หนังสือ ‘คิดใหญ่ ไม่คิดเล็ก’

  
หนังสือ ‘คิดใหญ่ ไม่คิดเล็ก’ แปลโดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร เป็นหนังสือดีเล่มหนึ่งที่น่าหาอ่านครับ ผมคิดว่าเล่มนี้น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ ดร. นิเวศน์ ท่านประสบความสำเร็จอย่างที่เราเห็นในวันนี้ดัวนั้น พออ่านไป ก็อดที่จะเอามาเปรียบกับการเล่นหุ้นไม่ได้(อีกแล้ว)

คิดใหญ่ ก็คือ การเป็นคนรวยจากการเล่นหุ้น โดยเป้าหมายของท่านจะเท่าไหร่ก็แล้วแต่ ล้านเดียว สิบล้าน ร้อยล้าน หรือพัน หมื่นล้าน ก็ว่าไป

ซึ่งถ้าเรามีเป้าหมายแล้ว ก็ง่ายแล้วครับ เพราะท่านจะมีแค่สิ่งเดียวที่ต้องทำก็คือหาวิธีการ

คนที่ไม่มีเป้าหมายนี่น่าสงสารนะครับ เหมือนคนพายเรือวนในอ่างน่ะ วันๆไม่รู้ว่าตัวเองต้องทำอะไร ตื่นมาพร้อมกับความขี้เกียจ แก่เพราะกินข้าวไปเรื่อยๆ ตัวจะมีคุณค่าก็ได้จากการเลียนแบบคนอื่นเท่านั้น

แต่ถ้าคุณมีเป้าหมายนะ แม้จะอายุ 60 ก็ยังกระปรี้กะเปร่าเหมือนคนอายุ 16 เลยนะครับ

เพราะอะไรครับ? คุณรู้ว่าคุณต้องการอะไรไงครับ รู้ว่าต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้ถึงเป้าหมายนั้น การมีเป้าหมายก็ไม่ต่างกับการมีความรักเลยนะครับ พอได้เอ่ยถึงสิ่งที่เราต้องการ ตาจะมีประกาย เล่าเรื่องนั้นและสิ่งที่เกี่ยวข้องได้สามวันสามคืนไม่จบ กลายเป็นคนมีสเน่ห์ไปเลยนะครับ

โม้ไปเยอะเลย เดี๋ยวออกทะเล ไม่จบกันพอดี เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

ซึ่งประเด็นที่น่าจะเอามาเชื่อมโยงได้มี 9 ข้อ ดังนี้

1) #เมื่อเชื่อว่าทำได้ แล้วคุณจะทำได้

ข้อแรกนี้มันตีความได้หลายทางนะครับ แต่ในที่นี้ผมจะโน้มเอียงไปที่เป้าหมายของเราเป็นหลัก คือ เราเข้ามาเล่นหุ้นน่ะ ต้องการเป็นคนรวยหุ้น ดังนั้นคุณต้องเชื่ออย่างสุดจิตสุดใจว่า ฉันต้องรวยจากการเล่นหุ้นให้ได้ ซึ่งถ้าคุณเชื่อแบบนี้แล้ว สมองจะตอกย้ำความต้องการแบบนี้ให้ฝังลงในส่วนที่ลึกที่สุดครับ มันทำให้เรามีเป้าหมายที่หนักแน่นมากขึ้น

ซึ่งการจะเป็นคนรวยหุ้นได้นั้น ทุกรอบที่เข้าเทรด คุณต้องมีกำไรสุทธิ คือไม่ต้องชนะทุกตาหรอก แต่ในรอบหนึ่งเช่นภายใน 1 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน คุณต้องมีกำไรสุทธิ

เมื่อตั้งกฎแบบนี้แล้ว สมองคุณคุณจะมีจุดเตือนอัตโนมัติเลยว่า ถ้าซื้อแล้วไม่กำไร ก็ต้องขาดทุนให้น้อยที่สุด ใช่มั้ยครับ

คือถ้ามองว่าตัวเองจะแพ้ก็ต้องออกมาก่อน ก็เหมือนกับเราเล่มเกมคอมพิวเตอร์เลยครับ ยกตัวอย่างกับเกมฟุตบอลที่ผมเล่นประจำก็แล้วกัน ถ้าเล่นบอลถ้วยยุโรปแบบเหย้าเยือนนะ

หากเกมเหย้าเราเริ่มมาไม่จบครึ่งแรกเลย เจอยิงไปสองลูกแล้ว ไอ้เราพยายามเข้าทำแล้ว กองหน้าก็ยิงไม่คมเอาเสียเลย ออกข้างบ้างยิงเบิร์ดซะนกตายเป็นฝูง พอตรงกรอบ-ประตูของคู่แข่งก็เหนียวเสียเหลือเกิน แบบนี้รู้ตัวเลยว่าถ้าฝืนเล่นต่อไปจบไม่สวยแน่ แต่กระนั้น,เราเลือกได้ครับ เลือกที่จะเลิกเล่นครั้งนี้แล้วกลับเข้ามาเล่นครั้งต่อไป ซึ่งเรามีโอกาสชนะมากกว่า

คือถ้าหากคุณยังดันทุรังเล่นต่อไป เกิดแพ้ในบ้านสองลูก พอไปเยือนนะ อารมณ์หรือโหมดที่คอมพิวเตอร์จำลองให้นั้นมันจะยากขึ้นเป็นเท่าตัวเลยนะครับ โอเค…คุณอาจจะชนะได้ แต่เรียกว่าหืดขึ้นคอเลย เพราะหนึ่งคุณต้องพยายามยิงให้ได้อย่างน้อยสามลูก แถมต้องพยายามป้องกันไม่ให้คู่ต่อสู้ยิงได้ด้วย คือเครียดคูณสิบเลยนะ และเชื่อขนมได้เลยว่าคุณจะต้องพยายามเล่นใหม่ซ้ำๆนับสิบครั้งเพื่อที่จะเอาชนะให้ได้ คือ โค-ตะ-ระ เครียดเลย ดีไม่ดีจอคอมอาจพังได้เพราะหงุดหงิด

ดังนั้น,เมื่อรู้ว่าสู้ต่อไปก็รังแต่จะสร้างความเครียดใส่ตัว ทำไมเราไม่ล้มกระดานไปก่อนเสียล่ะครับ คุณอาจจะรู้สึกเสียศักดิ์ศรีไปนิดหน่อยที่ไม่สามารถชนะได้ในครั้งเดียว แต่ถ้าดันทุรังไปก็ปวดใจ สู้เริ่มใหม่ แลัวพยายามเอาชนะให้ได้ดีกว่าครับ ครั้งหน้าเราอาจจะเริ่มได้ดีกว่านี้ก็ได้ เพราะเป้าหมายสูงสุดของเราคือเป็นแชมป์นะ ไม่ใช่ชนะทุกตา แพ้ก็รีบยอม แต่ชนะก็ต้องยิงเยอะๆไว้

กับหุ้นก็เหมือนกันนะครับ ถ้ารู้ว่าจะแพ้ (ก็สังเกตุง่ายๆแหละคือขาดทุน) ก็ต้องรีบยอมรับนะครับ ให้เสียหายน้อยสุด คือการที่เราขาดทุน มันก็ฟ้องอยู่แล้วว่าเราคิดผิด ซื้อผิดจุด หรือไม่ก็เดาผิด แทนที่มันจะวิ่งขึ้นเขียวสร้างกำไร กลับวิ่งสวนทางให้เจ็บใจ

การที่เรารู้จักแพ้นี่แหละครับ ที่มันสนับสนุนแนวทางหลักของเราคือ เราเชื่อว่าเราต้องรวยหุ้นให้ได้ ดังนั้นถ้าอะไรที่จะทำให้เราเริ่มรู้สึกไม่รวย ต้องขจัดมันให้พ้นทาง คัดและเลือกเฉพาะสิ่งที่จะรับใช้เป้าหมายเท่านั้น

ซึ่งความเชื่อแบบนี้แหละว่าเราจะต้องทำได้ มันจะผุดออกมาปลอบใจตัวเราเองทุกครั้งที่แพ้(ตัดขาดทุน)คือ โอกาสดีๆมีมาให้เราเสมอ เชื่อมั่นในตัวเองว่าจะต้องรวยหุ้นได้ แต่ก่อนที่จะรวยก็ต้องตัดขาดทุนให้ไว เพื่อเก็บเงินไว้รอสู้และรอรับโอกาสดีๆที่จะทำให้เรารวยในครั้งต่อไปครับ

และในที่สุดนะครับ การที่คุณมีความเชื่อว่าจะทำได้แล้วแบบฝังจิตฝังใจนะ สมองเราและสิ่งแวดล้อมโดยรอบจะกลายเป็นแม่เหล็กที่โยงใยหากันครับ สิ่งนี้แหละที่เขาเรียกว่า “แรงดึงดูด”

ดึงดูดยังไงครับ? สมมุติง่ายๆเลย ถ้าคุณอยากรวยหุ้นแบบสุดๆ คุณจะต้องเข้าไปอยู่ในสังคมที่คนเล่นหุ้นเขาสุมหัวกัน จากนั้นพอคุณล้มเหลว-ก็มีความอยากนี้เป็นตัวประคอง พาให้คุณลุกขึ้นสู้ หาแนวทางใหม่ เพื่อที่จะพาตัวไปสู่เป้าหมายให้ได้ แล้วจากนั้นแหละครับที่แรงดึงดูด-จะมีการเชื่อมจุดให้คุณเดินไปในทางที่ดีขึ้น ไม่เชื่อลองไปอ่านประวัติของทวดดาร์วาส หริือกระทั่งเสี่ยยักษ์ดูครับ คนมีความฝันน่ะ ถ้าพยายามมาถึงจุดหนึ่งนะ คือพยายามแบบสุดๆแล้วยังไม่เห็นทาง เดี๋ยวเบื้องบนจะชี้ทางให้คุณเอง

“ตอนผมยังเด็ก ผมบอกพ่อว่าเราจะรวยและมีบ้านหลังใหญ่ 

พ่อบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้​หรอก ทุกวันนี้ผมอยากบอกพ่อ 

แต่พ่อก็จากไปแล้ว”

– คริสเตียโน่ โรนัลโด้

2) #เลิกนิสัยชอบแก้ตัว

นี่เป็นอีกประเด็นที่เราต้องฝึกให้ใจเราตกผลึกครับ คือเราต้องมีความรับผิดชอบต่อตัวเอง 100% ครับ

ผิดก็ยอมรับว่าผิด ไม่โทษเซียน ไม่โทษโบรคเกอร์ ไม่โยนความผิดให้เจ้ามือ ไม่ต่อว่าตลาด

เพราะเหนืออื่นใด, ไม่มีใครบังคับให้คุณซื้อหรอกครับ คุณเป็นคนทำเองล้วนๆ

ซึ่งถ้าคุณมีความเชื่อแบบนี้แบบฝังหัวแล้วนะครับ มันจะพาคุณไปสู่ทิศทางหนึ่งเลยนะ คือต่อไปคุณจะเป็นคนที่พึ่งพาตัวเองมากขึ้น ทำอะไรด้วยตัวเองมากขึ้น จากนั้นจะมีและเจอสูตรเฉพาะของตัวเอง ซึีงจะทำให้คุณประสบความสำเร็จในที่สุดครับ

3) #อย่าดูถูกตัวเอง

ข้อนี้ก็ต่อเนื่องจากสองข้อที่แล้ว คือถ้าเรายืนได้ด้วยลำแข้งของตัวเองแล้วนะ ความรู้สึกดูถูกตัวเองจะลดลงจนเหลือน้อยลงเลยครับ ซึ่งการที่จะทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเอง ก็ต้องเริ่มแรกจากการมีเป้าหมายก่อนนั่นแหละครับ เชื่ออย่างสุดจิตสุดใจว่าจะต้องทำได้ จากนั้นก็จะเริ่มพยายามทำอะไรด้วยตัวเอง เพราะยิ่งลงมือทำด้วยตัวเองไปเรื่อยๆ คุณยิ่งพบความเป็นคนที่แตกต่างจากฝูงขึ้นไปเรื่อยๆ ครับ คุณจะรู้ตัวว่าคุณมีหนึ่งเดียว แล้วจะพยายามหาแนวทางหรือประยุกต์ความรู้ต่างๆเพื่อให้เหมาะกับจริตตัวได้ครับ

