Posts from the ‘เคล็ดลับ’ Category

หลุด! … โพย 35 คำถามยอดฮิตยามสัมภาษณ์งาน

ขออนุญาตคัดลอกบทความจาก FJSK.in.th (First Jobber Survival Kit / http://fjsk.in.th/2014/03/35-top-hit-interview-questions/ ) มาสอบถามพี่ๆ กลุ่ม HR/Management หน่อยนะครับ ว่าคำถามเหล่านี้ใช้ได้จริงในระบบของไทยไหม ขอบพระคุณมากๆ ครับ

สมัยผมสัมภาษณ์งาน มีถามวันเดือนปีเกิด ดูดวง ถามว่ามีแฟนหรือยัง อะไรอย่างนี้ด้วย 555

//////////////////

ช่วงนี้น้องๆปี 4 หรือปีสุดท้ายกำลังจะสำเร็จการศึกษากัน ก็เริ่มมองหาที่ทำงานที่แรก รวมไปถึงเราๆชาว First Jobber ที่ทำงานมาครบหนึ่งขวบปี บางคนก็อาจจะเริ่มมองหาที่ทำงานใหม่เพื่อขยับขยายโยกย้ายส่ายสะโพกบั้นท้ายไปสู่ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

ด่านที่เราต้องเจอแน่นอนและชี้เป็นชี้ตายตัวเราเลยว่าจะได้งานนั้นหรือไม่ก็คือ ‘การสัมภาษณ์งาน’ นั่นเอง การสัมภาษณ์งานนั้นนอกจากจะวัดดูทัศนคติของเราที่มีต่อเรื่องงานและเรื่องทั่วๆไปแล้ว ยังเป็นการทดสอบความ ‘คลิก’ กันของผู้สมัครและผู้สัมภาษณ์ (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเจ้านายของเรา) นั่นเอง

วันนี้ทางเว็บ FJSK ของเราที่ specialized เรื่อง First Jobber โดยเฉพาะ จึงเอาโพยข้อสอบสัมภาษณ์กับ 35 คำถามยอดฮิตที่ชอบถูกถามกันบ่อยๆ เพื่อที่เราจะได้เตรียมตัวพร้อมเข้าสนามสัมภาษณ์ได้ สำหรับคนที่พูดไม่ค่อยเก่งแต่รักหมดใจค่ะ ฮิฮิ

*บทความนี้เป็นการแปลจาก infographic จากเว็บ theundercoverrecruiter นะคะ เดี๋ยวแป เผื่อใครอยากอ่านภาษาอังกฤษ

1. ช่วยเล่าอะไรเกี่ยวกับตัวเองหน่อยค่ะ

- พยายามลิมิตคำตอบให้เกี่ยวกับเรื่องการทำงาน อย่าพูดถึงเรื่องส่วนตัวมากถ้าเกิดเค้าไม่ได้ถาม

2. พูดถึงงานในฝันหน่อยสิ

- ถ้าเกิดเราตอบชัดเจนเลยว่าอยากทำตำแหน่งอะไร มี job des อะไรบ้าง คนสัมภาษณ์เค้าจะเริ่มสแกนเธอทันทีว่าเธอเหมาะกับตำแหน่งในฝันที่เธอพูดออกมาหรือเปล่า เพราะฉะนั้นแนะนำว่าให้ตอบแบบคลีเช่ๆว่า งานในฝันคืออยากทำในที่ที่บรรยากาศเป็นมิตร รักใคร่กลมเกลียว สามัคคี นำประชาธิปไตย ไร้ยาเสพติด อะไรแบบนี้ดีกว่าค่ะ

3. ทำไมถึงลาออกจากงานเก่าล่ะ?

- พยายามตอบว่า ‘ออกมาเพื่อตามหาสิ่งที่ดีกว่า’ อะไรเทือกๆนั้นไป คืออย่าได้พูดเลยนะว่า ‘ออกเพราะเจ้านายเก่าที่นิสัยแย่มั่กๆ’

4. อะไรคือจุดอ่อนของคุณคะ?

- อย่าโพล่งนิสัยแปลกๆของคุณออกมาทันทีเลย พยายามหาจุดอ่อนที่แฝงความดีงามไว้ด้านในเช่น ‘เป็นคนต้องเตรียมตัวก่อนไปทำงานก็เลยจะต้องตั้งนาฬิกาปลุกไว้ล่วงหน้าสองชั่วโมง’ ไรเง้

5. จุดแข็งของคุณล่ะ?

- ยิ่งขายมาก ความต้องการก็จะยิ่งมากขึ้น เตรียมสถานการณ์ดูดีๆที่เคยเกิดขึ้นที่จะส่งเสริมจุดแข็งเหล่านั้นไปด้วยเผื่อเค้าถามหรือเราก็เล่าเองเพื่อเสริมสร้างความน่าเชื่อถือ

6. คุณรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับงานที่เราทำ?

- ทำการบ้านให้มากที่สุด เจาะลึกทุกซอกมุมของเว็บไซต์บริษัทนั้น เพราะมันจะเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุดว่าบริษัทนี้ทำอะไร ถ้ามีคนรู้จักในบริษัทนี้ก็ลองพูดคุยกับเค้าดู เผื่อจะได้ข้อมูลอินไซด์อะไรเพิ่มเติมที่เอามาตอบได้

7. ทำไมเราถึงต้องจ้างคุณ?

- สำหรับข้อนี้ เราต้องตอบให้รู้สึกเหมือนเป็นเรื่องที่ควรพิจารณาของทั้งสองฝ่าย สื่อสารแบบกลางๆว่าคุณต้องการงานนี้พอๆกันกับที่บริษัทนี้ต้องการคุณ อย่าไปเปรียบเทียบตัวเราเองกับผู้สัมภาษณ์คนอื่นเชียวนะ

8. คุณคิดว่าคุณเป็นคนที่ประสบความสำเร็จไหม?

- ตอบไปเลยว่าใช่ ไม่ต้องกลัวอะไร เพราะการประสบความสำเร็จไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนที่เก่งที่สุดในโลกซะหน่อย เล่าให้เค้าฟังถึงความสำเร็จเจ๋งๆของคุณที่มีจนถึงช่วงที่สัมภาษณ์นั่นแหละ

9. ทำไมคุณถึงว่างงานเป็นเวลานานล่ะ?

- กลบเกลื่อนประเด็นนี้ด้วยการพูดถึงกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ที่เราทำในช่วงเวลาที่ตกงานเช่น ไปเข้าคอร์ส หรือเพิ่มพูนความรู้ด้วยวิธีต่างๆเช่น ทำฟรีแลนซ์หรือทำงานแบบเอาบุญไม่เอาเงินเป็นต้น หรือถ้าตอนนี้ตกงานอยู่ก็หาอะไรทำซะ เวลาไปสัมภาษณ์งานจะได้ไม่อ้ำอึ้งเวลาตอบนะจ๊ะ

10. เพื่อนร่วมงานของคุณพูดถึงคุณว่ายังไงบ้าง

- ก็เล่าไปตามนั้นแหละว่าเพื่อนที่ทำงานเธอเคยชมอะไรเธอไว้บ้าง ก็ดูๆไว้หน่อยนะคะว่าเราไม่ได้พูดเวอร์เกินไปงี้

11. คุณคิดว่าจะทำงานที่นี่ไปนานแค่ไหน

- เลี่ยงคำตอบที่จะกำหนดช่วงเวลาอย่างแน่นอนว่าคุณจะอยู่ที่นี่ไปนานแค่ไหน ลองตอบประมาณว่า ‘ตราบใดที่ทั้งสองฝ่ายยังพอใจที่จะรักกัน’

12. คุณคิดว่าคุณดีเกินไปสำหรับงานนี้หรือเปล่า

- พยายามโน้มน้าวเค้าให้ได้ว่าคุณเหมาะสำหรับงานนี้ อย่าแสดงความกังขาในความสามารถหรือเครดิตของเราตัวเราให้เค้ารู้สึกด้วยการพูดจาคลุมเครือ บอกไปเลยว่าเรานี่แหละมั่นใจแน่จริง

13. วิธีการบริหารจัดการของคุณเป็นอย่างไร

- สำคัญมากที่คุณจะต้องทำให้ผู้สัมภาษณ์เข้าใจถึงแนวทางการสื่อสารกับลูกน้องหรือเพื่อนร่วมงานของคุณให้ได้ เล่าถึงวิธีที่คุณใช้นำทีมหรือทำงานร่วมกับทีมและในขณะเดียวกันทำให้คนอื่นสบายใจกับงานที่ทำเหมือนกัน

14. คุณทำงานเป็นทีมได้หรือเปล่า

- เป็นคำตอบบังคับเลยว่า ‘ใช่’ ‘แน่ซะยิ่งกว่าแช่แป้ง’ อะไรประมาณนี้ ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่คุณทำงานทันเดดไลน์ได้แบบเป็นกลุ่มดู

15. ปรัชญาในการทำงานของคุณล่ะ

- ไม่ต้องเวิ่นมาก บอกไปตรงๆ ง่ายๆเลยว่าสไตล์การทำงานหรือค่านิยมของคุณในที่ทำงานเป็นยังไงและสิ่งที่คุณสามารถนำมาสู่ทีมได้

16. ตำแหน่งที่คุณอยากจะทำเวลาทำงานเป็นทีมเพื่อทำโปรเจค

- เน้นย้ำไปเลยให้เค้ารู้สึกว่าเราเป็นคนที่ยืดหยุ่นและไม่แคร์ที่จะต้องเป็นผู้ตามหรือผู้นำ

17. อะไรที่บ้างที่ทำให้คุณรำคาญเพื่อนร่วมงาน

- คือความรู้สึกมันเกิดจากการรับรู้ ก็บอกเค้าว่าเราโอเคกับเพื่อนร่วมงานทุกโดยการปรับตัวเข้ากับทุกคนโดยการรับมือทุกอย่างแบบชิลๆ

18. ทำไมคุณถึงคิดว่าคุณจะทำงานนี้ได้ดี

- เน้นย้ำสกิลและประสบการณ์ที่ได้มาจากที่ทำงานเก่ากับการรับมือ crisis ทั้งหลายให้เค้ารู้สึกว่าเรานี่แหละคือคนที่เค้าตามหามานานแสนนาน

19. อะไรสำคัญกว่า เงินหรืองาน?

- ตอบไปว่าทั้งสองอย่างสำคัญพอๆกัน แต่อย่าตอบกว้างเกินไปหรือแคบไปว่าอันนึงสำคัญกว่าอีกอันนึง บอกไปว่า ชั้นก็มองหาความพอใจในงานเหมือนกันนะคะ

20. เจ้านายเก่าคุณคิดว่าข้อดีที่สุดของคุณคืออะไร

- พูดยกตัวอย่างสถานการณ์ในที่ทำงานเก่าให้เห็นภาพชัดขึ้น อย่าเวิ่นเป็นคำๆออกมา ถ้ามีพวกจดหมายที่เป็นคำชมหรือจดหมายแนะนำก็อวดให้เค้าดูเลยเพื่อความน่าเชื่อถือ

21. เล่าถึงการทำงานภายใต้ความกดดันหน่อย

- คำถามแบบนี้ต้องตอบอย่างระมัดระวังนะคะ แนะนำว่าให้ยกตัวอย่างที่คุณทำได้ดีภายใต้ความกดดัน ทำให้เค้ารู้สึกว่าความกดดันนี่แหละที่ทำให้คุณดึงพลังแฝงออกมาได้

22. คุณจะชดเชยความอ่อนประสบการณ์ของคุณด้วยอะไร

- เน้นยำสกิลความสามารถและความสำเร็จที่เราได้มาเพื่อให้เค้ารู้สึกมั่นใจที่จะจ้างเรา ลองยกตัวอย่างตำแหน่งหรืองานที่เคยทำสมัยเรียนเพื่อให้เค้าเห็นภาพมากยิ่งขึ้น

23. อะไรคือตัวกระตุ้นที่ทำให้คุณทำงานให้ดีที่สุดได้

- ห้ามมมมมมมตอบว่า ‘เงินเดือน’ โดยเด็ดขาด พูดถึงเรื่องดีๆเช่น บรรยากาศที่ทำงาน ระเบียบวินัย หรือความสมบูรณ์แบบเป็นต้น

24. คุณจะรู้สึกว่าคุณประสบความสำเร็จในงานนี้เมื่อใด

- ลองตอบว่า ‘เมื่อผม/ดิฉันทำได้ตามเป้าหมายทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพและสามารถไปได้ไกลกว่านั้นได้’ สวยเว่อค่ะ

25. คุณจะให้ความสนใจต่อประโยชน์ขององค์กรมากกว่าของส่วนตนหรือไม่

- อีกข้อที่ต้องตอบว่า ใช่ และ แน่ซะยิ่งกว่าแช่แป้ง คำถามนี้จะเป็นการทดสอบเราว่าเราจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับบริษัทได้มากแค่ไหนและเราจะจริงจังแค่ไหนในการทำตามเป้าหมายขององค์กรของเรา

26. คุณสมบัติใดบ้างที่คุณมองหาในเจ้านายของคุณ

- ไม่ต้องลงรายละเอียดมากจนถึงว่า ต้องเป็นคนที่มีลักษณะนิสัยอย่างไรหรือต้องกินอะไร นอนกี่โมง คือแค่บอกไปง่ายๆสั้นๆว่า เป็นคนรอบรู้ ยุติธรรม ให้กำลังใจ และหล่อ (อันนี้ไม่ใช่ละ)

27. คุณคิดภาพตัวคุณในอีกห้าปีว่าอย่างไร

- ตอบอย่างคนมีวิสัยทัศน์และถ้าเข้า objective line ของเรซูเม่ที่เราเขียนไปก็จะดีมาก (objective line คือพาร์ทหนึ่งของเรซูเม่ (ประมาณสองสามประโยค) ที่บ่งบอกตัวคุณว่าคุณเป็นคนอย่างไรและมีจุดมุ่งหมายในการทำงาน ผู้จ้างงานจะดูตรงนี้เป็นพิเศษว่าเป้าหมายของคุณสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรหรือไม่ – ผู้แปล)

28. คุณเรียนรู้อะไรจากการผิดพลาดครั้งเก่าๆบ้าง

- อย่าเปิดเผยทุกเรื่องโบ๊ะๆเฉิ่มๆที่เคยเกิดขึ้นมา เล่าความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นแล้วตามต่อด้วยบทเรียนที่เกิดขึ้นเพื่อแสดงถึงคนที่มีการเรียนรู้ 5555

29. ถ้าคุณกำลังจ้างคนมาเพื่อตำแหน่งนี้ คุณจะมองหาอะไรในตัวเค้าบ้าง

- ตอบคำถามนี้ด้วยการตอบ job des ที่มีอยู่ใน skill set ของคุณด้วยก็จะดี เอาคำตอบที่เข้ากับงานแล้วก็อย่าให้มันเวอร์เกินไปละกัน

30. อะไรคือความคาดหวังของคุณกับที่นี่?

- บอกไปว่าคุณก็อยากมีอิสรภาพแบบเบาๆมากกว่าที่จะต้องถูกบังคับให้ทำอะไรที่เล็กๆน้อยๆตลอดเวลา ความชัดเจนในงานที่ได้รับมอบหมายก็น่าเอาไปตอบเหมือนกันนะ

31. มีคำถามอะไรจะถามดั๊นมั้ยฮะ

- ทำการบ้านมาดีๆว่าอยากถามอะไรคนที่สัมภาษณ์ ชัดเจนในการทำความเข้าใจกับคำตอบของเค้าให้ดีนะ

32. ทำไมคุณถึงคิดว่าคุณจะประสบความสำเร็จในงานนี้

- Intersect ความเหมือนของ job requirement และสกิลที่คุณมี ก็จะเป็นคำตอบที่โอเคนะค๊า

33. คุณคิดยังไงกับที่ทำงานเก่าบ้าง?

- ถึงแม้ว่าคำถามข้อนี้จะล่อเป้าให้เราแฉที่ทำงานเก่ามาก แต่อยากให้เลี่ยงด้วยการตอบว่า ที่เก่าก็เปรียบเสมือนสถานที่ที่ทำให้คุณเติบโตและทำให้คุณเป็นคุณในวันนี้ได้ ไม่ต้องไปลงรายละเอียดของที่ทำงานเก่ามากนะคะเพราะมัน confidential เน้อ เค้าอาจจะเป็นคู่แข่งกันก็ได้

34. คุณรับมือกับคำวิจารณ์อย่างไร

- ตอบไปว่าการได้รับคำวิจารณ์คือวิธีที่ดีที่สุดในการพัฒนาตัวเอง บอกว่าคุณไม่เคยถือคำวิจารณ์เป็นเรื่องส่วนตัวและเข้าใจเจตนาของการปฏิบัติที่รุนแรงบ้าง หลังจากนั้นก็ยกตัวอย่างที่คุณขยับไปอีกขั้นหนึ่งของความสวดยวดหลังจากได้รับคำวิจารณ์มาเพื่อโชว์เมพซะ คริๆ

35. คุณมีกิจกรรมหรือความสนใจนอกเหนือจากงานมั้ย?

- เล่าไปแบบชิลๆว่าคุณใช้เวลาว่างไปกับอะไรบ้าง เช่นงานอดิเรกของคุณ พยายามโยงๆงานอดิเรกของคุณไปสู่การเพิ่มพูนสกิลให้กับตัวเองสักเล็กน้อยแต่พองาม

เห็นอย่างนี้แล้วสุดท้ายก็อย่างที่บอกจริงๆค่ะว่าเราคลิกกับผู้สัมภาษณ์เรามากแค่ไหน พยายามอย่าขายตัวเองให้มากเกินไป อ่อนน้อมถ่อมตน แต่ไม่ใช่ว่าหงอ เค้าอยากได้คนมั่นใจ ไม่ใช่คนขี้อวด ทุกอย่างคือเรื่องของความพอดี ขอให้ทุกคนโชคดี

เคล็ดลับ24 ข้อ จากหนังสือ How Buffet Does It

เคล็ดลับ24 ข้อ จากหนังสือ How Buffet Does It

ข้อ 1 เลือกความเรียบง่ายมากกว่าความซับซ้อน

- บัฟเฟตต์แนะนำว่า “เมื่อลงทุน ทำให้เรียบง่าย ชัดเจน อย่าพยายามหาคำตอบที่ซับซ้อน จากคำถามที่ซับซ้อน”

ทำให้ง่าย คือ เป้าหมายของเรา ซื้อหุ้นของบริษัทที่ดี ดำเนินการบริหารโดยคนที่ซื้อสัตย์สุจริตและเชื่อถือได้ ซื้อหุ้นในราคาถูกเมื่อเทียบกับมูลค่าที่แท้จริง คำนวณถึงศักยภาพการดำเนินธุรกิจในอนาคต (มองว่าในอนาคตบริษัทจะยังอยู่ได้อย่างยั่งยืนหรือไม่) อยู่กับอุตสาหกรรมที่เราเข้าใจ

- จงมองหาธุรกิจที่ทำอย่างเดียวกันกับที่เคยทำเมื่อทศวรรษที่แล้ว เพราะมันทำให้เขาสามารถคาดเดาอนาคตของบริษัทได้ง่ายขึ้น ส่วนบริษัทที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั้น จะทำให้คุณตัดสินใจผิดพลาดได้ง่าย

ข้อ 2 ตัดสินใจลงทุนด้วยตัวคุณเอง

- อย่าเชื่อโบรกเกอร์,นักวิเคราะห์ หรือผู้รู้ จงเชื่อตัวคุณเอง แต่ในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะปิดหู ปิดตา ไม่รับข้อมูลใดๆจากพวกเขาเหล่านี้ เพียงแต่เมื่อได้ข้อมูลมาให้เรานำมาวิเคราะห์ แยกแยะ และตัดสินใจด้วยเหตุผล รวมทั้งคุณต้องศึกษาประวัติ พื้นฐานของบริษัทมาให้ดีก่อนที่จะลงทุน

- ไม่ลงทุนโดยฟังมาจากผู้เชี่ยวชาญในตลาดโดยปราศจากการไตร่ตรอง เพราะเขาเหล่านี้ทำเงินมาจากค่าคอมมิสชั่นและภาษีของคุณ

ข้อ 3 จงมีสติ

- “ปล่อยให้คนอื่นๆตื่นตระหนกไปกับตลาด แล้วเมื่อมันสงบคุณจะได้ประโยชน์จากมัน” การมีสตินั้นยังหมายถึงการมีวินัยเมื่อตลาดพุ่งทะยานขึ้น และคนอื่นๆกำลังละโมบและดีใจ เพราะสติจะเป็นตัวจักรสำคัญเมื่อสิ่งต่างๆไม่ได้เป็นไปตามที่คุณหวังไว้

เกรแฮมพูดไว้ว่า “ปัญหาใหญ่และศัตรูตัวฉกาจของนักลงทุนคือ ตัวเขาเอง”

- บัฟเฟตต์มีเกณฑ์สำคัญที่คุณควรจะนำไปใช้ คือ ถ้าใครไม่สามารถรับได้ว่า หุ้นที่ถืออยู่ราคาจะตกลงครึ่งหนึ่งในช่วงข้ามคืน ก็ไม่ควรเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นตั้งแต่แรก คุณจะต้องมีความสามารถที่จะลงทุนในบริษัทที่ดี และมีความมั่นใจกับมันหรือไม่ก็อย่าซื้อมัน คุณปู่ยังบอกอีกว่า “มันจะไม่เข้าท่าเลย ถ้าคุณขายหุ้นของบริษัทดีๆเมื่อมีความกลัวลอยอยู่ในอากาศ”

ข้อ 4 จงอดทน

- ชาลี มังเกอร์ พูดถึงเรื่องของความอดทนไว้อย่างน่าสนใจว่า “การลงทุน คือ การหาบริษัทดีๆ 2-3 บริษัท แล้วนั่งทับมันไว้” และ “ความผิดพลาดในการลงทุนเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิด ความอดทนที่น้อยเกินไปคือส่วนหนึ่งของความหงุดหงิดนั้น”

- สำหรับบัฟเฟตต์ เป็นนักลงทุนทศวรรษ แทนที่จะเป็นนักลงทุนรายวัน เพราะเขามองหาทางทำกำไรจากบริษัทไม่ใช่การทำกำไรจากตลาดหุ้น ตลาดหุ้นเป็นเพียงแค่สื่อกลางในการที่จะเสนอราคาเท่านั้น ง่ายๆคือ บัฟเฟตต์ ซื้อหุ้นแล้ว Let Profit Run เพียงแต่คุณต้องหาบริษัทที่ดีมากกกกกกกๆๆๆ แล้วกอดมันไว้ แล้วถ้าบริษัทที่ดีนั้น ราคาตก ก็ซื้อเก็บ รอให้ตลาดมองเห็นมูลค่าที่แท้จริงของมัน

ข้อ 5 ซื้อธุรกิจไม่ใช่ซื้อหุ้น

บัฟเฟตต์กล่าวว่า “จงจำไว้ว่าเมื่อคุณซื้อหุ้น คุณได้ซื้อส่วนของธุรกิจนั้นจริงๆ หุ้นไม่ได้มีอะไรในตัวมันเองนอกจากการเป็นตัวแทนของกิจการ”

การลงทุนไม่ใช่การเล่นกับตลาด แต่มันเกี่ยวกับการซื้อธุรกิจที่ดี ถึงแม้ในระยะยาวแล้วธุรกิจที่ดีอาจจะไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่ในทางกลับกันธุรกิจที่ไม่ดี ไม่ได้ช่วยอะไรเลยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณต้องทำก่อนจะซื้อหุ้น คือ คิดให้ไกลและคิดให้หนัก เกี่ยวกับพื้นฐานและอนาคตของธุรกิจ แล้วให้มองว่าตัวเราเป็นนักธุรกิจไม่ใ่ช่นักเล่นหุ้น

หลักการสำคัญที่บัฟเฟตต์ใช้เลือกซื้อหุ้น

- เขาสามารถเข้าใจธุรกิจนั้นได้

- บริษัทมีประวัติการดำเนินงานที่ดีเป็นระยะเวลายาวนาน

- ดำเนินธุรกิจโดยผู้บริหารที่มีความสามารถและมีความซื่อสัตย์สุจริต

- ราคาหุ้นน่าสนใจ

ข้อ 6 จงมองหาบริษัทที่มีแฟรนไชส์

- บริษัทที่มีแฟรนไชส์ เปรียบเสมือนธุรกิจที่มีกำแพงและคูเมืองล้อมรอบอยู่ เพราะสามารถป้องกันและต้านทานศัตรูที่จะบุกเข้ามาได้ ธุรกิจแฟรนไชส์ในความหมายของเขา หมายถึงธุรกิจที่มีสิทธิพิเศษบางอย่างและสามารถรับประกันความสำเร็จของธุรกิจได้

ธุรกิจที่มีแฟรนไชส์นั้นต้องขายผลิตภัณฑ์หรือให้บริการที่

1. จำเป็นหรือที่ตอบสนองความต้องการ (ความโลภ)

2. ไม่ต้องการเงินลงทุนที่มากเกินไป เช่น บริษัทเทคโนโลยี นี่ไม่ใช่แล้ว ไม่เข้าข่ายเลย เพราะว่าต้องใช้เงินทุนจำนวนมากเพื่อปรับปรุงและพัฒนาสินค้าตลอดเวลา

3. เป็นผู้นำตลาดและไม่มีคู่แข่งที่ใกล้เคียง

4. สามารถขึ้นราคาสินค้าหรือบริการได้อย่างอิสระ ผลักภาระให้ผู้ซื้อได้

สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งเมื่อคุณจะซื้อธุรกิจที่มีแฟรนไชส์นั่นก็คือ การรอซื้อในราคาที่เหมาะสม

ข้อ 7 ซื้อโลเทค ไม่ใช่ไฮเทค

- บัฟเฟตต์ ซื้อบริษัททำอิฐ บริษัทสี บริษัทพรม บริษัทเฟอร์นิเจอร์ และบริษัทชุดชั้นใน ธุรกิจเหล่านี้เป็นธุรกิจที่บัฟเฟตต์รักที่จะเป็นเจ้าของ เพราะมันสามารถเข้าใจได้ง่าย มั่นคงด้วยกระแสเงินสดที่คาดเดาได้ ไม่มีอะไรหวือหวาน่าตื่นเต้น แต่เป็นธุรกิจที่ดี บริษัทเข้มแข็งจะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง สามารถนำรายได้และผลกำไรที่เติบโตขึ้นทุกๆปี แต่เขาจะไม่ซื้อบริษัทที่เป็นคลื่นลูกใหม่ ใช้เทคโนโลยีล่าสุด เพราะผลตอบแทนที่ได้จากธุรกิจประหลาดๆเหล่านี้มักจะไม่ค่อยตกไปถึงมือนักลงทุน

- ลองเปรียบเทียบหุ้นกับผู้หญิง ผู้หญิงประเภทไหนที่คุณจะชวนไปเต้นรำ? ระหว่างสาวหน้าใหม่น่าตื่นเต้นที่คุณเพิ่งพบที่ทุกคนคิดว่าเซ็กซี่แต่ไม่มีใครรู้จักเธอ หรือสาวข้างบ้าน ที่ดูน่าเบื่อแต่เพรียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติ

บัฟเฟตต์แนะนำให้ชวนสาวข้างบ้าน เพราะความเซ็กส์ซี่ของธุรกิจคลื่นลูกใหม่ จะสร้างปัญหาให้กับการคาดเดาอนาคตของบริษัทในระยะยาว แม้ว่าจะสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะสั้นแต่มันจะจบลงในระยะเวลาไม่นาน

จงหลีกเลี่ยงหุ้นที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและการแข่งขัน ให้มองหาธุรกิจที่จะเปลี่ยนแปลงในอนาคตก็ต่อเมื่อจะขยายธุรกิจเท่านั้น

ข้อ 8 ลงทุนแบบมุ่งเน้น

- บัฟเฟตต์กล่าวว่า “ถ้าคุณพบหุ้นที่ดี ทำไมคุณถึงซื้อหุ้นแค่นิดเดียว” เขาเชื่อมั่นในการลงทุนแบบมุ่งเน้น และปฏิเสธการกระจายความเสี่ยง เพราะจะสร้างผลตอบแทนอย่างน่าอัศจรรย์ในระยะยาว

บัฟเฟตต์แนะนำว่า ให้ซื้อหุ้น 5-10 บริษัทที่ดีๆ ในราคาถูกและซื้อให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะคุณสามารถติดตามผลการดำเนินการรวมทั้งข้อมูลข่าวสารของบริษัทได้ง่ายกว่าการลงทุนในหุ้น 20-30 ตัว

- พอร์ตการลงทุนแบบมุ่งเน้น เป็นกลยุทธ์ที่ตรงกันข้ามกับการกระจายความเสี่ยง คุณจะอยู่ห่างไกลจากสิ่งที่กระตุ้นและอารมณ์เมื่อคุณเอาไข่ทั้งหมดใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียว นี่คือพลังของการลงทุนแบบมุ่งเน้นที่จะทำให้คุณควบคุมตัวเองได้

ข้อ 9 ฝึกที่จะอยู่นิ่ง

บัฟเฟตต์ชอบซื้อหุ้น แต่การขายหุ้นนั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิง เขาเปรียบนักลงทุนที่ชอบการเคลื่อนไหวว่า เหมือนกับผึ้งที่ชอบตอมดอกไม้ไปเรื่อยๆไม่มีวันจบสิ้น

เขาแนะนำว่า ถ้าคุณเจอดอกไม้ที่คุณชอบ จงติดอยู่กับมัน พยายามต้านอารมณ์ความเคลื่อนไหวในตัวคุณ การเคลื่อนไหวบ่อยๆ จะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายมากขึ้น เช่น ค่านายหน้า หรือภาษี ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นกับนักลงทุนระยะยาว

การซื้อขายหุ้นเพราะเห็นแก่กำไรเล็กๆน้อยๆ การซื้อขายมากๆ เป็นเครื่องหมายการค้าของนักลงทุนที่โลเล ซึ่งมักจะจบลงด้วยการขาดทุนมากกว่าจะกำไร

ข้อ 10 อย่ามองตัววิ่ง (ราคาหุ้น)

ราคาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของนักเก็งกำไร แต่การลงทุนเป็นอะไรที่มากกว่าราคา ถ้าคุณเป็นนักลงทุนเน้นคุณค่าที่ไม่สนใจในการเคลื่อนไหวขึ้นหรือลงของราคาหุ้นในระยะเวลาสั้นๆ ถ้าคุณเป็นเจ้าของหุ้นในธุรกิจที่ดี คุณไม่จำเป็นจะต้องใส่ใจกับราคาหุ้นในระยะสั้น ส่วนในระยะยาวนั้น พื้นฐานของธุรกิจจะเป็นผู้ดูแลราคาของคุณเอง

เพราะการดูราคาหุ้นทุกวัน จะนำคุณไปสู่อารมณ์ของการเคลื่อนไหวในราคาหุ้น ราคาหุ้นในที่สุดแล้วจะสะท้อนมูลค่าของธุรกิจเสมอ เพียงแต่ราคาของหุ้นในอนาคตนั้นจะไม่ถูกขับเคลื่อนไปด้วยความบ้าคลั่งของวันนี้ แต่จะถูกขับเคลื่อนด้วยผลกำไรของวันพรุ่งนี้

บัฟเฟตต์เปรียบเทียบการลงทุนกับการดูเบสบอลว่า “จุดสำคัญอยู่ที่การดูเกมส์ในสนามไม่ใช่การดูที่สกอร์บอร์ด” การจะดูว่าคุณภาพของทีมที่คุณเชียร์เป็นอย่างไรแล้วมีโอกาสที่จะชนะในอินนิ่งต่อไปหรือไม่ ที่ๆคุณจะดูผู้เล่นของทีมคุณคือ ในสนาม

เบน เกรแฮม พูดไว้ว่า “ในระยะสั้นตลาดหุ้นเป็นเพียงเครื่องมือในการออกความเห็น (เรื่องของราคา) แต่ในระยะยาวแล้วตลาดจะเป็นเครื่องชั่งน้ำหนัก (เรื่องของมูลค่า)

ข้อ 11 มองตลาดหุ้นขาลงในเป็นโอกาส

- การลงทุนของบัฟเฟตต์ครั้งสำคัญๆ ส่วนมากแล้วจะเกิดขึ้นตอนตลาดหมี เมื่อราคาหุ้นของกิจการที่ดีลดราคา หรือเมื่อบริษัทดีๆประสบกับปัญหาที่เข้ามารุมล้อมชั่วคราว และราคาของหุ้นได้ถูกกดดันให้ลดต่ำลง ซึ่งทำให้เกิดโอกาสที่ยิ่งใหญ่ในการซื้อหุ้นที่ราคาย่อมเยา ฉะนั้น จงมองหาบริษัทที่มีคุณภาพที่กำลังลดราคา สำหรับคุณภาพนั้นหมายถึง พื้นฐานที่รองรับธุรกิจและคุณภาพของทีมบริหาร

- เบน เกรแฮม เขียนไว้ว่า “ถ้านักลงทุนผู้ใดยอมให้ความตื่นกลัวหรือความไม่เหมาะสมเข้ามาครอบงำจิตใจ และกังวลใจจากการตกต่ำของตลาดอย่างไม่เหมาะสม นักลงทุนผู้นั้นจะถูกแปลงสภาพจากความได้เปรียบไปสู่ความเสียเปรียบ การแกว่งตัวของราคานั้นมีความหมายที่สำคัญอย่างเดียวกับนักลงทุน คือ มันสร้างโอกาสให้ซื้ออย่างชาญฉลาดเมื่อราคาตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว และขายอย่างชาญฉลาดเมื่อราคาพุ่งสูงมากอย่างไม่เหมาะสม”

