรือเทียม
สำหรับหุ้นที่ PE Ratio ต่ำนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่า หุ้นนั้นๆ ถูกทีเดียวเลย ถ้าหุ้นนั้นมีPE Ratioต่ำก็จริง แต่บริษัทไม่มีการเติบโตเลย หุ้นบริษัทนั้นก็ไม่จัดว่าถูก แต่ถ้ามีการเติบโตดีแต่ยังไม่มีใครให้ความสนใจอยู่ละก็ เป็นโอกาสของคุณแล้วครับ บางบริษัท PE Ratio ต่ำแต่ค่า PB Ratio สูงมากอันนี้ต้องระวังเช่นกัน เพราะเราซื้อสินทรัพย์ที่เอามาสร้างผลกำไรในอัตราที่สูงมากเกินไปหรือเปล่า เช่น PB Ratio เท่ากับ 4 เท่า นั่นคือถ้าเราต้องการสร้างธุรกิจนี้เองเราจ่ายแค่ 1 แต่ถ้าต้องการซื้อธุรกิจของบริษัทนี้เราต้องจ่ายเงินสูงถึงสี่เท่า ถ้าเป็นธุรกิจที่เข้มแข็ง มีความสามารถในการแข่งขันที่คงทน ไม่ขึ้นลงเป็นรอบๆ ก็น่าสนใจครับ
เราอาจจะใช้ PE Ratio คู่กับ PB Ratio เพื่อค้นหาหุ้นที่ถูกในเชิงตัวเลขก่อนก็ได้ครับ แต่ที่ขาดไม่ได้เลย เราต้องศึกษาข้อมูลพื้นฐานของกิจการให้ลึกซึ้งอยู่ดี เราจะได้เข้าใจถึงอัตราการเติบโตที่แท้จริง เข้าใจว่าในระยะเวลาที่เรากำลังรอให้บริษัททำกำไรจนคืนเงินทุนที่เราลงไปได้ นั้น บริษัทจะมีความแข็งแกร่งพอที่จะทำกำไรคืนให้เรา หรือ มีกำไรตอบแทนให้เรามากกว่าที่คาดเอาไว้
ที่ขาดเสียไม่ได้จริงๆ คือ เราต้องตรวจสอบงบการเงินของบริษัทด้วยครับ ว่ากำไรที่แสดงนั้นเป็นกำไรแท้หรือกำไรเทียม มีการซ่อนต้นทุนเอาไว้หรือไม่ มีการรับรู้รายได้มากกว่าที่ควรจะเป็นหรือไม่ ทั้งหมดนี้ตรวจดูได้จากงบการเงินและหมายเหตุประกอบงบการเงินครับ
ในวันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน 2548 ทาง http://www.thaivi.com จะมีงานสัมมนาไทยแวลูอินเวสเตอร์ ปี 2548:
‘รวยหุ้นหมื่นล้าน…..เปิดตำนานตีแตก’
ในช่วงเช้าท่าน ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ผู้สร้างตำนานการลงทุนแบบเน้นมูลค่าในเมืองไทย จะมาบรรยายและตอบข้อซักถามต่างๆ ที่ท่านยังข้องใจเกี่ยวกับการลงทุนแบบเน้นมูลค่า ฟังเคล็ดลับจากปากของท่านครับ
ช่วงบ่ายรับฟังการเจาะลึก อุตสาหกรรมพลังงาน ปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทจดทะเบียนชื่อดัง
ท้ายรายการฟังประสบการณ์ตรงจากนักลงทุนแบบเน้นมูลค่า คุณฉัตรชัย ที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนแบบเน้นมูลค่าที่สามารถทำให้ตัวเองและครอบครัว พบกับอิสระทางการเงิน โดยใช้เงินลงทุนเพียงไม่กี่แสนบาทในหุ้นมูลค่าให้กลายเป็นเงินหลายสิบล้าน ถ้าคิดแล้วท่านสามารถทำเงินให้มีมูลค่าเพิ่มได้ถึง 30 กว่าเท่าในระยะเวลาเพียง 6 ปี คุณฉัตรชัยจะมาเล่าให้เราฟังว่า ท่านมีวิธีคิดอย่างไร ปฏิบัติอย่างไรให้เงินเก็บเพียงน้อยนิดมีมูลค่าเพิ่มได้อย่างยั่งยืน
–กรุงเทพธุรกิจ Bizweek ฉบับวันที่ 27 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน 2548–

P/BV (พี-บุ๊ก) ซุกอะไรอยู่?