โดยการที่เรารู้ว่าตัวเองมีหนึ่งเดียวนี่แหละที่จะทำให้คุณเลิกเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ซึ่งถ้าคุณก้าวข้ามการเปรียบเทียบได้แล้วนะ คุณจะรู้ในโลกนี้มีเรื่องสนุกให้ทำอีกเยอะเลย

จงเคารพความพยายามของคุณ

จงเคารพตัวเอง

การเคารพตนเองนำไปสู่การมีวินัยของตัวเอง

เมื่อคุณมีทั้งสองอย่างภายใต้เข็มขัดที่รัดแน่นของคุณ

นั่นคือพลังที่แท้จริง

– คลิ้นท์ อีสต์วูด

4) #ถามตัวเองว่าคนเก่งๆ จะจัดการกับเรื่องนี้ยังไง

ผมคิอว่าข้อนี้ควรหยิบมาใช้เพื่อเตือนสติตัวเองให้อยู่กับร่องกับรอยครับ

ยังไง? เช่น ถ้าคุณเจอเคสที่เราขาดทุนแล้วไม่กล้า ก็ให้นึกถึงเสี่ยยักษ์ ถ้าเป็นเสี่ยมาเป็นเราในตอนนี้จะทำยังไง? คิดว่าท่าน้องรีบตัดขาดทุนให้ไวนะ เพราะลูกยังเล็กอยู่

หรือถ้าเราแพ้มาต่อเนื่อง ก็ให้นึกถึงเสี่ยท่านอีก ตอนนั้นท่านบอกว่า ถ้าคนอื่นขยัน 8 ชั่วโมง เราจะต้องทำ 10 ชั่วโมง แต่ถ้ายังแพ้อีกก็ต้อง 12 ชั่วโมงต่อวันเลย

คือถ้าเราคิดแบบนี้ได้นะครับ มันจะดึงสติให้เราอยู่ในเส้นทางที่ควรจะเป็น เพราะสิ่งที่คนเก่งๆเขาได้ผ่านไปแล้วนั้นมันได้พิสูจน์ว่าได้ผลไง ถ้าเราเอาวิธีคิดเหล่านั้นมาใช้กับตัว ก็จะทำให้เราไม่เขวออกทะเลได้ครับ

5) #จัดการสภาพแวดล้อมให้ส่งเสริมคุณ

ข้อนี้มันจะเป็นอัตโนมัติทันทีหลังจากที่คุณมีเป้าหมายที่หนักแน่นครับ เพราะเมื่อเส้นทางเดินคุณชัดแล้ว ปัจจัยปลีกย่อยอะไรที่จะทำให้คุณต้องเสียเวลาชีวิต-มันจะถูกคุณละเลยไปทันทีครับ

ยกตัวอย่างง่ายๆเลยนะ คุณอยากรวยหุ้นมากๆ คุณจะเริ่มเลือกคนที่คุณอยากคบแล้ว เริ่มตีตัวออกห่างเพื่อนที่คิดว่าหุ้นไม่ดี คุณจะเริ่มตามเพจของคนที่เล่นหุ้นแล้วประสบความสำเร็จ เริ่มเข้าสัมมนาปรับแนวคิดในการเล่นหุ้น อ่านหนังสือหุ้นมากขึ้น เหล่านี้เหล่านี้แหละครับที่เป็นผลของแรงดึงดูดที่เกิดจากการมีเป้าหมายที่หนักแน่นทั้งนั้นเลย

และจากนั้นบอกดักไว้ก่อนเลยว่า เมื่อคุณเริ่มมีทางของตัวเองแล้วนะ คุณจะเริ่มฟังข่าวลือน้อยลง แต่ฟังตลาดมากขึ้น เพราะมีแต่ตลาดเท่านั้นที่จะช่วยให้คุณทำเงินได้

ต่อไปเพื่อการตีความสัญญาณจากตลาดให้ชัดขึ้น คุณจะต้องจัดการสิ่งแวดล้อมสำหรับการเทรดให้เหมาะกับตัวเอง เช่น อยู่ในสถานที่ที่สงบ โน๊ตบุคที่สมรรถนะแรง สัญญาณเน็ทที่สเถียร ฯลฯ โดยทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อที่จะรับใช้ในการเกินทางไปสู่เป้าหมายของคุณนั่นเองครับ

6) #หัดเป็นคนใจกว้างในการสนทนา เรียนรู้การเป็นผู้ฟังที่ดี

คนเก่งไม่โม้ คนโม้มักไม่เก่งครับ นี่บอกไว้เลย

เพราะอะไร? มันเป็นจิตวิทยาง่ายๆครับ คนที่ชอบโม้ มักไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง ต้องการความสนับสนุนจากคนอื่นว่าตัวเองนั้นมีดีพอ ซึ่งมากจากอะไรครับ? “เขายังดูถูกตัวเองอยู่” ไงครับ ซึ่งเราก้าวข้ามปมนั้นไปแล้วไง จึงไม่แปลกหรอกที่คนเก่งๆมักจะชอบฟังมากกว่าโม้ เพราะการฟังมันจะช่วยให้เขาได้รับข้อมูลใหม่ๆ เพื่อเอาไปพัฒนาตัวเองได้ไงครับ

จงกระหาย และทำตัวโง่ให้ตลอดเวลา

เพราะเมื่อไหร่เราอิ่มและรู้สึกว่าตัวเองฉลาด

เราจะไม่มีทางพัฒนา

– สตีฟ จอปส์

7) #สร้างนิสัยในการลงมือทำ

ข้อนี้ก็เป็นอีกหัวใจเลยนะครับ การลงมือทำด้วยตัวเองนี่ ถือเป็นหนึ่งในนิสัยที่ผู้ประสบความสำเร็จต้องมีเลยนะครับ ผมไม่เคยได้ยินหรือเจอเรื่องราวของคนที่รวยจากการที่วันๆเอาแต่ไปเร่ถามคนอื่นเลยครับ

ส่วนใหญ่พอมีความสงสัยนี่ คนที่มี mindset ที่จะบรรลุเป้าหมายจะพุ่งออกตัวไปหาคำตอบด้วยตัวเองทันทีเลยนะครับ เอาง่ายๆเลย ถ้าเขาอ่านบทความแล้วเจอประเด็นที่สงสัย เขาจะไม่ไปคอมเมนต์ถามนะครับ เขาจะเสิร์ชกูเกิ้ลทันทีครับ คือต้องหาให้เจอด้วยตัวเองให้จงได้ เพราะเขามองว่าไม่มีใครที่จะอธิบายได้ดีกว่าตัวเองเล่าให้ตัวเองฟังนะครับ

ความสำเร็จดูเหมือนจะเชื่อมต่อกับการกระทำ

คนที่ประสบความสำเร็จ ก็เคยผิดพลาดมาก่อน เพียงแต่พวกเขาไม่ยอมแพ้เท่านั้นเอง

– คอนราด ฮิลตัน

8) #ผสมความมุ่งมั่นเข้ากับการทดลอง เมื่อทำอะไรไม่สำเร็จ ให้ปรับเปลี่ยนวิธีการไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสำเร็จ

ข้อนี้ก็สำคัญ, การที่เราจะเล่นหุ้นให้ประสบความสำเร็จนั้น คุณต้องหาใจตัวเองให้เจอครับ นั่นคือคุณต้องมีท่าไม้ตาย หรือเกมที่เหมาะสำหรับตัวตัวคุณ ดูเคสของทวดดาร์วาสก็ได้ครับ เพื่อเป้าหมายที่จะเป็นคนรวยหุ้นให้ได้ ก็พยายามแล้วพยายามอีก ลองสูตรโน้นสูตรนี้จนเจอวิธีทำเงินที่เหมาะกับตัวเองจนได้

โธมัส เอดิสันว่าไงนะครับ ตอนที่ทดลองเพื่อคิดค้นหลอดไฟล้มเหลวแล้วล้มเหลวอีก ผู้ช่วยก็จิตตกจึงบ่นกับเขาว่า 

“เราทำการทดลองมา 700 ครั้งแล้ว แต่เรายังไม่มีคำตอบ เราล้มเหลวเสียแล้ว”

แต่เอดิสันกลับตอบว่า “เปล่าหรอก เรายังไม่ล้มเหลว เรารู้มากกว่าใครๆ ในโลกในเรื่องนี้

และเรายังรู้อีกว่ามี 700 วิธีที่ไม่ควรทำ อย่าเรียกว่า ความผิดพลาด แต่ให้เรียกว่า เป็นการเรียนรู้”

นี่แหละครับคืออีกเคสที่ยืนยันว่า คนที่เขาจะถึงฝันนั้น เขาไม่ยี่หระกับความผิดพลาดหรอกครับ

เพราะอะไรหรือ? สายตาเขาจับจ้องที่เป้าหมายที่จะต้องไปถึงให้ได้ไงครับ

ดังนั้นนะ, ถ้ามีอะไรที่มาขัดจังหวะคุณให้จิตตก ก็ให้นึกถึงเป้าหมายไว้นะครับ จะได้ไม่ล้มเลิกกลางคัน

ถ้าคุณบินไม่ได้ก็ขอให้วิ่ง

หากวิ่งไม่ได้ ก็ขอให้เดิน

หากยังเดินไม่ได้ ก็ขอให้คลาน

ไม่ว่ายังไง ขอให้คุณมุ่งไปข้างหน้าอยู่เสมอ

– มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ 

9) #การเดินทางไปสู่เป้าหมายจะช่วยให้เราได้เติบโตขึ้น

และแน่นอนข้อสุดท้าย การที่คุณได้เดินทางไปหาเป้าหมาย มันทำให้คุณได้เรียนรู้อะไรที่คนทั่วไปไม่เจอหรือไม่กล้าทำแน่นอน คุณจะกลายเป็นคนที่พิเศษ เหมือนเด็กที่ได้ก้าวข้ามวัยทารกนั่นเองครับ คุณจะผมเชื่อมั้ยว่า ปัจจุบันนี้ มีผู้ใหญ่ mindset เด็กอยู่เยอะมาก เพราะว่าพวกเขาไร้ซึ่งเป้าหมาย มีชีวิตอยู่ไปวันๆ มีชีวิตเหมือนผีดิบ ตาไร้ประกาย เดินเหมือนคนไม่มีแรง ซึ่งในที่สุดก็จะกลายเป็นเหยื่อของการตลาดที่หลอกเขาพวกนั้นบริโภคในสิ่งที่ตัวเองไม่ต้องการหรือไม่จำเป็นไปเรื่อยๆ เขาจะยิ่งแก่ยิ่งจนลง ในขณะที่บริษัทที่หลอกขายของที่ไม่จำเป็นให้กลับร่ำรวยเอาร่ำรวยเอา

ดังนั้น ถ้าไม่อยากเป็นผีดิบ จงเริ่มตั้งเป้าหมายและลงมือทำครับ

จังหวะเป็นสิ่งที่คุณมีหรือไม่มีก็ได้

แต่หากคุณมีมัน คุณจะมีทุกอย่าง

– เอลวิส เพรสลี่

สรุปหนังสือจากแหล่งต่างๆ

http://archive.wunjun.com/culinaryhouse/10/200.html

https://www.sarut-homesite.net/blog-9-the-magic-of-thinking-big/

http://www.saroopbook.com/book/20-the-magic-of-thinking-big/

Advertisements

โลกของแมลงสาบ

โลกของแมลงสาบโดยเกือบละเอียด อ่านซะแล้วจะเกลียดแมลงสาบกันมากขึ้น แมลงสาบที่เราฆ่าตายไป อาจจะมีเพื่อนฝูงให้คิดถึงกันอยู่ก็ได้ วงจรชีวิตของแมลงสาบ, แมลงสาบเป็นสัตว์สังคมชั้นสูง, แมลงสาบฉลาดไหม?, กลิ่นแมลงสาบมาจากไหน?, ทำไมแมลงสาบไม่ตายเมื่อหัวขาด