ข้อ 12 อย่าตีบอลทุกลูกที่ขว้างมา

วอเร็น พูดว่า”การตัดสินใจลงทุนที่ถูกต้องปีละครั้ง นั้นถือว่าทำได้ดีมากแล้ว” การตัดสินใจลงทุนน้อยคร้ังก็สามารถรับประกันความสำเร็จได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้เขาเปรียบนักลงทุนว่า เหมือนกับผู้เล่นเบสบอลที่ยืนอยู่บนโฮมเบสที่พร้อมจะตีลูก ตลาดหุ้นก็เหมือนกับผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามที่ขว้างลูกมาให้นักลงทุนตีอยู่ตลอดเวลา

แต่บัฟเฟตต์แนะนำว่า อย่าตีบอลทุกลูกที่ขว้างมา จงอดทนแล้วให้ลูกบอลถูกขว้างผ่านไป ให้รอเฉพาะลูกสวยๆ ตีง่ายๆ ที่ถูกขว้างมาแล้วค่อยตี

เขาอธิบายว่า ให้ซื้อธุรกิจที่ดีที่มาพร้อมด้วยกำไรในอนาคดที่เข้มแข็ง บริหารโดยผู้ที่มีความสามารถ และมีจริยธรรม สามารถซื้อได้ในราคาที่เหมาะสม แต่ถ้าบอลที่ขว้างมาไม่เข้าข่ายเหล่านี้ เขาก็จะปล่อยให้ผ่านไป

ข้อ 13 อย่าสนใจเรื่องมหภาค สนใจแต่เรื่องจุลภาค

บัฟเฟตต์เคยพูดไว้ว่า เรื่องใหญ่ๆอย่างเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจเป็นเรื่องภายนอกธุรกิจอย่าไปใส่ใจกับมัน จงสนใจแต่เรื่องเล็กๆที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโดยตรง

เขาแนะนำว่า อย่าสนใจเรื่องระยะสั้นของตลาดหุ้น จงสนใจแต่เรื่องโอกาสทางธุรกิจในระยะยาวในหุ้นที่จะลงทุน เพราะถ้าคุณใช้เวลาไปกับการกังวลว่าตลาดจะไปในทิศทางไหนในเดือนหน้าหรือปีหน้า คุณจะเสียเวลาเปล่า คุณควรจะเป็นนักวิเคราะห์ธุรกิจ มากกว่าที่จะเป็นนักวิเคราะห์เศรษฐกิจของประเทศ, ตลาดหุ้น หรือหลักทรัพย์

คุณควรใช้เวลาที่มีกับข้อมูลของบริษัทที่แน่ชัด มันไม่คุ้มกับการที่คุณจะนำเอาข้อมูลที่ไม่ชัดเจน(การเดา) มาทดแทนกับข้อมูลรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับบริษัทของคุณซึ่งคุณได้ไตร่ตรองมาเป็นอย่างดีแล้ว

ข้อ 14 จับจ้องมองการบริหาร

วอเร็น บัฟเฟตต์ มักจะมองหาธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่มาพร้อมกับผู้บริหารที่ยิ่งใหญ่เสมอ ต่อไปนี้คือสิ่งสำคัญที่ควรจะพิารณาก่อนที่จะเริ่มลงทุน

1. ทีมผู้บริหารทำงานเพื่อผู้ถือหุ้น หรือทำงานเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเขาเองโดยใช้ทรัพยากรของผู้ถือหุ้น (เช่น เงินเดือนก้อนโต, โบนัสก้อนใหญ่, สิทธิในการซื้อหุ้น และสิ่งของฟุ่มเฟือยต่างๆ)

2. ผู้บริหารใช้งบประมาณของบริษัทอย่างรอบคอบ หรือเป็นผู้บริหารที่ใช้เงินสิ้นเปลือง

3. ผู้บริหารทุ่มเทเพื่อเพิ่มมูลค่าของบริษัทให้กับผู้ถือหุ้นและใช้จ่ายเงินลงทุนอย่างเหมาะสมหรือไม่

4. ผู้บริหารมีโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้นและหลีกเลีี่ยงการออกหุ้นใหม่ที่จะทำให้มูลค่าของหุ้นลดลงหรือไม่

5. ผู้ถือหุ้นถูกปฏิบัติอย่างหุ้นส่วนหรือเป็นเพียงแค่หุ่นไล่กา

6. รายงานประจำปีของบริษัทเปิดเผยข้อมูลอย่างถูกต้องตรงไปตรงมาหรือว่ามีแต่เรื่องไร้สาระ

7. ผู้บริหารรายงานข้อมูลทางบัญชีที่ถูกต้อง หรือพยายามที่จะปกปิดข้อมูลความจริง

สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ จริยธรรมและความสามารถของผู้บริหาร เมื่อบัฟเฟตต์ตัดสินใจที่จะลงทุนเขาจะต้อง ลงเรือลำเดียวกันกับผู้นำของบริษัท บัฟเฟตต์พูดว่า คุณสามารถขาดทุนกับผู้บริหารที่ดีๆได้ แต่คุณไม่มีวันที่จะทำกำไรได้จากผู้บริหารที่แย่ๆ (นอกจากจะมีการตกแต่งตัวเลข)

ข้อ 15 ราชาแห่งวอลสตรีทนั้น ไม่ใส่เสื้อผ้า

การวิเคราะห์ทางเทคนิกนั้นสวนทางกับกรอบแนวความคิดการลงทุนของบัฟเฟตต์โดยสิ้นเชิง การวิเคราะห์ทางเทคนิคนั้นอยู่บนพื้นฐานของการดูปริมาณ กราฟ และการเคลื่อนไหวของตลาดในการเลือกหุ้น ส่วนวิธีของบัฟเฟตต์นั้นอยู่บนพื้นฐานของการดู’มูลค่าของธุรกิจ’

(คาดว่า การไม่ใส่เสื้อผ้า น่าจะเป็นอะไรที่กล่าวถึงความไม่ซับซ้อนของการวิเคราะห์ข้อมูล แต่คำนึงถึงพื้นฐานและมูลค่าของธุรกิจ ไม่ได้หมายความว่าคุณปู่ของเราไม่ใส่เสื้อผ้านะฮะ)

ข้อ 16 ฝึกที่จะคิดให้เป็นอิสระ

บัฟเฟตต์เรียนรู้บทเรียนที่สำคัญมาจาก เบน เกรแฮม นั่นคือ “คุณไม่ถูก และไม่ผิด เพราะว่าคนอื่นๆเห็นด้วยกับคุณ แต่คุณจะถูกเพราะว่าข้อเท็จจริงและเหตุผลของคุณนั้นถูกต้อง”

ไม่ว่าคนส่วนมากหรือคนที่มีชื่อเสียงจะเห็นด้วยกับคุณ มันไม่ได้ทำให้คุณถูกหรือผิด ความคิดที่ถูกนั้นต้องมาจากข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง นั่นจะทำให้คุณถูก นี่คือหัวใจของการคิดอย่างอิสระ และนั่นคือการใช้ข้อมูลและเหตุผลเพื่อหาบทสรุป แล้วยึดอยู่กับบทสรุปนั้น โดยไม่สนใตว่าจะมีหรือไม่มีคนเห็นด้วยกับคุณ

มองย้อนกลับไปในช่วงฟองสบู่ดอทคอม แสดงให้เห็นคุณค่าของการคิดอย่างอิสระของบัฟเฟตต์ เพราะถ้าเขาหลงมัวเมาไปกับราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นอย่างมากมายและตัดสินใจลงทุนไปกับมวลชน ก็อาจจะไม่มีคุณปู่ในตำนานอย่างตอนนี้ แต่คุณปู่เลือกที่จะมองคนอื่นเริงระบำไปบนกำไรก้อนโตจากหุ้นไฮเทค อีกทั้งยังถูกเยาะเย้ยจากนักลงทุนและนักวิชาการหลายๆคนถึงความสามารถของเขา แต่เขาก็ไม่สนใจ เพราะบริษัทไฮเทคเหล่านี้อยู่นอกเหนือความเข้าใจของเขา

เมื่อฟองสบู่แตกคนอื่นได้รับผลกระทบและเจ็บหนัก แต่คุณปู่ของเราไม่ได้รับผลกระทบน้อยมากถ้าเทียบกับคนอื่นๆ

กลยุทธ์การลงทุนใดๆที่อยู่บนพื้นฐานของการทำโพลความคิดเห็นของผู้อื่นมากกว่าการใช้ความคิดของตัวเอง กลยุทธ์แบบนั้นคือกลยุทธ์ที่แย่ที่สุด

ข้อ 17 จงอยู่ในขอบเขตความรู้ของคุณ

เมื่อถึงเวลาที่บัฟเฟตต์ต้องเลือกว่าจะลงทุนในธุรกิจไหนดี เขาจะลงทุนในอุตสาหกรรมและบริษัทที่เขารู้สึกสบายใจที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย แล้วเขายังเคร่งครัดมากในเรื่องที่เกี่ยวกับขอบเขตของความรอบรู้

เขาจะไม่ลงทุนในอะไรก็ตามที่อยู่นอกขอบเขตนั้น และเขายังอดกลั้นต่อความเย้ายวนที่จะทำให้ขอบเขตของเขาใหญ่ขึ้น

ที่จริงแล้วเขาพูดว่าขนาดของขอบเขตความรู้นั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือการรู้ว่าขอบเขตของมันอยู่ที่ไหน และให้อยู่แต่ภายในขอบเขตนั้น

ขอบเขตที่เลือนลางจะเป็นหนทางสู้ความผิดพลาดในการลงทุนอย่างมหันต์ เรื่องที่อยู่นอกขอบเขต เรื่องใหม่ๆ เรื่องน่าตื่นเต้นนั้นจะนำไปสู่ความอลหม่านของฝูงชน

ข้อ 18 อย่าสนใจการพยากรณ์ตลาดหุ้น

สิ่งสำคัญก็คือ ให้มองที่ผลการดำเนินงานที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว มากกว่าการมองด้วยการคาดคะเนและการคาดเดา อย่าปล่อยให้การทำนายแหกลูกตาคุณ จงจับจ้องอยู่กับอะไรก็ตามที่สำคัญจริงๆ จงอยู่กับฐานะบริษัท ไม่ใช่ฐานะของตลาด

ใช้เวลาของคุณไปกับการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานในอดีตและในปัจจุบันของบริษัท เพื่อที่จะได้ข้อมูลและไอเดียเกี่ยวกับบริษัทในอนาคต

มองหาโอกาสที่น่าเชื่อถือ และอย่าปล่อยให้เสียงรบกวนของการทำนายตลาดเข้ามาขวางทางในการติดสินใจของคุณ

ยิ่งตลาดมีการเก็งกำไรมาก มีการแปรปรวนมาก ยิ่งจะทำให้คนหันไปพึ่งพาความช่วยเหลือของการพยากรณ์ตลาดมากเท่านั้น แต่ในเมื่อการพยากรณ์นั้นมีโอกาสน้อยมากที่จะถูก ยิ่งมีคนอ้างว่าการพยากรณ์ของเขานั้นแม่นยำมากเพียงใดในตลาดที่แปรปรวน คุณยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นเท่านั้น

ข้อ 19 รู้จักกับ นายตลาด และ Margin of Safety

บัฟเฟตต์อธิบายถึงนายตลาดว่า เขาคือหุ้นส่วนทางธุรกิจของคุณคนหนึ่งที่มีปัญหาทางด้านอารมณ์ เขาจะปรากฏตัวขึ้นทุกๆวัน และเขาจะเสนอราคาที่จะขอซื้อหุ้นในส่วนของคุณ และไม่ต้องการขายหุ้นของเขา เมื่อเขามองเห็นแต่สิ่งดีๆในธุรกิจ แต่เขาจะขายหุ้นในส่วนของเขาให้กับคุณ เมื่อเขาเห็นว่าทุกอย่างในตลาดเป็นปัญหาไปหมด

บัฟเฟตต์บอกว่ากุญแจสำคัญอยู่ที่คำพูดของเกรแฮมที่ว่า “อย่าตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของนายตลาด” ความหดหู่ของเขาสามารถปกคลุมไปได้ทั่วและความอิ่มเอิบใจของเขาก็สามารถทำให้คุณหลงมัวเมาได้เช่นกัน

บัฟเฟตต์พูดว่า “อ่านอารมณ์ของเขาให้ออก และควรพิจารณาอารมณ์นั้นอย่างถี่ถ้วน แต่อย่าตกลงไปอยู่ในหลุมพรางของอารมณ์นั้นซะเอง”

หลักการสำคัญอีกข้อหนึ่งของ เบน เกรแฮม ก็คือ Margin of Safety นั่นคือ ราคาของหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่าของธุรกิจนั้นมากๆ คุณคงไม่ต้องการให้ราคาของหุ้นที่ซื้อกับมูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจใกล้เคียงกัน แต่คุณคงต้องการช่องว่างมากๆ นั่นคือ การที่คุณซื้อหุ้น 1 ดอลล่าร์ ในราคา 40 เซ็นต์

คุณควรใช้ความไร้เหตุผลของนายตลาดให้เป็นประโยชน์ เมื่อเขาเกิดอาการหดหู่อย่างร้ายแรง เขาจะทำให้ตลาดหุ้นดิ่งลงเหว นั่นจะเป็นโอกาสสำหรับคุณที่สามารถสร้าง Margin of Safety ให้กับคุณได้เมื่อซื้อหุ้น

ข้อ 20 จงกลัวเมื่อคนอื่นกำลังโลภ และจงโลภเมื่อคนอื่นกำลังกลัว

เมื่อนักลงทุนส่วนใหญ่กำลังโลภ บัฟเฟตต์จะระมัดระวังตัว แต่เมื่อใดที่นักลงทุนส่วนใหญ่ตื่นกลัว บัฟเฟตต์ก็จะโลภ และช่วงนี้เป็นเวลาที่เขารอคอย เพราะเขาจะฉกฉวยโอกาสในการซื้อบริษัทที่ดีในราคาหุ้นที่ตกต่ำ

เป็นที่รู้กันว่าบัฟเฟตต์ตื่นกลัวในช่วงของตลาดกระทิงอินเตอร์เน็ต เมื่อทุกคนกำลังซื้อหุ้นด้วยความโลภ เขาไม่เสียเงินเลยสักกะดอลล่าร์ในขณะที่คนอเมริกันเป็นล้านจบลงด้วยความสูญเสีย บางคนถึงกับหมดตัวออกจากตลาดไปเลย

ข้อ 21 อ่าน อ่านให้มาก แล้วคิดให้ดี

บัฟเฟตต์เชื่อว่า อุตสาหกรรมการลงทุนนั้นไม่เหมือนกับอุตสาหกรรมอื่นๆ การที่จะลงทุนนั้นคุณต้องสะสมความรู้ แต่เราก็ควรที่จะเลือกอ่านแต่หนังสือที่มีประโยชน์เหมาะสมต่อนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (หรือที่เหมาะกับการลงทุนของคุณ) แล้วหนังสือประเภทไหนที่ไม่เหมาะกับคุณก็อย่าไปสนใจเพราะมันจะทำให้คุณเสียเวลาเปล่า

ข้อ 22 ใช้แรงม้าของคุณให้เต็มที่

วอเร็น บัฟเฟตต์ บอกว่าคนทั่วๆไปมีเครื่องยนต์ขนาด 400 แรงม้า แต่สามารถใช้ได้จริงเพียง 100 แรงม้าเท่านั้น (อีกนัยหนึ่ง คนที่ฉลาดมักจะถูกกวนใจจากงานที่ล้นมือ และจะทำในสิ่งที่ไม่มีเหตุผล)

บัฟเฟตต์ พูดว่าใครก็ตามที่สามารถใช้แรงม้าได้เต็มที่จากเครื่องยนต์ขนาดแค่ 200 แรงม้า ก็สามารถทำได้ดีกว่าคนอื่นๆมาก

ข้อ 23 อย่าทำพลาด แต่ให้เรียนรู้จากความผิดพลาดของผู้อื่น

ชาลี มังเกอร์ เพื่อนและหุ้นส่วนของบัฟเฟตต์ ให้ความสำคัญกับการศึกษาความผิดพลาด และเรียนรู้ที่จะไม่ทำมันซ้ำสอง

ข้อ 24 ก้าวสู่การเป็นนักลงทุนผู้รอบรู้

บัฟเฟตต์พูดว่า การลงทุนของเบน เกรแฮม นั้นเป็นการลงทุนแบบรอบรู้ เขาไม่ใช่นักลงทุนอัจฉริยะ หรือนักลงทุนผู้บ้าคลั่งและลงทุนตามสมัยนิยม

สิ่งที่ดีที่สุดเกี่ยวกับการลงทุนแบบรอบรู้ก็คือ มันสามารถสร้างความมั่งคั่งให้คุณได้ ถ้าคุณไม่รีบร้อนจนเกินไปและมันจะไม่ทำให้คุณจนลง

สไตล์การลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นไม่ใช่สไตล์รวยเร็ว แต่เป็นการรวยช้าๆอย่างมีแบบแผน มันใช้เวลาที่จะปลูกต้นกล้าให้เป็นต้นไม้ใหญ่ ฉะนั้นคุณควรฝึกที่จะพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง

ที่มา:http://www.sarut-homesite.net/2012/1…es-it-artemis/

วิธีแสวงหาความคิดแปลกใหม่

วิธีแสวงหาความคิดแปลกใหม่
สิ่งที่แยกคนธรรมดาออกจากนักประดิษฐ์คิดค้น ไม่ใช่ความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ แต่อยู่ที่การใช้ความสามารถนั้นโดยการกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ที่พอมี อยู่ให้เป็น ผมรู้ดีว่าทำไมเป็นเช่นนั้น และจะช่วยแนะให้แต่ละคนงัดเอาขุมคลังแห่งความคิดในสมองออกมาใช้ได้

1. จับความคิดที่แว้บเข้ามา
จดไว้ทันทีเมื่อความคิดดีๆผุดขึ้นมา จดไว้บนแขนก็ได้ถ้าจำเป็น ไม่ว่าความคิดจะใช้ได้หรือไม่ก็ตาม แต่ขอให้จดไว้ก่อน แล้วค่อยมาประเมินที่หลัง ลองนึกดูก็ได้ว่า คุณเคยมีความคิดดีๆ กับคุณไหม แต่คุณไม่ได้จดเอาไว้ ครั้นคิดว่ามันคืออะไร ความคิดนั้นก็พลันหายไปเสียแล้วลืมมันไปแล้วน่านล่ะ แล้วรู้สึกเสียดาย จำเอาไว้ เมื่อมีความคิดดีเกิดขึ้นจงจดเอาไว้

2. สร้างความฝัน
ทุกคนเคยประสพกับภาวะก้ำๆกึ่งๆประหลาดแบบนี้มาแล้วทั้งนั้น ความเอามาใช้เป็นประโยชน์หรือไม่ ก็ปล่อยตัวให้ฝันกลางวัน เสียบ้าง จะเป็นบนเตียงในห้องน้ำหรือ ที่ไหนก็ได้ที่คุณจะปล่อยความคิดอิสระได้โดยที่ไม่มีอะไรมารบกวน คุณจะพบว่าความคิด ต่างๆจะผุดขึ้นมาเอง

3. ค้นหาสิ่งท้าทาย
ถ้าคุณโดนประตูล็อกไว้ พฤติกรรมทุกรูปแบบที่ช่วยให้หลุดออกจะเกิดขึ้นเองอย่างรวดเร็ว คุณอาจจะผลักหรือดึงลูกบิดทุบประตูหรือร้องให้ช่วย นักวิทยาศาสตร์เรียก พฤติกรรมเก่าๆที่ปรากฏออกมานี้ว่า การหวนกลับคืน ยิ้งพฤติกรรมเก่าหวนกลับคืนมามากเท่าใด โอกาสจะเชื่อมโยงพฤติกรรมใหม่ๆ ได้มากขึ้นโอกาสเกิดความคิดสร้าง สรรค์ก็มากขึ้น

4. ทำอะไรก็ได้ที่จะทำให้เรากระตุ้นสมอง
จะยิ่งปั่นความคิดใหม่ๆออกมาได้ดีขึ้น เช่นมีเด็กๆ ชอบถามอะไรแปลกๆ ว่าทำไมไม่มีแบบนี้บ้าง อะไรแบบนี้ก็จะมากระตุ้นสมองมาได้เช่นกันกับเปิดโลกกว้าง

5. พยายามเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อเพิ่มเติมความคิดสร้างสรรค์
ถ้าคุณเป็นนายธนาคารลองไปเรียนการเต้น อ่านหนังสือแนวที่คุณยังรู้น้อย เปลี่ยนไปอ่านหนังสือพิมพ์รายวันฉบับอื่นเสียบ้างสิ่งใหม่ๆจะเชื่อมโยงกับสิ่งเก่าได้อย่างน่าพิศวง
ที่จริงแล้วความคิดสร้างสรรค์ก็เป็นเพียงการใช้ความคิดสนใจกับกระแสความคิดต่างๆหลั่งไหลมาหาคุณ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในตัวแล้วนำออกมาใช้ให้เป็น

คนฉลาดคิดคือคนที่ไม่ประมาทผู้อื่น ไม่ว่าในทางฉลาดหรือโง่ ความคิดทุกคนถือเป็นครู มิใช่สิ่งผิดหรือถูก การรับฟังจึงถือเป็นการเปิดโลกทัศน์ให้แก่ตัวเอง เรื่อง บางอย่างจึงไม่จำเป็นต้องอวดอ้างหรือโต้เถียงเพื่อได้รับการยอมรับ เพราะคุณค่าของคนไม่ได้อยู่ที่นั่นคนฉลาดย่อมต้องทำตนให้โง่ที่สุด เพราะจะเรียนรู้ได้มากที่สุด
แต่คนฉลาดน้อยที่สุดคือคนที่เชื่อมั่นแต่ในความคิดเดียวของตนทั้งคิด แก่ตัวเองและผู้อื่น

ลอกคราบ วอเรน บัฟเฟต (Warren Buffet)

ลอกคราบ วอเรน บัฟเฟต (Warren Buffet)

เช้าตรู่ของวันที่ 1 เสาร์แรกของเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ขณะที่อากาศบ้านเรากำลังร้อนจัด บนท้องถนน บริเวณสี่แยกราชประสงค์และพื้นที่ใกล้เคียง อัดแน่นไปด้วยเต้นท์และผ้าพลาสติกปูนอนของผู้คนที่มีความรู้สึกอึดอัดขัด ข้อง และเรียกตัวเองว่า “ไพร่” ซึ่งสะท้อนถึงความด้อยอภิสิทธิ์ และขาดแคลนสินทรัพย์ตลอดจนความมั่งคั่งด้วยประการทั้งปวง กำลังเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ฯลฯ

แต่ทว่า ณ อีกมุมหนึ่งของโลก ที่เมืองโอมาฮา เมืองเล็กๆ ในรัฐเนบราสก้า ของสหรัฐอเมริกา บรรดาเศรษฐีและมหาเศรษฐีของโลกจำนวนกว่า 35,000 คน ก็กำลังชุมนุมกันอยู่อย่างเบียดเสียดยัดเยียดเช่นกัน

“ม็อบมหาเศรษฐี” เหล่านี้ มาที่นี่ทุกปีในช่วงเวลานี้ เพราะพวกเขาต้องมาเพื่อตรวจสอบทรัพย์สินและความมั่งคั่งของตัวและครอบครัว ว่าได้สะสมงอกเงยมาเป็นเท่าใดแล้วในขณะนั้น และกำลังจะงอกงามสืบไปอีกสักเท่าใดกันแน่ในอนาคต และด้วยวิธีใด นั่นเพราะพวกเขาพร้อมใจกันฝากฝังให้บุคคลผู้หนึ่งเป็นคนจัดการดูแลให้ อย่างแทบจะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

Warren Buffet คือบุคคลผู้นั้น

บุคคลผู้เกือบมีสถานะเป็น “เทพ” เชี่ยวชาญในการ “เล่นแร่แปรธาติ” เอาเงินมาต่อเงิน ผ่านกลไกตลาดทุน รู้จักวางตัว รู้จักพูดจา รู้จัก Tell Story เพื่อสร้างตัวคูณให้กับราคาหุ้น จนตัวเองร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลก แต่กลับสร้างภาพว่าเป็นอยู่อย่างง่ายๆ ติดดิน ใจบุญสุญทาน จนเกือบมีสถานะเป็น “ฤาษี” วิธีการแบบนี้ นับว่าน่าสนใจมาก

วิธีการของเขานั้นดูเหมือนง่าย เพียงทุกคนเข้าถือหุ้นใน Holding Company อันหนึ่งที่ชื่อ Berkshire Hathaway Inc. ที่ มีเขาและครอบครัวตลอดจนพรรคพวกของเขาควบคุมอยู่ เสร็จแล้วก็กลับบ้านมานั่งรอให้ราคาหุ้นไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ คอยบวกลบคูณหารว่า Wealth ของตัวจะงอกงามเป็นเท่าใดในแต่ละวัน แต่ละเดือน แต่ละปี

แล้วในความเป็นจริง มันก็ดันเป็นเช่นนั้นจริงๆ ราวกับราคาหุ้นมันเสกกันได้ คนที่ลงเงินกับเขาในปี 1964 แล้วยังถืออยู่จนปัจจุบัน ก็คำนวณกันแล้วว่าได้ผลตอบแทนถึง 434,057% (คิดเป็นอัตราผลตอบแทนสะสมต่อปีถึง 20.3%…อันนี้ผมพูดถึง Compounded Annual Gain ของ Per-Share Book Value of Berkshire Hathaway ตั้งแต่ 1965-2009 ซึ่งเขาใช้เป็น Index ในการวัดความเก่งกาจของตัวเอง)

ขณะที่ผมนั่งเขียนต้นฉบับอยู่นี้ คือเช้าตรู่ของวันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม 2553 ราคาหุ้นของ Berkshire Hathaway ปิดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาหุ้นละ 115,815 เหรียญฯ สำหรับหุ้นสามัญชั้นหนึ่ง (Class A Stock, ชื่อหุ้นใน NYSE คือ BRKa) และ 77.10 เหรียญฯ สำหรับหุ้นสามัญชั้นสอง (Class B Stock, ชื่อหุ้นใน NYSE คือ BRKb)

เห็นหรือยังครับ ว่าในหมู่เศรษฐีก็ยังแบ่งชนชั้นกันเอง กล่าวคือผู้ถือหุ้นชั้นหนึ่งหรือ “ชั้นเจ้า” จะมี Voting Right หรือ “สิทธิในการออกเสียง” เหนือกว่าผู้ถือหุ้นชั้นสองหรือ “ชั้นไพร่” ถึง 1,500 เท่า เพราะหุ้น Class A สามารถแลกเป็น Class B ได้ 1,500 หุ้น

ท่านผู้อ่านลองคูณเป็นเงินบาทดูสิครับ หุ้น BRKa ตกแล้วราคากว่า 3.8 ล้านบาท ยังงี้ถือแค่เพียงหุ้นเดียว คนแถวบ้านก็พากันเรียก “เศรษฐี” แล้วละครับ

ผมลองคำนวณมูลค่าหุ้นทั้งหมดของ Berkshire Hathaway รวมกันที่เรียกว่า Market Capitalization ก็จะได้ประมาณ 382.01 พันล้านเหรียญฯ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 12.6 ล้านล้านบาท นับว่ามากกว่าขนาดของเศรษฐกิจไทยทั้งประเทศ (GDP ของไทยปีนี้คาดว่าจะอยู่ประมาณ 9.5-10 ล้านล้านบาท)

เห็นหรือยังครับว่าทำไม “ม็อบเศรษฐี” พวกนี้ถึงต้องมาชุมนุมกันที่โอมาฮาทุกปี (อ่านรายงานของคนที่เคยไปชุมนุมที่นั่นแล้วออกมาบอกเล่ากันได้ใน “จาริกแสวงบุญที่โอมาฮา เฝ้าศาสดา วอเรน บัฟเฟต” หน้า 76)

หลายปีมานี้ มีหนังสือจำนวนมาก (รวมทั้ง MBA ด้วย) ได้พยายามอธิบายวิธีการของ Warren Buffet วิธีคิดของเขา วิธีมองหาเพชรในตมของเขา วิธีการเจียรนัยเพชรของเขา วิธีการมองโลกและชีวิตของเขา ตลอดจนเคล็ดลับ เคล็ดวิชา หรือกลเม็ดเด็ดพรายเล็กๆ น้อยๆ ว่าเขารวยขึ้นมาได้ยังไงกัน (วะ) แต่เขามักจะเก็บตัว และ้ถ้าจะพูดก็จะเลือกพูด หรือพูดผ่านคนที่เขาไว้ใจหรือซื้อไว้แล้ว

สิบกว่าปีมาแล้ว ขณะที่เขายังไม่โด่งดังมากขนาดนี้ ผมได้ขอให้ตัวแทนของ Talent Agency ที่มีชื่อเสียงติดต่อกับเขา เพื่อขอให้มาพูดที่เมืองไทย แต่เขาก็เฉยๆ แม้ตัวแทนคนนั้นบอกผมว่าได้ติดต่อผ่านไปยังวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ คนหนึ่งที่มีความสนิทชิดเชื้อเป็นกันเองกับเขา ด้วยซ้ำไป

จนอีกหลายปีต่อมา จึงเพิ่งจะมารู้ว่าเดี๋ยวนี้ “คนนอก” จะไปพบเขาก็ต้องประมูลผ่านทาง eBay อย่างกลุ่มนักธุรกิจจีนกลุ่มหนึ่งที่ชนะประมูลด้วยวงเงินกว่า 10 ล้านบาท เป็นต้น แม้จะว่าเป็นการกุศล ผมก็ว่ามันทะ:-)ๆ ซึ่งเขาก็คงตระหนักเหมือนกัน จึงบอกให้เลิกกิจกรรมแบบนี้เสีย

แต่นั่นก็ทำให้เราเห็นว่าความนิยมในตัวเขานั้นมากเพียงใด โดยเฉพาะในหมู่ประเทศเศรษฐีใหม่ (เมื่อปีที่แล้ว มีเศรษฐีต่างชาติกว่า 800 คน เข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น Berkshire Hathaway และขอให้เขาเซ็นลายเซ็นให้บนข้าวของคนละ 1 ชิ้น แม้กระนั้นก็ยังต้องใช้เวลาเพื่อการนี้ถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง จนมาปีนี้เขาขอให้เลิก เพราะเหนื่อย)

ผมรู้ดีว่าแฟนๆ บัฟเฟตในเมืองไทยมีแยะ เพราะหลายครั้งที่เราพูดถึงเขาใน MBA นิตยสารฉบับนั้นก็จะขายดีเป็นพิเศษ นั่นจึงเป็นที่มาของเรื่องที่ท่านถืออยู่ในมือ ณ ขณะนี้ ซึ่งเราตั้งใจจะให้ละเอียด Update และลึกซึ้งครอบคลุมที่สุด เท่าที่จะทำได้ในภาคภาษาไทย

ก่อนที่จะลงมือเขียนบทความนี้ ผมก็ได้ตรวจสอบดู Portfolio ของ Berkshire Hathaway อย่างละเอียด ตลอดจนตรวจดูงบดุล งบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสด และหมายเหตุประกอบงบการเงินล่าสุด เท่าที่จะมีข้อมูลให้อ้างอิงได้ ทั้งจาก Annual Report ปีล่าสุด และจาก Edgar ไฟล์ของหน่วยงาน ก.ล.ต. (SEC) ของสหรัฐฯ ตลอดจนได้อ่าน Chairman’s Letter ฉบับล่าสุดและ Owner-Related Business Principles ฉบับอัพเดตทั้ง 15 ข้อ อันโด่งดัง ที่บัฟเฟตอ้างว่าเขาเขียนเอง

และที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ ย่อมเป็น Observations ของผมเอง ที่แม้ผู้รู้หลายท่านอาจจะไม่เห็นด้วย แต่ผมก็ยังเชื่อว่า มันจะเพิ่มเติมมุมมองใหม่ๆ ให้กับท่านไม่มากก็น้อย ถ้าท่านเป็นผู้ที่ฝักใฝ่สนใจในเรื่องที่เกี่ยวกับการ “หาทรัพย์” “ใช้ทรัพย์” “เพิ่มพูนทรัพย์” หรือต้องแบกรับภาระหน้าที่ที่ต้องรักษาไว้ซึ่ง “ความมั่งคั่ง” (Wealth) ของครอบครัวหรือองค์กรของท่าน มิให้เสื่อมค่าลงตามกาลเวลาและอัตราเงินเฟ้อ

คนรวย

เนื่องเพราะผมไม่ใช่คนรวยและมิได้เกิดมารวย เพราะฉะนั้น ความเข้าใจต่อ “ความรวย” สำหรับผม ย่อมได้มาจากการอ่าน สังเกต ศึกษา เรียนรู้ สอบถาม แลกเปลี่ยน คิดหาเหตุผล และจินตนาการเอาเอง

นานมาแล้ว สมัยที่ผมยังหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็น Investment Banker หัวหน้าผมคนหนึ่ง ซึ่งเป็น Banker ที่เก่ง เคยบอกกับผมว่า “คนรวยจริงนั้นต้องรวยด้วย Wealth มิใช่รวยด้วย Income” และ นับแต่นั้น แม้จะฟังดูกำกวมอยู่บ้างในตอนแรก ผมก็ได้ยึดถือเอาคำพูดประโยคดังกล่าวเป็น Core Concept เสมอมา เมื่อต้อง Observe อะไรที่เกี่ยวกับทรัพย์หรือเกี่ยวกับความร่ำรวยหรือความมั่งคั่งของผู้คน