P/BV (พี-บุ๊ก) ซุกอะไรอยู่?
Posted on สิงหาคม 24, 2012
โดย Club VI

ในตอนที่แล้ว ได้อธิบายถึงค่า P/E ว่าเป็นวิธีการวัดความถูกแพงของราคาหุ้นที่ได้รับความนิยมอย่างสูง

อย่างไรก็ตาม ค่า P/E มีจุดอ่อนอยู่บางประการ กล่าวคือ เป็นค่าที่คำนวณมาจาก กำไรสุทธิ ซึ่งกำไรของบางบริษัทอาจมีความไม่แน่นอน ทำให้ P/E Ratio เกิดความผันผวน จนยากที่จะใช้เป็นหลักยึดได้ หรืออย่างในช่วงวิกฤต เช่น วิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540-1 กำไรสุทธิของหลายบริษัทล้วน “ติดลบ” ทำให้ค่า P/E ออกมาเป็นลบ อันถือว่าใช้วัดไม่ได้

ดังนั้น ในตอนนี้ เราจะมาว่ากันถึงอีกวิธีหนึ่งในการวัดความถูกแพงของหุ้น นั่นก็คือ ค่าที่เรียกว่า “P/BV Ratio” (บ้างก็เรียกว่า P/B แต่มักออกเสียงกันว่า “พี-บุ๊ก”) ย่อ มาจาก “Price-to-book-value ratio”

ค่า P/BV หมายถึง อัตราส่วนระหว่าง “ราคาหุ้น” (P) กับ “มูลค่าทางบัญชีของกิจการ” (BV) ซึ่ง BV หรือ “Book Value” ในที่นี้ ก็มีค่าเท่ากับ ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) นั่นเอง

ในแต่ละปี เมื่อบริษัทมีกำไร ก็จะแบ่งส่วนหนึ่งจ่ายออกไปเป็น “เงินปันผล” ให้ผู้ถือหุ้น และส่วนที่เหลือ จะบันทึกไว้เป็น “กำไรสะสม” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “ส่วนของผู้ถือหุ้น” นั่นหมายความว่า ทุกๆ ปี หากบริษัทมีกำไร Book Value ของบริษัทก็ควรจะโตขึ้นด้วย

ทั้งนี้ ค่า Book Value มักเป็นไปตามผลประกอบการ คือ ถ้าบริษัทมีกำไรดี Book Value ก็มักจะสูงขึ้น แต่นั่นไม่ได้ทำให้ค่า P/BV ต่ำลงเสมอไป เพราะราคาหุ้นมักจะเพิ่มขึ้นตามผลประการของบริษัทอยู่แล้ว (BV โตขึ้น แต่ P ก็โตขึ้นด้วย ค่า P/BV ที่ได้จึงอาจเท่าเดิม)

อย่างไรก็ตาม บางบริษัทนิยมจ่ายปันผลออกมาค่อนข้างมาก และไม่ค่อยเก็บกำไรสะสมไว้ ทำให้ Book Value ไม่โต

เช่น บริษัทที่ทำธุรกิจหนังสือในเมืองไทยบริษัทหนึ่ง ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “หุ้นปันผล” ชั้นดี การที่กิจการมีเงินทุนหมุนเวียนอย่างล้นเหลือทำให้สามารถจ่ายปันผลออกมาได้เกือบ 100% ของกำไรสุทธิ ผลคือ Book Value แทบจะไม่โต ทั้งที่กำไรของบริษัทเติบโตขึ้นทุกปี

จะเห็นได้ว่า การเติบโตของผลประกอบการมักดึงดูดให้ราคาหุ้นโตขึ้นตามไปด้วย จึงดูเหมือนว่า P/BV โตเร็ว (Book Value โตช้า แต่ P โตเร็ว ทำให้ P/BV สูงขึ้นเรื่อยๆ) และทำให้เข้าใจกันไปว่า หุ้นตัวนั้นๆ “แพงแล้ว”

แต่มองอีกมุมหนึ่ง หุ้นที่เข้าลักษณะนี้อาจไม่แพงเลยก็ได้ เพราะแม้ว่าค่า P/BV จะมากกว่า 1 (P สูงกว่า BV) ซึ่งหมายความว่า ใครจะซื้อก็ต้องจ่ายเงินสูงกว่ามูลค่าทางบัญชีของกิจการ นั่นก็ไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผลเสมอไป เพราะผู้ซื้ออาจมีแรงจูงใจบางประการที่ทำให้ยอม “จ่ายแพงกว่า”

อาทิ กิจการนั้นเป็นกิจการที่กำลังเติบโต นักลงทุนจึงยอมควักเงินเพื่อ “ซื้ออนาคต” หรือนักลงทุนอาจเล็งเห็นว่า บริษัทนั้นๆ มีสินทรัพย์บางอย่างที่ไม่ได้รวมอยู่ในมูลค่าทางบัญชี หรือไม่สามารถวัดออกมาเป็นตัวเลขทางบัญชีได้อย่างเหมาะสม

ในทางกลับกัน ถ้า P/BV ต่ำกว่า 1 (P ต่ำกว่า BV) นั่นหมายความว่า นักลงทุนสามารถซื้อหุ้นตัวนี้ ได้ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี ซึ่งที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น อาจเป็นเพราะตลาดมองว่าบริษัทนี้มีการเติบโตค่อนข้างน้อย หรืออนาคตดูจะไม่สดใสเท่าไรนัก หุ้นของบริษัทจึงไม่ค่อยได้รับความนิยม