แมลงสาบเป็นสัตว์ที่สืบเชื้อสายมาไม่ต่ำกว่า 320 ล้านปี ในโลกนี้มีแมลงสาบไม่ต่ำกว่า 4600 สายพันธุ์ มีเพียงราวๆ 30 สายพันธุ์ ที่มาป้วนเปี้ยนอยู่เกี่ยวข้องกับที่อยู่อาศัยของมนุษย์ แต่มีเพียงแค่ไม่กี่สายพันธุ์เท่านั้นที่เป็นศัครูคู่โลกมนุษย์ให้เราได้เห็นกันบ่อยๆ

แมลงสาบในภาษาอังกฤษ เรียกว่า “cockroach” เป็นคำที่เปลี่ยนมาจากภาษา Spanish “cucaracha”

วงจรชีวิตของแมลงสาบ 

แมงสาบตัวเมียโตเต็มไวสามารถออกไข่ได้ราวๆ 6-14 ฟองในช่วงชีวิตของมัน ในไข่ 1 ฟอง ประกอบไปด้วยตัวอ่อนราวๆ 10-40 ตัว ตัวอ่อนจะออกจากไข่หลังจากราวๆ 20-60 วัน ตัวอ่อนจะค่อยๆเปลี่ยนแปลงรูปร่างและขยายใหญ่ขึ้นด้วยการลอกคราบราวๆ 10-13 ครั้ง ในระยะเวลาหลายเดือนจนถึงปี จนกระทั้งเป็นแมลงสาบโตเต็มวัย แมลงสาบโตเต็มวัยมีอายุอยู่ได้ราวๆ 6 เดือน – 4 ปี (ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของแมลงสาบ)

แมลงสาบตัวเมียสามารถให้กำเนิดโดยไม่มีตัวผู้ได้ไหม??

คำตอบคือได้และไม่ได้ เมื่อแมลงสาบตัวผู้และแมลงสาบตัวเมียผสมพันธุ์กัน แมลงสาบตัวเมียสามารถเก็บน้ำอสุจิของตัวผู้ไว้ในอวัยวะเก็บน้ำเชื้อเรียกว่า “Spermatheca” ซึ่งน้ำเชื้อนี้สามาถมีอายุอยู่ได้เป็นเดือนก่อนที่จะค่อยๆใช้หมดไป หลังจากนั้นแมลงสาบต้องผสมพันธ์กับตัวผู้ใหม่เพื่อเก็บน้ำอสุจิ

อ่านต่อเรื่อง Spermatheca ได้ที่นี่

นักวิจัยบอกว่า “แมลงสาบเป็นสัตว์สังคมชั้นสูง!!!” แมลงสาบไม่ชอบอยู่ตัวคนเดียว มันชอบอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ๆ และมันสามารถจดจำสมาชิกในครอบครัวของมันได้ 

น่าสนใจมากๆว่าแมลงสาบที่เติบโตมาด้วยตัวมันตัวเดียว ไม่มีสังคมนั้นใช้ชีวิตได้ยากลำบากมากกว่าแมลงสาบที่เติบโตล้อมรอบไปด้วยเพื่อนๆ ตัวอย่างเช่น แมลงสาบเยอรมัน และ แมลงสาบอเมริกา ที่ไม่มีเพื่อนฝูงจะใช้ระยะเวลาเติบโตในระยะลอกคราบนานกว่าปกติ (ระยะเวลาระหว่างลอกคราบเพื่อจะตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนเป็นแมลงสาบโตเต็มไว) หลังจากนั้นเมื่อมันโตเต็มที่เป็นแมลงสาบผู้ใหญ่ มันจะประสบปัญหาการเข้าฝูงกับเพื่อนแมลงสาบตัวอื่นๆเพราะมันไม่รู้ว่าจะสื่อสารกับเพื่อนๆอย่างไร รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวัน แมลงสาบที่โตมาอย่างโดดเดียวจะไม่ค่อยออกจากที่ซ่อนซักเท่าไหร่ ถึงแม้ออกมาก็จะรีบๆกินแล้วรีบๆกลับบ้าน และประสบปัญหาการหาคู่ผสมพันธุ์ด้วย เพราะฉะนั้น แมลงสาบเด็กๆควรจะอยู่รวมกับฝูงเพื่อเรียนรู้ปฎิสัมพันธ์กับแมลงสาบตัวอื่นๆ และเติบโตขึ้นอย่างเหมาะสม 

 เหมือนมนุษย์ที่เติบโตมาโดยไม่มีเพื่อนแล้วเข้าสังคมลำบากตอนโตเลยแหะ 

นักวิจัยยังบอกอีกว่า แมลงสาบสามารถพูดคุยกันได้!! เกี่ยวกับอาหารและที่อยู่อาศัย แมลงสาบสามารถปล่อยสารเคมีเพื่อส่งต่อข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่และชนิดของอาหารไปสู่แมลงสาบตัวอื่นๆได้ รวมถึงสามารถบอกเพื่อนๆได้อีกว่า รูไหนรอยแตกไหนของบ้านเหมาะสำหรับเป็นที่อยู่อาศัยปราศจากการรบกวน 

แมลงสาบสามารถ “Identify each other” แยกแยะว่าแมลงสาบตัวไหนเป็นใคร และมันมีความสัมพันธ์ หรือ สนิทด้วยรึปล่าว ซึ่งการแยกแยะนี้ ทำให้มันรู้ว่า แมลงสาบตัวไหนเป็นพี่น้องมัน และป้องกันการผสมพันธุ์กับพี่น้องตัวเอง 

ด้วยความที่มันเป็นสัตว์สังคมมันสามารถพูดคุยกันได้ผ่านทางสารเคมีรูปแบบต่างๆที่มันปล่อยออกมา ทำให้มันเลือกที่จะอาศัยอยู่ด้วยกัน ออกหากินด้วยกัน จึงไม่แปลกเลย ที่เมื่อเราเจอรังแมลงสาบเราจะเจอแมลงสาบตัวเล็กตัวใหญ่อยู่รวมกันเต็มไปหมด รวมถึงเวลามันออกมากินอาหารตอนกลางคืนด้วย 

แล้วแมลงสาบฉลาดไหมอะ? 

มนุษย์มีเซลสมองมากสุดในสิ่งมีชีวิตในโลกนี้ประมาณ 1 แสนล้านเซล ส่วนแมลงสาบมีเซลสมองแค่เพียง 1 ล้านเซลเท่านั้น (แมลงหวี่,มด 2.5 แสน, ผึ้ง 9.6 แสน) แต่เพียงแค่ 1 ล้าน เซลในสมองของแมลงสาบก็มากพอที่จะทำให้แมลงสาบจดจำเส้นทางต่างๆได้ เช่น เส้นทางจากสถานที่ต่างๆไปสู่รังของมัน จากการศึกษายังระบุอีกว่า แมลงสาบสามารถตระหนักรู้และนำประสบการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับมันในอดีตมาใช้ตัดสินใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้อีกด้วย

กลิ่นแมลงสาบมาจากไหน?

แมลงสาบเพียง 1-2 ตัว ไม่สามารถทำให้มนุษย์ได้กลิ่นสาบของมันได้ กลิ่นสาบของแมลงสาบจะแรงมากๆถ้าเกิดมีแมลงสาบอยู่ร่วมกันหลายตัว ถ้าได้กลิ่นแมลงสาบเข้าจมูกอย่างชัดเจนให้สันนิฐานได้เลยว่าแถวๆนั้นต้องมีรังแมลงสาบอยู่แน่ๆ!!

แมลงสาบปล่อยกลิ่นออกมาด้วยเหตุผลหลักๆ 3 อย่างดังนี้

1.กลิ่นสารคัดหลั่งของแมลงสาบ แมลงสาบจะปล่อยสารฟิโรโมนออกมาเมื่อมันอยู่รวมด้วยกัน แมลงสาบปล่อยสารออกมาเพื่อบอกเพื่อนแมลงสาบตัวอื่นๆให้รู้ว่ามันได้เจอสถานที่ดีๆที่จะทำรังแล้ว ให้มารวมกันตรงนี้ เช่นพวกสถานที่มืดและแฉะทั้งหลาย ตามท่อน้ำ สถานที่เหล่านี้จึงเป็นแหล่งรวมแมลงสาบ และไม่ว่าแมลงสาบจะเดินไปที่ไหนมันจะทิ้งสารคัดหลั่งมีกลิ่นเหม็นนี้ไว้ตามทางด้วย เพราะฉะนั้นถ้ามันเดินขึ้นอาหารเมื่อไหร่ อวสารอาหารหมาเลยครับ ทิ้งได้เลย

2.กลิ่นเมื่อแมลงสาบตาย เมื่อแมลงสาบตายมันจะปล่อยกลิ่นออกมา เป็นกลิ่นสาบสัตว์ตาย มันคือกลิ่นจาก “กรดโอเลอิก” ถ้าแถวๆนั้นมีซากแมลงสาบตายเยอะ กลิ่นสาบนี้ก็จะแรงเป็นพิเศษ

(อะไรคือกรดโอเลอิก? ในแมลงกรดโอเลอิกทำหน้าที่เป็นฟีโรโมนที่ปล่อยออกมาจากซากของแมลง เพื่อกระตุ้นให้แมลงตัวอื่นขนซากไปทิ้ง หากแมลงที่ยังมีชีวิตอยู่มีกลิ่นนี้ก็จะถูกขนออกจากรังเช่นกัน นอกจากนี้กรดโอเลอิกยังใช้เตือนแมลงตัวอื่นให้หลีกเลี่ยงแมลงที่ป่วยตายและเตือนภัยนักล่า)

3. กลิ่นที่ปล่อยออกมาเพื่อดึงดูดเพศตรงข้าม แมลงสาบเป็นแมลงที่ปล่อยกลิ่นเพื่อดึงดูดเพศตรงข้ามเช่นกันเหมือน แมลง และ สัตว์ชนิดอื่นๆ แมลงสาบตัวเมียเพียง 1 ตัว สามารถปล่อยกลิ่นเพื่อดึงดูดแมลงสาบตัวผู้จำนวนมหาศาลมาหามันได้ และมันชั่งแย่เหลือเกิน นอกจากแมลงสาบตัวผู้จะได้กลิ่นแล้ว มนุษย์อย่างเราก็ได้กลิ่นเช่นกัน

ทำไมแมลงสาบถึงไม่ตายเมื่อมันหัวขาด?

ก่อนอื่นเลยเทียบกับมนุษย์ ถ้ามนุษย์ถูกตัดหัวออก มนุษย์จะสูญเสียเลือดและความดันโลหิตจะต่ำลง ทำให้การส่งออกซิเจนและสารอาหารต่างๆไปสู่เซลในร่างกายเกิดการชะงัก(ระบบวงจรเลือด ทำหน้าที่ลำเลียงแก๊สออกซิเจนและสารอาหารต่างๆ ไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย) ถ้ามนุษย์หัวขาด เราจะเลือดไหลจนตาย มนุษย์หายใจผ่านทางปากและจมูกเข้าสู่ปอด สมองของเรามีหน้าที่ควบคุมสั่งการแทบจะทุกสิ่งทุกอย่างในร่างกายของเรา

ส่วนแมลงสาบนั้นไม่มีความดันเลือดเหมือนที่มนุษย์มี แมลงสาบไม่มีระบบเส้นเลือดเหมือนมนุษย์ แมลงสาบจึงไม่สามารถเลือดไหลจนตายได้เหมือนมนุษย์ แน่นอนว่าแมลงสาบนั้นมีสมองอยู่ในหัว สมองของแมลงสาบมีหน้าที่ประสานระบบต่างๆในร่างกายของแมลงสาบ เช่น การเคลื่อนไหว การมองเห็น การรับกลิ่นผ่านทางหนวด แมลงสาบใช้สมองในการประมวลข้อมูลที่ถูกป้อนมาจากส่วนสำคัญต่างๆบนหัว(การมอง, การรับกลิ่น) ก่อนจะถูกส่งผ่านระบบประสาทไปสู่ร่างกาย แมลงสาบก็เหมือนแมลงชนิดอื่นๆ มันไม่ได้หายใจทางปากหรือจมูกเพราะมันไม่มีปอด แต่มันหายใจผ่านทางรู Spiracles รอบๆตัวของมัน

(มดและแมลงชนิดต่างๆหายใจอย่างไร?