และในฐานะที่ผมเป็นนักข่าวสายธุรกิจ เศรษฐกิจ และการจัดการ ผมย่อมต้องเคยพูดคุยกับคนรวยจำนวนมาก เคยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการลงทุนและการบริหารสินทรัพย์หรือ หนี้สิน ตลอดจนสไตล์การใช้ชีวิตของคนเหล่านั้น ทั้งที่เป็นนักธุรกิจใหญ่ๆ นักการเงิน นักลงทุน นักอุตสาหกรรม นักการเมือง เทคโนแครต หรือ Entrepreneur ที่เก่ง อีกทั้งยังเคยเห็นของมีค่ามาแล้วก็ไม่น้อย ทั้งของสะสม, Luxury Estate, Precious Metals, Arts และ Collectible Items อื่นๆ ที่ผู้คนคิดว่ามันจะสามารถ Store Value ของความมั่งคั่งไว้ได้

สุดท้าย ผมก็พบว่าคำกล่าวนั้นเป็นความจริง เพราะหลายคนที่ผมเคยพบ แม้จะมีรถยนต์จำนวนมาก แต่ก็ใช้ได้จริงทีละคัน แม้จะมีเครื่องเสียงและแผ่นเสียงมีค่าจำนวนนับไม่ถ้วน แต่ก็ฟังได้จริงทีละชุดและทีละแผ่น แม้จะมีเครื่องเพชรละลานตา แต่ก็ใส่ออกงานได้จริงวันละไม่กี่ชุด ฯลฯ หรือ One at a time และแม้จะมีเงินจำนวนมหาศาล ทว่า 90% ของเงินที่มีอยู่ กลับไม่เคยถูกนำมาใช้กินใช้อยู่ใช้เที่ยวหรือเพื่อการใช้ชีวิตหรือดำรงชีวิต ประจำวันแต่อย่างใด เพราะคนเราจะกินอยู่กันซักเท่าไหร่กันเชียว วันๆ หนึ่ง

ผมสังเกตว่า Bill Gates ตอนที่มาเมืองไทยก็พักอยู่ที่ดุสิตธานี เมื่อคิดดูให้ละเอียดก็จะเห็นว่าดุสิตธานีนั้นอยู่ไม่ไกลไปจากซอยงามดูพลี ที่ฝรั่งขี้นกชอบมาพักกันไม่เท่าไหร่ หรือเมื่อเขาไปภูเก็ต เขาก็เพียงอยู่กันคนละหาดกับบรรดาฝรั่งขี้นกพวกนั้น ผมว่าชีวิตประจำวันก็คงไม่ต่างกันมากเท่าไหร่ แต่ที่ต่างกันมากมายมหาศาล ย่อมเป็น “เลขศูนย์” หรือ “เลขหลัก..” (000,000,000,000,000…) ที่ต่อท้ายตัวเลขในสมุดเงินฝาก (หรือในบัญชี Net Worth) นั่นแหละ

ซึ่งหลักศูนย์จำนวนมากที่มาต่อท้ายนี้ เป็นสิ่งที่พึงปรารถณาของคนทั่วไป เพราะมันสามารถดลบันดาลให้ได้ครอบครองและบริโภคของดี ของหายาก ของแพง ของที่อยากได้ หรือแม้แต่จะให้ทานใครทีละมากๆ ฯลฯ ก็จะเป็นไปได้อย่างราบรื่นไม่ติดขัด…นั่นเป็นข้อดึของความรวย

ผมสังเกตว่าคนรวยในโลกเดี๋ยวนี้ รวยกันทีเป็นหลักแสนล้านหรือล้านล้าน มิใช่ร้อยล้านหรือ Millionaire เหมือนเมื่อก่อน และแทบทั้งหมด (ถ้าไม่นับ Royal Family) ย่อมรวยด้วยการถือครองหุ้นในกิจการหรือกลุ่มกิจการของตัวเอง มิได้รวยขึ้นมาด้วยการถือครองที่ดิน หรือทรัพย์สินอื่น (แม้แต่ Government Bonds หรือ Treasury Bills ก็ตามที) หรือด้วย Stream of Incomes ที่แม้จะมีมาหลายทาง ก็รวมแล้วไม่มีทางเทียบได้กับ Market Capitalization ของหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

อย่าง Bill Gates ก็รวยขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐีอันดับต้นของโลกเพราะถือหุ้น Microsoft ที่ราคาก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีแรก นั่นนับเป็นแกนหลักของความรวยของเขาที่ตอนหลังคืบคลานไปถือสินทรัพย์อย่าง อื่นด้วย หรืออย่าง “มหาเศรษฐีข้ามวัน” รุ่นใหม่จำนวนมาก Yahoo!, Google, eBay, YouTube, Netscape, MySpace, Amazon, Starbuck, Wal-Mart, Murdoch ฯลฯ ที่รวยขึ้นมาจากกิจการไฮเทคหรือแม้แต่พวก Hedge Fund และ Private Equity ที่มักต้องเก็บตัวรวยแบบเงียบๆ ก็ล้วนรวยมาจากมูลค่าหุ้นทั้งนั้นแหละ

นั่นเป็นเพราะหุ้นมันมี “ตัวคูณ”

ระบบทุนนิยมมันอนุญาตให้ตลาดหุ้นสร้าง “ตัวคูณ” ให้กับสินทรัพย์และรายได้ เพื่อให้เกิด “ความมั่งคั่ง” อีกระนาบหนึ่งขึ้นมา ซึ่งเป็นความมั่งคั่งในระดับ “อภิมหา” หรือ Super Rich

Warren Buffet ก็ใช้วิธีการนี้มาตั้งแต่แรกและใช้มาก่อนใครเพื่อน นั่นเป็นเพราะเขาค้นพบความลับของ “ตัวคูณ” มาตั้งแต่เขายังเรียนหนังสืออยู่กับ Bill Graham ที่โคลัมเบียเมื่อยังเด็ก

ดังนั้น เมื่อเขาได้ของมีค่ามา แม้ว่าจะเป็นที่ดิน อาคาร โรงงาน กิจการ หรือธุรกิจที่มีกำไร กระแสเงินสด และมีศักยภาพแห่งรายได้ เขาย่อมไม่ “กั๊ก” ไว้เอง เขาย่อมใส่เข้าไปใน Berkshier Hathaway หมด เพื่อสร้างตัวคูณให้กับหุ้น Bershire แล้วค่อยรอกินจาก “ยอด” นั้น ซึ่งวิธีนี้สำหรับเขา มันพิสูจน์ให้เห็นตำตาแล้วว่ามันได้โป่งขึ้นเป็นแสนเท่า

เขากล่าวไว้ใน Annual Report ฉบับล่าสุดว่า “In line with Berkshire’s owner-orientation, most of our directors have a major portion of their net worth invested in the company. We eat our own cooking.

Charlie’s family (หมายถึง Charlie Munger มือขวาของเขา–ทักษ์ศิล) has 80% or more of its net worth in Berkshire shares; I have more than 98% In addition, many of my relatives – my sisters and cousins, for example – keep a huge portion of their net worth in Berkshire stock.

Charlie and I feel totally comfortable with this eggs-in-one-basket situation because Berkshire itself owns a wide variety of truly extraordinary businesses……

Charlie and I cannot promise you result. But we can guarantee that your financial fortunes will move in lockstep with ours…(..)…Moreover, when I do something dumb, I want you to be able to derive some solace from the fact that my financial suffering is proportional to yours.” (Berkshire Hathaway Inc., 2009 Annual Report, P.89)

เก๋มะ! คำพูดเนี่ย

ตัวคูณ

เห็นมั้ยครับว่า Buffet คิดไม่เหมือนเศรษฐีไทย ซึ่งร้อยทั้งร้อยมุ่งเน้นแต่เรื่อง Cashflow และ Stream of Income แต่ต่อยอดไปสู่กระบวนทัศน์ของ “ตัวคูณ” ไม่ค่อยเก่ง ยกเว้นคนรุ่น ทักษิณ ชินวัตร สนธิ ลิ้มทองกุล สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง อนันต์ อัศวโภคิณ ฯลฯ เหล่านี้ที่โผล่ขึ้นมาในยุคเงินท่วมประเทศ และอาศัยตัวคูณในตลาดหุ้นต่อยอดให้ตัวเองอย่างโฉ่งฉ่าง โดยที่บางคนก็สำเร็จ บางคนก็ล้มเหลว (ถ้าดูให้ดี จะเห็นว่าเศรษฐีใหม่อย่าง ตัน ภาสกรนที ก็ Breakthrough ขึ้นมาได้เพราะหุ้นเหมือนกัน)

เศรษฐีไทยส่วนใหญ่ ไม่ว่ารุ่นเก่ารุ่นใหม่ แม้ว่าจะเคยลิ้มลองรสชาติของ “ตัวคูณ” กันมาแล้วแทบทุกคน แต่นิสัยพื้นฐานลึกๆ มักจะคล้ายคลึงกัน คือนิยมที่จะรักษาความมั่งคั่งไว้กับที่ดิน อาคาร ทองคำ และเงินฝากธนาคารเสียมากกว่า ยกตัวอย่างเช่นคนในตระกุลเศรษฐีประเภท “ของจริง” ที่สังคมรู้จักกันดี อย่างโสภณพนิชหรือเจียรวนนท์ พวกเขาย่อมเข้าใจมหัศจรรย์ของ “ตัวคูณ” เป็นอย่างดี แต่ก็ไม่ได้ถือเรื่องดังกล่าวเป็น Priority หลักของครอบครัว และไม่ได้หมกมุ่นกับมันเหมือน Buffet (เช่นเดียวกับอีกหลายตระกูลที่รวยมาก่อนหน้านี้ก็เช่นเดียวกัน จนสุดท้ายความมั่งคั่งที่เคยกระจุกตัวอยู่ในตระกูลก็ถูกแบ่งแยกแจกจ่ายกันไป ในหมู่สมาชิกรุ่นต่อมาจนทำให้ตระกูลไม่สามารถสืบทอดความมั่งคั่งต่อไปได้ และต้องกระเด็นออกจากทำเนียบมหาเศรษฐีไปโดยปริยาย)

นั่นอาจเป็นเพราะวิธีคิดแบบคนจีนที่ถึงแม้จะชอบความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่เมื่อรวยแล้วก็จะไม่กล้าไปแบบสุดๆ เหมือนฝรั่ง ในเชิงเทคนิคแล้ว “ตัวคูณ” ของราคาหุ้นย่อมมีพื้นฐานมาจากรายได้ กำไร และกระแสเงินสดของกิจการนั่นเอง ทว่า เมื่อถูกนำมาปรุงแต่งอย่างเหมาะสมด้วยมือของผู้ชำนาญแล้ว กำไรหรือกระแสเงินสดหรือ Book Value เพียง 1 บาท สามารถเป็นสปริงบอร์ดให้ราคาหุ้นของกิจการนั้นๆ มีค่าเป็นสิบเป็นร้อยได้ ซึ่งนักลงทุนเรียกมันว่า P/E Ratio บ้าง P/Cashflow บ้าง P/BV บ้าง หรือ P/NPV บ้าง โดยมันจะสูงจะต่ำ ย่อมขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ และจิตวิทยาของผู้ลงทุนในขณะนั้น ตลอดจนทัศนคติและความคาดหวังหรือภาพอนาคตของกิจการนั้นๆ ที่ผุดขึ้นในใจผู้ลงทุนในขณะดังกล่าวด้วย

ในกรณีของ Buffet เขาตัดสินใจใช้ Net Worth เป็นตัวตั้ง กล่าวคือใช้ Per-Share Book Value เป็นตัวแสดงถึงความสำเร็จและความมั่งคั่งของ Berkshire เช่นในหนังสือเชิญประชุมผู้ถือหุ้นครั้งล่าสุด เขาขึ้นต้นย่อหน้าแรกด้วยประโยคนี้ว่า “ระหว่างปี 2009 ที่ผ่านมา Net Worth ของ Berkshire เพิ่มขึ้นถึง 21.8 พันล้านเหรียญฯ ทำให้ Per-Share Book Value เพิ่มขึ้นถึง 19.8% ต่อหุ้น” นั่นแสดงว่าเขาให้ความสำคัญกับมันเหนือสิ่งอื่นใด

เขาว่า Per-Share Book Value นี่แหละที่เป็นตัวแทนที่ดีที่สุดของ “Intrinsic Value” หรือมูลค่าที่แท้จริงซึ่งเป็นหัวใจของการประเมินค่ากิจการและเงินลงทุนทั้งหมดของเขา ซึ่งเขาเรียนมาจากอาจารย์ Graham อีกทอดหนึ่ง

Buffet เขียนไว้เองว่า “Intrinsic value is an all-important concept that offers the only logical approach to evaluating the relative attractiveness of investment and businesses. Intrinsic value can be defined simply: It is the discounted value of the cash that can be taken out of a business during its remaining life.” (P.92, เส้นใต้นั้นผมขีดเอง)

เห็นหรือยังครับว่าวิธีการมอง “มูลค่า” หรือ “คุณค่า” ของเขามีหลักยังไง จึงไม่แปลกที่ Buffet จะมีความสามารถพิเศษในการ “เล่าเรื่อง” หรือ “Tell Stories” เพราะเขาจำต้องสร้างความคาดหวังให้กับนักลงทุนและตลาดหุ้น เขาต้องสร้างภาพในใจคนเหล่านั้น ให้เห็นว่าวิธีการที่เขาทำอยู่ (ที่สามารถชักชวนเอากิจการดีๆ ภายใต้ผู้บริหารที่เก่งกาจ ที่มีศักยภาพที่จะสร้างกระแสเงินสดจำนวนมากฉีดเข้ามาในพอร์ตของ Berkshire อยู่ตลอดเวลา) จะนำไปสู่การเพิ่มพูนความมั่งคั่งให้กับ Berkshire Hathaway ในอนาคต

ยิ่งนักลงทุนและตลาดมีความคาดหวังสูงมากเพียงใด ยิ่งภาพที่ผุดขึ้นในใจคนเหล่านั้นเริดหรูเพียงใด “ตัวคูณ” ของหุ้น Berkshire ในปัจจุบันย่อมสูงตามไปด้วย นั่นจึงเป็นที่มาของกระบวนการสร้างภาพให้กับตัวเอง เพราะนักเล่าเรื่องหรือนักเล่านิทานที่จะให้คนเชื่อได้ ย่อมต้องมี “ความน่าเชื่อถือ” เป็นเบื้องแรก

ในรอบ 30 ปีมานี้ Buffet ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ของตัวเองสูงมาก เขาวางตำแหน่งตัวเองให้ดู “ไม่โลภ” (แม้จะหากินกับเรื่องเงินๆ ทองๆ มาตลอดชีวิต) เพราะเขาเข้าใจโลกสันนิวาศ ว่าถ้าถูกมองเป็นคนโลภมากเสียแล้ว ความน่าเชื่อถือก็จะน้อย พูดอะไร ทำอะไร ก็จะไม่มีน้ำหนัก ดังนั้น เขาจึงต้องแสดงออกคล้ายๆ ฤาษี แม้จะมีเงินทองเป็นล้านล้านบาทก็ตาม ระยะหลังเมื่อแก่มากแล้ว เขายิ่งหันมาเน้นในจุดนี้ ให้เห็นว่าเขาละวางได้จากความโลภทั้งปวง และกลายเป็น “ผู้ให้” หรือ “ผู้ใจบุญ” อย่างยิ่งใหญ่

นั่นเป็นเหตุหนึ่งที่ภายนอกเขาต้องดูเหมือน “ผู้นำลัทธิ” ในอดีต ที่มี “สาวก” คอยติดตามจำนวนมาก (พวกนักการตลาดรู้มานานแล้วว่าวิธีการแบบนี้เป็นการสร้างแบรนด์แบบหนึ่งที่เรียกว่า Cult Branding)

เครื่องมือหลักของเขาในการสร้างภาพก็คือ “สื่อ”

Buffet ใช้สื่อระดับคุณภาพสูงที่เข้าถึงกลุ่มบนสุดของสังคมให้ช่วยอธิบายตัวเขา เขาใช้คนอย่าง Carol Loomis บรรณาธิการอาวุโสที่มีอิทธิพลต่อ Fortune ในรอบ 30 กว่าปีมานี้ คนอย่าง Andrew Ross Sorkin แห่ง New York Times และเข้าถือหุ้นและร่วมเป็นกรรมการของ The Washington Post อันทรงอิทธิพล กับสื่อทีวี เขาก็สนิทสนมกับ Becky Quick แห่ง CNBC และเคยสนิทมากกับ Michael Bloomberg เจ้าพ่อสื่อคนใหม่ของโลก เป็นต้น นอกจากนั้น เขามักให้กิจการที่ Berkshire เข้าไปซื้อแบบเต็มตัว เพิ่มงบโฆษณาแบบไม่อั้น เพื่อสร้างภาพว่าได้เข้ามาร่วมอยู่ในชายคาของเขาแล้วเสมอๆ

เขารู้ว่า “สื่อ” คือความเป็นความตายของเขา เพราะกิจการของเขาเป็นเพียง Holding Company วันๆ เอาแต่ซื้อหุ้นนั้น ขายหุ้นนี้ ระดมทุนจากคนนั้น แล้วมาซื้อกิจการโน้น เทคโอเวอร์กิจการนี้ ฯลฯ มิได้ดำเนินธุรกิจอะไรจริงจัง ถ้าสื่อร่วมกัน “เจาะยาง” เขา ทำให้เขาไม่ Popular ในหมู่ผู้ลงทุนและแวดวงตลาดหุ้น มูลค่าหุ้นของเขาก็จะลดลง หรือขึ้นต่อไปได้ลำบาก

ผมสืบสวนดูจดหมายถึงผู้ถือหุ้นล่าสุดนี้ ก็พบว่า ปี 2009 ที่ผ่านมา เฉพาะตัวเขาเองมีค่าใช้จ่ายในการรักษาความปลอดภัย (Personal and home securitiy services) ถึง 344,490 เหรียญฯ คิดเป็นเงินไทยกว่า 10 ล้านบาท (ฺBerkshire Hathaway INC., Notice of Annual Meeting of Shareholders, P.7)

ผมรู้เลยว่า ตัวเขาเองแล้ว ลึกๆ ก็กลัว เพราะยุคนี้เป็นยุคแห่ง Social Tension คุณจะรวยอยู่ได้ไงท่ามกลางคนจนที่มากขึ้นเรื่อยๆ พวกมหาเศรษฐีถึงต้องพากันตั้งมูลนิธิและกลายเป็น Philantropist กันเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด แต่อีกด้านหนึ่งก็ยังผูกขาดตัดตอน ขายของแพง และเอารัดเอาเปรียบอยู่เหมือนเดิม (ไม่เชื่อลองดูตัวอย่าง Microsoft ดูสิ)

ในอินเทอร์เน็ต มีเว็บไซต์จำนวนมากที่โจมตี Buffet หาว่าเขาเป็นพวกมือถือสากปากถือศีลบ้าง หรือหาว่าเป็นโจรสลัดก็มี พวกเหล่านี้ ไม่เชื่อว่า “คนดี” “คนไม่โลภ” จะใช้ตลาดหุ้นสร้างความร่ำรวยให้กับตัวเองได้อย่างมากมายมหาศาลขนาดนี้ ความข้อนี้ผมค่อนข้างเห็นด้วย แต่ผมว่า Buffet เขาแนบเนียนมาก หรือถ้าจะใช้ภาษาสูงกว่านั้นก็ต้องว่า “แยบคาย”

ท่านผู้อ่านลองเปรียบเทียบเขากับมหา เศรษฐีไทยดูสักสองสามคน เอาว่าทักษิณคนหนึ่ง ธนินท์คนหนึ่ง และเจริญอีกคนหนึ่ง และลองมองในเชิง “ความโลภ” ดูสิ ท่านลองดูพฤติกรรมของพวกเขาสามคน ทั้งวิธีการหาเงิน วิธีการค้าขาย ความสัมพันธุ์กับคู่ค้าและผู้บริโภค ฯลฯ ก็จะเห็นได้ว่า คนเหล่านี้มีความโลภเป็นเจ้าเรือน บางคนเข้าไปสู่แวดวงอำนาจเพื่อหาเงินหาทอง บางคนเอาเปรียบเกษตรกร (ซึ่งเป็น Supplier สำคัญของธุรกิจตน) และสิ่งแวดล้อมอย่างไ่ม่รู้สึกรู้สา และบางคนก็เอาเปรียบคนดื่มแอลกอฮอล์ (ซึ่งเป็นผู้บริโภคคนสำคัญของตัว) อย่างมากและโจ่งครึ้ม…ข้อนี้ Buffet เหนือชั้นกว่าพวกเขามาก

มีเว็บไซต์นึงว่าเขาเป็นตัวอย่างของพวก Buccaneer of Capitalism ที่คอยปล้นสดมภ์โดยใช้เครื่องมือของระบบทุนนิยม ทั้งๆ ที่กิจการ Berkshire นั้น มิได้เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจเลย เขาเป็นเพียง “แมงป่องที่ขี่หลังเต่า” เท่านั้นเอง เพราะถ้าไม่มีบริษัทแบบ Berkshire ระบบเศรษฐกิจโดยรวมก็ไม่กระทบอันใดเลย ดังนั้นคนอย่าง Warren Buffet ก็เป็นแต่เพียง “กาฝาก” เท่านั้นเอง เมื่อลองพิจารณาพอร์ตโฟลิโอของ Bershire แล้ว ผมก็เริ่มเห็นด้วยกับความข้อนี้เช่นกัน

พอร์ตโฟลิโอ

สไตล์ของ Buffet ในการ Form Portfolio นั้นเป็นสไตล์เฉพาะตัว แม้นักลงทุนจำนวนมากจะเอาอย่างเขาในเรื่อง Value Investment แต่ก็คงทำเหมือนเขาเป๊ะไม่ได้ หรือเลียบแบบโดยตรงไม่ได้..และจะไม่มีทางได้ ถ้าดูให้ดีจะเห็นว่าเขาโตมาจากธุรกิจประกัน (ส่วนใหญ่จะเป็นประกันภัย) แม้แต่ตอนนี้ที่เขา Diversify ไปมากแล้ว ก็ยังเห็นร่องรอยว่าเขาพึ่งพาประกันถึงหนึ่งในสาม

ท่านที่เคยดูหนังเรื่อง About Schmidt ก็จะจินตนาการเห็นภาพพจน์ได้ทันทีเลยว่าตัวละครอย่าง Jack Nicholson นั่นแหละที่เป็นลูกน้องของ Buffet และคอยหาเงินหาทองให้กับ Berkshire ด้วยการทุ่มเทชีวิตทั้งชีวิตไปกับการขายประกัน

อีกประมาณหนึ่งในสามก็จะอยู่ในหมวดค้าส่ง บริการ และการผลิต รวมถึงพรมรองพื้น โดยทั้งหมดนี้จะกระจายกันไปกว่า 150 บริษัท (มีทั้งเพชรพลอย ภัตราคาร เสื้อผ้า ของเล่น ลูกอม ขนมหวาน ฯลฯ) ประกันกับกลุ่มการค้าอันนี้จึงเป็น Life & Blood ของเขา ถ้าธุรกิจประกันหรืการค้าในอเมริกาเกิดแย่ เขาก็ย่อมเซไปด้วยอย่างแน่นอน

ผมดูงบดุลของ Bershire ปี 2009 แล้วเห็นว่าสินทรัพย์ในสองหมวดนี้ คิดเป็นกว่า 75% ของสินทรัพย์รวม และเมื่อดู Cashflow ทั้งปี ที่มีเงินสด (รวม Cash Equivalent) ทั้งสิ้น 30,558 ล้านเหรียญฯ แล้ว จะคิดเป็นส่วนที่ถือผ่านบริษัทประกันและบริษัทในกล่มนี้อยู่อยู่ถึง 27,917 ล้านเหรียญฯ คิดเป็นกว่า 91% ของเงินสดในมือทั้งหมด

และผมก็พยายามแกะดูว่ากระแสเงินสดที่มาจากสองหมวดนี้เป็นเท่าใด แต่ก็ไม่มีข้อมูลมากพอ เพียงแต่ขอให้ท่านผู้อ่านพิจารณาเอาจากข้อมูลแวดล้อมก็อาจพอมองเห็นเค้าลาง ได้บ้าง กล่าวคือ Operating Cashflow ของกิจการในพอร์ตทั้งสิ้นเท่ากับ 15,845 ล้านเหรียญฯ จากรายได้รวมทั้งสิ้นเท่ากับ 112,493 ล้านเหรียญฯ โดยเป็นส่วนของกิจการประกันและการค้ากับการผลิต 92,780 ล้านเหรียญฯ คิดเป็นกว่า 82%

ท่านผู้อ่านคงเห็นแล้วว่าธุรกิจประกันและกลุ่มการค้า (ซึ่งกระจายความเสี่ยงได้ดี) มี Contribution ต่อ Bershire มากเพียงใด สังเกตว่าระยะหลัง Buffet มักออกมาแสดงความมั่นใจในความแข็งแกร่งของ Berkshire อยู่เสมอเมื่อเกิดภัยธรรมชาติหรือภัยอื่นขึ้นในโลก ไม่ว่าจะเป็น 9/11, Hurricane Katrina, Hurricane Ike, แผ่นดินไหวใหญ่ในอิตาลี และไฟไหม้ป่าในรัฐ Victoria ของ Australia นั่นเป็นเพราะเหตุการณ์เหล่านี้ล้วนกระทบกับกิจการที่อยู่ในพอร์ตของเขาเข้า อย่างจัง

การสร้างอาณาจักรธุรกิจโดยอาศัยสถาบันการเงินเป็นแกนหลักแบบ Buffet นี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ใครๆ ในโลกก็ทำกันมาก่อน ทั้งที่เยอรมนี ญี่ปุ่น หรือจักรวรรดิอังกฤษ….มันเป็นการ “กินสองเข้าฮอร์ส” เพราะสถาบันการเงินมันระดมทุนเองได้แบบต้นทุนต่ำ คือนอกจากจะมี Other Peoples Money ให้หยิบยืมไปใช้ก่อนได้แล้ว ยังเป็นเงินประเภท Low Cost of Capital อีกด้วย

ในกรณีของ Berkshire นั้น บัฟเฟตเรียกเงินก้อนนี้ว่า Float คือเบี้ยประกันที่รับมาก่อน (แต่ยังไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย เพราะความเสียหายมันยังไม่เกิด) ซึ่ง ณ สิ้นปี 2009 มีอยู่ถึง 62,000 ล้านเหรียญฯ โดย Buffet ก็ได้ใช้เงินก้อนนี้ประกอบกับเงินกู้และเงินสดในมือ (หรือบางทีก็ออกหุ้นแลกหุ้นในช่วงที่หุ้นของตัวเองราคาแพง) “ลงทุน” และ Takeover คนโน้นคนนี้ ผ่านกลุ่มบริษัทประกันเหล่านั้นอีกทอดหนึ่ง…นั่นแหละที่ผมเรียกว่า “กินสองเข้าฮอร์ส” ละ

ผมเห็นกรณีศึกษาอันหนึ่งในเมืองไทย ที่ใกล้เคียงกับ Buffet Model มากที่สุดก็คือ “กลุ่มเอกธนกิจ” (เรียกติดปากว่า “ฟินวัน”) ที่ครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่เกรียงไกรมากภายใต้การนำของ ปิ่น จักกะพาก ซึ่งเริ่มจากบริษัทเงินทุนเล็กๆ แล้วขยายไปสู่หลักทรัพย์ ประกัน อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ โดยอาศัยการ Takeover และเล่นกับ “ตัวคูณ” ในตลาดหลักทรัพยฯ เป็นหลัก แต่ด้วยการขยายตัวเร็วเกินไป และ Diversify ไม่เพียงพอ เมื่อเศรษฐกิจไทยหดตัวอย่างรุนแรง กลุ่มจึงพึงทลาย (ผมเห็น ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร ซึ่งเคยเป็นลูกน้องใกล้ชิดของปิ่นมาก่อน ก็มาโฆษณาเรื่อง Value Investment อย่างเอิกเกริกเหมือนกันในช่วงหลัง หรือแม้แต่ กรณ์ จาติกวนิช รมว.คลัง เอง ซึ่งก็เป็นทั้งญาติห่างๆ และเป็นทั้งลูกน้องคนสนิทอีกคนหนึ่งของปิ่น ก็เคยพูดเรื่อง Value Investment เช่นเดียวกัน)

Buffet ก็ประกาศอย่างชัดเจนว่าเขาใช้วิธี Mergers & Acquisitions เป็นหลัก โดยเขาได้เขียน Acquisition Criteria ไว้ 6 ข้อ ว่าถ้าใครอยากขายกิจการให้เขาต้องเข้าหลัก 6 ประการนี้เสียก่อนคือ

1. ต้องใหญ่ (ต้องมีกำไรก่อนหักภาษีอย่างต่ำ 75 ล้านเหรียญฯ)

2. ต้องทำกำไรสม่ำเสมอ (ไม่เอาประเภทที่ต้องเอามาฟื้นฟูเยียวยา)

3. ต้องให้ผลตอบแทนการลงทุน (ROE) ดี และใช้หนี้น้อยหรือไม่มีหนี้เลย

4. ต้องมาพร้อมผู้บริหาร

5. ต้องเป็นธุรกิจที่ไม่ซับซ้อน (ถ้าเกี่ยวกับเทคโนโลยีแยะ เขามักขี้เกียจทำความเข้าใจกับมัน)

6. ต้องบอกราคามาเลย (จะไม่เสียเวลาเจรจาโดยไม่บอกราคามาก่อน)

เขาบอกไว้ชัดเจนเลยว่า วันๆ นึง คนติดต่อขายกิจการให้เขาแยะ ดังนั้นถ้าไม่เข้าหลักหกประการนี้ ก็อย่าโทร.มา หรือถ้าเขาไม่ได้โทร.กลับ ก็แสดงว่าเขาคงไม่สนใจ เพราะธรรมดาเขามักใช้เวลาไม่นานในการพิจารณา บางทีก็เพียงแค่ห้านาทีก็เคยมี และก็อย่าให้เขาต้องไปซื้อแข่งกับใคร เพราะเขาไม่ชอบ “When the phone don’t ring, you’ll know it’s me.” เขากล่าวโดยหยิบยืมจากเนื้อเพลงลูกทุ่งอเมริกัน

ระยะหลังเขาเริ่มคืบคลานเข้าสู่ธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าและโครงสร้างพื้น ฐาน เช่นรถไฟและท่อส่งน้ำมัน เมื่อ 12 ก.พ. ที่ผ่านมาเขาเพิ่งจะ Takeover กิจการรถไฟขนาดใหญ่เป็นลำดับที่สองของอเมริกาคือ Burlington Northern Santa Fe Corporation (BNSF) ด้วยราคาประมาณ 26,450 ล้านเหรียญฯ โดยใช้หุ้นแลกหุ้น และจ่ายเงินสดอีกประมาณ 15,900 ล้านเหรียญฯ นักวิเคราะห์ต่างคาดเดากันไปต่างๆ นาๆ ว่าบัฟเฟตหวังอะไรจากตรงนี้ บ้างก็ว่าเขารู้ข้อมูลภายในว่ารัฐบาลจะลดภาษีให้กับธุรกิจนี้ บ้างก็ว่ารัฐบาลจะหันมาให้การสนับสนุนการขนส่งโดยราง ฯลฯ เป็นต้น

นอกจากนั้น เขายังขยายเข้าสู่ธุรกิจไฟแนนซ์และสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเขาใช้เป็นตัวผ่านในการลงทุนพวกตราสารอนุพันธ์ และ Transaction ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ด้วย แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้ลงทุนในตราสารซับไพร์ม แม้จะใช้บริษัทประกันเขียน Contract ประเภท Credit Default Swap กับคู่สัญญาบ้าง ทำให้ในปี 2008 เขาขาดทุนจากตรงนี้ 1,774 ล้านเหรียญฯ แต่ปี 2009 ก็สามารถพลิกมาเป็นกำไรได้ 789 ล้านเหรียญฯ เป็นต้น

ผมจะไม่ขอลงรายละเอียดในพอร์ตโฟลิโอของ Birkshire มากไปกว่านี้ เพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นบทความประเภทวิเคราะห์หุ้นไป แต่ผมจะหยิบเอาตัวเลขหรือ Ratio สำคัญๆ ที่ผมคิดว่าจะทำให้ผู้อ่านมองเห็นวิธีการทำมาหากินของบัฟเฟต มาล้อมกรอบไว้ให้ดูกัน โดยผู้อ่านที่อยากลงลึก ก็สามารถคลิกเข้าไปดูไฟล์ Edgar ของสำนักงาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ ได้อยู่แล้วที่ http://www.sec.gov

ผู้อ่านต้องอย่าลืมว่า พอร์ตโฟลิโอของ Birkshire นั้นมีสองชั้น คือชั้นในสุด ที่เป็น Core หรือเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจจริง สร้างกระแสเงินสดจริงให้กับ Birkshire (ซึ่งก็มีกลุ่มประกันเป็นหลัก และยังมีกลุ่มการค้าอุตสาหกรรม กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและไฟฟ้า และกลุ่มไฟแนนซ์ล้อมรอบอยู่) และชั้นนอก ที่เป็น Marketable Securities อย่างเช่นหุ้นของ Coke, Wal-Mart, Proctor & Gamble, American Express, ConocoPhillips, Johnson & Johnson, Tesco, Wells Fargo, ฯลฯ รวมถึงพันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง และหุ้นกู้เอกชน (ซึ่งปีนี้บัฟเฟตเีชียร์ให้ซื้อให้มาก) ตราสารอนุพันธ์ ฯลฯ ซึ่งถือผ่านพอร์ตของบริษัทประกันและบริษัทไฟแนนซ์อีกทอดหนึ่ง