โดยหลักการ มักถือกันว่า ค่า P/BV ต่ำ แปลว่านักลงทุน “ได้ของถูก” ทว่ามาตรฐานของแต่ละคนมักไม่เท่ากัน บางคนยึดหลักว่าค่า P/BV ไม่เกิน 2 เท่า บางคนยึดหลักซื้อเฉพาะ “ของถูกมาก” จึงซื้อเฉพาะหุ้นที่ค่า P/BV ต่ำกว่า 1 เท่านั้น

ในทางปฏิบัติแล้ว หุ้นบางตัวมี P/BV สูง แต่ก็คุ้มค่าที่จะเข้าไปลงทุน เพราะมูลค่าบางอย่างไม่ได้แสดงออกมาในทางบัญชี อาทิ วิสัยทัศน์ของผู้บริหาร นโยบายการเติบโต สิ่งเหล่านี้ล้วนมีค่ายิ่ง แต่ไม่สามารถที่จะตีเป็นตัวเลขได้เลย

นอกจากนี้ พวกกิจการที่ใช้ทุนต่ำ (low-capital) เช่น ธุรกิจบันเทิง มักมีค่า P/BV ค่อนข้างสูง ทั้งนี้เพราะ Book Value ของบริษัทอาจจะน้อย (BV ต่ำ) เนื่องจากสินทรัพย์ส่วนหนึ่งไม่ได้มีมูลค่าทางบัญชี แต่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงมาก เช่น มันสมอง-ความสร้างสรรค์ของบุคลากร ชื่อเสียงของดาราในสังกัด ฯลฯ

การที่บริษัทใช้ “ทุนที่ประเมินค่าเป็นเงินไม่ได้” (แต่มองเห็นได้) กลั่นออกมาเป็นผลประกอบการที่ดีเยี่ยม ส่งผลให้ราคาหุ้นโตตามไปด้วย (P สูง) ครั้น P โต แต่ BV โตช้า ค่า P/BV จึงสูง จะเห็นได้ว่าบริษัทบันเทิงยักษ์ใหญ่ในเมืองไทยบางบริษัทมี P/BV สูงถึง 4-6 เท่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าบริษัทนั้นไม่น่าลงทุนแต่อย่างใด

ทั้งนี้ทั้งนั้น การประเมินว่า P/BV เท่าไรจึงจะเรียกว่าถูก บางครั้งเราก็เทียบกับบริษัทอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ซึ่งก็พอทำได้ในระดับหนึ่ง แต่ต้องไม่ลืมว่า แต่ละบริษัทล้วนมีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการจ่ายปันผล ระยะเวลาที่ทำธุรกิจมา ฯลฯ

จะเห็นได้ว่า P/BV มีจุดเด่น คือ มีความเสถียร ไม่ค่อยผันผวน ต่างจากค่า P/E ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ข้อเสียคือ อาจสะท้อนอนาคตของธุรกิจได้ช้ากว่า

โดยสรุปแล้ว ค่า P/BV มีประโยชน์อยู่ไม่ใช่น้อย แต่ไม่ควรใช้เป็นหลักยึดตายตัว โดยควรดูค่าอื่นๆ ประกอบกันไปด้วย มิฉะนั้น อาจทำให้เสียโอกาสงามๆ ในการลงทุนได้ครับ

มาสังเกตผลประกอบการกันดีกว่า (1

มาสังเกตผลประกอบการกันดีกว่า (1
by Puktiwit Yoosook on Saturday, February 4, 2012 at 7:30am ·
มาสังเกตผลประกอบการกันดีกว่า (1)

มนตรี นิพิฐวิทยา

ขณะนี้ผลประกอบการของทุกบริษัทได้ประกาศออกมาหมดแล้ว คงเหลือแต่บริษัทที่มีปัญหาเท่านั้นที่ยังไม่ประกาศออกมา แต่หลังจากประกาศผลประกอบการกลางปีออกมาครบหมด ปรากฏว่าหุ้นตกถล่มทลาย เพราะหลายบริษัทประกาศกำไรลดลง แต่เท่าที่เห็นก็ไม่มากเท่าไร แต่เนื่องจากหุ้นตกมาหลายวันก่อนหน้า ดังนั้นผลออกมาผิดคาดเล็กน้อย จึงพากันขายออกยกใหญ่ ประกอบกับตลาดหุ้นทั่วโลกพากันตกแล้วยิ่งหนัก

ที่จะบอกตอนนี้ก็คือ ตอนนี้หุ้นตกเป็นโอกาสงามเลยครับท่าน รีบเร่งค้นหาของดีราคาย่อมเยาได้แล้วครับ ผมว่าน่าจะมีให้เห็นเยอะขึ้น วันนี้ผมเลยจะมาบอกวิธีสังเกตว่าบริษัทไหนซ่อนงำประกายให้แฟนๆ ได้ใช้เป็นเครื่องมือเตรียมรับกับเทศกาลลดกระหน่ำ

ก่อนอื่นต้องดูในรายงานผู้สอบบัญชีเสียก่อนว่า ผู้สอบบัญชีได้เตือนอะไรไว้บ้าง ให้สังเกตอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ ถ้ามีให้ตรวจสอบจากหมายเหตุประกอบงบให้ดีเสียก่อนนะครับ