สมองของแมลงสาบไม่ได้ควบคุมระบบการหายใจ และเลือดไม่ได้เป็นตัวนำพาออกซิเจนเข้าสู่เซลต่างๆในร่างกายของแมลงสาบ แมลงสาบนำออกซิเจนเข้าสู่เซลต่างๆของร่างกายผ่านรู Spiracles และร่างกายของมันมีกลุ่มปมประสาทที่กระจายไปตามส่วนต่างๆของร่างกาย ซึ่งกลุ่มประสาทแต่ละส่วนของร่างกายมีความสามารถในการตอบสนองต่อสิ่งต่างๆได้ ดังนั้นถึงแม้จะไม่มีสมอง ร่างกายก็ยังคงสามารถตอบสนองต่อสิ่งต่างๆได้อยู่ แต่เมื่อร่างกายไม่ได้รับการประสานงานและรับรู้สิ่งต่างๆจากสมอง ในท้ายที่สุดแล้วตัวของมันก็จะตายลงไป มันเป็นเหมือนกับมนุษย์ผัก ที่ไม่สามารถรับรู้หรือตอบสนองอะไรได้อีกแล้ว แต่ร่างกายยังคงทำงานอยู๋

ไม่ใช่แค่ร่างกายของแมลงสาบที่ยังสามารถขยับได้อยู่ แม้แต่หัวที่ขาดแล้วของแมลงสาบ ก็ยังสามารถขยับหนวดไปมาได้หลายชั่วโมงจนกระทั่งมันใช้พลังงานที่เหลืออยู่หมด 

แมลงสาบนั้นเป็นสัตว์เลือดเย็น ซึ่งหมายความว่ามันต้องการอาหารน้อยกว่ามนุษย์มาก อาหารที่มันกินในหนึ่งวันสามารถทำให้มันอยู่ได้เป็นอาทิตย์หรือเป็นเดือนโดยไม่ต้องกินอะไรเลยนอกจากน้ำ ดังนั้นแมลงสาบที่ไม่มีหัวจึงสามารถอยู่ได้เป็นอาทิตย์เช่นกัน

อาหารของแมลงสาบนั้นก็คืออาหารทั่วๆไปที่มนุษย์กิน ถ้าเกิดมันหาอาหารทั่วไปในบ้านเรากินไม่ได้ เศษผม เศษหนัง เศษเล็บ ของมนุษย์ มันก็กินประทังชีวิตได้ หนักเข้าจริงๆ สบู่ กาว กระดาษ กล่องกระดาษ มันก็กิน!!

อย่าลืมกด Like เพจ แมลง เพื่ออ่านสาระความรู้ต่างๆจากแมลง 🙂

https://www.facebook.com/MalangWorldInsect/

credit

https://en.wikipedia.org/wiki/Cockroach

https://www.pestwiki.com/cockroach-amazing-facts

http://www.bbc.co.uk/nature/17839642

https://www.scientificamerican.com/…/fact-or-fiction-cockr…/

https://www.slugabug.com/2015/03/31/cockroaches-smell/

Eat That Frog กินกบตัวนั้นซะ

  
เพิ่งอ่านหนังสือ “Eat That Frog ” จบ หนังสือเล่มนี้เขียนโดย Brian Tracy ซึ่งเป็นนักเขียน นักพูด และนักฝึกอบรมด้านการพัฒนาตนเอง มีผลงานเขียนหนังสือเยอะมาก ทั้งหนังสือ Goals, Create Your Own Future และ Change Your Thinking Change Your Life
Eat That Frog พูดถึงวิธีการบริหารเวลาให้คุ้มค่าที่สุด และพูดถึงวิธีการที่จะทำให้ทำงานให้เสร็จ โดยใช้ “กบ” เป็นตัวสื่อถึงงานสำคัญที่ยาก ที่เรามักไม่อยากทำกัน แต่การกินกบตัวนั้นเป็นสิ่งแรกในเช้าของแต่ละวันนั้นเหมือนเป็นการก้าวผ่านสิ่งที่ยากและท้าทายที่สุดของวันไปแล้ว เราก็ไม่ต้องกังวลกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป แถมยังมีพลัง ความภูมิใจในการใช้ชีวิตด้วย

แต่การกินกบเราต้องกินกบให้ถูกตัวด้วย Brian Tracy สอนให้เรากินกบตัวที่น่าเกลียดที่สุด ก็คือกบตัวที่ใหญ่ที่สุด ยากที่สุด และสำคัญที่สุด อันดับแรกของการเลือกกบคือการดูที่เป้าหมายของเราก่อนว่า เรามีเป้าหมายในการใช้ชีวิตอย่างไร เพื่อที่จะเลือกทำแต่สิ่งที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จ

วิธีการเขียนเป้าหมาย

เขียนเป้าหมายลงบนกระดาษเพื่อความชัดเจน เคยมีวิจัยว่าการเขียนเป้าหมายที่ชัดเจนทำให้คนประสบความสำเร็จได้มากกว่า (อันนี้สอดคล้องกับ Sunni Brown ที่บอกให้วาดเป้าหมายของเราออกมาให้ชัดเจนเป็นรูปภาพเลย จินตนาการเลยว่าเมื่อเราบรรลุเป้าหมายแล้วเราจะเป็นยังไง)

เขียนในรูปปัจจุบันเหมือนว่าเราได้ทำมันสำเร็จแล้ว เช่น เป้าหมายของปี 2013 คือการเก็บเงินให้ได้ 1ล้าน เราก็ต้องเขียนว่า “ฉันมีเงิน 1ล้านบาทในวันที่ 31 ธันวาคม 2013” เป็นต้น

ใช้คำพูดในแง่บวก

เขียนโดยใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 ว่า “ฉัน” อย่างโง้นอย่างงี้

(เติมเองว่า) ระบุชัดเจน วัดได้ เช่น ถ้ามีเป้าหมายคือลดน้ำหนักก็ให้เคยเลยว่า “ฉันน้ำหนัก 50 กิโลกรัมในวันที่ xxx” เป็นต้น

(เพิ่มเอง) ถ้าคิดไม่ออกให้เขียนเป้าหมายในด้านต่างๆ ของชีวิต คือ ด้านหน้าที่การงาน, ครอบครัว, การเงิน, สุขภาพ, การพัฒนาตนเอง, สังคมและชุมชน หรือคิดว่าตอนนี้มีปัญหาอะไรที่เครียดที่สุด

ได้แล้วก็เลือกมา 1 ข้อที่จะทำให้เกิดผลดีที่สุดต่อชีวิต

เมื่อเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้วเราก็จะรู้ว่าเราจะต้องทำอะไรต่อไปบ้างเพื่อให้เราไปถึงเป้าหมายที่เราวางไว้ ให้เราใช้เวลานิดหน่อยในแต่ละวันก่อนนอนวางแผนเลยว่าวันพรุ่งนี้เราต้องทำอะไรบ้าง การวางแผนไว้ก่อนนอนมีข้อดีที่ทำให้เวลาเราตื่นนอนมาก็จะมีความเข้าใจ มีความคิดไอเดียที่จะทำงานนั้นได้มากขึ้นเพราะสมองเรารู้ว่าวันพรุ่งนี้เราจะทำอะไร เวลาเรานอน สมองมันไม่ได้หยุดไปด้วยมันก็จะคิดอะไรของมันไป บางทีตื่นขึ้นมาเราอาจจะปิ๊งได้ไอเดียขึ้นมาเลยก็ได้

ใช้กฎ 80/20 หลักการพาเรโต

งาน 20% ของงานทั้งหมดจะทำให้เกิดผลลัพท์ 80% ของผลลัพท์ทั้งหมด ดังนั้นก่อนที่เราจะทำงานให้เราดูก่อนว่างานนี้ทำให้เกิดผล 80% ต่อรึเปล่าชีวิตการงานหรือเป้าหมายในชีวิตของเรารึเปล่า

ใช้หลัก ABCDE ในการจัดลำดับความสำคัญ

โดยงาน A เป็นงานที่สำคัญที่สุด B เป็นงานที่ควรทำ C คืองานที่ทำได้ก็ดี D เป็นงานที่ให้คนอื่นทำแทนได้ E คือช่าง(งาน) มันเถอะได้ เมือเรารู้ว่างานเราอยู่ในหมวดไหนบ้างแล้วก็ให้ความสำคัญกับงานที่อยู่ในประเภท A ก่อนเลย

“ทำไมบริษัทถึงจ้างฉัน”

สำหรับพนักงานบริษัทวิธีการที่จะทำให้เรารู้ว่าเราควรเลือกทำงานไหนก่อนได้นั้นก็คือการถามคำถามกับตัวเองว่า “ทำไมบริษัทถึงจ้างฉัน” คำตอบก็คือหน้าที่หลักที่เราต้องทำและให้ความสำคัญ ซึ่งมักเป็นงานที่จะให้ผลกับเรามากที่สุดเช่นกัน

พอเลือกงานที่เราควรทำเป็นอย่างแรกได้แล้ว ก็ถึงเวลาที่เราต้อง “ทำ” ส่วนใหญ่คนมาตกม้าตายกันตรงนี้แหล่ะเนอะ (เตยด้วย) Brian Tracy ก็แนะนำว่า ก่อนทำก็ให้เตรียมทุกอย่างที่ต้องใช้ในการทำงานให้เรียบร้อย ทำโต๊ะให้สะอาดๆ เบอร์โทรหรือของอะไรที่ต้องใช้ก็เอามาไว้ใกล้ๆ เตรียมไว้ให้พร้อม แล้วก็ค่อยๆ ทำไป

หั่นงานเป็นชิ้นๆ

งานที่เป็นโปรเจคใหญ่ หรืองานชิ้นใหญ่เราก็หั่นมันเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วค่อยๆ ทำไปทีละชิ้น วิธีการนี้จะทำให้เราทำงานได้เยอะมากขึ้นเพราะเราจะรู้สึกว่า นิดเดียวเดี๋ยวก็ทำเสร็จแล้ว พอทำเสร็จเรารู้สึกดี มั่นใจขึ้นเราก็ทำชิ้นเล็กชิ้นอื่นๆ ต่อไปได้จนหมด

หาช่วงเวลาที่ทำงานได้ดีที่สุด

คนเราไม่เหมือนกัน บางคนอาจชอบทำงานตอนเช้าๆ เงียบๆ บางคนชอบทำงานตอนเย็นๆ เราก็ต้องดูว่าเราชอบทำตอนไหน เวลาไหนที่ทำแล้วได้ผลมากที่สุด เราก็เลือกเอางานยากๆ ไปทำในช่วงนั้นค่ะ และควรกำหนดช่วงเวลาที่ชัดเจนในการทำงานด้วยนะคะ เคยอ่านใน Lifehacker ก็จะบอกว่าให้บอกทุกคนไปเลยว่าช่วงเวลาไหนที่เราจะทำงาน เธออย่ามากวนฉันช่วงนั้น

ปิดอุปกรณ์สื่อสารบ้าง

หัวข้อนี้เหมาะกับเรามากๆ เดี๋ยวนี้มีสมาร์ทโฟน มี Social Network เยอะมากๆ หรือแม้แต่พวก Instant Message อย่าง Gtalk ที่เมื่อก่อนเตยเคยเปิด Tab ไว้ในหน้าเดียวกับ Gmail แต่ปรากฎว่ามีปัญหามากเพราะคนทักมาเรื่อยๆ คราวนี้งานการไม่ต้องทำแร่ะ นั่งเม้าท์อย่างเดียว บางทีไม่มีคนทักแต่เป็นว่ามันเงียบๆ ก็ไปทักเค้างี้ 555 หรือ Facebook เองที่มี notification เด้งตลอดเวลา จนวันนึงทนไม่ไหวก็เลยแก้ปัญหาซะ