ที่ Buffet ชอบโม้ว่าหุ้นตัวเองซื้อแล้วไม่ขาย ย่อมเป็นหุ้นในกลุ่ม Core นั่นเอง ส่วนหุ้นในกลุ่มหลัง ย่อมต้องซื้อเข้าขายออกเป็นธรรมดา ตามประสานักเล่นหุ้น…ท่านผู้อ่านหลายคนมักเข้าใจประเด็นนี้ผิด คือไปเข้าใจว่า Value Investment นั้นต้องถือยาว และไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับตราสารอนุพันธ์เลยแม้แต่น้อย…ผิดครับ เพราะในพอร์ตของ Bershire นั้น มีทั้ง Credit Default Contracts, Equty Index Put Option Contracts, และ ฯลฯ

เราได้อะไรจากการศึกษาบัฟเฟต

สำหรับผม สิ่งที่ผมได้จากการศึกษาบัฟเฟตมิใช่สไตล์หรือหลักการลงทุนของเขา เพราะผมคิดว่ามัน Unique มากเกินไปจนยากที่ใครจะเลียนแบบได้ ทว่า สิ่งที่สะกิดใจผม กลับเป็นสไตล์การจัดการของเขาเอง

ผมว่า Buffet นอกจากจะเป็นนักลงทุนที่เก่ง เป็นพวกตามีแวว ที่รู้จักแสวงหาเพชรในตม (Undervalued Assets) รู้จักเจรียนัยเพชร รู้จัก Tell Story รู้จักสร้างภาพ และเล่นกับจิตวิทยามวลชนแล้ว เขายังเป็นนักบริหารที่เก่ง

ความข้อนี้คนมักไม่มองกัน

สไตล์การลงทุนของเขา มีลักษณะของ “การสร้างอาณาจักร” เขา เหมือนเจงกิสข่านที่คอยยกทัพไปตีเมืองเพื่อเอามาเป็นเมืองขึ้น แต่เขาจะให้ลูกน้องอยู่รักษาเมือง หรือบริหารเมืองนั้น และเขาก็จะเดินทัพเพื่อตีเมืองต่อไปที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

การจะทำการแบบนี้สำเร็จ เขาจำเป็นต้องมีแม่ทัพ และเจ้าเมืองที่มีฝีมือจำนวนมาก ที่จะคอยดูแลรักษาเมืองเหล่านั้นไว้ให้อุดมสมบูรณ์ และให้ราษฎรช่วยกันทำมาหากินจนมีผลผลิตเหลือแบ่งปันมาถึงส่วนกลาง การจะทำแบบนี้ได้ เขาต้องรู้จักใช้คน ต้องตามีแวว รู้ว่าใครมีข้อดีข้อเสียอะไร จะพัฒนาคนอย่างไร และต้องกล้า “ลงทุนในคน”

วิธีการลงทุนในคนของบัฟเฟต คือ “กล้าให้ใจ”

เขาจะ Trust ผู้บริหารและให้บริหารกิจการในพอร์ตโฟลิโอทั้งหมดของเขาอย่างอิสระ ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวมากนัก นอกจากกิจการนั้นขาดทุนหรือมีปัญหาจริงๆ

การ Trust คน นี้เป็นจุดแข็งของเขาที่หาได้ยากยิ่งในหมู่ฝรั่ง นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าเขาเติบโตมากับธุรกิจประกันก็ได้ เพราะรากฐานของธุรกิจประกันนั้นต้องอาศัย Trust สูงมาก

ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่พ่อของเขาเคยเป็นเด็กรับใช้คุณชิน โสภณพนิช มาก่อน แล้วพอโตขึ้นมาหน่อย เมื่อคุณชินทำบริษัทประกันภัย ก็ให้คนๆ นี้ เป็นผู้นำเงินสดใส่กระเป๋าไปให้กับคนที่ถูกไฟไหม้และทำประกันไว้กับคุณชิน เสมอๆ และต่อมาคนผู้นี้ ก็ได้เป็นผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่งของบริษัทกรุงเทพประกันภัย…หรืออย่าง พนักงานขายกรมธรรม์ประกันชีวิตนั้น ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเพื่อนฝูงญาติมิตรกับคนซื้อประกันแทบทั้งนั้น ถึงจะขายสำเร็จ เพราะธุรกิจแบบนี้ มันต้องอาศัย Trust สูงมาก มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

ความสำเร็จของ Buffet ย่อมมาจากการที่เขาสามารถเผื่อแผ่ Trust หรือความใจกว้างของเขา ให้ขยายพรมแดนออกจากธุรกิจประกัน ไปสู่ธุรกิจอื่นในพอร์ตของเขาได้อย่างน่าชม

อีกอย่าง เขามักเชื้อเชิญบรรดาเจ้าของกิจการที่ทำกิจการของตัวอยู่แล้ว ให้เข้ามาอยู่ในกลุ่ม ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่เขาต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว และเจ้าของกิจการเหล่านั้น แทนที่จะอยู่กันแบบโดดๆ ก็มาร่วมใต้ชายคาของบัฟเฟตดีกว่า เพราะจะได้ประโยชน์ในเชิง “ตัวคูณ” เนื่องเพราะตลาดให้ความเชื่อถือบัฟเฟตและ Berkshire Hathaway มากกว่า

ดังนั้น เราจะเห็นว่าบรรดากรรมการและผู้บริหารในอาณาจักรของบัฟเฟตนั้น ถือหุ้น Bershire อยู่ถึง 37% ในส่วนของหุ้น Class A และ 17.4% ในส่วนของหุ้น Class B แต่ถ้านั่นเป็น Carrot แล้วเขาใช้ Management Control วิธีไหนกับผู้บริหารเหล่านั้น

ผมพบว่า แม้เขาจะไม่นิยมใช้วิธีการประเมินผลโดยอาศัยราคาหุ้นหรือผลประกอบการรายไตร มาศของแต่ละบริษัทมาเป็นเกณฑ์ แต่เขาก็ยังต้องดู Bottom Line ประกอบ เพราะในหลายกรณีเขาก็ต้องปลดผู้บริหารที่ทำบริษัทขาดทุนต่อเนื่องออกไป แม้แต่กรณีผู้บริหารของ Coke ในอดีตที่แก้ปัญหา Contamination ได้ไม่ดีจนหุ้นตกระเนระนาด และยอดขายหายวับไปกับตา ก็ปรากฏว่าเขาเองที่เป็นคนไปเจรจาให้ลาออกไป เป็นต้น นอกจากนั้น เขายังคงถือสิทธิขาดในการกำหนดผลตอบแทนของผู้บริหารทุกคนในกลุ่ม

ข้อนี้แหละที่เป็น “ไม้ตาย” ของเขา ที่เขาจะไม่ยอมปล่อย เพราะเขาจะใช้การกำหนดผลตอบแทนนี้เป็นการส่งสัญญาณและเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหาร อันนี้นับว่าเขาเหมือน ประธานเหมาเจ๋อตง ที่แม้จะลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี และเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่ก็ยังคงนั่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการทหารฯ อยู่จนวันตาย เพราะประธานเหมา เชื่อว่า “อำนาจ มาจากปากกระบอกปืน” และสำหรับหลักการในการกำหนดผลตอบแทนผู้บริหารนั้น เขาก็เขียนไว้ชัดเจนในจดหมายเชิญประชุมผู้ถือหุ้นเลยว่า “SUBJECTIVE”

อย่างปีที่แล้ว เขาได้ให้ผลตอบแทนกับ CFO คือนาย Marc D. Hamburg สูงที่สุด โดยให้นายคนนี้ได้ไปทั้งสิ้น 874,750 เหรียญฯ โดยที่เขาเขียนไว้ในจดหมายฯ เลยว่าคณะกรรมการได้ให้อำนาจเขาคนเีดียว และดุลพินิจของเขาก็คือ “SUBJECTIVE” (นายคนนี้ได้ผลตอบแทนมากกว่าเขาเองที่ได้ 175,000 เหรียญฯ และ Charlie Munger ที่ได้เพียง 100,000 เหรียญฯ ในปี 2009) ผมสังเกตอีกข้อหนึ่งว่า แม้เขาจะใช้วิธีหรือสไตล์แบบ Subjective แต่กลับเกิดความผิดพลาดน้อยมาก…ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ข้อนี้ผมให้เครดิตเขามาก ว่าเขาเป็นคนที่มี “อคติ” น้อย

Alfred Sloan ซึ่งผมคิดว่าเขาเป็นผู้บริหารที่เก่งและเชี่ยวชาญเรื่อง Management มาก เคยกล่าวไว้ในทำนองว่า ผู้บริหารที่ดีต้องปราศจาก Bias เพราะพวกเขาไม่มีหน้าที่ที่จะต้องรักใครหรือเกลียดใครเป็นพิเศษ ไม่มีหน้าที่ต้องแค้นเคืองใคร ข้องใจใคร สนิทกับใคร หรือเลือกข้างใคร…พวกเขาย่อมต้องดูที่ Performance เป็นเกณฑ์ แม้มันจะฟังไร้หัวใจไปหน่อย แต่ผู้นำที่เก่งส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นเช่นนั้น

warren buffet
images.jpg (6.36 KiB) Viewed 341 times

เช้าตรู่ของวันที่ 1 เสาร์แรกของเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ขณะที่อากาศบ้านเรากำลังร้อนจัด บนท้องถนน บริเวณสี่แยกราชประสงค์และพื้นที่ใกล้เคียง อัดแน่นไปด้วยเต้นท์และผ้าพลาสติกปูนอนของผู้คนที่มีความรู้สึกอึดอัดขัด ข้อง และเรียกตัวเองว่า “ไพร่” ซึ่งสะท้อนถึงความด้อยอภิสิทธิ์ และขาดแคลนสินทรัพย์ตลอดจนความมั่งคั่งด้วยประการทั้งปวง กำลังเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ฯลฯ

แต่ทว่า ณ อีกมุมหนึ่งของโลก ที่เมืองโอมาฮา เมืองเล็กๆ ในรัฐเนบราสก้า ของสหรัฐอเมริกา บรรดาเศรษฐีและมหาเศรษฐีของโลกจำนวนกว่า 35,000 คน ก็กำลังชุมนุมกันอยู่อย่างเบียดเสียดยัดเยียดเช่นกัน

“ม็อบมหาเศรษฐี” เหล่านี้ มาที่นี่ทุกปีในช่วงเวลานี้ เพราะพวกเขาต้องมาเพื่อตรวจสอบทรัพย์สินและความมั่งคั่งของตัวและครอบครัว ว่าได้สะสมงอกเงยมาเป็นเท่าใดแล้วในขณะนั้น และกำลังจะงอกงามสืบไปอีกสักเท่าใดกันแน่ในอนาคต และด้วยวิธีใด นั่นเพราะพวกเขาพร้อมใจกันฝากฝังให้บุคคลผู้หนึ่งเป็นคนจัดการดูแลให้ อย่างแทบจะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

Warren Buffet คือบุคคลผู้นั้น

บุคคลผู้เกือบมีสถานะเป็น “เทพ” เชี่ยวชาญในการ “เล่นแร่แปรธาติ” เอาเงินมาต่อเงิน ผ่านกลไกตลาดทุน รู้จักวางตัว รู้จักพูดจา รู้จัก Tell Story เพื่อสร้างตัวคูณให้กับราคาหุ้น จนตัวเองร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลก แต่กลับสร้างภาพว่าเป็นอยู่อย่างง่ายๆ ติดดิน ใจบุญสุญทาน จนเกือบมีสถานะเป็น “ฤาษี” วิธีการแบบนี้ นับว่าน่าสนใจมาก

วิธีการของเขานั้นดูเหมือนง่าย เพียงทุกคนเข้าถือหุ้นใน Holding Company อันหนึ่งที่ชื่อ Berkshire Hathaway Inc. ที่ มีเขาและครอบครัวตลอดจนพรรคพวกของเขาควบคุมอยู่ เสร็จแล้วก็กลับบ้านมานั่งรอให้ราคาหุ้นไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ คอยบวกลบคูณหารว่า Wealth ของตัวจะงอกงามเป็นเท่าใดในแต่ละวัน แต่ละเดือน แต่ละปี

แล้วในความเป็นจริง มันก็ดันเป็นเช่นนั้นจริงๆ ราวกับราคาหุ้นมันเสกกันได้ คนที่ลงเงินกับเขาในปี 1964 แล้วยังถืออยู่จนปัจจุบัน ก็คำนวณกันแล้วว่าได้ผลตอบแทนถึง 434,057% (คิดเป็นอัตราผลตอบแทนสะสมต่อปีถึง 20.3%…อันนี้ผมพูดถึง Compounded Annual Gain ของ Per-Share Book Value of Berkshire Hathaway ตั้งแต่ 1965-2009 ซึ่งเขาใช้เป็น Index ในการวัดความเก่งกาจของตัวเอง)

ขณะที่ผมนั่งเขียนต้นฉบับอยู่นี้ คือเช้าตรู่ของวันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม 2553 ราคาหุ้นของ Berkshire Hathaway ปิดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาหุ้นละ 115,815 เหรียญฯ สำหรับหุ้นสามัญชั้นหนึ่ง (Class A Stock, ชื่อหุ้นใน NYSE คือ BRKa) และ 77.10 เหรียญฯ สำหรับหุ้นสามัญชั้นสอง (Class B Stock, ชื่อหุ้นใน NYSE คือ BRKb)

เห็นหรือยังครับ ว่าในหมู่เศรษฐีก็ยังแบ่งชนชั้นกันเอง กล่าวคือผู้ถือหุ้นชั้นหนึ่งหรือ “ชั้นเจ้า” จะมี Voting Right หรือ “สิทธิในการออกเสียง” เหนือกว่าผู้ถือหุ้นชั้นสองหรือ “ชั้นไพร่” ถึง 1,500 เท่า เพราะหุ้น Class A สามารถแลกเป็น Class B ได้ 1,500 หุ้น

ท่านผู้อ่านลองคูณเป็นเงินบาทดูสิครับ หุ้น BRKa ตกแล้วราคากว่า 3.8 ล้านบาท ยังงี้ถือแค่เพียงหุ้นเดียว คนแถวบ้านก็พากันเรียก “เศรษฐี” แล้วละครับ

ผมลองคำนวณมูลค่าหุ้นทั้งหมดของ Berkshire Hathaway รวมกันที่เรียกว่า Market Capitalization ก็จะได้ประมาณ 382.01 พันล้านเหรียญฯ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 12.6 ล้านล้านบาท นับว่ามากกว่าขนาดของเศรษฐกิจไทยทั้งประเทศ (GDP ของไทยปีนี้คาดว่าจะอยู่ประมาณ 9.5-10 ล้านล้านบาท)

เห็นหรือยังครับว่าทำไม “ม็อบเศรษฐี” พวกนี้ถึงต้องมาชุมนุมกันที่โอมาฮาทุกปี (อ่านรายงานของคนที่เคยไปชุมนุมที่นั่นแล้วออกมาบอกเล่ากันได้ใน “จาริกแสวงบุญที่โอมาฮา เฝ้าศาสดา วอเรน บัฟเฟต” หน้า 76)

หลายปีมานี้ มีหนังสือจำนวนมาก (รวมทั้ง MBA ด้วย) ได้พยายามอธิบายวิธีการของ Warren Buffet วิธีคิดของเขา วิธีมองหาเพชรในตมของเขา วิธีการเจียรนัยเพชรของเขา วิธีการมองโลกและชีวิตของเขา ตลอดจนเคล็ดลับ เคล็ดวิชา หรือกลเม็ดเด็ดพรายเล็กๆ น้อยๆ ว่าเขารวยขึ้นมาได้ยังไงกัน (วะ) แต่เขามักจะเก็บตัว และ้ถ้าจะพูดก็จะเลือกพูด หรือพูดผ่านคนที่เขาไว้ใจหรือซื้อไว้แล้ว

สิบกว่าปีมาแล้ว ขณะที่เขายังไม่โด่งดังมากขนาดนี้ ผมได้ขอให้ตัวแทนของ Talent Agency ที่มีชื่อเสียงติดต่อกับเขา เพื่อขอให้มาพูดที่เมืองไทย แต่เขาก็เฉยๆ แม้ตัวแทนคนนั้นบอกผมว่าได้ติดต่อผ่านไปยังวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ คนหนึ่งที่มีความสนิทชิดเชื้อเป็นกันเองกับเขา ด้วยซ้ำไป

จนอีกหลายปีต่อมา จึงเพิ่งจะมารู้ว่าเดี๋ยวนี้ “คนนอก” จะไปพบเขาก็ต้องประมูลผ่านทาง eBay อย่างกลุ่มนักธุรกิจจีนกลุ่มหนึ่งที่ชนะประมูลด้วยวงเงินกว่า 10 ล้านบาท เป็นต้น แม้จะว่าเป็นการกุศล ผมก็ว่ามันทะ:-)ๆ ซึ่งเขาก็คงตระหนักเหมือนกัน จึงบอกให้เลิกกิจกรรมแบบนี้เสีย

แต่นั่นก็ทำให้เราเห็นว่าความนิยมในตัวเขานั้นมากเพียงใด โดยเฉพาะในหมู่ประเทศเศรษฐีใหม่ (เมื่อปีที่แล้ว มีเศรษฐีต่างชาติกว่า 800 คน เข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น Berkshire Hathaway และขอให้เขาเซ็นลายเซ็นให้บนข้าวของคนละ 1 ชิ้น แม้กระนั้นก็ยังต้องใช้เวลาเพื่อการนี้ถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง จนมาปีนี้เขาขอให้เลิก เพราะเหนื่อย)

ผมรู้ดีว่าแฟนๆ บัฟเฟตในเมืองไทยมีแยะ เพราะหลายครั้งที่เราพูดถึงเขาใน MBA นิตยสารฉบับนั้นก็จะขายดีเป็นพิเศษ นั่นจึงเป็นที่มาของเรื่องที่ท่านถืออยู่ในมือ ณ ขณะนี้ ซึ่งเราตั้งใจจะให้ละเอียด Update และลึกซึ้งครอบคลุมที่สุด เท่าที่จะทำได้ในภาคภาษาไทย

ก่อนที่จะลงมือเขียนบทความนี้ ผมก็ได้ตรวจสอบดู Portfolio ของ Berkshire Hathaway อย่างละเอียด ตลอดจนตรวจดูงบดุล งบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสด และหมายเหตุประกอบงบการเงินล่าสุด เท่าที่จะมีข้อมูลให้อ้างอิงได้ ทั้งจาก Annual Report ปีล่าสุด และจาก Edgar ไฟล์ของหน่วยงาน ก.ล.ต. (SEC) ของสหรัฐฯ ตลอดจนได้อ่าน Chairman’s Letter ฉบับล่าสุดและ Owner-Related Business Principles ฉบับอัพเดตทั้ง 15 ข้อ อันโด่งดัง ที่บัฟเฟตอ้างว่าเขาเขียนเอง

และที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ ย่อมเป็น Observations ของผมเอง ที่แม้ผู้รู้หลายท่านอาจจะไม่เห็นด้วย แต่ผมก็ยังเชื่อว่า มันจะเพิ่มเติมมุมมองใหม่ๆ ให้กับท่านไม่มากก็น้อย ถ้าท่านเป็นผู้ที่ฝักใฝ่สนใจในเรื่องที่เกี่ยวกับการ “หาทรัพย์” “ใช้ทรัพย์” “เพิ่มพูนทรัพย์” หรือต้องแบกรับภาระหน้าที่ที่ต้องรักษาไว้ซึ่ง “ความมั่งคั่ง” (Wealth) ของครอบครัวหรือองค์กรของท่าน มิให้เสื่อมค่าลงตามกาลเวลาและอัตราเงินเฟ้อ

คนรวย

เนื่องเพราะผมไม่ใช่คนรวยและมิได้เกิดมารวย เพราะฉะนั้น ความเข้าใจต่อ “ความรวย” สำหรับผม ย่อมได้มาจากการอ่าน สังเกต ศึกษา เรียนรู้ สอบถาม แลกเปลี่ยน คิดหาเหตุผล และจินตนาการเอาเอง

นานมาแล้ว สมัยที่ผมยังหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็น Investment Banker หัวหน้าผมคนหนึ่ง ซึ่งเป็น Banker ที่เก่ง เคยบอกกับผมว่า “คนรวยจริงนั้นต้องรวยด้วย Wealth มิใช่รวยด้วย Income” และ นับแต่นั้น แม้จะฟังดูกำกวมอยู่บ้างในตอนแรก ผมก็ได้ยึดถือเอาคำพูดประโยคดังกล่าวเป็น Core Concept เสมอมา เมื่อต้อง Observe อะไรที่เกี่ยวกับทรัพย์หรือเกี่ยวกับความร่ำรวยหรือความมั่งคั่งของผู้คน

และในฐานะที่ผมเป็นนักข่าวสายธุรกิจ เศรษฐกิจ และการจัดการ ผมย่อมต้องเคยพูดคุยกับคนรวยจำนวนมาก เคยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการลงทุนและการบริหารสินทรัพย์หรือ หนี้สิน ตลอดจนสไตล์การใช้ชีวิตของคนเหล่านั้น ทั้งที่เป็นนักธุรกิจใหญ่ๆ นักการเงิน นักลงทุน นักอุตสาหกรรม นักการเมือง เทคโนแครต หรือ Entrepreneur ที่เก่ง อีกทั้งยังเคยเห็นของมีค่ามาแล้วก็ไม่น้อย ทั้งของสะสม, Luxury Estate, Precious Metals, Arts และ Collectible Items อื่นๆ ที่ผู้คนคิดว่ามันจะสามารถ Store Value ของความมั่งคั่งไว้ได้

สุดท้าย ผมก็พบว่าคำกล่าวนั้นเป็นความจริง เพราะหลายคนที่ผมเคยพบ แม้จะมีรถยนต์จำนวนมาก แต่ก็ใช้ได้จริงทีละคัน แม้จะมีเครื่องเสียงและแผ่นเสียงมีค่าจำนวนนับไม่ถ้วน แต่ก็ฟังได้จริงทีละชุดและทีละแผ่น แม้จะมีเครื่องเพชรละลานตา แต่ก็ใส่ออกงานได้จริงวันละไม่กี่ชุด ฯลฯ หรือ One at a time และแม้จะมีเงินจำนวนมหาศาล ทว่า 90% ของเงินที่มีอยู่ กลับไม่เคยถูกนำมาใช้กินใช้อยู่ใช้เที่ยวหรือเพื่อการใช้ชีวิตหรือดำรงชีวิต ประจำวันแต่อย่างใด เพราะคนเราจะกินอยู่กันซักเท่าไหร่กันเชียว วันๆ หนึ่ง

ผมสังเกตว่า Bill Gates ตอนที่มาเมืองไทยก็พักอยู่ที่ดุสิตธานี เมื่อคิดดูให้ละเอียดก็จะเห็นว่าดุสิตธานีนั้นอยู่ไม่ไกลไปจากซอยงามดูพลี ที่ฝรั่งขี้นกชอบมาพักกันไม่เท่าไหร่ หรือเมื่อเขาไปภูเก็ต เขาก็เพียงอยู่กันคนละหาดกับบรรดาฝรั่งขี้นกพวกนั้น ผมว่าชีวิตประจำวันก็คงไม่ต่างกันมากเท่าไหร่ แต่ที่ต่างกันมากมายมหาศาล ย่อมเป็น “เลขศูนย์” หรือ “เลขหลัก..” (000,000,000,000,000…) ที่ต่อท้ายตัวเลขในสมุดเงินฝาก (หรือในบัญชี Net Worth) นั่นแหละ

ซึ่งหลักศูนย์จำนวนมากที่มาต่อท้ายนี้ เป็นสิ่งที่พึงปรารถณาของคนทั่วไป เพราะมันสามารถดลบันดาลให้ได้ครอบครองและบริโภคของดี ของหายาก ของแพง ของที่อยากได้ หรือแม้แต่จะให้ทานใครทีละมากๆ ฯลฯ ก็จะเป็นไปได้อย่างราบรื่นไม่ติดขัด…นั่นเป็นข้อดึของความรวย

ผมสังเกตว่าคนรวยในโลกเดี๋ยวนี้ รวยกันทีเป็นหลักแสนล้านหรือล้านล้าน มิใช่ร้อยล้านหรือ Millionaire เหมือนเมื่อก่อน และแทบทั้งหมด (ถ้าไม่นับ Royal Family) ย่อมรวยด้วยการถือครองหุ้นในกิจการหรือกลุ่มกิจการของตัวเอง มิได้รวยขึ้นมาด้วยการถือครองที่ดิน หรือทรัพย์สินอื่น (แม้แต่ Government Bonds หรือ Treasury Bills ก็ตามที) หรือด้วย Stream of Incomes ที่แม้จะมีมาหลายทาง ก็รวมแล้วไม่มีทางเทียบได้กับ Market Capitalization ของหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

อย่าง Bill Gates ก็รวยขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐีอันดับต้นของโลกเพราะถือหุ้น Microsoft ที่ราคาก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีแรก นั่นนับเป็นแกนหลักของความรวยของเขาที่ตอนหลังคืบคลานไปถือสินทรัพย์อย่าง อื่นด้วย หรืออย่าง “มหาเศรษฐีข้ามวัน” รุ่นใหม่จำนวนมาก Yahoo!, Google, eBay, YouTube, Netscape, MySpace, Amazon, Starbuck, Wal-Mart, Murdoch ฯลฯ ที่รวยขึ้นมาจากกิจการไฮเทคหรือแม้แต่พวก Hedge Fund และ Private Equity ที่มักต้องเก็บตัวรวยแบบเงียบๆ ก็ล้วนรวยมาจากมูลค่าหุ้นทั้งนั้นแหละ

นั่นเป็นเพราะหุ้นมันมี “ตัวคูณ”

ระบบทุนนิยมมันอนุญาตให้ตลาดหุ้นสร้าง “ตัวคูณ” ให้กับสินทรัพย์และรายได้ เพื่อให้เกิด “ความมั่งคั่ง” อีกระนาบหนึ่งขึ้นมา ซึ่งเป็นความมั่งคั่งในระดับ “อภิมหา” หรือ Super Rich

Warren Buffet ก็ใช้วิธีการนี้มาตั้งแต่แรกและใช้มาก่อนใครเพื่อน นั่นเป็นเพราะเขาค้นพบความลับของ “ตัวคูณ” มาตั้งแต่เขายังเรียนหนังสืออยู่กับ Bill Graham ที่โคลัมเบียเมื่อยังเด็ก

ดังนั้น เมื่อเขาได้ของมีค่ามา แม้ว่าจะเป็นที่ดิน อาคาร โรงงาน กิจการ หรือธุรกิจที่มีกำไร กระแสเงินสด และมีศักยภาพแห่งรายได้ เขาย่อมไม่ “กั๊ก” ไว้เอง เขาย่อมใส่เข้าไปใน Berkshier Hathaway หมด เพื่อสร้างตัวคูณให้กับหุ้น Bershire แล้วค่อยรอกินจาก “ยอด” นั้น ซึ่งวิธีนี้สำหรับเขา มันพิสูจน์ให้เห็นตำตาแล้วว่ามันได้โป่งขึ้นเป็นแสนเท่า

เขากล่าวไว้ใน Annual Report ฉบับล่าสุดว่า “In line with Berkshire’s owner-orientation, most of our directors have a major portion of their net worth invested in the company. We eat our own cooking.

Charlie’s family (หมายถึง Charlie Munger มือขวาของเขา–ทักษ์ศิล) has 80% or more of its net worth in Berkshire shares; I have more than 98% In addition, many of my relatives – my sisters and cousins, for example – keep a huge portion of their net worth in Berkshire stock.

Charlie and I feel totally comfortable with this eggs-in-one-basket situation because Berkshire itself owns a wide variety of truly extraordinary businesses……

Charlie and I cannot promise you result. But we can guarantee that your financial fortunes will move in lockstep with ours…(..)…Moreover, when I do something dumb, I want you to be able to derive some solace from the fact that my financial suffering is proportional to yours.” (Berkshire Hathaway Inc., 2009 Annual Report, P.89)

เก๋มะ! คำพูดเนี่ย

ตัวคูณ

เห็นมั้ยครับว่า Buffet คิดไม่เหมือนเศรษฐีไทย ซึ่งร้อยทั้งร้อยมุ่งเน้นแต่เรื่อง Cashflow และ Stream of Income แต่ต่อยอดไปสู่กระบวนทัศน์ของ “ตัวคูณ” ไม่ค่อยเก่ง ยกเว้นคนรุ่น ทักษิณ ชินวัตร สนธิ ลิ้มทองกุล สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง อนันต์ อัศวโภคิณ ฯลฯ เหล่านี้ที่โผล่ขึ้นมาในยุคเงินท่วมประเทศ และอาศัยตัวคูณในตลาดหุ้นต่อยอดให้ตัวเองอย่างโฉ่งฉ่าง โดยที่บางคนก็สำเร็จ บางคนก็ล้มเหลว (ถ้าดูให้ดี จะเห็นว่าเศรษฐีใหม่อย่าง ตัน ภาสกรนที ก็ Breakthrough ขึ้นมาได้เพราะหุ้นเหมือนกัน)

เศรษฐีไทยส่วนใหญ่ ไม่ว่ารุ่นเก่ารุ่นใหม่ แม้ว่าจะเคยลิ้มลองรสชาติของ “ตัวคูณ” กันมาแล้วแทบทุกคน แต่นิสัยพื้นฐานลึกๆ มักจะคล้ายคลึงกัน คือนิยมที่จะรักษาความมั่งคั่งไว้กับที่ดิน อาคาร ทองคำ และเงินฝากธนาคารเสียมากกว่า ยกตัวอย่างเช่นคนในตระกุลเศรษฐีประเภท “ของจริง” ที่สังคมรู้จักกันดี อย่างโสภณพนิชหรือเจียรวนนท์ พวกเขาย่อมเข้าใจมหัศจรรย์ของ “ตัวคูณ” เป็นอย่างดี แต่ก็ไม่ได้ถือเรื่องดังกล่าวเป็น Priority หลักของครอบครัว และไม่ได้หมกมุ่นกับมันเหมือน Buffet (เช่นเดียวกับอีกหลายตระกูลที่รวยมาก่อนหน้านี้ก็เช่นเดียวกัน จนสุดท้ายความมั่งคั่งที่เคยกระจุกตัวอยู่ในตระกูลก็ถูกแบ่งแยกแจกจ่ายกันไป ในหมู่สมาชิกรุ่นต่อมาจนทำให้ตระกูลไม่สามารถสืบทอดความมั่งคั่งต่อไปได้ และต้องกระเด็นออกจากทำเนียบมหาเศรษฐีไปโดยปริยาย)

นั่นอาจเป็นเพราะวิธีคิดแบบคนจีนที่ถึงแม้จะชอบความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่เมื่อรวยแล้วก็จะไม่กล้าไปแบบสุดๆ เหมือนฝรั่ง ในเชิงเทคนิคแล้ว “ตัวคูณ” ของราคาหุ้นย่อมมีพื้นฐานมาจากรายได้ กำไร และกระแสเงินสดของกิจการนั่นเอง ทว่า เมื่อถูกนำมาปรุงแต่งอย่างเหมาะสมด้วยมือของผู้ชำนาญแล้ว กำไรหรือกระแสเงินสดหรือ Book Value เพียง 1 บาท สามารถเป็นสปริงบอร์ดให้ราคาหุ้นของกิจการนั้นๆ มีค่าเป็นสิบเป็นร้อยได้ ซึ่งนักลงทุนเรียกมันว่า P/E Ratio บ้าง P/Cashflow บ้าง P/BV บ้าง หรือ P/NPV บ้าง โดยมันจะสูงจะต่ำ ย่อมขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ และจิตวิทยาของผู้ลงทุนในขณะนั้น ตลอดจนทัศนคติและความคาดหวังหรือภาพอนาคตของกิจการนั้นๆ ที่ผุดขึ้นในใจผู้ลงทุนในขณะดังกล่าวด้วย

ในกรณีของ Buffet เขาตัดสินใจใช้ Net Worth เป็นตัวตั้ง กล่าวคือใช้ Per-Share Book Value เป็นตัวแสดงถึงความสำเร็จและความมั่งคั่งของ Berkshire เช่นในหนังสือเชิญประชุมผู้ถือหุ้นครั้งล่าสุด เขาขึ้นต้นย่อหน้าแรกด้วยประโยคนี้ว่า “ระหว่างปี 2009 ที่ผ่านมา Net Worth ของ Berkshire เพิ่มขึ้นถึง 21.8 พันล้านเหรียญฯ ทำให้ Per-Share Book Value เพิ่มขึ้นถึง 19.8% ต่อหุ้น” นั่นแสดงว่าเขาให้ความสำคัญกับมันเหนือสิ่งอื่นใด

เขาว่า Per-Share Book Value นี่แหละที่เป็นตัวแทนที่ดีที่สุดของ “Intrinsic Value” หรือมูลค่าที่แท้จริงซึ่งเป็นหัวใจของการประเมินค่ากิจการและเงินลงทุนทั้งหมดของเขา ซึ่งเขาเรียนมาจากอาจารย์ Graham อีกทอดหนึ่ง

Buffet เขียนไว้เองว่า “Intrinsic value is an all-important concept that offers the only logical approach to evaluating the relative attractiveness of investment and businesses. Intrinsic value can be defined simply: It is the discounted value of the cash that can be taken out of a business during its remaining life.” (P.92, เส้นใต้นั้นผมขีดเอง)