ถ้าดูจนแน่ใจแล้วว่างบนั้นสะอาดแน่นอนแล้วก็เริ่มต้นดูกันได้เลยครับ

ดูที่บัญชีลูกหนี้การค้า ไปดูในหมายเหตุก่อนว่า มีหนี้ค้างนานๆ มากไหม ตั้งสำรองไว้เพียงพอหรือไม่ ถ้าดีแล้วก็ไปดูที่รายได้ในงบกำไรขาดทุน เราจะมาหากันว่าเมื่อบริษัทขายสินค้าไปแล้ว เมื่อไรจึงจะเก็บเงินได้ หรือเมื่อไรลูกหนี้การค้าที่ขายเป็นเครดิตจะกลายเป็นเงินสด โดยการเอารายได้ตั้งหารด้วยบัญชีลูกหนี้ จะได้อัตราส่วนหมุนเวียนลูกหนี้การค้าดังนี้

อัตราส่วนหมุนเวียนลูกหนี้การค้า = รายได้ / ลูกหนี้การค้า

ระยะเวลาที่เก็บเงินได้ = 365 วัน / อัตราส่วนหมุนเวียนลูกหนี้การค้า

ตัวอย่างคือ

ระยะเวลาที่เก็บสินค้าคงเหลือจนเป็นรายได้ = 1,052,777,691.81 / 367,287,448.33 = 2.87 เท่า

ระยะเวลาที่เก็บเงินได้ = 365 วัน /2.87 = 127 วัน หรือ 4 เดือน

จากนั้นมาดูบัญชีสินค้าคงเหลือ ดูว่าบริษัทนี้ต้องเก็บสินค้าไว้นานแค่ไหนถึงจะขายเป็นยอดขายได้ โดยเอาบัญชีสินค้าคงเหลือตั้งหารด้วยต้นทุนสินค้าขาย จะได้อัตราส่วนหมุนเวียนสินค้าคงเหลือดังนี้

อัตราส่วนหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ = ต้นทุนสินค้าขาย / สินค้าคงเหลือ

ระยะเวลาที่เก็บสินค้าคงเหลือจนเป็นรายได้ = 365 วัน / อัตราส่วนหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ

ตัวอย่างคือ

อัตราส่วนหมุนเวียนสินค้าคงเหลือ = 764,676,504.61 /432,076,514.70 = 1.77 เท่า

ระยะเวลาที่เก็บสินค้าคงเหลือจนเป็นรายได้ = 365 วัน /1.77 = 206 วัน หรือ 7 เดือน

สรุปเป็นว่า บริษัทนี้เป็นบริษัทซื้อมาปรับปรุงสินค้าแล้วขายไป ซื้อสินค้ามาเป็นเงินสด เก็บสินค้าก่อนขายเฉลี่ย 7 เดือน ขายแล้วกว่าจะเก็บเงินได้ปาเข้าไปเกือบปี บริษัทนี้มีกำไรสุทธิประมาณ 11.33% นับว่าพอสมควร แต่เมื่อมาดูงบกระแสเงินสดกลับเห็นว่าเงินสดไม่ค่อยจะพอใช้ ต้องกู้สั้นกู้ยาวมาชดเชยกันให้วุ่นไปหมด ถ้าวันใดวันหนึ่งเกิดอาการสะดุดขึ้นมา เช่น ยอดขายลดลง เก็บเงินลูกค้าได้ยากขึ้น บริษัทนี้จะเสี่ยงเอาการ

บริษัทอีกประเภทหนึ่ง บริษัทกลุ่มนี้จะซื้อมาขายไปเหมือนกัน แต่ซื้อเงินเชื่อขายเงินสด เน้นขายเร็ว อัตราส่วนหมุนเวียนลูกหนี้การค้าน้อยมาก แต่อัตราส่วนหมุนเวียนสินค้าคงเหลือสูงเช่น 3 เท่าขึ้นไป พอหาระยะเวลาที่เก็บสินค้าคงเหลือจนเป็นรายได้ออกมาจะได้ประมาณ 95 วัน หรือประมาณ 3 เดือน แต่อัตรากำไรสุทธิประมาณ 3-4% แต่อาศัยขายมาก ขายไว แต่ธุรกิจนี้จะมีกระแสเงินสดเหลือสูงมาก เพราะถ้าเราหาอัตราส่วนหมุนเวียนเจ้าหนี้การค้า เพื่อหาระยะเวลาจ่ายหนี้ดังนี้

อัตราส่วนหมุนเวียนเจ้าหนี้การค้า = เจ้าหนี้การค้า / สินค้าคงเหลือ

อัตราส่วนหมุนเวียนเจ้าหนี้การค้า = 20,532,538 / 6,755,808 = 3.04 เท่า

ระยะเวลาจ่ายเจ้าหนี้การค้า = 365/3.04 = 120 วัน หรือ 4 เดือน

ถ้าให้เลือก ผมเลือกบริษัทกลุ่มหลังมากกว่า ซื้อเงินเชื่อจ่าย 120 วัน ขายได้เป็นเงินสดภายใน 95วัน ทำให้มีเงินมาหมุนเวียนฟรีๆ 2 วัน และยิ่งขายมากยิ่งมีเงินสดจากผู้ขายวัตถุดิบมาหมุนเวียนใช้มากขึ้นต่อเนื่องขึ้น