เอา Tab ของ Gtalk ออกจากหน้าอีเมล์

เมล์ Notification ของ Facebook ก็ Filter เมล์ให้ไปอยู่ใน folder ของ Facebook

พวกกรุ๊ปใน Facebook ก็ปิด Notification ไป

Twitter ก็ปิดอีเมล์ว่าไม่ต้องส่งเมล์มาแล้ว

แต่ Facebook กับ Twitter เปิด notification ในมือถือให้มันเตือนมา แต่ตั้งมือถือเป็นแบบสั่น พอมันเตือนมาก็ไม่ได้ยิน ไม่รู้เรื่องอยู่ดีถ้าไม่ได้ใช้มือถือ 5555

Google plus ก็ปิด notification แต่มันยังมีหลงๆ ส่งมาอยู่นานๆ ที

Line ถ้าเป็นกรุ๊ปหรือแบรนด์ต่างๆ ปิด Notification หมดเลย ใครส่งเกมมาบ่อยๆ ก็ปิดให้หมด 5555

อีเมล์ ส่วนใหญ่เค้าจะแนะนำให้เปิดอ่านให้เป็นเวลา แต่สำหรับไม่ค่อยมีผลเพราะเมล์ไม่เยอะมาก ก็ใส่ filter ไว้ว่าให้ติด Label ว่าอะไรพอกดอ่านเสร็จก็ Archive โลด

พวก Newsletter เราก็ใส่ filter ไว้แล้วให้มันไปอยู่ตาม folder เลย เว้นแต่อันที่เราชอบจริงๆ 555

ถ้า Newsletter ไหนไม่น่าสนใจ อย่างพวก Ensogo, Groupon ที่เราดูแล้วว่าเราอ่านไปก็มีแต่เสียเงินก็ Unsubscribe (แต่บางเว็บมันไม่ยอมให้ Unsubscribe เราก็กดเป็น Spam ซะเลย!

ผลของการปิด Notification คือ งานเสร็จมากขึ้น มีสมาธิในการทำงานมากขึ้น Brian Tracy พูดเหมือน Tim Ferriss คนเขียนหนังสือ 4-Hour Workweek ไว้อย่างนึงคือ เราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างในโลกนี้ก็ได้นะ ข่าวสารไหนที่มันสำคัญจริงๆ เดี๋ยวก็มีคนมาบอกเราเองแหล่ะ เหมือนอีเมล์ถ้าเมล์ไหนสำคัญจริงๆ ก็จะมีคนมาติดต่อเรามาอีกทีเองแหล่ะ ซึ่งก็เป็นแบบนั้นจริงๆ เมล์ไหนเราไม่ตอบเดี๋ยวก็มีคนโทรมาตามเอง 5555

มุ่งมั่นและจดจ่อในการทำงาน

การทำงานแบบทำๆ หยุดๆ อาจยืดระยะเวลาในการทำงานออกไปถึง 500% เพราะเราต้องคอยมาทบทวนสิ่งที่เราทำมาแล้ว ดังนั้นการที่เรา Focus กับงานให้เสร็จไปทีละอย่างนั้นจะประหยัดเวลาของเราได้มากกว่า

สำหรับใครที่มีปัญหาเรื่องไม่มีเวลาให้ที่บ้าน ไม่มีเวลาทำงาน ไม่มีเวลาๆ บลาๆๆๆ จริงๆ แล้วคนเราก็มีเวลาเท่ากันนั่นแหล่ะ หนังสือ Eat that frog ของ Brian Tracy น่าจะช่วยได้บ้างนะ

ข้อคิดจากหนังสือ “กรรมของนักเล่นหุ้น

== ข้อคิดจากหนังสือ “กรรมของนักเล่นหุ้น” ==หนังสือเล่มนี้เขียนโดยทันตแพทย์สม สุจีรา เป็นหนังสือออกแนวจิตวิทยาการลงทุนที่บอกว่า เจ้ากรรมนายเวรเป็นความรู้สึกที่แฝงอยู่ในจิตของเรา (เรียกว่า “เจตสิก”) ถ้าวันไหนมีเหตุมีปัจจัยเหมาะสมมันก็จะแสดงอาการออกมาทำให้กลัว โลภ โกรธ หลง เชื่อ ลังเล ดีใจ เสียใจ ฯลฯ ทำให้เราตัดสินใจซื้อหรือขาย “หุ้น” ส่วนผลที่ตามมาในการชดใช้กรรมมีได้ตั้งแต่ กำไร ขาดทุน ตกรถ ติดดอย ขายหมู รับมีด

“สติ” คือ สิ่งสำคัญที่จะมาช่วยเราแก้กรรม และทำให้เราอยู่รอดปลอดภัยในตลาดหุ้นได้ โดยที่คุณหมอกล่าวไว้ว่า “เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือกรรมยังมีสติ” และนี่คือสิ่งทีผมได้เป็นข้อคิดจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ครับ

** 20 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือกรรมของนักเล่นหุ้น **

1) “ตกรถ” เพราะเอาจิตไปยึดติดกับอดีตว่าราคาหุ้นเคยต่ำกว่านี้มาก่อน กลัวว่าเราจะซื้อที่ราคาสูงไปแล้ว แต่สิ่งที่เราควรทำคือมองไปที่อนาคตว่า หุ้นตัวนี้ยังไปต่อได้อีกมั้ย ถ้ามีแนวโน้มขึ้นต่อ “การซื้อแพงแล้วไปขายแพงกว่า” ก็จะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง 

2) คนที่เก่งในการทำนายอดีต ทุ่มเงินทั้งหมดลงไปในจินตนาการ ไม่มีประโยชน์อะไรในการเล่นหุ้น เช่น เราเคยเห็นหุ้นตัวนึง 5 บาท หนึ่งปีถัดมากลายเป็น 15 บาท เราคิดว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้เราซื้อหมดตัวได้กำไร 3 เท่า แต่ในความเป็นจริงถ้าเราได้ซื้อที่ 5 บาท เราก็คงจะขายไปตั้งแต่ 6-8 บาทแล้ว เพราะเราไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร

3) “การซื้อหุ้นถูกตัว ไม่สำคัญเท่ากับการซื้อหุ้นถูกจังหวะ” ช่วงเวลาทีดีที่สุดในการซื้อคือช่วงที่คนในตลาดกำลัง “เจ็บใจ” หลังจากทุกคน “ตื่นกลัว” และขายหุ้นออกไปจนหมดแล้ว และให้ไปขายในช่วงที่ทุกคน “มั่นใจ” เปรียบเหมือนกับปลาที่หาอาหารเก่งต้องว่ายทวนน้ำฉันใด คนที่เล่นหุ้นเก่งก็ต้องทวนกระแสฉันนั้น แต่ไม่ใช่ทวนแบบหน้ามืดตามัว ต้องดูจังหวะด้วย

4) “การขายหมูทำให้เสียดาย แต่การติดดอยทำให้เสียใจ” ขายหมูยังเหลือเงินสดไปไล่หมูตัวอื่น ขอแค่อย่าขายหมูไปซื้อควาย แต่ติดดอยทุกข์ทรมาน มัวแต่รอว่าสักวันจะกลับมากไร ให้พึงระลึกไว้เสอว่า “งาช้างไม่มีวันงอกออกจากปากหมา” ถ้าหุ้นตัวนั้นเป็นหุ้นเน่าจริง ๆ ควรตัดใจขายทิ้ง แล้วออกไปตามหาช้างจะดีกว่า

5) การเล่นหุ้นคือการต่อสู้กับใจของตัวเอง ถ้าเอาชนะความอยากของตัวเองได้ โอกาสประสบความสำเร็จสูงมาก อย่าเอาอารมณ์ของตลาดมาเป็นอารมณ์ของตัวเอง จงตระหนักในวันที่ตลาดตระหนก จงตื่นตัวในวันที่ตลาดตื่นกลัว

6) ถ้าในพอร์ตมีหุ้นติดดอยอยู่มาก จะเหนี่ยวนำให้เกิดการขายหมูตัวอื่น เพราะเราจะเกิดความกลัวว่าหุ้นตัวอื่นจะตก กลายเป็นความรู้สึกเชิงลบ เข้าทำนองที่ว่า ส้มในกล่องเน่าหนึ่งลูกมันจะพาลทำให้ส้มลูกอื่นเน่าเร็วไปด้วย ดังนั้น คุณก็แค่หยิบส้มลูกที่เน่าทิ้งไป ไม่ใช่เก็บลูกเน่าแต่ทิ้งลูกที่ดี

7) รับมีด เกิดจากความโลภ เพราะเห็นราคาลง 10% แปลว่าโอกาสในการทำกำไรก็ต้องเท่ากัน โดยไม่ได้ดูสภาพแวดล้อมประกอบ ทำให้สวนแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ กลายเป็นประสานงากับรถสิบล้อแทน 

8) คนที่เจ็บปวดกับการตกรถมีโอกาสที่จะรับมีดหุ้นตัวเดิมสูง เพราะคิดว่ารถถอยลงมารับ ทำให้ตัดสินใจกระโดดเข้าไปขณะที่คนอื่นกำลังก้าวลงจากรถ และความจริงก็คือรถกำลังจะลงเหว อย่าให้มีความรู้สึกว่า เสียดายหรือแค้นต้องเอาคืน เพราะเรากำลังใช้อารมณ์ทำให้ผิดพลาดได้ ทางที่ดีคือให้มองหารถคันใหม่แล้วไปรอขึ้นที่ชานชาลาดีกว่า

9) ถ้าคิดจะ “รับมีด” ให้เปลี่ยนเป็น “ลับมีด” เพื่อฟันที่ราคาต่ำ ๆ ให้ดูหุ้นสัปดาห์ละครั้งแล้วเราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดกว่า ไม่ต้องกลัวว่าจะซื้อไม่ทันตราบใดที่ยังเป็นขาลงอยู่

10) ความใจร้อนไม่เคยทำให้ใครประสบความสำเร็จ การตัดสินใจเร็วไป 4 ครั้ง มีโอกาสผิดพลาดได้ถึง 3 ครั้ง เพราะฉะนั้น จงใจเย็นแม้จะทำให้พลาดบ้างเป็นบางครั้ง แต่ผลตอบแทนที่เหลือจะมาชดเชยสิ่งที่พลาดไปเอง

11) หุ้นมีนิสัยเหมือนมนุษย์ หุ้นขี้เกียจ ซื้อขายวันละหลักร้อยหุ้น หุ้นขี้ตกใจ เกิดข่าวร้ายนิดหน่อย ราคาตกลงมากกว่าตลาด หุ้นขี้เหนียว กำไรเยอะแต่ปันผลนิดเดียว หุ้นขี้โม้ มีสารพัดโครงการแต่ทำไม่ได้จริงซักที แต่หุ้นที่นักลงทุนควรหลีกเลี่ยงคือ “หุ้นขี้โกง” ที่มีผู้บริหารนิสัยโจรปะปนอยู่

12) ทุกคนควรวิเคราะห์ตัวเองว่าผิดพลาดแบบไหนแล้วไปแก้ไขที่จุดนั้น คนที่ชอบขายหมู แสดงว่าดีใจมากเกินไปเวลาหุ้นขึ้น คนที่ติดดอยมีความกล้าบ้าบิ่น คนที่ตกรถเป็นคนขี้กลัว ระแวง ส่วนคนที่ชอบรับมีดมีความโลภและคิดว่าราคาที่ตกลงมาคือกำไรที่ซื้อได้ถูกลง

13) ความฝันของนักลงทุน คือ การสามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดในอดีต แต่ถ้าจิตยังเหมือนเดิม ถึงย้อนเวลากลับไปได้จริง การตัดสินใจก็จะไม่ต่างไปจากเดิม พระพุทธองค์จึงทรงสอนให้เรากำหนดสติเพื่อเปลี่ยนความรู้สึกที่ปัจจุบัน และอนาคตก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น สิ่งที่ต้องแก้คือจิตไม่ใช้การประดิษฐ์เครื่องย้อนเวลา