เห็นหรือยังครับว่าวิธีการมอง “มูลค่า” หรือ “คุณค่า” ของเขามีหลักยังไง จึงไม่แปลกที่ Buffet จะมีความสามารถพิเศษในการ “เล่าเรื่อง” หรือ “Tell Stories” เพราะเขาจำต้องสร้างความคาดหวังให้กับนักลงทุนและตลาดหุ้น เขาต้องสร้างภาพในใจคนเหล่านั้น ให้เห็นว่าวิธีการที่เขาทำอยู่ (ที่สามารถชักชวนเอากิจการดีๆ ภายใต้ผู้บริหารที่เก่งกาจ ที่มีศักยภาพที่จะสร้างกระแสเงินสดจำนวนมากฉีดเข้ามาในพอร์ตของ Berkshire อยู่ตลอดเวลา) จะนำไปสู่การเพิ่มพูนความมั่งคั่งให้กับ Berkshire Hathaway ในอนาคต

ยิ่งนักลงทุนและตลาดมีความคาดหวังสูงมากเพียงใด ยิ่งภาพที่ผุดขึ้นในใจคนเหล่านั้นเริดหรูเพียงใด “ตัวคูณ” ของหุ้น Berkshire ในปัจจุบันย่อมสูงตามไปด้วย นั่นจึงเป็นที่มาของกระบวนการสร้างภาพให้กับตัวเอง เพราะนักเล่าเรื่องหรือนักเล่านิทานที่จะให้คนเชื่อได้ ย่อมต้องมี “ความน่าเชื่อถือ” เป็นเบื้องแรก

ในรอบ 30 ปีมานี้ Buffet ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ของตัวเองสูงมาก เขาวางตำแหน่งตัวเองให้ดู “ไม่โลภ” (แม้จะหากินกับเรื่องเงินๆ ทองๆ มาตลอดชีวิต) เพราะเขาเข้าใจโลกสันนิวาศ ว่าถ้าถูกมองเป็นคนโลภมากเสียแล้ว ความน่าเชื่อถือก็จะน้อย พูดอะไร ทำอะไร ก็จะไม่มีน้ำหนัก ดังนั้น เขาจึงต้องแสดงออกคล้ายๆ ฤาษี แม้จะมีเงินทองเป็นล้านล้านบาทก็ตาม ระยะหลังเมื่อแก่มากแล้ว เขายิ่งหันมาเน้นในจุดนี้ ให้เห็นว่าเขาละวางได้จากความโลภทั้งปวง และกลายเป็น “ผู้ให้” หรือ “ผู้ใจบุญ” อย่างยิ่งใหญ่

นั่นเป็นเหตุหนึ่งที่ภายนอกเขาต้องดูเหมือน “ผู้นำลัทธิ” ในอดีต ที่มี “สาวก” คอยติดตามจำนวนมาก (พวกนักการตลาดรู้มานานแล้วว่าวิธีการแบบนี้เป็นการสร้างแบรนด์แบบหนึ่งที่เรียกว่า Cult Branding)

เครื่องมือหลักของเขาในการสร้างภาพก็คือ “สื่อ”

Buffet ใช้สื่อระดับคุณภาพสูงที่เข้าถึงกลุ่มบนสุดของสังคมให้ช่วยอธิบายตัวเขา เขาใช้คนอย่าง Carol Loomis บรรณาธิการอาวุโสที่มีอิทธิพลต่อ Fortune ในรอบ 30 กว่าปีมานี้ คนอย่าง Andrew Ross Sorkin แห่ง New York Times และเข้าถือหุ้นและร่วมเป็นกรรมการของ The Washington Post อันทรงอิทธิพล กับสื่อทีวี เขาก็สนิทสนมกับ Becky Quick แห่ง CNBC และเคยสนิทมากกับ Michael Bloomberg เจ้าพ่อสื่อคนใหม่ของโลก เป็นต้น นอกจากนั้น เขามักให้กิจการที่ Berkshire เข้าไปซื้อแบบเต็มตัว เพิ่มงบโฆษณาแบบไม่อั้น เพื่อสร้างภาพว่าได้เข้ามาร่วมอยู่ในชายคาของเขาแล้วเสมอๆ

เขารู้ว่า “สื่อ” คือความเป็นความตายของเขา เพราะกิจการของเขาเป็นเพียง Holding Company วันๆ เอาแต่ซื้อหุ้นนั้น ขายหุ้นนี้ ระดมทุนจากคนนั้น แล้วมาซื้อกิจการโน้น เทคโอเวอร์กิจการนี้ ฯลฯ มิได้ดำเนินธุรกิจอะไรจริงจัง ถ้าสื่อร่วมกัน “เจาะยาง” เขา ทำให้เขาไม่ Popular ในหมู่ผู้ลงทุนและแวดวงตลาดหุ้น มูลค่าหุ้นของเขาก็จะลดลง หรือขึ้นต่อไปได้ลำบาก

ผมสืบสวนดูจดหมายถึงผู้ถือหุ้นล่าสุดนี้ ก็พบว่า ปี 2009 ที่ผ่านมา เฉพาะตัวเขาเองมีค่าใช้จ่ายในการรักษาความปลอดภัย (Personal and home securitiy services) ถึง 344,490 เหรียญฯ คิดเป็นเงินไทยกว่า 10 ล้านบาท (ฺBerkshire Hathaway INC., Notice of Annual Meeting of Shareholders, P.7)

ผมรู้เลยว่า ตัวเขาเองแล้ว ลึกๆ ก็กลัว เพราะยุคนี้เป็นยุคแห่ง Social Tension คุณจะรวยอยู่ได้ไงท่ามกลางคนจนที่มากขึ้นเรื่อยๆ พวกมหาเศรษฐีถึงต้องพากันตั้งมูลนิธิและกลายเป็น Philantropist กันเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด แต่อีกด้านหนึ่งก็ยังผูกขาดตัดตอน ขายของแพง และเอารัดเอาเปรียบอยู่เหมือนเดิม (ไม่เชื่อลองดูตัวอย่าง Microsoft ดูสิ)

ในอินเทอร์เน็ต มีเว็บไซต์จำนวนมากที่โจมตี Buffet หาว่าเขาเป็นพวกมือถือสากปากถือศีลบ้าง หรือหาว่าเป็นโจรสลัดก็มี พวกเหล่านี้ ไม่เชื่อว่า “คนดี” “คนไม่โลภ” จะใช้ตลาดหุ้นสร้างความร่ำรวยให้กับตัวเองได้อย่างมากมายมหาศาลขนาดนี้ ความข้อนี้ผมค่อนข้างเห็นด้วย แต่ผมว่า Buffet เขาแนบเนียนมาก หรือถ้าจะใช้ภาษาสูงกว่านั้นก็ต้องว่า “แยบคาย”

ท่านผู้อ่านลองเปรียบเทียบเขากับมหา เศรษฐีไทยดูสักสองสามคน เอาว่าทักษิณคนหนึ่ง ธนินท์คนหนึ่ง และเจริญอีกคนหนึ่ง และลองมองในเชิง “ความโลภ” ดูสิ ท่านลองดูพฤติกรรมของพวกเขาสามคน ทั้งวิธีการหาเงิน วิธีการค้าขาย ความสัมพันธุ์กับคู่ค้าและผู้บริโภค ฯลฯ ก็จะเห็นได้ว่า คนเหล่านี้มีความโลภเป็นเจ้าเรือน บางคนเข้าไปสู่แวดวงอำนาจเพื่อหาเงินหาทอง บางคนเอาเปรียบเกษตรกร (ซึ่งเป็น Supplier สำคัญของธุรกิจตน) และสิ่งแวดล้อมอย่างไ่ม่รู้สึกรู้สา และบางคนก็เอาเปรียบคนดื่มแอลกอฮอล์ (ซึ่งเป็นผู้บริโภคคนสำคัญของตัว) อย่างมากและโจ่งครึ้ม…ข้อนี้ Buffet เหนือชั้นกว่าพวกเขามาก

มีเว็บไซต์นึงว่าเขาเป็นตัวอย่างของพวก Buccaneer of Capitalism ที่คอยปล้นสดมภ์โดยใช้เครื่องมือของระบบทุนนิยม ทั้งๆ ที่กิจการ Berkshire นั้น มิได้เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจเลย เขาเป็นเพียง “แมงป่องที่ขี่หลังเต่า” เท่านั้นเอง เพราะถ้าไม่มีบริษัทแบบ Berkshire ระบบเศรษฐกิจโดยรวมก็ไม่กระทบอันใดเลย ดังนั้นคนอย่าง Warren Buffet ก็เป็นแต่เพียง “กาฝาก” เท่านั้นเอง เมื่อลองพิจารณาพอร์ตโฟลิโอของ Bershire แล้ว ผมก็เริ่มเห็นด้วยกับความข้อนี้เช่นกัน

พอร์ตโฟลิโอ

สไตล์ของ Buffet ในการ Form Portfolio นั้นเป็นสไตล์เฉพาะตัว แม้นักลงทุนจำนวนมากจะเอาอย่างเขาในเรื่อง Value Investment แต่ก็คงทำเหมือนเขาเป๊ะไม่ได้ หรือเลียบแบบโดยตรงไม่ได้..และจะไม่มีทางได้ ถ้าดูให้ดีจะเห็นว่าเขาโตมาจากธุรกิจประกัน (ส่วนใหญ่จะเป็นประกันภัย) แม้แต่ตอนนี้ที่เขา Diversify ไปมากแล้ว ก็ยังเห็นร่องรอยว่าเขาพึ่งพาประกันถึงหนึ่งในสาม

ท่านที่เคยดูหนังเรื่อง About Schmidt ก็จะจินตนาการเห็นภาพพจน์ได้ทันทีเลยว่าตัวละครอย่าง Jack Nicholson นั่นแหละที่เป็นลูกน้องของ Buffet และคอยหาเงินหาทองให้กับ Berkshire ด้วยการทุ่มเทชีวิตทั้งชีวิตไปกับการขายประกัน

อีกประมาณหนึ่งในสามก็จะอยู่ในหมวดค้าส่ง บริการ และการผลิต รวมถึงพรมรองพื้น โดยทั้งหมดนี้จะกระจายกันไปกว่า 150 บริษัท (มีทั้งเพชรพลอย ภัตราคาร เสื้อผ้า ของเล่น ลูกอม ขนมหวาน ฯลฯ) ประกันกับกลุ่มการค้าอันนี้จึงเป็น Life & Blood ของเขา ถ้าธุรกิจประกันหรืการค้าในอเมริกาเกิดแย่ เขาก็ย่อมเซไปด้วยอย่างแน่นอน

ผมดูงบดุลของ Bershire ปี 2009 แล้วเห็นว่าสินทรัพย์ในสองหมวดนี้ คิดเป็นกว่า 75% ของสินทรัพย์รวม และเมื่อดู Cashflow ทั้งปี ที่มีเงินสด (รวม Cash Equivalent) ทั้งสิ้น 30,558 ล้านเหรียญฯ แล้ว จะคิดเป็นส่วนที่ถือผ่านบริษัทประกันและบริษัทในกล่มนี้อยู่อยู่ถึง 27,917 ล้านเหรียญฯ คิดเป็นกว่า 91% ของเงินสดในมือทั้งหมด

และผมก็พยายามแกะดูว่ากระแสเงินสดที่มาจากสองหมวดนี้เป็นเท่าใด แต่ก็ไม่มีข้อมูลมากพอ เพียงแต่ขอให้ท่านผู้อ่านพิจารณาเอาจากข้อมูลแวดล้อมก็อาจพอมองเห็นเค้าลาง ได้บ้าง กล่าวคือ Operating Cashflow ของกิจการในพอร์ตทั้งสิ้นเท่ากับ 15,845 ล้านเหรียญฯ จากรายได้รวมทั้งสิ้นเท่ากับ 112,493 ล้านเหรียญฯ โดยเป็นส่วนของกิจการประกันและการค้ากับการผลิต 92,780 ล้านเหรียญฯ คิดเป็นกว่า 82%

ท่านผู้อ่านคงเห็นแล้วว่าธุรกิจประกันและกลุ่มการค้า (ซึ่งกระจายความเสี่ยงได้ดี) มี Contribution ต่อ Bershire มากเพียงใด สังเกตว่าระยะหลัง Buffet มักออกมาแสดงความมั่นใจในความแข็งแกร่งของ Berkshire อยู่เสมอเมื่อเกิดภัยธรรมชาติหรือภัยอื่นขึ้นในโลก ไม่ว่าจะเป็น 9/11, Hurricane Katrina, Hurricane Ike, แผ่นดินไหวใหญ่ในอิตาลี และไฟไหม้ป่าในรัฐ Victoria ของ Australia นั่นเป็นเพราะเหตุการณ์เหล่านี้ล้วนกระทบกับกิจการที่อยู่ในพอร์ตของเขาเข้า อย่างจัง

การสร้างอาณาจักรธุรกิจโดยอาศัยสถาบันการเงินเป็นแกนหลักแบบ Buffet นี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ใครๆ ในโลกก็ทำกันมาก่อน ทั้งที่เยอรมนี ญี่ปุ่น หรือจักรวรรดิอังกฤษ….มันเป็นการ “กินสองเข้าฮอร์ส” เพราะสถาบันการเงินมันระดมทุนเองได้แบบต้นทุนต่ำ คือนอกจากจะมี Other Peoples Money ให้หยิบยืมไปใช้ก่อนได้แล้ว ยังเป็นเงินประเภท Low Cost of Capital อีกด้วย

ในกรณีของ Berkshire นั้น บัฟเฟตเรียกเงินก้อนนี้ว่า Float คือเบี้ยประกันที่รับมาก่อน (แต่ยังไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย เพราะความเสียหายมันยังไม่เกิด) ซึ่ง ณ สิ้นปี 2009 มีอยู่ถึง 62,000 ล้านเหรียญฯ โดย Buffet ก็ได้ใช้เงินก้อนนี้ประกอบกับเงินกู้และเงินสดในมือ (หรือบางทีก็ออกหุ้นแลกหุ้นในช่วงที่หุ้นของตัวเองราคาแพง) “ลงทุน” และ Takeover คนโน้นคนนี้ ผ่านกลุ่มบริษัทประกันเหล่านั้นอีกทอดหนึ่ง…นั่นแหละที่ผมเรียกว่า “กินสองเข้าฮอร์ส” ละ

ผมเห็นกรณีศึกษาอันหนึ่งในเมืองไทย ที่ใกล้เคียงกับ Buffet Model มากที่สุดก็คือ “กลุ่มเอกธนกิจ” (เรียกติดปากว่า “ฟินวัน”) ที่ครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่เกรียงไกรมากภายใต้การนำของ ปิ่น จักกะพาก ซึ่งเริ่มจากบริษัทเงินทุนเล็กๆ แล้วขยายไปสู่หลักทรัพย์ ประกัน อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ โดยอาศัยการ Takeover และเล่นกับ “ตัวคูณ” ในตลาดหลักทรัพยฯ เป็นหลัก แต่ด้วยการขยายตัวเร็วเกินไป และ Diversify ไม่เพียงพอ เมื่อเศรษฐกิจไทยหดตัวอย่างรุนแรง กลุ่มจึงพึงทลาย (ผมเห็น ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร ซึ่งเคยเป็นลูกน้องใกล้ชิดของปิ่นมาก่อน ก็มาโฆษณาเรื่อง Value Investment อย่างเอิกเกริกเหมือนกันในช่วงหลัง หรือแม้แต่ กรณ์ จาติกวนิช รมว.คลัง เอง ซึ่งก็เป็นทั้งญาติห่างๆ และเป็นทั้งลูกน้องคนสนิทอีกคนหนึ่งของปิ่น ก็เคยพูดเรื่อง Value Investment เช่นเดียวกัน)

Buffet ก็ประกาศอย่างชัดเจนว่าเขาใช้วิธี Mergers & Acquisitions เป็นหลัก โดยเขาได้เขียน Acquisition Criteria ไว้ 6 ข้อ ว่าถ้าใครอยากขายกิจการให้เขาต้องเข้าหลัก 6 ประการนี้เสียก่อนคือ

1. ต้องใหญ่ (ต้องมีกำไรก่อนหักภาษีอย่างต่ำ 75 ล้านเหรียญฯ)

2. ต้องทำกำไรสม่ำเสมอ (ไม่เอาประเภทที่ต้องเอามาฟื้นฟูเยียวยา)

3. ต้องให้ผลตอบแทนการลงทุน (ROE) ดี และใช้หนี้น้อยหรือไม่มีหนี้เลย

4. ต้องมาพร้อมผู้บริหาร

5. ต้องเป็นธุรกิจที่ไม่ซับซ้อน (ถ้าเกี่ยวกับเทคโนโลยีแยะ เขามักขี้เกียจทำความเข้าใจกับมัน)

6. ต้องบอกราคามาเลย (จะไม่เสียเวลาเจรจาโดยไม่บอกราคามาก่อน)

เขาบอกไว้ชัดเจนเลยว่า วันๆ นึง คนติดต่อขายกิจการให้เขาแยะ ดังนั้นถ้าไม่เข้าหลักหกประการนี้ ก็อย่าโทร.มา หรือถ้าเขาไม่ได้โทร.กลับ ก็แสดงว่าเขาคงไม่สนใจ เพราะธรรมดาเขามักใช้เวลาไม่นานในการพิจารณา บางทีก็เพียงแค่ห้านาทีก็เคยมี และก็อย่าให้เขาต้องไปซื้อแข่งกับใคร เพราะเขาไม่ชอบ “When the phone don’t ring, you’ll know it’s me.” เขากล่าวโดยหยิบยืมจากเนื้อเพลงลูกทุ่งอเมริกัน

ระยะหลังเขาเริ่มคืบคลานเข้าสู่ธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าและโครงสร้างพื้น ฐาน เช่นรถไฟและท่อส่งน้ำมัน เมื่อ 12 ก.พ. ที่ผ่านมาเขาเพิ่งจะ Takeover กิจการรถไฟขนาดใหญ่เป็นลำดับที่สองของอเมริกาคือ Burlington Northern Santa Fe Corporation (BNSF) ด้วยราคาประมาณ 26,450 ล้านเหรียญฯ โดยใช้หุ้นแลกหุ้น และจ่ายเงินสดอีกประมาณ 15,900 ล้านเหรียญฯ นักวิเคราะห์ต่างคาดเดากันไปต่างๆ นาๆ ว่าบัฟเฟตหวังอะไรจากตรงนี้ บ้างก็ว่าเขารู้ข้อมูลภายในว่ารัฐบาลจะลดภาษีให้กับธุรกิจนี้ บ้างก็ว่ารัฐบาลจะหันมาให้การสนับสนุนการขนส่งโดยราง ฯลฯ เป็นต้น

นอกจากนั้น เขายังขยายเข้าสู่ธุรกิจไฟแนนซ์และสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเขาใช้เป็นตัวผ่านในการลงทุนพวกตราสารอนุพันธ์ และ Transaction ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ด้วย แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้ลงทุนในตราสารซับไพร์ม แม้จะใช้บริษัทประกันเขียน Contract ประเภท Credit Default Swap กับคู่สัญญาบ้าง ทำให้ในปี 2008 เขาขาดทุนจากตรงนี้ 1,774 ล้านเหรียญฯ แต่ปี 2009 ก็สามารถพลิกมาเป็นกำไรได้ 789 ล้านเหรียญฯ เป็นต้น

ผมจะไม่ขอลงรายละเอียดในพอร์ตโฟลิโอของ Birkshire มากไปกว่านี้ เพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นบทความประเภทวิเคราะห์หุ้นไป แต่ผมจะหยิบเอาตัวเลขหรือ Ratio สำคัญๆ ที่ผมคิดว่าจะทำให้ผู้อ่านมองเห็นวิธีการทำมาหากินของบัฟเฟต มาล้อมกรอบไว้ให้ดูกัน โดยผู้อ่านที่อยากลงลึก ก็สามารถคลิกเข้าไปดูไฟล์ Edgar ของสำนักงาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ ได้อยู่แล้วที่ http://www.sec.gov

ผู้อ่านต้องอย่าลืมว่า พอร์ตโฟลิโอของ Birkshire นั้นมีสองชั้น คือชั้นในสุด ที่เป็น Core หรือเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจจริง สร้างกระแสเงินสดจริงให้กับ Birkshire (ซึ่งก็มีกลุ่มประกันเป็นหลัก และยังมีกลุ่มการค้าอุตสาหกรรม กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและไฟฟ้า และกลุ่มไฟแนนซ์ล้อมรอบอยู่) และชั้นนอก ที่เป็น Marketable Securities อย่างเช่นหุ้นของ Coke, Wal-Mart, Proctor & Gamble, American Express, ConocoPhillips, Johnson & Johnson, Tesco, Wells Fargo, ฯลฯ รวมถึงพันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง และหุ้นกู้เอกชน (ซึ่งปีนี้บัฟเฟตเีชียร์ให้ซื้อให้มาก) ตราสารอนุพันธ์ ฯลฯ ซึ่งถือผ่านพอร์ตของบริษัทประกันและบริษัทไฟแนนซ์อีกทอดหนึ่ง

ที่ Buffet ชอบโม้ว่าหุ้นตัวเองซื้อแล้วไม่ขาย ย่อมเป็นหุ้นในกลุ่ม Core นั่นเอง ส่วนหุ้นในกลุ่มหลัง ย่อมต้องซื้อเข้าขายออกเป็นธรรมดา ตามประสานักเล่นหุ้น…ท่านผู้อ่านหลายคนมักเข้าใจประเด็นนี้ผิด คือไปเข้าใจว่า Value Investment นั้นต้องถือยาว และไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับตราสารอนุพันธ์เลยแม้แต่น้อย…ผิดครับ เพราะในพอร์ตของ Bershire นั้น มีทั้ง Credit Default Contracts, Equty Index Put Option Contracts, และ ฯลฯ

เราได้อะไรจากการศึกษาบัฟเฟต

สำหรับผม สิ่งที่ผมได้จากการศึกษาบัฟเฟตมิใช่สไตล์หรือหลักการลงทุนของเขา เพราะผมคิดว่ามัน Unique มากเกินไปจนยากที่ใครจะเลียนแบบได้ ทว่า สิ่งที่สะกิดใจผม กลับเป็นสไตล์การจัดการของเขาเอง

ผมว่า Buffet นอกจากจะเป็นนักลงทุนที่เก่ง เป็นพวกตามีแวว ที่รู้จักแสวงหาเพชรในตม (Undervalued Assets) รู้จักเจรียนัยเพชร รู้จัก Tell Story รู้จักสร้างภาพ และเล่นกับจิตวิทยามวลชนแล้ว เขายังเป็นนักบริหารที่เก่ง

ความข้อนี้คนมักไม่มองกัน

สไตล์การลงทุนของเขา มีลักษณะของ “การสร้างอาณาจักร” เขา เหมือนเจงกิสข่านที่คอยยกทัพไปตีเมืองเพื่อเอามาเป็นเมืองขึ้น แต่เขาจะให้ลูกน้องอยู่รักษาเมือง หรือบริหารเมืองนั้น และเขาก็จะเดินทัพเพื่อตีเมืองต่อไปที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

การจะทำการแบบนี้สำเร็จ เขาจำเป็นต้องมีแม่ทัพ และเจ้าเมืองที่มีฝีมือจำนวนมาก ที่จะคอยดูแลรักษาเมืองเหล่านั้นไว้ให้อุดมสมบูรณ์ และให้ราษฎรช่วยกันทำมาหากินจนมีผลผลิตเหลือแบ่งปันมาถึงส่วนกลาง การจะทำแบบนี้ได้ เขาต้องรู้จักใช้คน ต้องตามีแวว รู้ว่าใครมีข้อดีข้อเสียอะไร จะพัฒนาคนอย่างไร และต้องกล้า “ลงทุนในคน”

วิธีการลงทุนในคนของบัฟเฟต คือ “กล้าให้ใจ”

เขาจะ Trust ผู้บริหารและให้บริหารกิจการในพอร์ตโฟลิโอทั้งหมดของเขาอย่างอิสระ ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวมากนัก นอกจากกิจการนั้นขาดทุนหรือมีปัญหาจริงๆ

การ Trust คน นี้เป็นจุดแข็งของเขาที่หาได้ยากยิ่งในหมู่ฝรั่ง นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าเขาเติบโตมากับธุรกิจประกันก็ได้ เพราะรากฐานของธุรกิจประกันนั้นต้องอาศัย Trust สูงมาก

ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่พ่อของเขาเคยเป็นเด็กรับใช้คุณชิน โสภณพนิช มาก่อน แล้วพอโตขึ้นมาหน่อย เมื่อคุณชินทำบริษัทประกันภัย ก็ให้คนๆ นี้ เป็นผู้นำเงินสดใส่กระเป๋าไปให้กับคนที่ถูกไฟไหม้และทำประกันไว้กับคุณชิน เสมอๆ และต่อมาคนผู้นี้ ก็ได้เป็นผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่งของบริษัทกรุงเทพประกันภัย…หรืออย่าง พนักงานขายกรมธรรม์ประกันชีวิตนั้น ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเพื่อนฝูงญาติมิตรกับคนซื้อประกันแทบทั้งนั้น ถึงจะขายสำเร็จ เพราะธุรกิจแบบนี้ มันต้องอาศัย Trust สูงมาก มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

ความสำเร็จของ Buffet ย่อมมาจากการที่เขาสามารถเผื่อแผ่ Trust หรือความใจกว้างของเขา ให้ขยายพรมแดนออกจากธุรกิจประกัน ไปสู่ธุรกิจอื่นในพอร์ตของเขาได้อย่างน่าชม

อีกอย่าง เขามักเชื้อเชิญบรรดาเจ้าของกิจการที่ทำกิจการของตัวอยู่แล้ว ให้เข้ามาอยู่ในกลุ่ม ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่เขาต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว และเจ้าของกิจการเหล่านั้น แทนที่จะอยู่กันแบบโดดๆ ก็มาร่วมใต้ชายคาของบัฟเฟตดีกว่า เพราะจะได้ประโยชน์ในเชิง “ตัวคูณ” เนื่องเพราะตลาดให้ความเชื่อถือบัฟเฟตและ Berkshire Hathaway มากกว่า

ดังนั้น เราจะเห็นว่าบรรดากรรมการและผู้บริหารในอาณาจักรของบัฟเฟตนั้น ถือหุ้น Bershire อยู่ถึง 37% ในส่วนของหุ้น Class A และ 17.4% ในส่วนของหุ้น Class B แต่ถ้านั่นเป็น Carrot แล้วเขาใช้ Management Control วิธีไหนกับผู้บริหารเหล่านั้น

ผมพบว่า แม้เขาจะไม่นิยมใช้วิธีการประเมินผลโดยอาศัยราคาหุ้นหรือผลประกอบการรายไตร มาศของแต่ละบริษัทมาเป็นเกณฑ์ แต่เขาก็ยังต้องดู Bottom Line ประกอบ เพราะในหลายกรณีเขาก็ต้องปลดผู้บริหารที่ทำบริษัทขาดทุนต่อเนื่องออกไป แม้แต่กรณีผู้บริหารของ Coke ในอดีตที่แก้ปัญหา Contamination ได้ไม่ดีจนหุ้นตกระเนระนาด และยอดขายหายวับไปกับตา ก็ปรากฏว่าเขาเองที่เป็นคนไปเจรจาให้ลาออกไป เป็นต้น นอกจากนั้น เขายังคงถือสิทธิขาดในการกำหนดผลตอบแทนของผู้บริหารทุกคนในกลุ่ม

ข้อนี้แหละที่เป็น “ไม้ตาย” ของเขา ที่เขาจะไม่ยอมปล่อย เพราะเขาจะใช้การกำหนดผลตอบแทนนี้เป็นการส่งสัญญาณและเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหาร อันนี้นับว่าเขาเหมือน ประธานเหมาเจ๋อตง ที่แม้จะลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี และเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่ก็ยังคงนั่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการทหารฯ อยู่จนวันตาย เพราะประธานเหมา เชื่อว่า “อำนาจ มาจากปากกระบอกปืน” และสำหรับหลักการในการกำหนดผลตอบแทนผู้บริหารนั้น เขาก็เขียนไว้ชัดเจนในจดหมายเชิญประชุมผู้ถือหุ้นเลยว่า “SUBJECTIVE”

อย่างปีที่แล้ว เขาได้ให้ผลตอบแทนกับ CFO คือนาย Marc D. Hamburg สูงที่สุด โดยให้นายคนนี้ได้ไปทั้งสิ้น 874,750 เหรียญฯ โดยที่เขาเขียนไว้ในจดหมายฯ เลยว่าคณะกรรมการได้ให้อำนาจเขาคนเีดียว และดุลพินิจของเขาก็คือ “SUBJECTIVE” (นายคนนี้ได้ผลตอบแทนมากกว่าเขาเองที่ได้ 175,000 เหรียญฯ และ Charlie Munger ที่ได้เพียง 100,000 เหรียญฯ ในปี 2009) ผมสังเกตอีกข้อหนึ่งว่า แม้เขาจะใช้วิธีหรือสไตล์แบบ Subjective แต่กลับเกิดความผิดพลาดน้อยมาก…ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ข้อนี้ผมให้เครดิตเขามาก ว่าเขาเป็นคนที่มี “อคติ” น้อย

Alfred Sloan ซึ่งผมคิดว่าเขาเป็นผู้บริหารที่เก่งและเชี่ยวชาญเรื่อง Management มาก เคยกล่าวไว้ในทำนองว่า ผู้บริหารที่ดีต้องปราศจาก Bias เพราะพวกเขาไม่มีหน้าที่ที่จะต้องรักใครหรือเกลียดใครเป็นพิเศษ ไม่มีหน้าที่ต้องแค้นเคืองใคร ข้องใจใคร สนิทกับใคร หรือเลือกข้างใคร…พวกเขาย่อมต้องดูที่ Performance เป็นเกณฑ์ แม้มันจะฟังไร้หัวใจไปหน่อย แต่ผู้นำที่เก่งส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นเช่นนั้น

นอกจากนี้ Buffet ยังใช้สไตล์บริหารเครือข่ายธุรกิจของเขาด้วยโครงสร้างแบบ “จักรวรรดิ” หรือ Empire โดยเขาจะคงอำนาจในการตัดสินใจทางการเงินและการลงทุนทุกอย่างไว้ที่ตัวเอง คือถ้าจะพูดภาษาการจัดการ ก็ต้องว่าเขา Centralize ในเชิงการเงิน แต่ De-centralize ในเชิงบริหาร เหมือนกับเจ้าเมืองที่มีอำนาจสิทธิขาดในเมืองของตัวเอง แต่ถ้าจะสร้างกองทัพ จะไปรบทัพจับศึกกับใคร ก็ต้องมาขอส่วนกลางเสียก่อน

บัฟเฟตยอมให้ผู้จัดการของแต่ละกิจการมีอำนาจตัดสินใจอย่างอิสระในเรื่องที่ เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจวันต่อวัน ยกเว้นการที่จะต้องลงทุนเพิ่ม เช่นถ้าจะสร้างโรงงาน ซื้อเครื่องจักร ซื้อหุ้น ซื้อพันธบัตร ซื้อกิจการ ฯลฯ ต้องให้เขาเป็นคนตัดสินใจ และเขายังออกกฎเกณฑ์ให้ส่งคืนเงินกำไรให้กับส่วนกลางทุกปี

มองดูผิวเผินก็เหมือนระบบ “กงสี” ที่ทุกคนต่างช่วยกันทำมาหากิน ได้มาเท่าไหร่ก็ให้เป็นส่วนรวมเพื่อให้ส่วนรวมเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ แล้วทุกคนก็ค่อยมากินมาใช้ร่วมกันจากกองกลางนี้อีกที ต่างกันก็เพียงกงสีของบัฟเฟตมันมี “ตัวคูณ” อย่างที่กล่าวมาแล้ว

สไตล์การบริหารแบบนี้ ทำให้เขาใช้คนจำนวนน้อยที่ส่วนกลาง เพราะเขาใช้เพียง 21 คนในสำนักงานใหญ่ เพื่อบริหารอาณาจักรกว่า 12 ล้านล้านบาท และมีพนักงานทั้งเครือกว่า 257,000 คน แต่เขาก็ต้องมีระบบควบคุมทางการเงินที่ทรงประสิทธิภาพ จึงไม่แปลกที่เขาต้องจ่ายให้กับ Deloitte & Touche LLP ซึ่ง ช่วยตรวจบัญชีและเก็บข้อมูลการเงินของทั้งเครือเป็นเงินถึง 26.7 ล้านเหรียญฯ หรือเทียบเป็นประมาณ 881 ล้านบาทในปีที่ผ่านมาเพียงปีเดียว (โอ้ว! แม่เจ้า)

สุดท้ายนี้ ผมใคร่ขอเตือนสติท่านผู้อ่านที่ต้องบริหารสินทรัพย์ของตนและครอบครัว หรือขององค์กร หรือแม้แต่ผู้ที่สนใจในเชิงการลงทุน ที่คิดจะเอาอย่าง Warren Buffet ให้คิดใคร่ครวญให้ดี โดยเฉพาะในเรื่องของ “ความเสี่ยง”

การที่บัฟเฟตกล้าเอา Wealth ของตัวเองถึง 98% ไว้ใน Berkshire Hathaway นั้น นับเป็นเรื่องที่ใจถึงและ Overconfidence มาก ถึงแม้ระบบการเมือง เศรษฐกิจ และตลาดทุน ของสหรัฐอเมริกาจะเข้มแข็ง แข็งแกร่ง เกินกว่าจะพังทลายลงได้ง่ายๆ ทว่า การทำแบบนั้นก็ยังเสี่ยงมากอยู่ดี ในสายตาของผม

ท่านผู้อ่านที่ติดตามวิกฤติซัพไพร์มมาบ้าง คงจะรู้ว่าราคาหุ้นของ Citicorp นั้นรูดลงมาจาก 60 เหรียญฯ มาอยู่ที่ 1 เหรียญฯ ทั้งๆ ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ใส่เงินเพิ่มทุนเข้าไปถึง 50,000 ล้านเหรียญฯ และค้ำประกันเงินกู้ให้อีก 450,000 ล้านเหรียญฯ

ผมคำนวณดูแล้วว่าผู้ถือหุ้นของ Citicorp จนลงเกือบ 300,000 ล้านเหรียญฯ หรือประมาณเกือบ 10 ล้านล้านบาท…นั่นคือ Market Cap. ที่หายวับไปกับตา

ณ วันที่ผมกำลังเขียนต้นฉบับมาถึงบรรทัดนี้ หุ้นของ Citicorp ซื้อขายกันที่ 3.98 เหรียญฯ โดยตอนแรกผมก็กะว่าจะบอกให้เพื่อนที่ชอบลงทุนซื้อไว้สักเล็กน้อย แต่พอได้ยินว่า บรรดาผู้บริหารธนาคารแห่งนั้นพากันรับโบนัสกันอื้อซ่า ผมก็หมดศรัทธา

ถามว่า เรื่องทำนองนี้จะเกิดขึ้นกับ Bershire Hathaway ได้ไหม…ไม่มีใครตอบได้…แต่ Citicorp ก็เคยเป็นธนาคารที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร มิใช่หรือ?