เอาละครับ นี่เป็นข้อสังเกตและคิดคำนวณง่ายๆ เอาไว้สังเกตบริษัทดีๆ

* อดทนที่จะขาดทุนแต่ไม่อดทนที่จะมีกำไร

หมายความง่ายๆว่าเวลาหุ้นขึ้นช่องสองช่องรีบกระดี๊กระด๊าขายดีใจที่ได้กำไร กลับกัน พอขาดทุน กอดไว้เหนียวหนึบไม่ยอมขายพร้อมปลอบใจตัวเองว่า ไม่ขายไม่ใช่ real loss ผมเคยถือหุ้นตัวนึงตั้งแต่ราคา 2 บาทกว่า ช่วงต้มยำกุ้งก็ยังถือต่อ จนหุ้นเหลือแค่สตางค์เดียวยังไม่ขาย วันนี้ผมมีกระดาษใบนึงบอกว่าผมมีหุ้นนี้อยู่(เป็นแสน)แต่บริษัทนั้นล้มไปเรียบร้อยแล้ว วิธีแก้ไขง่ายนิดเดียว (แต่จนบัดนี้ผมยังไม่เคยทำได้) คือรู้จัก cut loss ให้เป็น จุดสำคัญไม่ใช่ความรู้เรื่องจะ cut loss เมื่อไร ยังไง แต่ อยู่ที่ความมีวินัยตัวเดียว พรรคพวกบอกว่า การ cut loss มันเหมือนปวดฟัน ไปหาหมอให้ถอนต้องใช้ความกล้าสูงแต่พอถอนแล้วมันโล่ง ส่วนคนที่กินยาแก้ปวดมันก็ทุเลาได้แต่ก็ทรมานเป็นระยะๆ
* คิดจะจับเสือมือเปล่า กลายเป็นโดนเสืองับ

บ่อยมาก (และก็ยังไม่เคยเข็ด) ที่ผมเล่น day trade ประมาณว่าวันนี้มันขึ้นแน่ๆ บวกกับความโลภเล็กน้อยที่ว่าเอาจำนวนมาเป็นตัวคูณจะได้กำไรมากหน่อย เมื่อสถานะการณ์มันกลับตรงข้าม และเนื่องจากไม่มีกระสุนสำรองจำใจต้องขายทิ้งให้ทันสี่โมงครึ่ง ผลลัพธ์คือเจ็บตัว

* เติมทุนลงไปเพื่อจะเฉลี่ยต้นทุน

นอกจากกอดหุ้นแน่นแล้วเมื่อเห็นหุ้นลงคิดว่าของถูก เติมเงินเข้าไปเพื่อเฉลี่ยต้นทุน แต่บ่อยครั้งที่สัจจธรรมตลาดหุ้นมักเป็นจริง คือ มีต่ำแล้วยังมี ต่ำกว่า มีต่ำกว่า ยังมีต่ำที่สุด
ผมพยายามบอกตัวเองตอนหุ้นลงว่าอย่าซื้อเพิ่มเพราะเห็นว่าถูกกว่าครั้งก่อน แต่ก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง เมื่อวันศุกร์เพิ่งซื้อหุ้นเหล็กเพิ่มเพราะมันถูกกว่าทุนเดิมตั้ง สองตังค์ !!
* คิดจะจับเสือมือเปล่า กลายเป็นโดนเสืองับ

บ่อยมาก (และก็ยังไม่เคยเข็ด) ที่ผมเล่น day trade ประมาณว่าวันนี้มันขึ้นแน่ๆ บวกกับความโลภเล็กน้อยที่ว่าเอาจำนวนมาเป็นตัวคูณจะได้กำไรมากหน่อย เมื่อสถานะการณ์มันกลับตรงข้าม และเนื่องจากไม่มีกระสุนสำรองจำใจต้องขายทิ้งให้ทันสี่โมงครึ่ง ผลลัพธ์คือเจ็บตัว

* เติมทุนลงไปเพื่อจะเฉลี่ยต้นทุน

นอกจากกอดหุ้นแน่นแล้วเมื่อเห็นหุ้นลงคิดว่าของถูก เติมเงินเข้าไปเพื่อเฉลี่ยต้นทุน แต่บ่อยครั้งที่สัจจธรรมตลาดหุ้นมักเป็นจริง คือ มีต่ำแล้วยังมี ต่ำกว่า มีต่ำกว่า ยังมีต่ำที่สุด
ผมพยาย* ฮึกเหิมจนลืมฟังเสียงจิ้งจกทัก

ซื้อหุ้นก็คล้ายๆไปฟังไฮปาร์ค ฟังแล้วมัน มีอารมณ์ร่วมฮึกเหิมอยากลุย ยิ่งเห็นต่างชาติ กองทุน ซื้อสุทธิ ยิ่งย่ามใจ โดดเต็มตัว ซึ่ง(จำเขามาว่า)เป็นจิตวิทยาของคลื่นลูกที่ 5 ฉะนั้นโอกาสนอนดอยชมจันทร์ สูงมาก ดอยไหนที่ใครว่าสูง ผมไปมาหมดแล้วหละ