14) การยอมรับความพ่ายแพ้ เมื่อตัดสินใจผิด ทำให้สามารถเรียนรู้วิธีที่จะชนะได้ ให้เราถอยออกมามองภาพใหญ่เหมือนโค้ชที่อยู่ข้างสนามจะเห็นภาพโดยรวมชัดกว่านักเตะที่อยู่ในสนาม คอยมองหาจุดอ่อนและข้อผิดพลาดของตัวเองไม่ใช่โยนความผิดให้คนอื่น … แน่นอนว่าความพ่ายแพ้มันเจ็บปวด แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นแรงขับว่าสักวันต้องกำไร แล้วพยายามแก้ตัวใหม่ ส่วนใหญ่ถ้ายังสู้ต่อจะจบลงด้วยชัยชนะอย่างถาวร

15) คนเราทุกคนเกิดมาต้องมีความถนัดอย่างใดอย่างหนึ่งซ่อนอยู่ หาให้เจอและดึงจุดนั้นมาใช้ในการลงทุน ถ้าคุณถนัดว่ายน้ำแล้วไปวิ่งแข่งคุณก็จะแพ้ คนเราไม่ต้องเก่งหลายอย่าง ขอแค่อย่างเดียว แต่เอาให้เก่งสุด ๆ ไปเลย เหมือนที่วอร์เรน บัฟเฟต เคยบอกว่า “ในการเล่นเบสบอลไม่จำเป็นต้องตีทุกลูก แต่เวลามีลูกที่คุณถนัด ต้องตีให้แรง และให้ตรงที่สุด”

16) ตัด “ความอยาก” ออกให้หมดให้เหลือแต่ “ความเชื่อ” เหมือนนักกีฬาที่ทุกคคนต้องอยากชนะ แต่เมื่อฝึกซ้อมหนักมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะเกิดความเชื่อว่าจะชนะมากขึ้นเท่านั้น เหมือนเราเล่นหุ้นซื้อปุ๊บก็อยากให้ขึ้นปั๊บ อดทนรอไม่ได้ แต่ถ้าเรามีความเชื่อที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก จะทำให้อดนรอคอยความสำเร็จของหุ้นตัวนั้นได้ 

17) พลังแห่งความรู้สึกสูงกว่าพลังแห่งความคิดมากจนเทียบไม่ได้ เช่น บางคนหักห้ามความรู้สึกอยากสูบบุหรี่ไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ความคิดรู้ว่าจะทำให้เป็นมะเร็ง เพราะความรู้สีกเป็นกรรมเก่า ส่วนความคิดเป็นกรรมปัจจุบัน วิธีเดียวที่จะเอาชนะได้คือ การฝึกสติสัมปชัญญะให้มีกำลังกล้าแกร่งพอที่จะสู้กับความรู้สึกนั้นได้

18) การดูให้เห็นอาการโดยปราศจากอารมณ์ จะทำให้หยั่งรู้เห็นความจริงแท้ที่ซ่อนอยู่ ดูให้เห็นว่าหุ้นขึ้นโดยไม่มีอารมณ์ดีใจ ดูให้เห็นว่าหุ้นตกโดยไม่ต้องกังวล อย่าเอาใจเข้าไปรับ เป็นการเห็นแบบ “ปรมัตถ์” คือ สนใจกับอาการที่ปรากฏเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ต้องเอาจิตเข้าไปปรุงแต่งให้เกิดเวทนา ตัณหา อุปาทาน (ตัวกูของกู) แยกสติออกไปจับอาการและทำความเข้าใจในธรรมชาติของมัน

19) ถ้ามีอารมณ์เกิดขึ้นไม่ต้องรีบไปหยุดมันทันที ให้ใช้สติเฝ้าดูเหมือนเหยียบเบรก ABS ที่ค่อย ๆ หยุดล้อให้หมุนและจะมีประสิทธิภาพมากกว่า เคล็ดลับก็คือ อย่าไปอยากให้อารมณ์มันหาย เพราะถ้ายิ่งอยากมันจะไม่หาย แต่อารมณ์มันขี้อาย พอรู้ว่าเราจ้องมันอยู่ มันจะหลบไปทันที ค่อย ๆ ฝึกสติตามดูอย่างจดจ่อ โดยไม่คิดเปลี่ยนแปลงแก้ไข ความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นคือ อารมณ์นั้นจะค่อยๆ เลือนหายไปเอง

20) วันใดที่ได้กำไรและเหลือเงินเก็บในระดับที่พอใจแล้ว ให้ขายหุ้นทิ้งให้หมด คุณจะพบว่า ชีวิตที่ไม่ต้องวุ่นวายกับข่าวสารของโลก ไม่ต้องตื่นกลัวกับเรื่องร้าย ๆ ในประเทศ เป็นชีวิตที่มีความสุขอย่างแท้จริง เพื่อใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีความสุข ปราศจากกิเลศ ตัณหาที่เร่าร้อน

ผมคิดว่า 20 ข้อคิดนี้น่าจะเป็นบทเรียนสอนใจให้เราอยู่รอดปลอดภัยในตลาดหุ้นอย่างมีสติ และโดยปกติผมมักจะยึดหลัก 1 BOOK 1 LESSON ที่พี่หนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธุ์ หรือ Money Coach บอกว่า ให้นำบทเรียนที่ได้จากหนังสือ 1 เล่ม สัก 1 เรื่อง มาปฏิบัติใช้ให้ได้ผลจริงกับชีวิต แล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นกับตัวเอง สำหรับผมอยากไปฝึกนั่งสมาธิให้ได้ทุกวันสักวันละ 10 นาทีก่อน เพื่อให้ตัวเองมีสติมากขึ้นและสามารถจับอาการหุ้นได้โดยปราศจากอารมณ์ 

ลองไปหา 1 book 1 lesson ของคุณดูนะครับ แล้วคุณจะรู้ว่ามันมีประโยชน์จริงๆ 

.

#กรรมของนักเล่นหุ้น #จิตวิทยาการลงทุน #onebookonelesson #วิตามินหุ้น

  
คุณชอบอ่านหนังสือที่สนุกหรือมีประโยชน์นำไปใช้ได้จริงมากกว่ากัน?

ถ้ามีหนังสือเล่มหนึ่งที่ทั้งอ่านสนุกและมีประโยชน์นำไปใช้ได้จริงล่ะ?

(**หมายเหตุ** พิมพ์ครั้งที่ 2 เปลี่ยนชื่อเป็น “ชีวิตผมเปลี่ยนไปเมื่อได้เทพช้างเป็นกุนซือ”)

=ภาพรวม=

คุณคิดว่าอะไรคือสาเหตุที่พวกเราอ่านหนังสือแนวพัฒนาตนเองแล้วก็ยังเป็นคนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง?

แน่นอนว่าแต่ละคนคงมีเหตุผลที่แตกต่างกันไป แต่จากการสังเกตของผู้วิจารณ์ก็คือ  

1) เราอ่านแล้วสักพักก็ลืม ตามกราฟแสดงการลืมของเอบบิงเฮาส์พบว่า ยิ่งเวลาผ่านไปนานขึ้น เราก็จะยิ่งลืมมากขึ้น และในเมื่อลืม ก็ไม่สามารถนำไปลงมือทำได้

2) สมองไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นมันจึงสร้างกลไกต่าง ๆ มาโน้มน้าวเราด้วยเหตุผลที่น่าเชื่อถือว่า ทำไปก็เท่านั้น ในที่สุดเราก็จะลงเอยด้วยการไม่ลงมือทำอะไร

ผู้เขียนหนังสือ “เทพช้างสอนคิด” นี้จึงเขียนแบบแผนซ้อนแผนที่แก้เกมจุดอ่อนของสมองเราไว้ได้อย่างเหนือชั้น

ประการแรก ผู้เขียนวางหมากแก้ลืมเอาไว้ โดยอาศัยข้อเท็จจริงที่ว่าสมองจะจำข้อมูลได้ดีกว่าถ้าข้อมูลนั้นอยู่ในรูปแบบของเรื่องราวต่าง ไม่ได้เป็นข้อมูลน่าเบื่อที่แยกเป็นข้อ ๆ    

นอกจากนั้นสมองจะจำได้ดีเวลาเราหัวเราะและอารมณ์ดี  

ดังนั้นผู้เขียนจึงผูกเรื่องราวการพัฒนาตนเองขึ้นมาเล่าเป็นนิยายที่สนุก ๆ ปนอารมณ์ขัน เป็นเรื่องของการที่เทพช้างสอนเคล็ดลับความสำเร็จให้ชายหนุ่มคนหนึ่ง

ประการที่สอง ผู้เขียนมองเห็นรูปแบบของ “ความไม่สามารถลงมือทำ” ของคนเราค่อนข้างชัดเจน จึงเขียนในรูปแบบที่ช่วยให้เราลงมือทำได้ง่ายขึ้น เช่น เริ่มทำในสิ่งเล็ก ๆ ที่สมองไม่ต่อต้านก่อน

แต่สิ่งเหล่านั้นก็ยังเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมพอที่จะให้ความพึงพอใจเมื่อทำสำเร็จ ความพึงพอใจที่ว่าคือสารโดพามีนที่สมองหลั่งออกมา ซึ่งจะจูงใจให้ผู้นั้นอยากลงมือทำอีก

นอกจากนี้สมองยังชอบ “เส้นตายที่ชัดเจน” เนื้อเรื่องจึงผูกเป็นเหมือนคำสั่งหรือภารกิจง่าย ๆ ที่ต้องทำให้ได้ภายใน 1 วัน  

ซึ่งเหล่าภารกิจเล็ก ๆ ในเล่มนี้นั้นเมื่อมารวมกันแล้วก็จะกลายเป็นการพัฒนาตนเองอย่างรอบด้าน

ผู้วิจารณ์อ่านแล้วพบว่า ถ้าเราอ่านแล้วลองทำตามคำแนะนำของ “เทพช้าง” ในแต่ละวันติดต่อกันจนครบทุกอย่างในเล่ม ชีวิตเราจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นแน่นอน  

จะมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับว่าเรามีวินัยที่จะทำตามมากแค่ไหน

=น่าสนใจจากในเล่ม= 

* ซุซุกิ อิจิโร่ นักเบสบอลอาชีพชาวญี่ปุ่นที่ข้ามไปเป็นดาวรุ่งของเมเจอร์ลีกในสหรัฐอเมริกา จะนั่งขัดถุงมือหลังการซ้อมและการแข่งทุกครั้งในห้องล็อคเกอร์แม้เพื่อนทุกคนจะกลับบ้านไปแล้ว    

เขาทำอย่างนั้นมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็กประถม โดยให้เหตุผล่า “เราต้องทะนุถนอมเครื่องมทำมาหากินของตัวเองซึ่งถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์”

เครื่องมือในการทำมาหากินของคุณคืออะไร? จงไปใส่ใจทะนุถนอมดูแลมันอย่างดีด้วยความรู้สึกขอบคุณ

* อุปสรรคหลักอย่างหนึ่งที่ทำให้คนเราไม่ประสบความสำเร็จคือ “การไม่รับฟังผู้อื่น” เพราะมัวแต่ “ยึดติดอยู่กับกรอบความคิดของตัวเอง”

* คนที่จะได้เป็นเศรษฐี มักจะเป็นคนที่อยากทำให้คนอื่นมีความสุขจากใจจริง  

มัตสึชิตะ โคโนะสุเกะ ผู้ก่อตั้งพานาโซนิค เคยคิดไว้สมัยวัยเยาว์ว่า “จะกำจัดความยากจนให้หมดสิ้นไปจากสังคม” แล้วก็ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาถูกที่ใคร ๆ ก็ซื้อหามาใช้ได้ขึ้นมา

* เฮนรี่ ฟอร์ด บิดาแห่งอุตสาหกรรมรถยนต์ เคยกล่าวว่า “ถ้าผมถามลูกค้าว่าอยากได้อะไร พวกเขาคงตอบว่า อยากได้ม้าที่วิ่งเร็วขึ้น”