ผมไม่แปลกใจ ที่บัฟเฟตจะเขียนย้ำอยู่เสมอว่า เขายังคงแข็งแรง ยังบริหารได้ และยังแฮปปี้ที่จะทำงานต่อไป แม้จะอายุอานามจะปาเข้าไปกว่า 79 ปีแล้ว และเขาก็ต้องตะโกนให้ได้ยินดังๆ อยู่เสมอว่า Berkshire Hathaway นั้นไม่ขาดแคลนผู้บริหาร และต้องมีตัวตายตัวแทน โดยเขาได้คิดเรื่องการสืบทอดไว้แล้วอย่างรอบคอบ นั่นเป็นเพราะ ตัวเขาเองก็ตระหนักดีว่า “ความเสี่ยง” ของเขาอยู่ที่ใด

ทักษ์ศิล ฉัตรแก้ว
20 กรกฎาคม 2553

หมายเหตุ: ท่านผู้อ่านที่สนใจจะอ่าน “จดหมายจากประธานฯ” หรือ Chairman’s Letter ฉบับล่าสุด ที่บัฟเฟตเขียนเองถึงผู้ถือหุ้น Berkshire Hathaway ก็สามารถคลิกเข้าไปอ่านฉบับเต็ม และแปลเป็นไทยแล้ว โดยคุณปรียาพร ศรีงิ้วราย ได้ในเว็บไซต์ของนิตยสาร MBA ที่ http://www.mbamagazine.net/

บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร MBA ฉบับเดือนสิงหาคม 2553

ช่วงที่ 2 “กลยุทธ์ลงทุนยามหุ้นผันผวน”

สรุป Money talk@SET 20Apr2013 // i-salmon
ช่วงที่ 2 “กลยุทธ์ลงทุนยามหุ้นผันผวน”
แขกรับเชิญ
อนุรักษ์ บุณแสวง (โจลูกอิสาน) นายกสมาคม Thaivi
วิบูลย์ พึงประเสริฐ ผู้เชี่ยวชาญการลงทุน
ชาย มโนภาส (คนขายของ) ผู้เชี่ยวชาญการลงทุน

ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา และ อ.เสน่ห์ ศรีสุวรรณ ดำเนินรายการ

อ.เสน่ห์
ความผันผวนแปลว่าอะไร?

อ.ไพบูลย์
เป็นตอนที่ตลาดหุ้นวูบวาบ ปรับตัวเร็วต่อกันหลายวัน
บางคนใช้จังหวะกับตลาด ถ้ารู้ว่าหุ้นจะลงก็ขาย หุ้นจะขึ้นก็ซื้อ
ซึ่งถ้าในแนวลงทุนเน้นคุณค่า เราจะอยู่กับหุ้นที่คิดว่าดี ไม่ใช้จังหวะกับตลาด

อ.เสน่ห์
มีความหวั่นไหวไหม ตอนหุ้นวูบวาบ?

คุณโจ
เป็นเรื่องปกติ ที่เราต้องหวั่นไหว มีวิธีการรับมืออย่างไร อาจต้องใช้ธรรมะ
ความผันผวนของหุ้นป็นเรื่องปกติ ถ้าไม่ขึ้นไม่ลงผิดปกติ
สัญลักษณ์ของตลาดหลักทรัพย์ เป็นรูปหยินหยาง มีขึ้นมีลง สะท้อนสัจธรรมของหุ้น
เราต้องมีหลักการ มีความรู้
หลักการลงทุนแบบเน้นคุณค่า สิ่งที่ผันผวนคือราคาหุ้น แต่ตัวกิจการ ยังปกติดี
ทำไมต้องวิตกกังวลด้วย ต้องแยกให้ออก
เคยคิดว่าถ้าตลาดตกทั้งปี จะตกได้เท่าไร มันไม่ตกทั้งร้อยวันหรอก
มันลงแล้วก็ขึ้น มันขึ้นก็ลง

คุณชาย
ก็มีบ้าง แต่ถ้าเราลงทุนมานาน ต้องแยกอารมณ์ออกจากความจริง
อารมณ์เป็นสิ่งที่ทำให้ตัดสินใจผิดพลาด สังเกตตัวเอง
วันแรกหุ้นขึ้นไม่ซื้อ พอขึ้นสองสามวันถึงซื้อแล้วติดหุ้น
ก่อนที่ยังไม่มีหุ้นจิตอยากซื้อ พอซื้อไปแล้วติดหุ้นจิตก็จะรู้สึกว่าแย่ ทำยังไงดี
ตลาดหุ้นถ้าไม่มีความผันผวนจะทำกำไรได้ยาก ถ้าทุกคนมีจิตใจมั่นคงไม่ขาย
เวลาผันผวน ให้เอาอารมณ์ออกไป ตั้งสติให้ดี แล้วจะตัดสินใจได้ดี
อย่างที่สองให้มองหาโอกาส ถ้ามีหุ้นอยู่ตัวหนึ่ง ท่านอาจทำอาร์บิทาจได้
อ.ไพบูลย์ อาร์บิทาจคือการซื้อที่หนึ่งแล้วขายอีกที่หนึ่ง เช่น ขายวอร์แรนต์ซื้อหุ้นแม่ หรือ ซื้อหุ้นเพื่อนคนหนึ่งไปขายให้อีกคนหนึ่ง
คุณชาย
ในความผันผวนจะมีโอกาสอยู่ ต่อไปเมื่อตลาดเปิดกว้างขึ้น
อาจขายหุ้นเดียวกันในตลาดไทย ไปซื้อสิงคโปร์แทนก็ได้
ผมเชื่อว่ามีนักลงทุนหลายคนได้กำไรปี ๒๐๐๘ ช่วยสร้างความมั่งคั่งได้
คุณโจ บอกเสมอ ว่ารถออกทุกวัน โอกาสมีเสมอในตลาดหลักทรัพย์

อ.ไพบูลย์
หวั่นไหวบ้าง แต่น้อยลงเยอะ อยู่ทีใจเรา หากคิดว่าชีวิตเราอยู่ด้วยความมั่งคั่งขนาดไหนเพียงพอแล้ว
ส่วนเกินจะหายไปบ้างก็ไม่เป็นไร
ผมเคยกระเทือนตอนปี ๔๐ มาก่อน
ฝึกให้ชินพอถึงจุดที่เราพอ ก็อย่าไปเสี่ยงอีก
แต่ละคนอาจไม่หมือนกัน

อ. เสน่ห์
มีเพดานไหม แค่ไหนหวั่นไหว?

คุณโจ
ผมดูสถิติตลาดหุ้นไทย เคยตกมากสุด ๘๐% วิกฤติปี ๔๐
ผมจะเตรียมใจไว้เสมอ ว่าผมจะถือหุ้นแม้จะตกลงไปขนาดนั้นก็ตาม
เพราะผมเชื่อว่า ที่ลดลงไปเหลือ ๒๐% สุดท้ายมันจะเติบโตกลับมาได้อีกมาก
Warren เคยบอกว่าถ้าทนเห็นหุ้นตกลง ๕๐% ไม่ได้อย่าเล่นหุ้น
แต่ผมคิดไว้ ๘๐% ถ้าเราเตรียมไว้แบบนี้ก็จะไม่ประมาท

คุณชาย
ถ้านับตั้งแต่ Black Monday ปี ๑๙๘๗
นับจากตอนนั้นเป็นเวลา ๑๓ ปี มีปีที่จุดสูงสุดกับต่ำสุด ต่างกัน ๕๐% ในปีเดียว อยู่ ๕ ปี
แต่ ๑๓ ปีถัดมาหลังจากนั้นมีแค่ปีเดียว แสดงว่าตลาดหุ้นผันผวนน้อยลง
เรื่องความหวั่นไหว ถ้าผมเชื่อมั่นในกิจการ จะลงเท่าไร ผมก็ไม่กลัว ประเด็นสำคัญว่าเราต้องรู้ก่อนว่าสิ่งที่เราซื้อมูลค่าอยู่ที่เท่าไร
ในตลาดหลักทรัพย์ผมเชื่อว่าถ้ามีคนเอาแบงค์พัน ไปเข้า ไอพีโอ ในตลาด
อีกไม่นานจะเหลือแค่ ๘๐๐ หรือ ๙๐๐ ได้
เพราะมีคนมาทำให้ราคามันลงได้ ชอร์ตเซลล ได้
แต่เราก็รู้สามารถรู้มูลค่าจริงได้ว่ามันคือ ๑๐๐๐
ปัญหาของเราคือ เรารู้ไหม บริษัทที่เราถือมันเป็นแบงค์อะไร
ถ้าผันผวนผมจะมองหาโอกาส ก็เจออยู่ตลอด

อ.ไพบูลย์
เวลาผันผวนผมจะเข้าห้องพระ ไม่มีจอ แล้วก็ทำสมฐะกรรมฐาน
ไม่ได้ประโยชน์ทางปัญหาเท่าไร ทำให้เราลืมโลกชั่วคราว

อ.เสน่ห์
คิดว่าถึงสิ้นปีจะเกิดความผันผวนอีกไหม?
คุณโจ
ผมคิดว่าเกิดแน่นอน
ตอนต้นปี ผมคิดว่าจีนจะดี ไทยไม่น่าดี กลายเป็นคนละเรื่อง
ผมคิดว่าการทำนายตลาด เป็นเรื่องที่ยากมาก
หน้าที่นักลงทุนง่ายกว่าเยอะเลย ไปทำนายผลดำเนินงาานบริษัทง่ายกว่าเยอะ
ว่าบริษัทจะเติบโตไหม
คนที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่คนที่ทำนายดัชนีได้ว่าจะขึ้นหรือลง
แต่เป็นคนที่ดูได้ว่าบริษัทจะทำกำไรได้เท่าไร เป็นความสามารถในการเลือกบริษัทไม่ใช่ทำนายดัชนี

อ.ไพบูลย์
เวลาเราขับรถ อย่าไปคิดว่าไปถึงจะติดไฟแดงหรือไฟเขียว แต่ให้คิดว่าจะเดินทางไปถึงตรงนั้นจะขับไปทางไหน ตรงไหนสะดวก

อ.เสน่ห์
เสริมถ้าเราไม่ต้องไปเปลี่ยนรถระหว่างทาง

สรุปว่า คุณโจ บอกอย่าไปหวั่นไหวกับ ดัชนี แต่ให้ดูหุ้นกิจการที่ถือไว้ ผลดำเนินการ ซึ่งคาดการณ์ง่ายกว่า

คุณชาย
ขอเสริมคุณโจ ว่าหุ้นที่เหมาะสำหรับนักลงทุนรายย่อย ผมเรียกว่าหุ้นข้าวมันไก่ ส่วนใหญ่กิจการแบบนี้จะมีทุกซอย สิ่งที่ผมจะทำคือ ดูว่าคนจะกินเยอะเหมือนเดิมหรือเปล่า
นักลงทุนรายย่อยเราสามารถโฟกัส ในการลงทุนของเราได้
แต่ฝรั่งส่วนใหญ่ต้องดูเยอะและอ่านจากเปเปอร์ เป็นข้อมูลขั้นที่สอง
ถ้ามีเงินเยอะจำนวนหนึ่ง ราคาจะหลอกราคาอย่างไรก็ทำได้
แต่ถ้าเราอยู่กับร้านข้าวมันไก่ เราก็เห็นอยู่ว่ายังขายดี คนเยอะอยู่
ถ้าราคาลงไป ๕๐% แสดงว่าน่าสนใจ
แต่ถ้าเป็นหุ้นที่เราไม่สามารถประมาณการณ์ได้ ไม่รู้เลย ราคาลงไป ๓๐-๕๐% เราก็ไม่รู้จะทำยังไง

คุณโจ
เสริมพี่ชาย ว่าเราควรรู้มูลค่าของที่เราจะซื้อ ไม่มีป้ายบอกว่าหุ้นนี้มูลค่าเท่าไร มีแต่ป้ายหลอกๆ
ซึ่งเราต้องหามูลค่าที่ควรจะเป็น เป็นแก่นแท้ของการลงทุน
หนึ่ง กิจการที่เราลงทุน ไม่ใช่ราคาหุ้นที่ขึ้นๆ ลงๆ เป็นธุรกิจ ร้านนข้าวมันไก่
สอง ต้องประเมินมูลค่ธุรกิจให้ออก
สาม ควรซื้อเมื่อมีส่นลดที่เพียงพอ
สี่ ความผันผวน คือโอกาส เป็นเรื่องปกติ อย่าไปสร้างความผันผวนเอง
เวลาหุ้นลงตกใจ ขายตามไปด้วย ซึ่งคนส่วนใหญ่ทำตรงข้าม

อ.เสน่ห์
ร้านข้าวมันไก่ ถ้ามีไข้หวัดนก ขึ้นมาต้องทำไงรึป่าว?

คุณชาย
ถ้าเชื่อว่ากิจการดีในระยะยาวก็ถือได้ เป็นเรื่องระยะสั้น จะมีคนจัดการมันได้
การลงทุนเหมือนปลูกต้นไม้ เวลาเราซื้อหุ้น มีนักลงทุนบางท่านบอกซื้อแล้วกะถือยาว ไม่ดูเลย
หลายคนเปิดมาเป็นเศรษฐี บางคนเปิดมาไม่เหลืออะไร โลกไม่มีอะไรแน่นอน
นักลงทุนรายย่อย เหมือนมีปืนสั้น ยิงได้หกที หรือบางคนยิงได้ทีเดียวก็หมดแล้ว แต่กองทุนใหญ่ๆ ยิงได้หลายครั้ง ลงมาก็ซื้อได้อีก
นักลงทุนรายย่อย ต้องยิงให้แม่น เป็นกิจการดี มีส่วนลด การไปไล่ซื้อตามอารมณ์ตลาด เป็นความเสี่ยงมากของนักลงทุนรายย่อย
พวกกองทุน รู้เยอะ มีข้อมูลมากกว่า แต่เราต้องอดทนให้ได้มากกว่า เข้าใจระยะยาว

อ.เสน่ห์
ความผันผวนตลาดตอนนี้กับในอดีต ต่างกันไหม มีบทเรียนไหม?

อ.ไพบูลย์
ผมรู้ว่าพอความผันผวนมาต้องทำอย่างไร แต่เมื่อก่อนมีผลเยอะ
หลักคือ อะไรที่เราไม่รู้ สมมติเราอยุ่ในบ้าน ไฟดับ คนที่ไม่รู้ก็ตกใจ สิ่งที่เราควรจะทำคือยืนเฉยๆ ถ้าเรายืนซักพักพอมีแสงสลัว ตาเริ่มพอมองเห็น ก็ค่อยขยับไปนั่งที่เก้าอี้
ในภาวะผันผวน หากหุ้นที่เราสนใจลงไปเยอะ แต่ตัวที่เราถือลงไปน้อย
อาจจะเปลี่ยนตัวก็ได้ เหมือนไปหาเก้าอี้ใหม่ที่นั่งสบายกว่า

อ.เสน่ห์
ช่วงตอนนี้เป็นขาลงแล้วหรือยัง?

คุณโจ
ยากที่จะตอบ สี่ห้าปีที่ผ่านมาดัชนีขึ้นมาตลอด คนที่ถือหุ้นยาวๆ มีกำไรทั้งนั้น
แต่เมื่อเห็นว่าโมเมนตัมเปลี่ยนทาง จะมีนักลงทุนส่วนหนึ่ง อานจจะขายหุ้นออกมา
หรือนักเก็งกำไร ถ้าเห็นแนวโน้มเปลี่ยนก็ขาย
นักลงทุนวีไอ ถือหุ้นมาตลอด พอหุ้นชักจะแพงก็มีเหตุผลที่จะขาย
พอแรงเหล่านี้หมดแล้ว ก็อาจไม่ลงมากแล้ว ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่มีผล
อย่างปัจจัยต่างประเทศ ก็ยากหน่อย อย่างไซปรัส ยังมีผล
วิธีที่ดีคืออย่าไปคาดการณ์
กลับมาที่บริษัทเรา จะได้ผลดีอะไรหรือเปล่า
ก็มีหุ้นหลายกลุ่มที่ได้ประโยชน์ สองล้านล้าน รถคันแรก
ผมนับดูน่าจะเป็นร้อย
บริษัทจะดีก็ดีด้วยตัวมันเอง ไม่ใข่ว่าเราจะต้องไปจับตาดูปัจจัยภายนอกมากมาย ที่เราคาดการณ์ไม่ได้

คุณชาย
ผมเห็นด้วยกับคุณโจ คาดการณ์ดัชนีได้ยาก
ผมขอพูดเรื่องโอกาสกับความเสี่ยงตลาดหุ้นไทย
ความเสี่ยง
1) เงินบาทแข็งค่า
ประเทศไทย อยุ่ในกลุ่ม TIP
สัดส่วนส่งออกต่อจีดีพีของไทย 70% ต้องพึ่งพาส่งออกมากกว่า อินโดนีเซีย กับ ฟิลิปปินส์
ทำให้เห็นว่าตลาดเหล่านั้น new high แล้ว แต่ของเรายัง
เวลาเงินบาทแข็งไม่ได้เห็นผลทันที อาจเห็นผลในสองสามเดือนข้างหน้า
2) หนี้ครัวเรือน เพิ่มมากขึ้น
รถยนต์ขายดี บ้านขายดี อย่าลืมว่าคนไทยไม่ได้รวย ต้องกู้มา
การบริโภคของเราจะเป็นไปในอัตรานี้ต่อไปได้หรือไม่
3) เรื่องแนวโน้มดอกเบี้ย มีรายละเอียดเยอะยังไม่เจาะ
โอกาส
ในปี ๑๙๙๗ ตลาดหุ้นเอเชียเกิดวิกฤติ ลงกันถล่มทลาย แต่ไปดูในอเมริกา ภายในไม่กีปี ขึ้นเยอะมาก ในตอนที่เอเชียมีปัญหาจะมีสภาพคล่องส่วนเกินในโลก เงินที่ย้ายมาจากยุโรปหรือมเมริกา
ขนาดของตลาดพันธัตรมีขนาดใหญ่กว่าตลาดหุ้น ประมาณ หนึ่งเท่า
ถ้าดูเงินที่ลงทุนในตลาดสหรัฐ ดอกเบี้ย ๐.๗๕% ยังมีคนซื้อ
ก็อาจมีเงินส่วนหนึ่งที่โยกมาอยู่ในตลาดทุนได้
เราดูสภาพแวดล้อม แล้วมาดูหุ้นที่เราจะลงทุน
เหมือนปลูกต้นไม้ เลือกเมล็ดพันธุ์ที่ดี อากาศที่ดี ดินที่ดี

อ.เสน่ห์
การที่ทองลง มีผลอย่างไรไหม?

คุณโจ
มีทองตอนแต่งงาน เป็นสินทรัพย์ทางเลือกหนึ่ง
ผมว่าทองดีกว่าหุ้นแย่ๆ แต่โดยทั่วไป หุ้นจะดีกว่าทอง
ตลาดหลักทรัพย์ เปรียบเทียบผลตอบแทน 38 ปีที่ผ่านมา
อันดับหนึ่ง หุ้นให้ผลตอบแทน เก้าสิบเท่า
อันดับสอง พันธบัตรได้ ยี่สิบห้าเท่า
อันดับสาม เงินฝากได้ สิบเท่า
สุดท้าย ทอง ได้ผลอตแบทน แปดเท่า ตอนนี้น่าจะไม่ถึง ไม่น่าเชื่อว่าแย่ที่สุด
ดังนั้นระยะยาวทองไม่น่าจะให้ผลตอบแทนที่ดี แต่ราคาเท่าไรที่น่าสนใจ
ต้นทุนผลิตทอง คือ หนึ่งพันเหรียญต่อออนซ์ จะเริ่มมีบางเหมืองที่ปิด
ก็เป็นที่สังเกต ว่ามันมีขั้นต่ำอยู่
แต่ปัญหาคือทองก็เก็บรักษายาก
บางคนไปซื้อโกล์ดฟิวเจอร์ เพราะเราลงเงิน ห้าบาท ซื้อได้ หนึ่งร้อย บาท
สงกรานต์ผ่านไป ทองลง ถ้าไม่มีเงินเติม เจ๊ง เลย แล้วยังมีหนี้ด้วย
ดังนั้น สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือ การกู้เงินมาซื้อ ใช้มาร์จิ้น
การผันผวนเล็กน้อย จะฆ่าเรา ถ้าเราเป็นหนี้

คุณชาย
ผมไม่ได้เป็นผู้รู้เรื่องทอง ขอเอาคำแนะนำจากคุณจิมโรเจอร์ เป็นคู่หู จอร์จ โซรอส
เป็นผู้เชี่ยวชาญสินค้าโภคภัณฑ์ เค้ามองว่า การลงทุน Commodities เป็นเรื่องที่ง่ายมากเลย
ดูแค่ ดีมานด์ กับ ซัพพลาย
เมื่อไร ดีมานด์มากกว่าซัพพลายราคาขึ้น ซัพพลายมากกว่าดีมานด์ราคาลง
ปัญหาของนักลงทุนรายย่อย เราจะรู้ตัวเลขได้ไหม หรือเราซื้อด้วยความเชื่อ
ถ้าท่านมีตัวเลข ดีมาน์ ซัพพลาย ในระดับ โลก แล้วท่านบอกได้ ว่า ดีมานด์มันมากกว่า ซัพพลาย แน่อน ท่านก็ควรลงทุน
หลายท่านก็บอกซื้อไว้เผื่อเกิดวิกฤติ ผมไม่คิดว่าปลอดภัยนะ
อยากให้เข้าใจแรงผลักดันของตลาด ว่าทำไมมันถึงจะขึ้นไปได้

ดร.ไพบูลย์
ผมมีทอง สำหรับถ่วงเรือ ผมเปรียบความมั่งคั่งไว้ไม่ให้แกว่ง เมื่อก่อน เคยมี ๑๐% ๕% ๒% เพราะเรือมันใหญ่ขึ้น ทองผลตอบแทนก็น้อย แต่เมื่อเรามีความมั่งคั่งจุดหนึ่ง ตอนนี้ไม่ต้องถ่วงด้วยทองก็ได้ ถ้าหุ้นไม่เจ๊งหมดทั้งตลาด

อ.เสน่ห์
ระยะหลังหุ้นตัวเล็กมาแรง
ทั้งสองท่านเห็นว่าหุ้นใหญ่กับหุ้นเล็ก ควรเลือกอะไร ใครมีความผันผวนมากกว่ากัน?

คุณโจ
มีงานวิจัยใน อเมริกา
หุ้นเล็ก ให้ผลตอบแทน ทบต้น ๑๔%
หุ้นใหญ่ ๙ ถึง ๑๐%
ในระยะยาวหุ้นเล็ก จะให้ผลตอบแทนดีกว่า
อ.ไพบูลย์
มีแวลูลพรีเมียม กับ สมอลไซส์ พรีเมียม ที่ทำให้ผลตอบแทนดีกว่าเฉลี่ย
คุณโจ(ต่อ)
การเพิ่มยอดขาย สองร้อย เป็น สี่ร้อย ล้าน เพิ่มไม่ยากในไทย
แต่สองแสนล้าน เพิ่มเป็น สี่แสนล้าน มันหนักหนากว่ามาก
การเติบโตหุ้นเล็ก น่าจะมากกว่าหุ้นใหญ่
ถ้าเติบโตได้เยอะ ราคาหุ้นก็ควรขึ้นได้เยอะ
ในตลาดหุ้นไทย หุ้นไหนที่เป็นหุ้นใหญ่ คือ
หุ้นที่ครอง ส่วนแบ่งตลาดได้มาก ทำให้ขยายได้ยาก
ต้องไปรุกต่างประเทศ ไม่ง่าย คามเสี่ยงมากมาย
ในระยะยาวถึงทำให้หุ้นใหญ่ ให้ผลตอบแทนได้น้อย
แต่สังเกตว่าหุ้นขนาดกลางขนาดเล็ก วิ่งกัน มากมาย
ซึ่งมันก็มีความเสี่ยงต้องใช้ความรู้ในการวิเคราะห์ พิจารณา ไม่ได้ยากเย็นมาก และน่าจะคุ้มค่า

คุณชาย
หุ้นไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ผมจะดูโอกาสว่าจะเติบโตต่อไปในอนาคตมีอีกมากไหม
อย่างบริษัทเล็ก แต่ธุรกิจที่ทำได้แชร์ไปเยอะแล้ว หรือคู่แข่งแข็งแกร่งมาก ในระยะยาวอาจนจะเล็กอยู่อย่างนั้น หรือบางบริษัทใหญ่แล้วทำอุปโภคบริโภค
ทำผงซักฟอก จนอิ่มตัว มาออกน้ำยาปรับผ้านุ่ม ก็ขายเพิ่มได้อีกเท่าตัว

สิ่งที่ต้องดู คือ ขนาดของตลาด ธุรกิจนั้นจะโตได้ขนาดไหน
ขอเสริมจากคุณ โจ
ผมดูในหุ้นในตลาดอเมริกา โฮมดีโป ทำกิจการปี ๑๙๙๑ ทำผลตอบแทนดีกว่า
ชนะทั้งวอลมาร์ท และ โค้ก ได้อีก
หุ้นก็เหมือนคน ตอนเด็กๆ จะโตเร็ว พอตอนหลังๆจะเริ่มโตช้า แล้ว
ต้องดูว่าอยู่ในวงจรช่วงวัยรุ่นหรือเปล่า
แต่โตเร็วก็มีความเสี่ยง อาจหุนหันพลันแล่น อย่าลืมมองความเสี่ยงไปด้วย

อ.ไพบูลย์
ถ้ายึดหลักลงทุนเน้นคุณค่า เราก็จะมีความมั่งคั่งเพิ่ม
ยิ่งขนาดการลงทุนไม่ใหญ่จะโตได้เร็ว
สาเหตุหลัก เพราะเราจะสามารถหาหุ้นที่ดีมาก โตได้เยอะ เราสามารถเอาหุ้นที่ดีที่สุด ในตัวเดียวได้ แต่พอเงินลงทุนโตมาก ก็ต้องซื้อหลายๆตัว
คนที่ขนาดพอร์ตใหญ่ขึ้นก็ต้องหาหุ้นที่ใหญ่ขึ้น

อ.เสน่ห์
กระแสหุ้นไอพีโอ มีความเห็นอย่างไร?

คุณโจ
ถ้ามีโอกาสได้ซื้อในช่วงนี้ เหมือนโบรกเกอร์ยัดเงินใส่มือในเรา
มันเหมือนกับหุ้นไอพีโอ ช่วงนี้ให้กำไรทั้งนั้น ถ้ามีโอกาสซื้อก้อซื้อ
แต่ส่วนใหญ่แนะนำให้ขาย เพราะหุ้นไอพีโอ ราคาที่นำมาขาย ค่อนข้างเต็มมูลค่าหรือแพงนิดหน่อย
แถมเข้ามาในตลาดยังราคาขึ้นหนึ่งถึงสองเท่าตัว ในทางวีไอ ถือว่าเกินมูลค่ามาก
แต่มีข้อยกเว้น สังเกตไหม หุ้นบางตัว เพิ่งเข้าตลาด ราคาวันแรก ผ่านไปเป็นปี ราคาขึ้นมากกว่าวันแรกค่อนข้างเยอะ สังเกตว่าเป็นหุ้นที่เติบโตของผลกำไรเยอะ บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันเด่น เช่น วีจีไอ บิวตี้
บริษัทพวกนี้มีการเติบโต ยิ่งถือยาวเท่าไร ยิ่งดี
แต่ตอนนี้เหมือนฟองสบู่หุ้นไอพีโอ ได้มาก็ควรขาย

คุณชาย
อยากให้กลับมาที่หลักการลงทุนดั้งเดิม
ให้ดูว่ากี่ปีจะคืนทุน ซื้อแล้วจะได้ผลประโยชน์อะไรบ้าง
บางทีมีบริษัทที่คล้ายๆ กันในตลาด แต่ขายในราคาที่ดีกว่า
ถ้าจะลงทุนระยะยาวก็ให้ดูหลักการลงทุนแบบเดิม และอย่าลืมดูกิจการอื่นที่ใกล้เคียงกัน
ผมจะชอบซื้อกิจการที่ลงทุนมาอย่างหนักหน่วงก่อนที่จะเข้าไอพีโอ
แล้วเอาเงินไอพีโอมาชำระหนี้ จะทำให้เข้าตลาดแล้วกำไรเติบโตได้ทันที
กิจการแบบนี้ถือลงทุนได้ ยกเว้นราคาจะขึ้นไปมากเกิน
กับกิจการอีกแบบ ยังไม่ได้อะไรเลย แต่มาไอพีโอ เพื่อเอาเงินเข้าบริษัทแล้วค่อยไปทำ
แบบนี้ต้องรอ ใช้เวลาเป็นปี กว่ากำไรจะเข้ามา
อย่าละเลยรายละเอียด อ่านเยอะๆ ไม่มีอะไรง่าย

อ.ไพบูลย์
ผมจะร้องเพลงให้ฟัง …สมองมีทำไมไม่คิด
คนได้ราคาจอง ปลอดภัยในระดับหนึ่ง เพราะที่ปรึกษาการเงินประเมิน