* ร้องเพลงผิดคีย์

คลื่นเสียงมีขึ้นมีลงเป็นจังหวะ ผมดูว่ามันคล้ายคลื่นกราฟของหุ้นที่มีขึ้นมีลงเป็นระยะ ผมเป็นคนที่ร้องเพลงเสียงหลงและผิดจังหวะ เหมือนเข้าซื้อหุ้น มักจะกะจังหวะผิดคิดว่ามันชนแนวรับอะไรทำนองนั้นปรากฏว่ามักเข้าคล่อมคีย์ ผมเคยถามตัวเองว่าการร้องเพลงมันเป็นพรสวรรค์แล้วเราจะร้องให้ดีได้ยังงัย แฟนผมแนะนำว่าต้องเรียน ความจริงผมเห็นด้วยแต่เนื่องจากอัตตาสูงมาก เลยหยิ่งไม่ยอมเรียน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการเล่นหุ้น ประเด็นก็คือไม่ว่ามันจะเป็นศิลป์แค่ไหน มันก็มีศาสตร์ปนอยู่ด้วย ดังนั้นถ้าต้องการจะรู้จังหวะหุ้น การศึกษาการวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นเรื่องจำเป็น อย่างน้อยก็พอไปร้องคาราโอเกะได้ไม่อายสาว อย่าหัวรั้นเหมือนผม
* จิตใจสับสนขาดความอดทนต่อสิ่งยั่วยวน

ประมาณว่าเหมือนเห็นเด็กสาวๆเดินผ่านอดหันเหลียวหลังไม่ได้บางครั้ง(เกือบ)ลืมคนข้างๆ ประสบการณ์จริงเมื่อต้นปีหลังปรากฏการณ์แฮมเบอร์เกอร์ สามวันร้อย (จุด) ผมแคะกระปุกข้างเตียงมาซื้อปูนใหญ่ได้เกือบหมื่นหุ้นเพราะตอนนั้นมันต่ำร้อย ดูจากประวัติแล้วมาจาก ~250 บาท ปันผลก็ดีสม่ำเสมอ กะว่าจะถือดองซักปีนึง ที่ไหนได้ ผ่านไปไม่กี่วัน เจ้า SCC ของผมมันแน่นิ่ง แถมยังขยับลงอีก ขณะที่หุ้นบางตัวเริ่มเดินแล้ว ความรู้สึกมันเหมือนตอนขับรถ ทำไมนะเลนข้างๆมันถึงวิ่งปรือกว่าเลนเราอยู่เรื่อยเชียว ทนไม่ได้ปล่อยปูนไปซื้อหมู เอ๊ยหุ้นอื่น เก็บปูนไว้เป็นอนุสรณ์ ร้อยเดียว เมื่อกี้ดูพอร์ตตัวเอง เจ้าร้อยหุ้นผม มียอดกำไร 119% (ย้ำ ไม่ใช่ 19%) แหม ” รู้งี้” เก็บปูนไว้ไม่ต้องดิ้นรนก็ ” รวย” กับเขาแล้ว อุทาหรณ์สอนใจว่า การเปลี่ยนหุ้นซื้อๆขายๆ มันอาจจะสู้เก็บหุ้นดีๆไว้ช่วงเวลานึงไม่ได้ ยังงี้มังที่เขาเรียกว่าพวก VI
Unlike · · Unfollow Post · Share · Delete
You like this.

ROE’ สำคัญกับการลงทุนอย่างไร? : วิบูลย์ พึงประเสริฐ

‘ROE’ สำคัญกับการลงทุนอย่างไร? : วิบูลย์ พึงประเสริฐ
‘ROE’ สำคัญกับการลงทุนอย่างไร?

วิบูลย์ พึงประเสริฐ

การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ มีหลักการในการลงทุนหลายอย่าง บางท่านอาจจะให้ความสำคัญกับปริมาณการซื้อขายและราคาหุ้นเป็นหลัก โดยใช้หลักการทางเทคนิคเป็นจุดสำคัญ หรือ บางท่านอาจจะชอบลงทุนในระยะเวลาสั้นๆ เช่น ซื้อขายวันต่อวัน

การลงทุนในลักษณะดังกล่าว อาจจะไม่มีความจำเป็นต้องรู้ซึ้งถึงตื้นลึกหนาบางของบริษัทที่จะลงทุนมากนัก สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นในระยะสั้นมากกว่า

แต่ “การลงทุนแบบเน้นคุณค่า” ที่เน้นการถือหุ้นที่มีศักยภาพในระยะยาว สิ่งที่จำเป็นอย่างมากสำหรับนักลงทุนก็คือ การที่นักลงทุนควรจะเข้าใจในพื้นฐานของธุรกิจที่จะลงทุนนั้นเป็นอย่างดี

คราวนี้ เราจะมาเจาะลึกถึงหัวข้อของอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญค่าหนึ่ง ก็คือ อัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (Return on Equity Ratio หรือ ROE)