สิ่งที่ฟอร์ดต้องการสื่อก็คือ ในการเติมเต็มความต้องการของคนอื่น เราต้องไม่คอยไปถามว่า “คุณอยากได้อะไร” เพียงอย่างเดียว เพราะเขาเองอาจตอบไม่ได้ แต่เราต้องเป็นฝ่ายคิดเองแล้วนำเสนอสิ่งนั้นให้เขา

(สตีฟ จ็อบส์ ก็คิดอย่างนั้นตอนพัฒนา iphone ขึ้นมา — ผู้วิจารณ์)

* ดังนั้น หนึ่งในภารกิจที่เราต้องทำคือ หมั่นรู้ทันความต้องการของคนอื่น

* คนที่ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่หรือคนที่ประสบความสำเร็จส่วนมากมีอารมณ์ขันกันทั้งสิ้น เช่น ไอน์สไตน์ เป็นต้น

* เวลาว่างหลังเลิกงานคือ “ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด” เราจะประสบความสำเร็จในอนาคตหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าเราใช้เวลาเหล่านั้นไปทำอะไร ควรใช้เวลากับสิ่งที่สำคัญที่สุด

* การที่จะมีเวลาทำอะไรที่ดีต่อชีวิตเพื่อพัฒนาตนเองได้นั้นต้องมีเวลา คนเรามีเวลาจำกัด  

ดังนั้น ให้ลองคิดดูว่าเราสามารถ “เลิก” ทำอะไรได้บ้าง 1 อย่างในแต่ละวัน เพื่อที่จะได้มีเวลามากขึ้น เช่น เลิกดูโทรทัศน์ เลิกเล่นคอมพิวเตอร์หรือมือถือเรื่อยเปื่อย เป็นต้น

* การที่จะพัฒนาตนเองให้ได้ต่อเนื่องไปนาน ๆ ต้องทำด้วยความรู้สึกสนุก 

วิธีหนึ่งที่ช่วยได้คือ ก่อนนอนให้นึกถึงเรื่องที่ตนเองมุ่งมั่นตั้งใจทำในวันนั้น แล้วชมตัวเองว่า “ทำได้ดีมาก” (สมองชอบให้ชม – ผู้วิจารณ์) อย่าเอาแต่นึกถึงเรื่องที่ทำได้ไม่ดีแล้วคอยแต่ตำหนิตนเอง

* การทำอะไรสบาย ๆ มักไม่ค่อยให้ผลดีอะไรกับตัวเรานัก 

เช่น ถ้าอยากเพิ่มกล้ามเนื้อ เราก็ต้องบริการกล้ามเนื้อจนเต็มกำลังก่อน ดังนั้นถ้ายังอยากดูโทรทัศน์ ก็ต้องฝึกคิดวิเคราะห์ตามด้วยเหตุผลไปด้วย ก็จะสามารถเรียนรู้ได้เหมือนกัน  

* การจะเปลี่ยนแปลงตนเอง อย่าพยายามเปลี่ยนเพียง “ความคิด” แต่ต้องเปลี่ยน “บางอย่างที่เป็นรูปธรรม” ด้วย

เช่น ถ้าจะเลิกดูโทรทัศน์ ก็ให้กำจัดโทรทัศน์ไปเลย เรียกว่าเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเปลี่ยนแปลงตนเองได้อย่างต่อเนื่อง (เช่น เอาเวลาที่จะดูโทรทัศน์ไปอ่านหนังสือแทน)

* เสื้อผ้าก็ถือเป็นสภาพแวดล้อมอย่างหนึ่งที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้

นโปเลียน โบนาปาร์ต เคยพูดไว้ว่า “คนเราเปลี่ยนแปลงบุคลิกไปตามเสื้อผ้าที่สวมใส่”  

เสื้อผ้าส่งผลต่อจิตใจคนใส่ ถ้าเราสวมเสื้อผ้าที่ทำให้เรามั่นใจในตนเอง การกระทำและคำพูดของเราก็จะเปลี่ยนไป

* ถึงจะเกิดเรื่องไม่ดีกับเรา แต่เราก็ต้องพยายามคิดว่า “โชคดี” เอาไว้ก่อน แม้เราจะไม่ได้คิดอย่างนั้นจริง ๆ ก็ตาม ถ้าพูดออกมาได้เลยยิ่งดี

เพราะเมื่อทำอย่างนั้น สมองจะเริ่มค้นหาความโชคดีเอง มันจะพยายามเรียนรู้บางอย่างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

* คนส่วนใหญ่มักชื่นชมผลสำเร็จ แต่แทบไม่มีใครสนใจกระบวนการสร้างความสำเร็จนั้นเลย  

การที่ซุนวูเคยบอกว่า “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” แท้ที่จริงก็หมายถึงการต้องเตรียมการล่วงหน้าไว้ให้พร้อมนั่นเอง เพราะมันจะเป็นตัวกำหนดผลแพ้ชนะ

ดังนั้น จึงต้องเตรียมตัวสำหรับการทำงานในวันถัดไปทุกวัน

* คนเรามักอยากอยู่ใกล้คนที่ทำให้เรารู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง ดังนั้น คนที่สามารถทำให้คนอื่นรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองได้ก็จะได้รับแรงใจและการสนับสนุนจากผู้อื่นอยู่เสมอ ดังนั้นเขาจึงประสบความสำเร็จ

* แอนดรูว์ คาร์เนกี้ ผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในอุตสาหกรรมเหล็กกล้า ที่จริงไม่ค่อยมีความรู้ในเรื่องเหล็กกล้า แต่เขารู้วิธีที่จะทำให้คนอื่นภาคภูมิใจในตนเอง  

เช่น เวลาที่เขาควบรวมบริษัทอื่นในวงการเดียวกันเพื่อขยายบริษัทตนให้ใหญ่ขึ้น เขาจะไม่เปลี่ยนชื่อบริษัทที่ควบรวม เพราะมันจะทำให้พนักงานในบริษัทเหล่านั้นตั้งอกตั้งใจทำงานมากขึ้น

* การชมข้อดีของคนอื่นอย่างจริงใจเป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้คนอื่นภาคภูมิใจในตนเอง ดังนั้นภารกิจหนึ่งคือ “ต้องหมั่นมองหาข้อดีของคนอื่นแล้วเอ่ยชม”

* “การบริการ” ก็คือการทำให้คนอื่นรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองอย่างหนึ่ง เพราะทำให้เขามีความสุขและรู้สึกดี ถ้าเราไม่คอยใส่ใจเฝ้าสังเกตอีกฝ่ายอยู่ตลอดเวลา เราก็จะไม่สามารถให้บริการเขาได้ 

(การใส่ใจเฝ้าสังเกต ก็คือการมีสติที่ละเอียดรอบคอบนั่นเอง – ผู้วิจารณ์)

* การ “เลียนแบบข้อดีของคนอื่น” ก็เป็นสิ่งที่ควรทำ สตีฟ จ็อบส์ เอง ก็เคยถูกคนรอบข้างกล่าวถึงว่าเป็น “อัจฉริยะในการขโมยไอเดียคนอื่น” เช่นกัน

* เด็กประถมเวลาเล่นกันอย่างอิสระจะมีใจที่จดจ่ออยู่กับการเล่นอย่างเพลิดเพลิน  

คนที่สร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ได้มักจะเป็นแบบนี้เช่นกัน พวกเขาทำงานด้วยความรู้สึกสนุกสนานเหมือนเด็กประถม จึงสามารถมีสมาธิจดจ่ออยู่กับงานได้

ดังนั้น เราจึงต้องค้นหางานที่เราสามารถทำได้ด้วยความรู้สึกสนุกจากใจจริง เพื่อที่จะได้ปลดปล่อยความสามารถของตัวเองออกมาได้เต็มที่

แต่เราก็จะไม่มีวันค้นพบงานนั้นเจอได้เลยถ้าเราไม่ลองลงมือทำจริงไปหลาย ๆ อย่าง ดังนั้นจึงต้องหมั่นค้นหาและทดลองทำไปให้รอบด้านจนกว่าจะพบสิ่งที่เราสนุกกับมันจริง ๆ

* อัลเบิร์ต เซนต์ –จอร์จี ผู้ได้รับรางวัลโนเบลจากการค้นพบวิตามินซี เคยกล่าวว่า “การค้นพบคือการมองสิ่งเดียวกับคนอื่น แต่คิดในสิ่งที่ต่างจากคนอื่น”

* ใคร ๆ ก็คิดว่าเวลาไปกินข้าวนอกบ้านคือช่วงเวลาพักผ่อน แต่ถ้าเราคิดแบบคนอื่นเราก็จะสร้างผลงานได้แค่ระดับคนทั่วไป  

คนที่จะประสบความสำเร็จจะมองไปรอบ ๆ และวิเคราะห์ไปด้วยว่ามีร้านนี้ทำอย่างไรบ้างถึงประสบความสำเร็จ

* เวลาไปศาลเจ้าหรือไปไหว้หลุมฝังศพบรรพบุรุษ ลองเปลี่ยนจากการ “ขอพรให้เราได้นู่นนี่สมหวัง” เป็นการ “ขอบคุณที่ช่วยดูแลผมเป็นอย่างดีเสมอมาครับ” แทน  

คนที่รู้สึกขอบคุณต่อทุกสิ่งและทุกคนเสมอ จะได้รับการสนับสนุนเสมอ

* การสร้าง “เซอร์ไพรส์” หรือ การมอบสิ่งที่ “อยู่เหนือความคาดหมาย” ให้กับลูกค้า คือสิ่งที่ทำให้ลูกค้าพึงพอใจมากที่สุด และจะกลับมาอุดหนุนซ้ำอีก

วิธีฝึกง่าย ๆ คือภารกิจ “สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการให้ของขวัญแม้จะเป็นของเล็ก ๆ น้อย ๆ” อย่างเช่นเวลามีคนไอก็เอายาอมแก้ไอไปยื่นให้

* การหาความรู้ใส่ตัวอย่างเดียวไม่สามารถทำให้คนเปลี่ยนแปลงได้ คนเราจะเปลี่ยนแปลงได้ก็ต่อเมื่อลุกขึ้นและลงมือทำอะไรสักอย่างเท่านั้น

* แรงจูงใจมีที่มาหลายอย่าง เช่น ความใฝ่ฝันอยากใช้ชีวิตแบบนี้แบบนั้น หรือ การอยากเป็นที่ยอมรับของคนนี้คนนั้น 

แต่แรงจูงใจที่ได้ผลมากที่สุดคือ ให้นึกถึง “สิ่งที่วันหนึ่งข้างหน้าจะรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ทำ”

* หัดเล่าความฝันของเราให้คนอื่นฟัง แต่ต้องเป็นความฝันที่จะช่วยให้เขามีความสุขได้ด้วย

* จงช่วยให้คนอื่นประสบความสำเร็จ

* หัดทำสิ่งที่ท้าทายความสามารถของตนเอง ถ้าให้ถึงขั้นใจเต้นตึ้กตั้กได้ยิ่งดี เพราะมันจะนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “ปาฏิหาริย์”

* ยิ่งเรามี “ความอยาก” เพราะคิดว่าเรา “ขาด” อะไรมาก ๆ สิ่งนั้นก็จะยิ่งหนีห่างจากเราไป  

แต่ให้คิด “ขอบคุณ” ทุกสิ่งที่มีอยู่แล้วในชีวิตรอบตัวให้ได้เสมอ ๆ ทุกวันแทน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน คนรัก พ่อแม่ คนที่เจอในแต่ละวัน สัตว์ อากาศ น้ำ หรือต้นไม้ เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้

* ความสำเร็จไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต ทั้งความสุขความทุกข์ของชีวิตเกิดขึ้นเพื่อให้เราได้มีโอกาสสัมผัสและเรียนรู้จากมัน คนที่เรียนรู้จากทุกสิ่งได้คือคนที่จะสนุกกับโลกใบนี้ได้ตามใจปรารถนา