Q&A คุณโจ ลูกอีสาน ภาคบ่าย

Q&A คุณโจ ลูกอีสาน ภาคบ่าย
• Q. ตัวเร่งที่ทำให้เกิด upsize ? A. ตัวอย่าง ดูหุ้นนิคม มีรายได้ผันผวนมาก ขายที่ดินผันแปรตามเศรษฐกิจ ดูค่าเฉลี่ยย้อนหลังหลายปี ได้กำไร ~ 800 ล้านบาท พอดีติดตามหุ้นโรงไฟฟ้าทราบว่าลงทุนโรงไฟฟ้าใหม่ 65% และมีนิคมนี้ถือหุ้น 35% พอมาประเมินดูหุ้นตัวโรงไฟฟ้า fwd pe 7-8 เท่า ไม่ถูกเท่าไร แต่สำหรับนิคม 35% นี้จะได้ส่วนแบ่งกำไร 1200-1400 ล้านบาท ซึ่งมีนัยยะมาก แต่ผมก็พลาดที่ไม่ได้ซื้อมาก และเอาไปคุยเยอะไปหน่อย ตัวเร่งผลกำไรต้องมี ถ้าไม่มีกำไรไม่โต ราคาหุ้นก็ไม่โตด้วย
• Q. เคยดูเทป money talk เรื่องปันผล ? A. ได้ปันผลก็จริง แต่ราคาหุ้นไม่ไปไหน คุ้มหรือไม่
• Q. อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับตัวแปรมากเกินไป? A. มีตัวแปรมากที่ส่งผลกับกิจการ แต่ควบคุมไม่ได้ เช่น หุ้นเหล็กที่ตัวแปรเปลี่ยนไป สมมติฐานที่มองไว้ก็เปลี่ยน วอร์เรนไม่ชอบอุตสาหกรรมที่มีตัวแปรเยอะๆ เช่นโรงงาน ถลุงสังกะสี จากเศษเหล็ก พอมีปัจจัย 5 ตัว พอคิดความน่าจะเป็นรวมที่จะประสบความสำเร็จเหลือราวๆ 40% เอง
• Q. แชร์ประสบการณ์ในอดีตที่ perfect กับ หุ้นที่ช้ำสุดๆ กับเหตุผลที่พลาด ? A. โอกาสที่จะแพ้น้อยมากๆ ปีแรกๆ ที่ลงทุน หุ้นวนชัย ตอนวิกฤติเศรษฐกิจซื้อได้ตอน pe 1.5 เท่า และภาวะอุตสาหกรรมนั้นกำลังฟื้นด้วย เป็นโอกาสที่นานๆมาที แต่หุ้นแบบนี้ต้องใช้เวลา ผมซื้อเกือบปีนิ่งมากไม่ไปไหน แต่พอราคามันขึ้นใน 1-2 อาทิตย์ 1-2 เท่าตัว และหลังจากนั้นขึ้นอีก 20 เท่า ส่วนความผิดพลาดที่ผิดหนักๆ ไม่ค่อยเจอ เพราะถ้ามีอะไรไม่เป็นไปตามที่คาดจะขายไปก่อน มีปีที่แล้วถือหุ้น growth ตัวหนึ่ง ประสบปัญหา ลูกค้าลดลง แถมเจอน้ำท่วม โรงงานมีที่เดียว ต้องใช้เวลาฟื้นฟู ตอนนั้นเราไม่ได้คิดความเสี่ยงนี้
• Q. ถ้ามั่นใจมากไม่ควรถือเกิน 40% ในภาวะตลาดแบบนี้ ถ้าถือหุ้น 80% ได้ไหม ? A. ถ้าผิดพลาดจะไม่มีอะไรรองรับเลย ในโลกนี้มีความเสี่ยงที่เราควบคุมได้ และควบคุมไม่ได้ แม้แต่ผู้บริหารของบริษัทยังไม่ถือหุ้นตัวเองบริษัทเดียวเลย คนที่ถือเวลาแบบนี้ต้องยิ้มรับเวลาเสียด้วย เป็นผมถ้าหาหุ้นไม่ได้อาจถือเงินสด
• Q. หุ้นเล็ก หุ้นใหญ่ เมื่อเช้า อยากให้ช่วยขยายความ ? A. บ้านปู ล้มได้ เซได้ แต่หุ้นเล็กโดยรวมจะมีความเสี่ยงมากกว่า แต่ลดความเสี่ยงได้โดยเลือกหุ้นที่งบการเงินแข็งแกร่ง ผู้บริหารซื่อสัตย์ จะเป็นเบาะรองรับถ้าเกิดวิกฤติ de ไม่สูง โอกาสเจ๊งก็น้อย ผมเชื่อตามงานวิจัยว่ามีนักลงทุนติดตามน้อยกว่า วันนี้ตลาดให้ผลตอบแทน 30% รวมปันผล ปตท. ปูนใหญ่ ราคาขึ้นมาเท่าไร ในขณะหุ้นตัวเล็กดีๆ หลายตัว ขึ้นเป็นหลายเท่าก็มี
• Q. อยากทราบ timing ในการขายหุ้นวัฏจักร และหุ้นฟื้นตัว ? A. หุ้นวัฏจักร ที่จริงไม่ค่อยสำเร็จในหุ้นกลุ่มนี้ เมื่อถึงวัฏจักรรุ่งเรืองกำไรที่ทำได้จะเป็นสัดส่วนเยอะมากของยอดขาย ปกติกำไร 5% ของยอดขาย ช่วงที่ boom จะขึ้นไปถึง 20-30% อะไรที่มากกว่าปกติ เชื่อได้ว่าไม่ยั่งยืน อาจต้องกลับไปดูวัฏจักรหลายๆปี หุ้นฟื้นตัว ส่วนใหญ่ถ้าทุกคนคิดว่าหุ้นตัวนี้เป็นหุ้นฟื้นตัว แสดงว่า ณ ราคานั้นๆ ตอบสนองต่อการฟื้นตัวแล้ว ที่เหลือจะขึ้นกับการเติบโตหุ้นตัวนี้ ว่าได้มากได้น้อยแค่ไหน
• Q. ถ้าหุ้นตก สำหรับมือใหม่ ควร cut loss ไหม เช่น กันยงร่วง ? A. ผมก็ไม่แน่ใจ ประเด็นนี้อยู่ดีๆมีแรงขายอะไรมากมาย คนส่วนใหญ่จะคิดว่ามีอะไรผิดปกติกับหุ้นตัวนี้หรือเปล่า ถ้าไม่น่าจะมีอะไร เบาะรองรับ เงินสดเพียงพอ ผมจะซื้อเพิ่ม แต่อย่างที่บอก ผมจะไม่ซื้อเต็มที่ จะมี limit ที่ควบคุมไว้ทุกครั้ง มันไม่แน่ อาจมีปัญหาจริงๆ อย่างตัวที่ถามมามีเงินสดรองรับค่อนข้างเยอะ บริษัทลูกค่อนข้างดี
• Q. จะหาปลาอย่างไร อ่านข่าว ภาวะเศรษฐกิจ? A. ต้องทำทะเลให้แคบก่อน ทำเป็นบึงเป็นสระ คัดตัวที่ไม่เข้าใจออก หุ้นปั่น ธรรมาภิบาลไม่ดี อุตสาหกรรมตกดิน ถ้าเหลือซัก 200 กว่าตัว ส่วนใหญ่ผมติดตามตัวที่สนใจพิเศษ ตามข่าวตลาดหลักทรัพย์ดูว่ามีนัยยะกับกำไรบริษัทหรือเปล่า ตอนเช้า 9 โมงผมจะอ่านข่าวตลาดแล้ว ไม่ได้ติดตามที่ไหนเป็นพิเศษ ผมจะมองล่วงหน้าก่อนหนึ่งปี คอยติดตาม เราอย่าไปจ่ายตลาดตอนวายแล้ว
• Q. ให้ mos อย่างไรครับ? A. ราคาควรเป็น 10 บาท สูงสุดที่ผมซื้อได้คือ 7 บาท คุ้มที่จะเสี่ยง ถ้าเจอ upside 20% แต่ความแน่นอนสูงมากๆ ก็ยอมเสี่ยง
• Q. จะเก่งขึ้น ต้องขยายความรู้เพิ่มขึ้น ความรู้การลงทุน ตัวหุ้น ความรู้หาโอกาส พี่โจหาข่าวใน set อย่างเดียว ? A. ผมเพิ่งรับหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ข่าวหุ้น ทันหุ้น 2 เล่มหลังๆ เหมือนอ่านนิยาย เอาเล่นๆไม่จริงจัง ว่าจะยกเลิกอยู่ แต่ไม่กี่ตังค์ก็ช่างมัน มีคลิปวัน oppday ที่เป็นคลังสมบัติเลย จะลึกและอาจดีกว่า อ่าน 56-1 ด้วยซ้ำ ถ้าบริษัทที่เราติดตาม ดู clip oppday อ่าน 56-1 ดูไว้ก็จะสะสมเป็นฐานความรู้ สมมติเขาแจ้งข่าวที่มีนัยยะต่อผลประกอบการก็เป็นโอกาส
• Q. ถ้าถือบริษัทที่ไม่ได้สัมผัสธุรกิจจริงๆ จะไม่มั่นใจ ถามว่าคุณโจจะมั่นใจมันได้อย่างไร? A. สิบปากว่าไม่เท่ามือคลำนะ ส่วนใหญ่หุ้นที่ผมเลือกมั่นใจระดับหนึ่งทุกครั้ง หุ้นที่ผมถือได้ไม่นานเลย คือ หุ้นที่ลอกคนอื่นมา ถ้าฟังคนอื่นมาแล้วซื้อตามจะถือได้ไม่นาน ส่วนใหญ่จะเชื่อในกรอบความคิดตัวเองมากกว่า เรื่องสัมผัสได้จริงอาจไม่จำเป็น อย่างหุ้นเช่าซื้อมอเตอร์ไซค์ ต้องไปซื้อมาผ่อนหรือเปล่า อาจแค่หาข้อมูลมารวมกันเหมือนต่อจิ๊กซอว์ พอได้ภาพนั้นก็ตัดสินใจว่าน่าลงทุนหรือเปล่า
• Q. อยากทราบ activity ประจำวัน มีอะไรบ้าง? A. ผมบ้าหุ้น แต่ก็ไม่ถึงกับไม่เล่นกับลูก ไม่พูดกับเมีย เวลาที่ใช้อ่านข่าวไม่เกิน 2-3 ชั่วโมงต่อวัน แต่เวลาใช้คิดไม่แน่ใจ เกือบตลอด เราก็คิดไปเรื่อย บางทีผมก็ได้ไอเดียตอนที่เคลิ้มๆ หรือไปวิ่งแล้วปิ๊งขึ้นมา คิดว่าไม่น่าจะเกิน 5 ชั่วโมง ต้องรับส่งลูก ทำกับข้าว จ่ายตลาด
• Q. ถ้าแบ่งเป็นสัดส่วนเรื่องหุ้น เรื่องครอบครัว ? A. มันแบ่งได้ด้วยหรอ? คิดเรื่องหุ้น ซัก 4-5 ชั่วโมง นอกนั้นก็ทำนู่นนี่ ในช่วงแรกจำไม่ค่อยได้ เราก็สนุกไปเรื่อย ถ้าเราทำเพราะอยากจะทำมันไม่ใช่การงานก็ไม่รู้สึกเหนื่อย
• Q. การประเมินมูลค่าหุ้น ปกติใช้ pe จะ forecast ไปข้างหน้า 1-2 ปี ใช้วิธีการแบบไหน? A. ได้กำไรมา หา eps คูณ pe ที่เหมาะสม แต่ถ้าเป็นหุ้น growth เรามองไปข้างหน้า ควรมียอดขายเพิ่ม 1-2 ปี เท่าไร กำไรที่ควรจะเป็น net margin เท่าไร แล้วเอามาคูณ pe ที่เหมาะสม เช่น โฮมโปร โตปีละ 20% แล้วมาหา margin พวกหุ้นค้าปลีก กำไรจะโตความกว่ารายได้ เพราะมี eos เราก็มาแปลง เป็น margin และกำไรที่เหมาะสม
• Q. สงสัยคำขวัญใต้ login การลงทุนคืออาหารที่อร่อยที่สุดเมื่อเย็นดีแล้ว ช่วยขยายความ? A. ผมอ่านนิยาย godfather หนังที่ได้รางวัลออสการ์ จะมีประโยคหนึ่ง การแก้แค้นคืออาหารที่อร่อยที่สุดเมื่อเย็นดีแล้ว มีวันหนึ่งตัวละครในหนังพ่อมาเฟียตาย ตระกูลต้องล่มสลายแน่ แต่ปรากฏว่าลูกชายคนรองส่งพวกไปจัดการในคืนเดียว กลับมาครองความยิ่งใหญ่ได้ ผมเอามาใช้เตือนใจการลงทุนว่า หุ้นบางตัวต้องอดทนมากๆ กว่าจะเห็นว่าเป็นหุ้นที่ดี พอมีวันหนึ่งถ้าคิดไม่ผิด ราคาหุ้นตอบสนอง สิ่งที่อดทนมา วันเดียวเราชนะเด็ดขาดเลย
• Q. อยากได้มุมมองว่าเป้าหมายการลงทุนปัจจุบันคืออะไร? A. ถ้าตอบแบบกำปั้นทุบดิน ก็ไม่มีเป้าหมายแล้ว มันก็ไปเรื่อยๆ ไม่รู้สึกกดดันแล้ว ถ้าถามว่ามีเงินเท่าไรถึงจะพอ ผมเชื่อว่าเงินที่เพิ่มหลังๆ ไม่ได้เพิ่มความสุข มันเพิ่มขึ้นแต่ไม่มาก ผมบอกได้เลยว่าผมไม่ได้ทำเพื่อเงิน คนส่วนใหญ่หลงทาง ถ้าเราคิดให้ดีต้องการอะไรกันแน่ ที่จริงต้องการความสุข ไม่ใช่มีเงินเยอะๆแล้วจะมีความสุข ตั้งใจว่าสุดท้ายแล้ว เงินส่วนนี้จะคืนสู่สังคม ช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาสกว่า พูดตรงๆว่าคนที่มาเล่นหุ้นเป็นระดับบนของสังคมแล้ว เกิดมาโชคดี ที่ได้ช่วยเหลือคนอื่น เงินช่วยเหลือสังคม ช่วยเท่าไรก็ไม่พอ ถามว่าเราจะอยู่ในสังคมอย่างไร ถ้ารอบบ้านเราเป็นสลัม แต่เราเป็นคฤหาสน์หลังใหญ่อยู่ที่เดียว
• Q. คิด fwd pe ปีนี้ 6 บาท ราคาหุ้นปัจจุบัน 5 บาท ถ้าปีหน้าน่าจะเป็น 9 บาท เป็นพี่โจจะถือถึงปีหน้าไหม? A. ขึ้นกับเรามีทางเลือกตัวอื่นดีกว่านี้หรือเปล่า ถ้าเราหาหุ้นใหม่ที่ดีวกว่าก็ขายไป แต่ถ้าไม่ได้ก็ถือต่อ

ซื้อหุ้นตามเซียน

ซื้อหุ้นตามเซียน
• เซียนหุ้น เป็นจิตวิทยาตัวแทนความสำเร็จ ซื้อตัวไหนก็ขึ้น สมองคนเราเลยหาทางลัดไปซื้อหุ้นตามเซียนดีกว่า วิธีนี้ไม่มีทางประสบความสำเร็จในระยะยาว จะเป็นไปได้อย่างไรที่เราจะลอกหุ้นจากเซียนทุกครั้ง ถ้าไม่ได้เป็นแฟนเซียน และเซียนก็คิดผิดเหมือนกัน แต่เค้าไม่ได้มาบอกเรา
• ทางที่ดีกว่าผมสนับสนุนให้เราหาปลาเอง เพราะมันอยู่กับตัวเรา เป็นการทบต้นความรู้ มันเยอะยิ่งกว่าทบต้นเงิน

ความคุ้นเคย
• มีหลายๆตัวเป็นหุ้นไม่รู้จัก คนส่วนใหญ่จะเชื่อว่าหุ้นใหญ่ๆไม่เจ๊ง หรือหุ้นที่เห็นสินค้าหรือได้ใช้บริการ
• ผมมีเพื่อนซื้อ LTF ทุกสิ้นปี ของธนาคารสีม่วง ซึ่งผลประกอบการห่วยแตกมาก ต่างเป็น 10% หลายปีต่อกัน สุดท้ายผลตอบแทนคนละเรื่อง ถ้าจะซื้อทำการบ้านหน่อย

การมุ่งเน้นระยะสั้น
• นักลงทุน VIVI มองสั้นๆ ราคาผันผวน แผนบางอย่างประกาศตั้งนานแล้ว มองสั้นๆเก็งกำไรราคา ระหว่างรอราคาหุ้นซบเซา เป็นโอกาส
• Ex. 14/5/55 ประกาศผลประกอบการผลประกอบการลดลง ราคาหุ้นลดลง 11% และ 4 วันหลังยังลดลงต่อเนื่อง ทั้งที่เป็นเรื่องกระทบชั่วคราว เพราะบริษัทมีปัญหางดปล่อยสินเชื่อชั่วคราว ถ้าศึกษาดีๆจะพบว่าหนี้สินต่อทุนเยอะ ถ้าไปประชุมผู้ถือหุ้นอะไรจะรู้ว่าโตได้เยอะ ปรากฏว่าผ่านไป 4 เดือน หุ้นขึ้นไปเกือบ 2 เท่า ไม่รวมปันผลและ warrant ที่ได้ฟรี

Do and Don’t
• ศรัทธาในอุดมการณ์
• มีความฝัน
• เหตุผลเอาชนะทุกคอคติ
• บันทึกความสำเร็จ และความผิดพลาด
• อย่าขายหุ้นตอนตลาดตกต่ำ
• อย่ารีรอเมื่อเจอหุ้นตีแตก
• อย่าอิจฉาคนอื่น

สรุป
• การจะรวยต้องอาศัยกำลังใจค่อนข้างเยอะ ถ้าทำง่ายๆทุกคนรวยหมดแล้ว
• ถ้าแรกผลักเหมือนบั้งไฟไม่นานก็รีบ แรงถีบเหมือนกระสวยอวกาศเปลี่ยนชนชั้นจากจนเป็นรวยได้
• ผมเคยเห็นคนที่ซื้อรถเบนซ์ต้องหาเงินหลายหมื่นไปผ่อนรถคันนี้ หรือไปซื้อน้ำมันเถื่อนประหยัดลิตร 5-10 บาท เพราะเขาไม่มีความมั่นคง สมมติผมขับรถมือ 2 เก่าๆ แต่ในพอร์ตผมมี 40-50 ล้าน คนไหนจะมีความมั่นคงมากกว่ากัน ถ้าใจเราอิ่ม ท่าทางเราจะอิ่มด้วย
• เรารวยเมื่อไร อย่ามองแค่ตัวเอง เพื่อร่วมชาติ ร่วมโลก ยังลำบากกว่านี้เยอะ เราโชคดีมีเงินเยอะ มีความสามารถ ใช้โอกาสนี้ช่วยเหลือคนอื่นด้วย บัญชีเรามีเงินมากพอ เกิดประโยชน์อะไรกับโลกใบนี้ไหม เศษเงินของเราแต่สำหรับคนอื่น มีประโยชน์มหาศาล คนที่ด้อยโอกาสกว่าเรามีอีกเยอะ
• มองย้อนกลับไปว่าผมฝ่าฟันมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ตอนจบใหม่ๆ ผมทำงานในกรุงเทพ เงินเดือน 8 พันบาท ต้องเช่าหอพักอยู่ทำงานในย่านธุรกิจ หอพักธรรมดาแบบมีแอร์ 7 พันบาท ไม่มีแอร์ 5 พันบาท สุดท้ายผมไปเช่าห้องแถวแบ่งให้เช่า 1.6 พันบาท เป็นห้องน้ำรวมใช้สายยางอาบน้ำ ทนอยู่หลายปีเพื่อเรียนหนังสือ เก็บตังค์หาเงิน ผมไปเมืองนอก ล้างจาน ไปหาเงิน มองย้อนกลับไปไม่น่าเป็นไปได้ แต่ผมก็ทำมาแล้ว ผมมีบทกวีของคุณ เปลื้อง ทำให้มีแรงใจให้ต่อสู้
• เมื่อเริ่มสู้นั้นมันมืดยิ่งกว่ามือ ครั้งยืนหยัดยาวยืดมืดค่อยหาย….

จริยธรรม กับ การลงทุน (อ.ไพบูลย์)
• จะมีพอร์ตสี่ห้าพันล้านวันหนึ่งก็ตาย
• มีคนบอกว่ามีเงินแล้วไหนๆ ก็ตายแล้วก็ใช้ให้เต็มที่
• กรรมดี ชาติก่อน ชาตินี้ : ทุกคนในห้องนี้ทำกรรมดี ถึงครบ 32 มีสมอง มีเงิน
• กรรมที่ไม่สร้างความสงบให้จิต ไม่ทำให้ความทุกข์ลดลง ก็เป็นความชั่ว
• ความโลภ ความกลัว 2 อย่าง เป็นตัณหา
• วัฏสงสาร วงจรอุบาท : ได้ผล >> เกิดความอยากเพิ่ม >> หาวิธีใหม่ << อยาก << ไม่ได้ผล
• โอวาทปาติโมกข์ ไม่ทำชั่ว ทำแต่ความดี(2 ข้อนี้คือหลักการเป็นคนดีในสังคม) ทำจิตใจให้ผ่องใส (เป็นส่วนที่สำคัญกว่า 2 ข้อแรก)
เงิน VS ความสุข : ไม่ได้สัมพันธ์กัน
• ความทุกข์แฝงอยู่ในความสุข
ไม่ทำชั่ว
• หวังกำไรอย่างเดียว
ทำดี
• ไม่ซื้อหุ้นที่ผิดศีลธรรม
• ไม่ทำผิดศีลธรรมในการซื้อขาย
• แบ่งเงินทำบุญ ปล่อยวาง
• จัด port ให้สบายใจที่สุด
• เรื่องพวกนี้ขึ้นอยู่กับคนตีความ
• Ex. ผมเคยซื้อหุ้น cpf แต่ขายไปเพราะเป็นธุรกิจที่มีการฆ่าสัตว์ พอมานั่งนึกว่าเสียโอกาสไป 200-300 ล้านบาท
• Ex. 5000 สาขาขายเหล้าทั่วอาณาจักร บางคนก็ตีความว่าต้องไปโทษคนผลิต ไม่ใช่คนขาย
• ทาน ศีล ภาวนา
• ถ้าเราให้ทานกับคนชั่ว ถ้าเห็นโจรให้ทาน ได้บุญน้อยสุด ให้ทานกับคนดีบุญมาก พระพุทธเจ้า บอกทานที่ดีที่สุด คือ การให้อภัยกัน
• อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีอะไรแน่นอน เศรษฐีวันหนึ่งอาจเป็นยาจก
• ความเจริญ กับ ความเสื่อม มี 2 อย่าง ทางโลก และทางธรรม รวยขึ้นเป็นความเจริญทางโลก จนลงเป็นความเสื่อมทางโลก คนที่เจริญทางโลกมีโอกาสเสื่อมทางธรรมมากกว่าเพราะเราโลภมากขึ้น อยากได้มากขึ้น
• มรณานุสติ : เป็นสิ่งที่เตือนใจได้อย่างมหาศาล
• รวยหุ้นด้วย พ้นกรรมด้วยดีที่สุด

สรุปแนวคิดจากหนังสือลงทุนคลาสสิค ‘Superperformance Stocks’ : Phantorm

สรุปแนวคิดจากหนังสือลงทุนคลาสสิค ‘Superperformance Stocks’ : Phantorm

1. ความปลอดภัย คือสิ่งที่คุณควรคำนึงถึงเป็นอันดับแรกก่อนที่จะซื้อหุ้น

ความปลอดภัยในการซื้อหุ้นนั้นไม่ได้หมายถึงการเลือกซื้อหุ้นของบริษัทที่มีงบการเงินที่แข็งแกร่ง หรือบริษัทที่มี Market cap ขนาดใหญ่แต่อย่างใด

ความปลอดภัยในที่นี้หมายถึง การเลือกซื้อหุ้นในจังหวะที่ควรซื้อ เพราะถ้าคุณตัดสินใจซื้อหุ้นในจังหวะที่ผิด (ตลาดขาลง หรือหุ้นขาลง) ต่อให้งบการเงินของบริษัทจะดีมากแค่ไหน หรือบริษัทจะใหญ่เพียงใด ราคาหุ้นก็ตกลงได้ทั้งนั้น

(อ่านเพิ่มเติม ‘Blog 18 : เลือกหุ้นดี แต่ซื้อผิดเวลา’)

โดยทั่วไปแล้ว ช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่คุณควรจะซื้อหุ้นคือ ช่วงที่ตลาดดูเหมือนกำลังจะล่มสลาย และทุกคนเริ่มหมดหวัง เพราะนั่นคือช่วงที่ความเสี่ยงต่ำและมีอัพไซด์สูงมากนั่นเอง (หรือก็คือการซื้อหุ้นหลังจากที่ตลาดได้ทำ Bottom หรือปรับฐานเสร็จแล้ว)

2. หุ้นทุกตัวมีวัฏจักรของราคาหุ้นทั้งสิ้น

Love พูดถึงหุ้นที่มีรายได้และกำไรเติบโตอย่างสม่ำเสมอว่า หุ้นพวกนี้มักจะมี P/E ratio ที่สูงกว่าปกติ หรือบางตัวอาจเกิดการ Overpriced ซึ่งมาจากความคาดหวังที่สูงของนักลงทุน ซึ่งสุดท้ายแล้ว ราคาหุ้นก็จะตกลงมาสู่จุดสมดุลในที่สุด

และถึงแม้ว่าหุ้นเหล่านี้จะมีผลการดำเนินงานที่ดีอย่างสม่ำเสมอ แต่ถ้าตลาดกำลังอยู่ในช่วงขาลงอย่างรุนแรง ราคาหุ้นก็จะปรับตัวลงอยู่ดี

(ลองนึกถึงช่วงปี พ.ศ. 2551 ที่บริษัทในตลาดต่างก็กำไรเติบโตกันถ้วนหน้า แต่ราคาหุ้นก็ลดลงอย่างมากแทบทุกตัว)

3. หุ้นของสุดยอดบริษัท ไม่จำเป็นต้องเป็นสุดยอดหุ้นในตลาด

มีคำแนะนำทางด้านการลงทุนจำนวนมากที่สนับสนุนให้ซื้อบริษัทที่มีคุณภาพ บ้างก็ว่าให้ซื้อหุ้นของบริษัทใหญ่ๆ เพราะด้วยคุณภาพของบริษัท คุณจะไม่มีทางเจ็บตัว แต่ตามสถิติพบว่าผลลัพธ์กลับออกมาตรงกันข้าม

เพราะหากคุณเลือกลงทุนผิดเวลา เช่น การซื้อหุ้นในช่วงตลาดขาลง นักลงทุนก็สามารถเจ็บตัวหนักๆจากบริษัทใหญ่ๆเหล่านี้ได้เช่นกันไม่ต่างจากการซื้อหุ้นบริษัทขนาดเล็กเลย

4. ตัวเร่ง

หุ้น Superperformance นั้นเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น การเซอร์ไพรส์ตลาดด้วยงบการเงินที่ดีขึ้นอย่างคาดไม่ถึง หรือการประกาศควบรวมกิจการกับบริษัทอื่น เป็นต้น

แต่ส่วนใหญ่แล้วหุ้นที่เข้าข่าย Superperformance นั้น มักจะเป็นหุ้นที่กำลังกลับตัวจากขาลงหรือผ่านจุด bottom มาแล้ว

หากถามว่า เมื่อตลาดทำ bottom หรือได้ปรับฐานเสร็จแล้ว หุ้นประเภทไหนที่มักจะเด้งกลับมาได้เร็วและแรงที่สุด?…

คำตอบอาจจะตรงข้ามกับความเชื่อของหลายๆท่าน เพราะมันไม่ใช่หุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพสูง แต่มันมักจะเป็นบริษัทขนาดกลาง-เล็ก ที่กำลังอยู่ในช่วงที่รายได้และผลกำไรของบริษัทเติบโตอย่างรวดเร็ว

5. ไม่ช้าก็เร็ว ทุกๆแนวโน้มจะต้องถึงจุดจบเสมอ

หุ้น Superperformance นั้นไม่ใช่หุ้นที่ปรับตัวขึ้นสม่ำเสมอทุกๆปีแต่อย่างใด เพราะไม่ว่าจะเป็นหุ้นที่สุดยอดขนาดไหนก็ตาม หลังจากที่ช่วง Superperformance (Climax Run) ของหุ้นตัวนั้นจบลง มันมักจะตามมาด้วยช่วง sideways ออกข้างเพื่อทำฐานราคาใหม่

ซึ่งช่วงทำฐานนั้น บางครั้งอาจจะกินเวลานานเป็นปี และหลังจากทำฐานเสร้จแล้ว ก็อาจจะตามมาด้วยช่วง Superperformance อีกครั้งก็เป็นได้ (แล้วแต่ปัจจัยพื้นฐานของบริษัท)

หุ้นส่วนใหญ่ราคาจะตกลงเมื่อช่วง Superperformance (Climax) ได้จบลง และก็มีหลายๆครั้งที่ราคาหุ้นปรับตัวลงอย่างรุนแรง (เช่น PTL AJ)

โดยปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นนั้นแบ่งได้ 3 อย่าง คือ

- อย่างแรกก็คือ ความอ่อนแอของตลาดในภาพรวม เช่น การจบรอบของตลาด ตลาดเริ่มกลับตัวเป็นขาลง

- อย่างที่สองคือ การที่ราคาหุ้น Overpriced จนเกินไป ซึ่งมักจะจบลงด้วยการ take profit โดยเมื่อไม่มีประเด็นใหม่ๆที่น่าสนใจ ราคาหุ้นก็จะปรับตัวลงอย่างรวดเร็วเพราะไม่มี demand หรือแรงซื้อใหม่ๆเข้ามา

- อย่างที่สามคือ รายได้ของบริษัทเริ่มลดลงหรือผลประกอบการออกมาแย่กว่าเดิม แต่ราคาหุ้นส่วนใหญ่มักจะเริ่มปรับตัวลงก่อนการประกาศงบการเงิน เพราะนักลงทุนหลายคนสามารถประมาณการไว้ก่อนล่วงหน้าแล้วว่างบการเงินของบริษัทจะออกมาดีหรือร้าย

6. มองหาหุ้นที่สภาพคล่องน้อย มี market cap ขนาดเล็ก และมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ

โอกาสที่จะทำกำไรเป็นกอบเป็นกำในตลาดหุ้นนั้น มักจะมาจากบริษัทขนาดเล็กมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่

จงมองหาบริษัทขนาดเล็กที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร และมีความเป็นไปได้ที่จะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

นี่คือส่วนผสมของบริษัทที่ปรากฏให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นว่า จะมีการเติบโตของผลกำไรอย่างรวดเร็ว และตามมาด้วยช่วง Superperformance ของราคาหุ้น

7. ความเปลี่ยนแปลงคือโอกาส

การวางแผนเติบโตเชิงรุก (และทำได้จริง) หรือการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆนั้น มีผลกระทบอย่างมากต่อราคาหุ้นของบริษัท เพราะมันทำให้นักลงทุนหลายคนเลือกที่จะติดตามสถานการณ์และข่าวสารของบริษัทอย่างใกล้ชิด โดยไม่ต้องสนใจสถานะของบริษัทว่าจะมีขนาดใหญ่หรือเล็ก

อย่างไรก็ตาม โอกาสที่เราจะได้ Capital gain ครั้งละมากๆจากบริษัทขนาดใหญ่ มักจะน้อยกว่า Capital gain จากบริษัทขนาดเล็กที่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอยู่พอสมควร เพราะบริษัทขนาดเล็ก จะมีเปอร์เซ็นการเติบโตของยอดขายและกำไร รวมถึงราคาหุ้น มากกว่าบริษัทขนาดใหญ่อยู่เสมอ

8. Growth, Growth, Growth

นักลงทุนคนใดที่มองหา Capital gain คำโตๆในตลาดหุ้น ควรจะมองหาบริษัทที่อยู่ในช่วงเติบโต ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทที่เพิ่งเริ่มก่อตั้งหรือเข้าตลาดหุ้นมาได้ไม่กี่ปี แต่ก็เริ่มแสดงให้เห็นว่ามีความสามารถในการเอาตัวรอดทั้งในธุรกิจและในตลาดหุ้นได้เป็นอย่างดี

9. สตอรี่ที่ดีจะช่วยผลักดันให้หุ้นไปได้ไกล

หุ้น Growth Stock เมื่อรวมกับสตอรี่ดีๆไม่กี่อย่าง ก็สามารถทำให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรคำนึงอยู่เสมอเวลาเลือกซื้อหุ้น Growth Stock ที่ราคาสูงๆก็คือ ‘ในระยะยาวนั้น ราคาหุ้นจะสะท้อนมาจากความสามารถในการทำกำไรของบริษัท’

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณไม่ระมัดระวังในการเลือกซื้อหุ้นที่เล่นตามสตอรี่แล้ว หากสตอรี่ที่คุณได้รับนั้นกลับไม่เป็นความจริง ราคาหุ้นจะร่วงลงอย่างรวดเร็วจากความผิดหวังของนักลงทุน แต่ตราบใดที่สตอรี่เป็นจริง เช่น บริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้นตลอด นักลงทุนส่วนใหญ่จะยังคงถือหุ้นของพวกเค้าต่อไป

การแยกแยะความเป็นจริงจากความเพ้อฝัน จึงถือเป็นงานใหญ่ของนักลงทุน

10. มองหาบริษัทที่กำไรเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน

กำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันนั้นมีความสำคัญไม่น้อย เพราะนั่นเป็นการเรียกความสนใจของผู้คน ให้มองเห็นอัตราการทำกำไรที่ดีขึ้นของบริษัท

ยกตัวอย่างเช่น ในปี 1963 Xerox Corporation ทำกำไร $10,327,031 หรือ EPS $2.66 ในช่วงครึ่งปีแรก เทียบกับกำไร $5,658,165 หรือ EPS $1.74 ในปี 1962

นี่คือตัวอย่างของการระเบิดของกำไร ซึ่งในกรณีนี้ การที่กำไรของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างมากนั้นเกิดจากการที่ Xerox เปิดตัวเครื่องถ่ายเอกสารรุ่นใหม่ ซึ่งจากรายได้ของเครื่องถ่ายเอกสารรุ่นใหม่นั่นเอง ที่ส่งผลให้กำไรของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างมาก และก็ทำให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปเช่นกัน

11. ข่าวลือก็ถือเป็นตัวเร่งเช่นกัน

หนึ่งใน “พลัง” ที่ผลักดันให้ราคาหุ้นขึ้นก็คือข่าวลือ ยกตัวอย่าง เช่น Syntex ประกาศผลประกอบการปี 1963 เพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าเมื่อเทียบกับปี 1962

นักเก็งกำไรต่างคาดการณ์ไว้ว่า กำไรในอนาคตจะยิ่งเติบโตมากกว่าเดิม ข่าวลือเรื่องกำไรโตมาก ประกอบกับการที่ Syntex เป็นหนึ่งในสองบริษัทแรกที่สามารถคิดค้นยาคุมกำเนิด ทำให้นักลงทุนต่างรีบแย่งกันซื้อหุ้นของบริษัทเป็นการใหญ่ ส่งผลให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

12. ตลาดมองไปข้างหน้า ดังนั้นความคาดหวังมีผลเสมอ

การที่บริษัทมีผลกำไรที่เพิ่มขึ้นนั้น เป็นสิ่งที่นักลงทุนคาดหวังกันอยู่แล้ว ดังนั้น การที่บริษัทมีกำไรมากขึ้น ไม่ได้แปลว่าราคาหุ้นจะต้องปรับตัวขึ้นตามอยู่เสมอ

ยกตัวอย่างเช่น บริษัทอาจจะรายงานผลกำไรที่เพิ่มขึ้นสองเท่า แต่ถ้ามีกองทุนซักสองโหลที่มองว่า บริษัทควรจะมีกำไรโตสามเท่าหละ?