ROE คือ การหาความสัมพันธ์ระหว่าง ความสามารถในการทำกำไรกับเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นของบริษัทนั้นๆ สูตรที่ใช้กันทั่วไปก็คือ

ROE = Net Profit/Equity หรือ กำไรสุทธิ หารด้วย ส่วนของผู้ถือหุ้น

สมมติ บริษัท ก. มีงบกำไรขาดทุนและงบดุล ณ ปลายปี คร่าวๆดังนี้

งบกำไรขาดทุนบริษัท ก. (หน่วย: ล้านบาท)

ยอดขาย 12,000

ต้นทุนรวมภาษี 10,800

กำไรสุทธิ 1,200

งบดุลบริษัท ก.(หน่วย: ล้านบาท)

ทรัพย์สินหมุนเวียน 2,000 หนี้สินหมุนเวียน 2,000

ทรัพย์สินถาวร 8,000 หนี้สินระยะยาว 0

ส่วนของผู้ถือหุ้น 8,000

รวมทรัพย์สิน 10,000 รวมหนี้สินและส่วนผู้ถือหุ้น 10,000

ดังนั้น ROE ของบริษัท ก. คำนวณจาก กำไรสุทธิหารด้วยส่วนผู้ถือหุ้น ซึ่งเท่ากับ 1,200/8,000 = 15%

ในทางปฏิบัติ ควรจะนำส่วนผู้ถือหุ้นของต้นปีและปลายปีมาหาค่าเฉลี่ยเพื่อความถูกต้องมากขึ้น ROEที่คำนวณได้แสดงให้เห็นว่าบริษัทสามารถนำเงินของผู้ถือหุ้นไปลงทุนได้ผลตอบแทนเท่ากับ 15% จากการดำเนินงานของบริษัทตามปกติ

นักลงทุนสามารถนำ ROE ไปเปรียบเทียบระหว่างบริษัทต่างๆในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อตรวจสอบความสามารถของผู้บริหารในการบริหารเงินลงทุนของบริษัท

สมมติอีกบริษัทหนึ่ง คือ บริษัท ข. มี ROE เท่ากับ 5% เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัท ก. ข้างต้นที่มี ROE 15% แล้ว นักลงทุนจะพบว่า บริษัท ก. มีความสามารถในการทำกำไรมากกว่าในจำนวนเงินลงทุนที่เท่ากัน

สำหรับนักลงทุนระยะยาวแล้ว บริษัทที่มี ROE สูงกว่าจะน่าสนใจมากกว่า เพราะบริษัทที่มี ROE สูง สามารถที่จะสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นได้มากกว่าบริษัทที่มี ROE ต่ำกว่า

แต่ในขณะเดียวกัน การรักษา ROEให้สูงอย่างต่อเนื่องในระยะยาวเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายนัก เพราะเมื่อเวลาผ่านไปหลายๆปี ถ้าบริษัทดำเนินกิจการอย่างมีกำไรและเก็บบางส่วนไว้เป็นกำไรสะสม จะทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การรักษา ROE ให้อยู่ในระดับเดิม บริษัทจำเป็นต้องทำกำไรให้มากขึ้นให้เพียงพอต่อการเติบโตของส่วนผู้ถือหุ้น

ตัวอย่างเช่น ถ้าส่วนผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นปีละ 10% บริษัทที่ต้องการรักษา ROE ให้เท่าเดิมในปีถัดไป จำเป็นจะต้องมีผลกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 10% ด้วยเช่นกัน ซึ่งในความเป็นจริง ธุรกิจที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่องเช่นนี้ได้ ต้องเป็นธุรกิจที่มีความสามารถในการแข่งขันอย่างสูงมากทีเดียว

อีกกรณีหนึ่ง บางบริษัทอาจจะทำให้ ROE สูงขึ้นได้ โดยใช้ leverage จากการกู้ยืมทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นน้อยกว่าบริษัทที่ไม่มีหนี้สินระยะยาว

ตัวอย่างเช่น บริษัท ก. และ ค. มีงบกำไรสุทธิเหมือนกัน แต่บริษัท ค. มีงบดุลดังต่อไปนี้

งบดุลบริษัท ค. (หน่วย: ล้านบาท)

ทรัพย์สินหมุนเวียน 2,000 หนี้สินหมุนเวียน 500

ทรัพย์สินถาวร 8,000 หนี้สินระยะยาว 4,700

ส่วนของผู้ถือหุ้น 4,800

รวมทรัพย์สิน 10,000 รวมหนี้สินและส่วนผู้ถือหุ้น 10,000

ดังนั้น ROE ของบริษัท ค. เท่ากับ 1,200/4,800 = 25% ซึ่งมากกว่าบริษัท ก. มาก แต่บริษัท ก. ไม่มีหนี้สินเลย ขณะที่บริษัท ข. มีหนี้สินอยู่เกือบเท่าส่วนผู้ถือหุ้น

ในกรณีนี้ เราควรจะใช้อัตราส่วนทางการเงินอีกค่าหนึ่งในการเปรียบเทียบระหว่างธุรกิจ คือ Return on Total Capital Ratio (ROTC) คำนวณได้จาก