กองทุนเหล่านั้นย่อมผิดหวังกับการรายงานผลกำไรที่โตเพียงแค่สองเท่า และอาจจะตัดสินใจเทขายหุ้น หรือนักลงทุนที่คาดการณ์กำไรไว้ล่วงหน้าก็อาจจะตัดสินใจขาย เมื่อกำไรออกมาน้อยกว่าที่คาดเช่นกัน

การที่กำไรของบริษัทเพิ่มขึ้นมากโดยไม่มีใครคาดคิด จึงส่งผลดีต่อราคาหุ้นของบริษัทมากที่สุด

เพราะฉะนั้น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุของผลกำไรที่เพิ่มขึ้นของบริษัท, แผนการดำเนินงานที่จะช่วยให้กำไรในอนาคตเติบโตอย่างต่อเนื่อง, ความสามารถในการทำกำไร และความเป็นไปได้ต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลยเป็นอย่างยิ่ง

13. การขยายตัวในหลายๆด้าน

Superperformance มักจะมาจากการ Overreaction ของนักลงทุนที่มีต่อการเติบโตของบริษัท ซึ่งสามารถวัดได้จากการเปรียบเทียบอัตราการเพิ่มของราคาหุ้น เทียบกับอัตราการเพิ่มของกำไร ซึ่งก็คือการเพิ่มขึ้นของ P/E ratio นั่นเอง

(Growth expansion >> P/E expansion)

ตราบใดที่คนในตลาดยังมีมุมมองที่ดีต่อหุ้นตัวนั้น ราคาหุ้นจะยังคงพุ่งขึ้นจากแรงซื้อของนักลงทุนที่มีเข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งช่วง Superperformance จบลง

14. แรงผลักดัน และความกลัวการตกรถ

ในช่วงเวลาหนึ่ง Superperformance Stock มักจะเป็นหุ้นที่สร้างกำไรได้อย่างรวดเร็ว พวกมันมีการเคลื่อนไหวที่ดุดัน, คนในตลาดเริ่มรับรู้และเข้ามาเทรดจำนวนมาก

ช่วงเวลาที่หุ้นกำลังโดดเด่นเช่นนี้ การตัดสินใจและลงมืออย่างรวดเร็วเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับการบริหารพอร์ตหุ้นประเภทนี้

นักลงทุนที่ค่อนข้างระมัดระวัง มักจะไม่รีบร้อนในการซื้อขาย พวกเขาจะรอคอยจนกระทั่งมั่นใจว่าพวกเค้าคิดถูกอย่างแน่นอนแล้ว แต่กว่าจะถึงจุดนั้น ราคาหุ้นก็ได้ขึ้นมามากหรือไม่ก็ตกลงไปมากแล้ว (คือซื้อช้าเกินไป ขายช้าเกินไป สรุปไม่ได้อะไร แถมอาจจะขาดทุนอีกด้วย)

เมื่อคุณตัดสินใจที่จะเล่นหุ้น Superperformance Stock อย่าได้รีรอที่จะซื้อหรือขาย อย่ารอช้าที่จะปรับเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อหุ้นตัวนั้น หากมันได้ทำตัวผิดปกติไปจากเดิม

การใช้คำสั่ง Stop-loss (Lock Profit) เป็นสิ่งที่ช่วยให้คุณเก็บกำไรได้พอสมควร หลังจากที่หุ้นพุ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็วแล้ว

15. ตลาดคือกงล้อทางอารมณ์ของนักลงทุน

ในช่วงตลาดขาขึ้นนั้น คุณสามารถ let profit run หรือคล้อยตามไปตลาดและนักลงทุนส่วนใหญ่ แต่ก็มีเวลาที่คุณควรออกจากตลาด เพื่อยืนอยู่ข้างสนามเช่นกัน

เวลาที่คุณควรขายหุ้น คือช่วงที่ตลาดขาขึ้นเริ่มสูญเสียแรงผลักดันที่เคยมี เมื่อตลาดเริ่มไม่มีแรงผลักดันใหม่ๆอีกแล้ว มันก็จะเริ่มเข้าสู่ช่วงขาลง หรือ sideway เช่นเดียวกับช่วง Superperformance ของหุ้น ที่ส่วนใหญ่มักจะเกิดไม่เกิน 2 ปี

อารมณ์ของนักลงทุนจะค่อยๆเปลี่ยนไปจากมองช่วงบวก (Bullish Optimism) สู่ช่วงสงสัยและวิตกกังวล (Doubt and apprehension) เข้าสู่ช่วงมองลบ (Bearish pessimism) และท้ายที่สุดก็จะเริ่มแตกตื่นเมื่อตลาดเริ่มปรับตัวลงเร็วขึ้นเรื่อยๆ

ในตลาดขาขึ้นนั้น ผู้คนอาจจะมองตลาดเชิงบวก หรือแง่ดีมากอย่างไม่ที่สิ้นสุด ฉะนั้นในทางกลับกัน ผู้คนก็จะมองตลาดแย่และเลวร้ายอย่างไม่มีที่สิ้นสุดในช่วงขาลงเช่นกัน

16. P/E ratio คือตัวสะท้อนมุมมองของนักลงทุน

P/E ratios จะเพิ่มขึ้นอย่างมากในเวลาที่อนาคตของบริษัทดูยอดเยี่ยม ก่อนที่จะลดลงในเวลาที่บริษัทกำลังจะย่ำแย่ P/E ratios จึงเป็นหนึ่งในตัววัดค่าจิตวิทยาของคนส่วนใหญ่ที่มีต่อหุ้นตัวนั้น

Love กล่าวว่า จิตวิทยาของนักลงทุนส่วนใหญ่นั้นตรงข้ามกับสิ่งที่ควรจะเป็นเพื่อให้การลงทุนประสบความสำเร็จ

ซึ่งหากวัดจากค่า P/E ratios แล้ว ช่วงที่ P/E ratios ยังคงต่ำอยู่ จึงเป็นช่วงที่น่าลงทุนกว่า เพราะ P/E ratios จะสูงอย่างมากเมื่อช่วง Superperformance ของหุ้นนั้นใกล้จะจบลง

นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าอารมณ์ของนักลงทุนก็คือ การตอบสนองของนักลงทุนต่อพฤติกรรมตลาด

มันจะไม่มีประโยชน์เลย ถ้าหากคุณมองหุ้นด้วยมุมมองที่ตรงข้ามกับตลาดอยู่ตลอดเวลา หรือคุณชอบมองว่าตลาดนั้นผิดเสมอ เพราะคุณไม่สามารถสู้กับแรงของตลาดด้วยตัวคุณเองคนเดียวได้อยู่แล้ว

17. มูลค่าคือความเห็นส่วนตัว ราคาคือสิ่งที่ตลาดกำหนดให้คุณ

ราคาของที่ดินนั้นมีค่าเท่าที่คนซื้อจะยอมจ่ายให้กับคุณ หุ้นก็เช่นกัน หาหุ้นที่คุณคิดว่าจะมีคนมาขอซื้อจากคุณในราคาที่สูงขึ้นในอนาคต แนวคิดนี้ใช้ได้กับการลงทุนทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเพชร, ภาพเขียน, ข้าวโพด ข้าวสาลี, บ้าน, ที่ดิน หรือหุ้น

ราคาตลาดเป็นสิ่งที่สะท้อนจิตวิทยา และความคิดทั้งแง่บวกแง่ลบของคนในตลาดต่อสินค้านั้นๆ เมื่อราคาตลาดของสินค้าใดๆลดลง ก็เป็นตัวบ่งชี้ว่า ความกลัวว่ามูลค่าสินค้าจะลดลงนั้นแข็งแกร่งกว่าความหวังว่าราคาสินค้าจะสูงขึ้นนั่นเอง

18. หลายๆครั้งที่ราคาตลาดและมูลค่าแท้จริงนั้นสัมพันธ์กันน้อยมาก

หุ้นที่ราคาขึ้นไปสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง มักจะมีการปรับราคาลงมาไม่ช้าก็เร็ว แต่หลายๆครั้งที่หุ้นเหล่านั้นกลับสามารถยืนราคาอยู่ในช่วงที่ราคาสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงได้เป็นปีๆ ก่อนที่ราคาจะปรับตัวลง

ในขณะเดียวกัน หุ้นของบริษัทที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่น่าสนใจก็มักจะมีแรงกดดันราคาไว้เสมอ เมื่อเทียบกับหุ้นทั่วไปในตลาด

ช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 และต้นทศวรรษ 1970 คือเวลาที่หุ้นส่วนใหญ่และตลาดทะยานขึ้น แต่หุ้นเหล็กก็ยังโดนกดดันอยู่เช่นเดิม แม้ทุกคนจะเห็นว่าราคาหุ้นกลุ่มนี้ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ก็ไม่ได้แปลว่าราคาหุ้นจะต้องปรับขึ้นในเร็ววัน เพราะหุ้นสามารถโดนกดราคาได้เป็นปี

19. ศาสตร์แห่งการทำกำไร

การหาจังหวะขายที่เหมาะสมนั้นยากกว่ากว่าการหาจังหวะซื้อมาก เพราะว่าหุ้นแต่ละตัวลงถึงจุด Low ในตลาดขาลงพร้อมๆกัน แต่ถึง high ในตลาดขาขึ้นไม่พร้อมกัน

การขายเมื่อเทรนด์ของตลาดโดยรวมเริ่มเข้าสู่ขาลงมักจะได้ผลลัพธ์ที่ไม่น่าพึงพอใจเท่าไหร่นัก เพราะหุ้นจำนวนมากนั้นถึงราคา high ก่อนหุ้นตัวอื่นๆในตลาด

การศึกษาราคาและวอลุ่มของหุ้นแต่ละตัว จึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาแยกกันและตัดสินใจซื้อ/ขายเป็นตัวๆไป

20. การขายชอร์ต

หลายๆครั้งที่การทำกำไรในตลาดนั้นได้จากการขายชอร์ตหุ้นเร็วกว่าการซื้อหุ้นมาก เหตุผลก็เพราะว่าเมื่อราคาหุ้นดิ่งลงมักจะดิ่งลงแรงและชันกว่า เมื่อเทียบกับช่วงที่ราคาหุ้นขึ้น

และช่วงที่ราคาหุ้นวิ่งขึ้นนั้นมักจะกินระยะเวลานานกว่าเสมอ ยิ่งราคาวิ่งขึ้นนานเท่าไหร่ นักลงทุนที่มีมุมมองแง่ลบกับหุ้นตัวนั้นก็จะค่อยๆลดไปเรื่อยๆ

ในทางกลับกัน ช่วงเวลาสั้นๆที่หุ้นลงอย่างรวดเร็วนั้น เกิดขึ้นจากความตื่นตระหนกของนักลงทุนที่ยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อราคาหุ้นลดลง…

สรุปแนวคิดจากสุดยอดหนังสือคลาสสิค ‘Superperformance Stocks’

โดย Phantorm

เก่งเลขสำคัญไฉน?

เก่งเลขสำคัญไฉน?
Prev1 of 1Next
updated: 18 มี.ค. 2556 เวลา 15:33:00 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

คอลัมน์ รู้แล้วบอกต่อ

ผลการศึกษาของสถาบันเพื่อการศึกษาด้านการคลัง (ไอเอฟเอช) ที่ออกทุนสนับสนุนโดยรัฐบาลอังกฤษ พบว่า ผู้ที่เก่งเลขตั้งแต่เด็ก จะโตมามีรายได้มากกว่าเด็กอื่นๆ ในช่วงเวลาที่พวกเขามีอายุราว 30 ปี

เรื่องผลการเรียนที่โรงเรียนและทักษะการอ่านนั้น เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วในวงกว้างว่ามีความเชื่อมโยงกับการมีรายรับที่สูงกว่า ทว่า นักวิจัยพบด้วยว่า มีความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างทักษะทางคณิตศาสตร์ในวัยเด็กกับรายได้ในอนาคต โดยเด็กที่เก่งเลขเมื่ออายุ 10 ขวบ จะโตมามีรายได้มากกว่า “เด็กอื่นๆ ที่เหมือนกันทุกอย่างยกเว้นเรื่องนี้” ถึง 7 เปอร์เซ็นต์เมื่ออายุได้ 30 ปี

แคลร์ ครอว์ฟอร์ด 1 ในผู้เขียนรายงานการวิจัย บอกว่า ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า ทักษะทางคณิตศาสตร์ที่พัฒนาระหว่างช่วงเวลาในโรงเรียนประถมฯ ยังส่งผลถึงรายได้ในอีก 20-30 ปีต่อมา นอกจากนี้ ยังดูเหมือนว่า ทักษะทางคณิตศาสตร์มีความสำคัญมากกว่าทักษะด้านการอ่าน และยังมีความสำคัญเหนือคุณสมบัติอื่นๆ ที่บุคคลนั้นได้รับในเวลาต่อมาด้วย นี่เป็นการเน้นให้เห็นถึงความสำคัญของการลงทุนและอุทิศเวลาให้กับการฝึกฝนทักษะต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณิตศาสตร์ตั้งแต่เนิ่นๆ

ทีมนักวิจัยใช้ข้อมูลของผู้ที่เข้าร่วมในโครงการติดตามศึกษาพฤติกรรมพลเมืองอังกฤษ โดยใช้ข้อมูลของคนที่เกิดในเดือนเมษายนปี 2513 เพื่อหาความเชื่อมโยงระหว่างคะแนนในวิชาการอ่านและคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นข้อสอบเฉพาะของโครงการที่กลุ่มตัวอย่างทดสอบเมื่ออายุได้ 10 ขวบ และรายได้ที่ได้รับเมื่ออายุ 30, 34 และ 38 ปี

นักวิจัยพบว่า เมื่อนำปัจจัยอื่นๆ ที่สามารถส่งผลกระทบต่อผลสำเร็จด้านการศึกษาและรายรับ รวมทั้งปัจจัยเรื่องคุณสมบัติส่วนตัวอื่นๆ ที่บุคคลผู้นั้นมี มาคิดคำนวณด้วยพบว่า มีความเชื่อมโยงระหว่างทักษะทางคณิตศาสตร์และรายได้

ทีมนักวิจัยยืนยันผลที่เหมือนการศึกษาก่อนหน้านี้ว่า ทักษะการอ่านที่ดีตั้งแต่อายุ 10 ขวบเป็นสิ่งสำคัญ แต่ในระดับที่น้อยกว่าทักษะทางคณิตศาสตร์ เด็กที่ได้คะแนนด้านการอ่านสูงเมื่ออายุ 10 ปี เติบโตมามีรายได้ต่อปีมากกว่าเด็กอื่นๆ ที่มีทักษะด้านนี้ระดับปานกลาง 2 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่เด็กเก่งเลข จะโตมามีรายได้มากกว่าเด็กอื่นๆ 7 เปอร์เซ็นต์

นักวิจัยไม่รู้ว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น แต่คาดว่าน่าจะเป็นเพราะนายจ้างให้คุณค่าความสำคัญกับทักษะทางคณิตศาสตร์มากและพร้อมที่จะให้ค่าจ้างคนเหล่านี้สูงกว่า

รัฐบาลอังกฤษได้ปรับปรุงหลักสูตรคณิตศาสตร์สำหรับชั้นประถมฯใหม่ โดยระบุว่านับตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป นักเรียนจะต้องเรียนวิชาคณิตศาสตร์ไปจนถึงอายุ 18 ปีหากไม่สามารถสอบเลขในหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับ (จีซีเอสอี) ผ่านโดยได้เกรดซีเป็นอย่างน้อย

ทั้งนี้โรงเรียนประถมฯ จะเน้นให้มีการเรียนหัวข้อ อาทิ การคำนวณเศษส่วน ปริมาตรและพื้นที่เร็วขึ้น โดยนางเอลิซาเบธ ทรัสส์ รัฐมนตรีศึกษา บอกว่า ผลการวิจัยแสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า เหตุใดการเชี่ยวชาญวิชาคณิตศาสตร์ตั้งแต่ในระดับประถมฯ จึงเป็นสิ่งสำคัญ

10 หุ้น 10 เหตุผล

10 หุ้น 10 เหตุผล
คลังกระสุน-ทุนการเมือง
(บทความเมื่อปี 2547)

ในสนามการเมือง สมการทางคณิตศาสตร์ 400 เสียง ในสภาผู้แทนราษฎรย่อมเท่ากับการ ‘ผูกขาด’ (Monopoly) แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ฝ่ายค้านหมดสิทธิ ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจฝ่ายรัฐบาล

แต่ในเกมแห่งชัยชนะ ‘คลังกระสุน’ สำคัญที่สุดในแง่ของการบรรลุเป้าหมาย เมื่อผสานกับนโยบาย ‘ปูพรม’ ลงสู่รากหญ้า และการควบคุมกลไกรัฐทั้งหมดไว้ในอุ้งมือ ย่อมทำให้ฝ่ายรัฐบาลอยู่ในฐานะได้เปรียบฝ่ายตรงข้าม

วิธีการสร้างกระแสเงินสดมาต่อทุนทางการเมือง ‘ตลาดหุ้น’ มักเป็นแหล่งระดมทุนสำคัญที่ต้องจับตามองมากที่สุด และนั่นคือเหตุผลที่น่ารับฟังว่าในอีกไม่ช้าจะได้เห็นภาวะ ‘หุ้นบูม’ อีกรอบก่อนการเลือกตั้งใหญ่ในต้นปีหน้า (2548)

และ ‘หุ้นการเมือง’ ประเภทมีเจ้ามีศาลเป็นกลุ่มเป้าหมายแรกของการ ‘เล่นรอบ’

หุ้นตัวแรกที่เริ่มมีความเคลื่อนไหวหลังจากราคาหุ้นสงบนิ่งมานาน คือ หุ้นปตท.(PTT) มีความพยายามจะรวมกิจการภายในเครือข่ายเพื่อเพิ่มมูลค่าหุ้นระลอกใหม่ ด้วยกลยุทธ์ M&A (ควบรวมกิจการ) เป็น ‘เชื้อไฟ’ ให้หุ้นปตท.เป็นเป้าหมายถูกหยิบยกขึ้นมา ‘เล่นรอบ’ อีกครั้ง

ปตท.เป็นหุ้นที่กลุ่มทุนการเมืองสนใจมากที่สุดตัวหนึ่งตั้งแต่เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้น ไต่ราคาจาก 35 บาทขึ้นมาสูงถึง 190 บาท ด้วยเหตุผลเป็นหุ้นบลูชิพที่กองทุนเล่น มีความเสี่ยงต่ำจากภาวะ ‘ขาขึ้น’ ของราคาพลังงาน มีรัฐบาลทำหน้าที่เป็น Market Maker ดูแลหุ้นผ่านกองทุนรวมวายุภักษ์

ที่สำคัญหุ้นตัวนี้เคยเป็นหุ้นที่ ‘อื้อฉาว’ ที่สุดตอนกระจายหุ้นก่อนเข้าตลาด เพราะมีเครือญาตินักการเมืองได้รับจัดสรรค่อนข้างมาก

ประเด็นร้อนของหุ้นตัวนี้ล่าสุดปตท. กำลังเดินแผนควบรวมกิจการระหว่างบริษัทในเครือ 2 แห่ง คือ NPC และ TOC รวมถึงข่าวการร่วมมือกับ SCC ไปซื้อโรงงานปิโตรเคมี ในเครือ ธ.กรุงเทพมาต่อยอดธุรกิจของ TOC

รวมไปถึงมีข่าวลือปล่อยออกมาเป็นระยะๆ ว่า PTT จะควบรวมกับ PTTEP ให้เหลือเพียงบริษัทเดียว ต้องการขับเคลื่อน ‘กำไร’ และ ‘ลดต้นทุน’ ด้านการบริหารในระยะยาว

ราคาพื้นฐานของหุ้นปตท.ถูกประเมินใหม่ที่ราคา 210-220 บาท จับตาขบวนการปลุก ‘ยักษ์’ หุ้น PTT ที่กำลังหลับใหลให้ตื่นขึ้นมาก่อนการเลือกตั้งอีกรอบ

กลุ่มอุตสาหกรรมที่จะถูกนำกลับมา ‘เล่น’ ระลอกใหม่ค่อนข้างแน่ คือ ‘หุ้นสื่อสาร’ เล่นข่าวเก่า ‘แปรสัญญาสัมปทาน’ ที่เริ่มเข้มข้น เป็นไปได้สูงว่ากำลังจะถูก ‘สอดไส้’ ก่อนการเลือกตั้งต้นปี 2548

จะ ‘ปั่น’ หุ้นสื่อสารต้องเล่นข่าวนี้ บวกกับข่าวใหม่การ ‘จับขั้ว’ พันธมิตรค่าย ‘ชินคอร์ป’ กับค่าย ‘ซีพี’ และ ‘ทีทีแอนด์ที’ จับคู่กับ ‘ทศท.’ ก่อนเข็นเข้าตลาดหุ้น

นักวิเคราะห์ตั้งสมมติฐานว่าไม่ว่ากทช. จะเกิดทันหรือไม่ กระทรวงไอซีทีก็อาจตัดสินใจประกาศใช้อัตราค่าเชื่อมโยงโครงข่ายระหว่างผู้ประกอบการ (Interconnection Charge) ใหม่ ซึ่งจะทำให้ บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ ADVANC ได้รับประโยชน์สูงสุด จากเหตุผลมีปริมาณข้อมูลวิ่งในระบบมากที่สุด มีขนาดโครงข่ายใหญ่ที่สุด และมีจำนวนผู้ใช้บริการมากที่สุด

ส่วนผู้ประกอบการภายใต้สัมปทานของ กสท ที่จ่ายค่าเชื่อมโครงข่ายให้กับ ทศท 200 บาทต่อเลขหมาย ได้แก่ TAC TAO และ DPC (ถือหุ้นใหญ่โดย ADVANC) มีสิทธิได้รับการยกเว้นทั้งจำนวนทันทีที่นำ Interconnection Charge ใหม่มาใช้ เพราะฉะนั้น UCOM และ TRUE ก็จะได้รับประโยชน์ไปด้วย

แต่ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์เต็มๆ มากที่สุดทุกประตูยังคงเป็น ADVANC ที่รับ ‘ทุกเด้ง’

ด้วยเหตุผลนี้หุ้นกลุ่ม ‘ชินคอร์ป’ (SHIN) เป็นอีกปรากฏการณ์ที่จะต้อง ‘กลับมา’ ค่อนข้างแน่ แต่เป้าหมายอาจไม่ใช่ ADVANC ที่ราคาหุ้นค่อนข้างเต็มเพดานแล้ว ถ้าพลิกดูรายงานของ ก.ล.ต.พบผู้บริหาร ADVANC สายชินวัตรระบายหุ้นออกอย่างต่อเนื่อง

โฟกัสจึงอยู่ที่ 4 หุ้นในกลุ่มที่จะถูกดึงขึ้นมาเล่น นั่นคือ SHIN SATTEL ITV และ CSL ขณะที่ SC ไม่โดดเด่นในแง่ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ล่าสุด ‘ชินคอร์ป’ กำลังโหมข่าวการลงทุนของ SHIN ภายใต้รูปแบบ M&A (ควบรวมกิจการ) โดยเปิดแถลงข่าวใหญ่ในงานสัมมนา ‘Towards Knowledge-Based Society’ ระบุว่าเตรียมหน้าตักไว้แล้ว 1,000 ล้านบาท โดยพุ่งเป้าไปที่ ‘Service Sector’

ถ้าย้อนดูจิ๊กซอว์ที่ ‘บุญคลี ปลั่งศิริ’ ซีอีโอชินคอร์ปกำลังต่อ นี่คือวิธีการเดียวกับเมื่อปีที่แล้ว ‘ชินคอร์ป’ เข้าไปลงทุนในธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำ และ ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล และแล้วราคาหุ้น SHIN ก็ถูกเชื่อมโยงกับ ‘ข่าว’ การลงทุนอย่างกลมกลืน

ส่วนหุ้น SATTEL เริ่มถูกนำกลับมาเล่นแล้ว ภายหลังรัฐบาลไปเซ็น FTA (เขตการค้าเสรี) กับประเทศออสเตรเลีย โดยคาดว่าถ้ายิงดาวเทียมไอพีสตาร์(ดวงใหม่)ในไตรมาส 3 หรือต้นไตรมาส 4 ปีนี้เพื่อรองรับบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง(บรอดแบนด์) รายได้และกำไรของ SATTELจะเติบโตก้าวกระโดดในปี 2548 เป็นหุ้นอีกตัวที่มีเรื่องราวให้เล่น

ความลับอยู่ตรงที่ ‘ไอพีสตาร์’ ยังใช้ขยายบริการโทรศัพท์พื้นฐาน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ จะทำให้การลงทุนของผู้ให้บริการเครือข่าย ‘ถูกกว่า’ การขยายเครือข่ายภาคพื้นดินถึง 7 เท่า

นักวิเคราะห์บอกว่ามีความเป็นไปได้ที่ SHIN อาจจะตัดสินใจร่วมหอลงโรงกับ TRUE ที่มีประสบการณ์โทรศัพท์พื้นฐานออกไปร่วมลงทุนกับ ‘เจ้าถิ่น’ 1 ใน 3 ราย ขยายบริการโทรศัพท์พื้นฐาน หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ในออสเตรเลียตามที่ FTA เปิดช่องไว้ ซึ่งเป็นประเด็นร้อนที่อาจทำให้หุ้นทั้ง 2 ตัวนี้ถูกดึงกลับมาเล่นรอบใหม่

ทางด้านหุ้น ITV เริ่มน่าสนใจเมื่อพลิกจากขาดทุนกลับมาทำ ‘กำไร’ ได้เป็นครั้งแรก ผลพวงจากค่าสัมปทานที่ปรับลดลงเหลือ 230 ล้านบาทต่อปี จาก 950 ล้านบาทต่อปี ในด้านพื้นฐานราคาหุ้น ITV ค่อนข้าง ‘เต็มเพดาน’ แต่เป็นหุ้นที่อาจถูก ‘จุดพลุ’ ขึ้นมา ‘เล่นรอบ’ เพราะเชื่อในศักดิ์ศรีเจ้าของหุ้น

ITV เป็นหุ้นที่นักการเมืองชื่นชอบมากอีกตัวหนึ่ง พลิกดูรายชื่อย้อนหลังพบว่า ประยุทธ มหากิจศิริ รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เคยถือหุ้นตัวนี้มากถึง 6.4 ล้านหุ้น ขณะที่ทวีฉัตร จุฬางกูร หลานชายนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เลขาธิการพรรคไทยรักไทย เคยถือมากถึง 9.5 ล้านหุ้น ติด 1 ใน 5 ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และทำกำไรจำนวนมากกับหุ้นตัวนี้

เทคนิคที่ร่ำลือกันของหุ้นตัว ITV ก็คือ ลากราคาขึ้นไปแล้วทำ Short Sell ขายราคา ‘แพง’ มารอรับราคา ‘ต่ำ’

หุ้นนักการเมืองอีกตัวที่ค่อนข้างหวือหวา คือ หุ้นจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล(JAS) ของนายอดิศัย โพธารามิก ขณะนี้อยู่ระหว่างบริหารแผนฟื้นฟูกิจการโดย บริษัท แจ้งวัฒนะแพลนเนอร์ วอลุ่ม 2-3 อาทิตย์นี้เริ่ม ‘หนาแน่น’ จนผิดหูผิดตาแบบมีคนกำลังเก็บสะสม

เวลา JAS ถูกดึงขึ้นมาเล่นรอบจะเคียงคู่มากับคู่แฝด TT&T (JAS ถือหุ้น 28.18%) ถ้าข่าว ‘แปรสัญญาสัมปทาน’ ถูกนำมาพูดถึงเมื่อไร หุ้น 2 ตัวนี้จะต้องถูกนำขึ้นมา ‘ปั่น’ ทุกครั้ง จนกลายเป็น ‘สูตรสำเร็จ’

แต่ทั้ง JAS และ TT&T ไม่ใช่หุ้นที่น่าสนใจในแง่ของปัจจัยพื้นฐาน

ความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองที่สุดอยู่ที่ JAS-W และ JAS-W2 วอร์แรนท์ทั้ง 2 ตัวนี้ ผู้ถือหุ้นเดิมได้มา ‘ฟรี’ แบบไม่มีต้นทุน รวมถึงกลยุทธ์’แตกลูก’ออกวอร์แรนท์ให้พนักงาน แล้วนำ’หุ้นแม่’มาขายในตลาด คือเทคนิคการทำ’กำไร’เข้ากระเป๋าแบบไม่มีความเสี่ยง….ไปค้นหาคำตอบได้ในรายงาน 59-2 ของก.ล.ต.จะเห็นชัด

มาถึงพี่ใหญ่ในวงการก่อสร้าง หุ้นอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์(ITD) เป็นบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากโครงการก่อสร้างของภาครัฐมากที่สุด และเป็นหุ้นที่มีวอลุ่มการซื้อขายหนาแน่นติดอันดับท็อปเท็นเกือบทุกวัน

ITD เป็นหุ้น ‘การเมือง’ ตั้งแต่ต้นปี 2547 จนถึงปัจจุบันกวาดเรียบงานประมูลได้แล้วประมาณ 40,700 ล้านบาท มีงานในมือทั้งหมดประมาณ 70,000 ล้านบาท ยังมีโครงการรอเก็บเกี่ยวทั้งบ้าน ‘เอื้ออาทร’ และสนามบิน ‘สุวรรณภูมิ’ อีกมาก นักวิเคราะห์บอกว่าหุ้นตัวนี้ ‘กำไร’ จะโตมากในปี 2548

เหตุการณ์ที่ทำให้หุ้น ITD สะดุดเป็นเพราะต้นทุนวัสดุก่อสร้างสูงขึ้น กดดันให้ความสามารถในการทำกำไรลดลง แต่ที่โดนเต็มๆ คือ หุ้น STECON ที่ก่อนหน้านี้ไป ‘ตุน’ เหล็กราคาแพงไว้มากกว่าทุกค่าย

นักวิเคราะห์ประเมินราคา ITD ปีนี้ไว้ที่ 12 บาท แนะให้ทยอยสะสม ส่วน STECON บอก ‘เหนื่อย

หุ้นที่มีเจ้ามีศาลอีก 2 ตัวที่หลายคนบอกว่า ‘มาแน่’ คือหุ้นเอ็มลิ้งค์ เอเซีย คอร์ปอเรชั่น(MLINK) ของกลุ่ม ‘วงศ์สวัสดิ์’ และหุ้นไทยฟิล์มอินดัสตรี(TFI)ของรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ‘ประยุทธ มหากิจศิริ’

โดยเฉพาะเจ้าพ่อ ‘เนสกาแฟ’ เป็นนักเล่นหุ้นรายใหญ่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากทุกรูปแบบ หุ้น TFI เล่นเป็นรอบพื้นฐานไม่โดดเด่น แต่เจ้ามือ ‘ใจถึง’ รอบที่แล้วลากราคาขึ้นไป 1.68 บาทแล้วทุบลงมาเหลือ 0.55 บาท ขณะนี้กำลังไต่ระดับที่ 0.80 บาท

ส่วนหุ้น MLINK หลังเพิ่มทุน 420 ล้านหุ้น ขายผู้ถือหุ้นเดิม 270 ล้านหุ้นๆ ละ 2 บาท นักวิเคราะห์ระบุว่าราคาพื้นฐานปี 2547 จะลดต่ำลงเหลือประมาณ 3 บาท แต่ราคาหุ้นในตลาด 5.70 บาท โดยมีราคาสูงสุดในรอบที่ผ่านมา 12.90 บาท

การขุด MLINK ขึ้นมาเล่นจะไปเชื่อมโยงกับโครงการที่บริษัทเข้าไปประมูลโครงการของรัฐวิสาหกิจที่ได้งานประมูลมาจำนวนมาก

หุ้นที่จะมาสร้างสีสัน เพราะต้อง ‘เล่นข่าว’ และ ‘เล่นรอบ’ สถานเดียว คือ TPI และ TPIPL

ประเด็นของ TPIPL อยู่ที่แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจซีเมนต์ และขณะนี้บริษัทกำลังต่อรองกับเจ้าหนี้ขอ ‘ซื้อลดหนี้’ บางส่วน แต่ตัวแปรอยู่ที่ ‘ธ.กรุงไทย’ ว่า จะต่อทุนให้ TPIPL หรือไม่แลกกับการถอนตัวของ ‘ประชัย เลี่ยวไพรัตน์’ จาก TPI

คนที่คุมเกมเบื้องหลังทั้งหมด ก็คือ ‘กลไกรัฐ’ หุ้น 2 ตัวนี้จึงหลีกหนีไม่พ้นที่จะมี ‘การเมือง’ เข้ามาตักตวงผลประโยชน์จากข้อมูล ‘วงใน’

หุ้นที่คล้ายกันอีกตัว ได้แก่ หุ้นบางจากปิโตรเลียม(BCP-DR1) เป็นหุ้นประเภท ‘เก็งข่าว’ ได้ประโยชน์จากค่าการกลั่นเพิ่มสูงขึ้น (เป็น 2.2 เหรียญต่อบาร์เรลจาก 1.09 เหรียญต่อบาร์เรล) ไตรมาส 2 ปีนี้มีกำไรเฉียด 500 ล้านบาท พลิกจากขาดทุน 913 ล้านบาทในไตรมาส เดียวกันของปีก่อน

บทสรุปของหุ้น 10 ตัวหลักที่มีประเด็นที่คาดว่าจะถูกหยิบขึ้นมา ‘เล่น’ และเกี่ยวโยงกับกลุ่มทุนทางการเมือง ได้แก่ PTT, SHIN, SATTEL ,ITV ,TRUE ,JAS, TT&T, ITD, MLINK และ TFI

ส่วนหุ้นที่กลไกรัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง และอาจมีการใช้ข่าววงใน เข้ามาหาผลประโยชน์ ได้แก่ TPI , TPIPL , BCP-DR1, UCOM ,CSL, SC ,NPC TOC , LOXLEY และ SVOA

ในเกมแห่งชัยชนะ ‘คลังกระสุน’ สำคัญที่สุดในแง่ของการบรรลุเป้าหมาย และวิธีการสร้างกระแสเงินสดมาต่อทุนทางการเมือง ‘ตลาดหุ้น’ จึงมักเป็นแหล่งระดมทุนแหล่งสำคัญที่ต้องจับตามองมากที่สุดนับต่อจากนี้

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 152 other followers