ROTC = Net Profit/(Longterm Liability + Equity) หรือ กำไรสุทธิหารด้วยผลบวกของหนี้สินระยะยาวกับส่วนผู้ถือหุ้น

จากตัวอย่างข้างต้นจะพบว่าบริษัท ก. มี ROTC เท่ากับ 15% (1,200/8,000) ในขณะที่บริษัท ค. มี ROTC ลดลงเหลือเพียง 12% (1,200/(4,700+4,800))

ในกรณีเช่นนี้ บริษัทที่มี ROE สูงกว่า อาจจะมี ROTC ต่ำกว่าได้ การใช้ ROE เพียงอย่างเดียวในการวิเคราะห์ความสามารถในการดำเนินงานของบริษัทที่จะลงทุนอาจจะทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้นได้

ดังนั้น นักลงทุนนอกจากจะใช้ ROE เปรียบเทียบระหว่างบริษัทแล้ว อาจจะต้องใช้ ROTC ในการเปรียบเทียบเพิ่มขึ้น เพราะ ROTC จะทำให้มองเห็นภาพความสามารถในการลงทุนของบริษัทได้ตรงความเป็นจริงมากขึ้น

นอกเหนือจากนั้น บางบริษัทอาจจะมี ROE เพิ่มสูงขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยเฉพาะบริษัทที่เพิ่งออกจากหมวดฟื้นฟูกิจการ สาเหตุเนื่องมาจากการปรับโครงสร้างหนี้ โดยผลการดำเนินงานเปลี่ยนจากการขาดทุนในอดีตมาเป็นทำกำไรได้ในปีปัจจุบัน ทำให้ ROE เพิ่มสูงขึ้นทันทีได้

ลักษณะเช่นนี้ นักลงทุนควรพิจารณานำกำไรขาดทุนจากการปรับโครงสร้างหนี้ออกจากการคำนวณ เพราะจะทำให้ ROE ที่หาได้สูงเกินไป และไม่สะท้อนกับผลการดำเนินงานตามปกติของบริษัท

บางบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีลักษณะเป็นวัฏจักร (Cyclical) เช่น วัสดุก่อสร้าง ปิโตรเคมี เหล็ก กระดาษ หรือ ผลิตภัณฑ์การเกษตร บางปีบริษัทจะมีผลกำไรตกต่ำ เพราะส่วนใหญ่แล้วราคาและต้นทุนของกิจการเหล่านั้น จะถูกกำหนดจากอุปสงค์และอุปทานของสินค้ามากกว่าที่จะถูกกำหนดโดยบริษัท

ถ้าปีใดราคาสินค้าลดลงก็จะทำให้บริษัทมี ROE ในปีนั้นต่ำไปด้วย แต่บางปีอาจจะเป็นขาขึ้นของอุตสาหกรรมนั้นๆ ทำให้บริษัทมีผลการดำเนินงานดี และมีกำไรสูงขึ้น ผลพลอยได้ก็คือทำให้ ROE ของบริษัทในปีนั้นสูงตามขึ้นไปด้วย

เราสามารถตรวจสอบได้ว่า บริษัทนั้นๆอยู่ในอุตสาหกรรมที่เป็นวัฏจักรหรือไม่ง่ายๆด้วยการตรวจสอบ ROE ย้อนหลังหลายๆปี ถ้าพบว่า ROE มีลักษณะที่มากบ้างน้อยบ้างสลับกันไปก็สันนิษฐานได้ว่า บริษัทนั้นอยู่ในอุตสาหกรรมที่เป็นวัฏจักร

จากเหตุผลดังที่กล่าวมาข้างต้นจะพบว่า การที่บริษัทมี ROE สูงไม่ได้หมายความว่าจะเป็นธุรกิจที่ดีในระยะยาวเสมอไป

ดังนั้น สำหรับนักลงทุน ก่อนที่จะลงทุนซื้อหุ้นบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ควรตรวจสอบ ROE ของบริษัทที่สนใจลงทุนก่อนว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่

บริษัทที่มี ROE สม่ำเสมอจะเป็นบริษัทที่น่าสนใจ เพราะแสดงให้เห็นว่า บริษัทมีการบริหารงานที่ดี สามารถสร้างผลกำไรได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเมื่อเวลาผ่านไป บริษัทก็เพิ่มพูนความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้นได้เป็นอย่างดี

**************************

‘ROE’ สำคัญกับการลงทุนอย่างไร?

วิบูลย์ พึงประเสริฐ

Value Way

ที่มา http://www.sarut-homesite.net/2010/0…8%B2%E0%B8%87/

ขอบคุณแหล่งข้อมูลครับ
ผมว่าจุดเริ่มต้นของคนเราเริ่มจาก”ทัศนคติ”จากสิ่งนั้นๆก่อน มันจึงจะเกิดแรงบรรดาลใจให้ไปถึงเป้าหมาย ถ้า”ทัศนคติ”คุณผิด มันก็จะผิดเกือบทั้งหมด

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 185 other followers