==ข้อคิดที่ได้จากหนังสือเล่มนี้==

* เทพช้างแนะนำเคล็ดลับพัฒนาตนเองไว้ 29 วิธีในรูปแบบของ 29 “ภารกิจ” และแถมด้วย “ภารกิจสุดท้าย” ก่อนเทพช้างจะจากไปอีก 5 ข้อ  

หลายข้อคุณจะรู้สึกว่า “ทำไปแล้วจะได้อะไรขึ้นมา” หรือ “ไม่เห็นมีความเป็นวิทยาศาสตร์เลย”

แต่การสามารถเอาชนะใจตนเอง เชื่อมั่นในสิ่งที่ตนเองทำ และมีวินัยทำอย่างสม่ำเสมอนั้น เป็นกุญแจสำคัญของผู้ประสบความสำเร็จทุกคน

หนังสือชื่อ “เทพช้างสอนคิด” โดย มิซุโนะ เคยะ แปลโดย อภิญญา เตชะบุญไพศาล สำนักพิมพ์วีเลิร์น 341 หน้า ราคา 250 บาท มีจำหน่ายที่ร้านหนังสือชั้นนำและเวบไซต์ร้านหนังสือทั่วไป 

———————————-

คุณสมบัติ 8 ประการสู่ความสำเร็จและ Do and Don’t ในการลงทุน

คุณสมบัติ 8 ประการสู่ความสำเร็จและ Do and Don’t ในการลงทุน

มีทั้ง 8 สิ่งที่จะนำคุณไปสู่ความสำเร็จ และสิ่งที่ควรและไม่ควรทำในการลงทุนครับ อาจจะพิมพ์ออกมาแล้วไปแปะไว้ที่หน้าจอเทรดก็ได้ครับ จะได้ไว้เตือนสติ เพื่อที่เราจะได้มีสตางค์ ไม่ขาดมือครับ แหะแหะ
คุณสมบัติ 8 ประการสู่ความสำเร็จ

ในการที่จะเล่น กีฬาให้ชำนาญจนมีความสามารถเป็นที่ยอมรับกัน และจนถึงขนาดชนะได้รางวัลนั้น นอกจากผู้เล่นจะต้องมีทักษะพื้นฐานที่ดีแล้ว ยังต้องฝึกฝนตัวเองอยู่อย่างสม่ำเสมออีกด้วย จะเห็นว่าผู้ประสบความสำเร็จและเป็นผู้ชนะมักจะมีสไตล์ในการเล่นที่แตกต่าง กัน ไม่มีสไตล์ไหนที่ชนะตลอดหรือแพ้ตลอด

ในการลงทุนก็เช่นเดียวกัน เราจะต้องพยายามหาสไตล์การเล่นที่เหมาะกับตัวเราและมีความเชื่อมั่นว่าจะทำ ให้เราชนะในเกมการลงทุน และค่อยๆ พัฒนาจนมีสไตล์ของตนเอง ที่ไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใคร ใครจะรู้ สไตล์การลงทุนของตัวคุณเองอาจจะประสบความสำเร็จอย่างสูงในอนาคตก็ได้ นักลงทุนระดับ “ปรมาจารย์” ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง มีคุณสมบัติที่เหมือนๆ กันอยู่ 8 ประการด้วยกัน คือ

คุณสมบัติ #1 : มีความรอบรู้ (Breadth)

จากการศึกษาพบว่าผู้ประสบความสำเร็จในการ ลงทุนมักมีความกระตือรือร้น สนใจเรื่องราวต่างๆ รอบตัว นอกจากข้อมูลซึ่งเกี่ยวข้องกับการลงทุนโดยตรงแล้ว พวกเขายังให้ความสนใจกับสิ่งอื่นๆด้วย เช่น George Soros มีความสนใจเรื่องปรัชญาและได้เข้าไปทำกิจกรรมหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการ เมืองระดับโลกด้วย นักลงทุนที่ดีต้องเป็นผู้ที่มีความสนใจที่หลากหลาย ไม่ตีกรอบตัวเองอยู่เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น โดยเฉพาะในโลกทุกวันนี้ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันสูงมาก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในซีกโลกหนึ่ง อาจส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆ อย่างกว้างขวาง แม้แต่ประเทศที่อยู่ในอีกซีกโลกหนึ่ง ก็อาจได้รับผลกระทบอย่างมากและรวดเร็วอย่างคาดไม่ถึง เช่น กรณีวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” ที่เกิดกับประเทศไทยปี 2540 นั้นได้ส่งผลสะเทือนต่อระบบการเงินไปทั่วโลก เป็นต้น
คุณสมบัติ #2 : ช่างสังเกต (Observation)

นักลงทุนที่ดีควรจะสวมวิญญาณนักสืบ เป็นคนที่ช่างสังเกต ใส่ใจในรายละเอียด รวมทั้งต้องจดจำข้อมูลที่สำคัญๆ ของหุ้นต่างๆ ได้ ยิ่งคุณจำรายละเอียดได้มากเท่าใด คุณจะยิ่งมีความสามารถในการวิเคราะห์ แยกแยะ รวมทั้งประเมินผลกระทบภายใต้สถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วกว่าคนอื่น กล่าวกันว่า Warren Buffet นั้น เป็นคนช่างสังเกตและสามารถในการจดจำรายละเอียดของข้อมูลต่างๆ ของบริษัทที่เขาไปลงทุนได้มากมายอย่างน่าทึ่ง ราวกับว่าตัวเขาเป็นเหมือน “สารานุกรมเคลื่อนที่” ทีเดียว
คุณสมบัติ #3 : ไม่มีอคติ (Objectivity)

นักจิตวิทยาได้ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์นั้นเป็น “สัตว์สังคม” เมื่อได้มารวมกลุ่มกันเข้าแล้ว เพื่อจะไม่ให้เกิดปัญหาทางสังคมกับผู้อื่น จึงมีความโน้มเอียงที่จะตัดสินใจทำเรื่องต่างๆ ในลักษณะที่คล้อยตามกระแสที่คนส่วนใหญ่นิยมทำกัน ทำให้เกิดเป็นพฤติกรรม “สัญชาติญาณฝูงสัตว์” (herd instinct) เหมือนกับสัตว์ต่างๆ ที่มักจะคล้อยตามจ่าฝูง นักลงทุนที่จะประสบความสำเร็จจะต้องมีความคิดที่เป็นอิสระ และไม่ยอมให้ความคิดของตัวเองถูกครอบงำโดยกระแสของคนส่วนใหญ่ เพราะว่าความผิดพลาดเหล่านี้ มักจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลายเป็นพฤติกรรมที่สามารถคาดคะเนได้ล่วงหน้า
คุณสมบัติ #4 : รักษาวินัย (Discipline)

นักลงทุนจะต้องมีความอดทนในการรอคอย เพราะโอกาสดีๆ หรือความคิดดีๆ สำหรับการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ นั้นไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน เช่น Warren Buffet นั้น ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีวินัยในการลงทุนสูงมาก เขาเคยบอกว่าเคล็ดไม่ลับของความสำเร็จในการลงทุนของเขาก็คือต้องรู้จักอดทน อดกลั้น รอคอยโอกาส ไม่ตัดสินใจตามกระแส และเมื่อโอกาสนั้นมาถึงต้อง “หวดให้สุดแรง” (ภาษานักเบสบอล ซึ่งเป็นกีฬาที่คนอเมริกันชอบมาก) เพราะโอกาสดีๆ ที่จะผ่านเข้ามาในชีวิตของคนเรานั้น มีไม่บ่อยครั้งนัก
คุณสมบัติ #5 : มีความลึก (Depth)

โดยปกติ “ความลึก” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนเรามีสมาธิ ซึ่งจะทำให้เราสามารถเพ่งความคิดให้แน่วแน่อยู่ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง (focus) และสามารถคิดได้อย่างมีอิสระ Soros จะไม่ยอมให้มีใครรบกวนเลย เวลาที่เขาทำการซื้อขายอยู่ แม้ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงเพราะมีข่าวใหญ่บางอย่างเข้ามากระทบ เขาก็ยังไม่ยอมให้ใครคนไหนเข้าพบเพื่อมาสรุปข้อมูลและวิเคราะห์ผลกระทบให้ ฟัง จนกว่าเขาจะได้ “จัดการ” กับการลงทุนของเขาให้เรียบร้อยเสียก่อน
คุณสมบัติ #6 : มีความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)

ในการลงทุน นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องเห็นภาพรวมของสิ่งต่างๆ เช่น สภาวะเศรษฐกิจส่วนรวมของไทย เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจต่างๆ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่สำคัญต่างๆ เช่น อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ราคาน้ำมันด้วย มิฉะนั้นเขาจะไม่สามารถคว้าโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ หรือไม่สามารถจัดการกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นเพื่อลดทอนความเสียหายได้
คุณสมบัติ #7 : มีฉันทะในสิ่งที่ทำ (Passion)

นักลงทุน ระดับปรมาจารย์ทุกคน “รัก” อาชีพการลงทุน พวกเขามีความสุขกับการได้ทำในสิ่งที่ทำมากกว่าจะคิดเรื่องของผลตอบแทนที่ได้ Warren Buffet เคยพูดว่าตัวเขาเอง…Enjoy the process rather than the proceeds… รู้สึกสนุกกับการทำให้ “ได้ผล” มากกว่าจะคำนึงถึง “ผลได้”
คุณสมบัติ #8 : มีความยืดหยุ่น (Flexibility)

ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในการ ลงทุนนั้น ต้องเปิดใจพร้อมที่จะยอมรับข้อมูลใหม่ๆ และโลกทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขารู้ดีว่าการที่ยึดติดกับความคิด/ความเชื่อบางอย่างตายตัวเกินไปอาจ เป็นการโยนทิ้งโอกาสดีๆ ที่ผ่านเข้ามา (“ตกเครื่องบิน”) หรือทำให้เกิดผลเสียหายร้ายแรงต่อการลงทุน (“เครื่อง บินตก”) ก็ได้ ประเด็นก็คือ นักลงทุนที่ประสบกับความสำเร็จจะต้องกล้าที่จะยอมรับความจริง ถ้าหากพบว่ามีการตัดสินใจผิดพลาด ก็ต้องยอม “ตัดขาดทุน” (cut losses) เสียแต่เนิ่นๆ แต่เมื่อตัดสินใจถูกต้องแล้ว ก็ต้องรู้จักปล่อยให้ “กำไรเพิ่มพูน” (run profits) ด้วยการไม่รีบขายหุ้นนั้นทิ้งไปด้วย
Do and Don’t ในการลงทุน

1.ควรลงทุนอย่างมีความรู้ เพราะความไม่รู้ คือความเสี่ยง ความรู้จึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการลงทุน

2.ควรพิจารณา Return และ Risk คู่กันเสมอ เพราะผลตอบแทนและความเสี่ยงจะเกิดขึ้นคู่กันเสมอ ดังคำกล่าวที่ว่า High Return (always come with) High Risk การวิเคราะห์ผลตอบแทนเพียงด้านเดียวโดยไม่สนใจความเสี่ยง จะทำให้เข้าใจผิด หลงไปกับผลตอบแทนสูงที่ดูน่าลงทุน

3.ควรกระจายการลงทุน (Diversification) อย่างเหมาะสม การกระจายการลงทุนไปในหลักทรัพย์หลายประเภทและหลายรายการ ยังคงเป็นวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างดีในระดับหนึ่ง เพราะจะลดความเสี่ยงเฉพาะตัวของแต่ละหลักทรัพย์ลงได้

4.ควรจัดองค์ประกอบ ของหลักทรัพย์ที่ลงทุน (Portfolio) หรือ พอร์ต ให้เหมาะสมกับตัวเอง ทั้งด้านการเงิน lifestyle แผนการในอนาคต การวิเคราะห์และทำความเข้าใจตนเองอย่างรอบด้าน เพื่อจัดพอร์ตการลงทุนของตนเองเป็นเรื่องที่สำคัญ ไม่ควรลงทุนตามคนอื่น เพราะแต่ละคนมีลักษณะเฉพาะตัวและมีความต้องการแตกต่างกัน

5.ควรตัดสินใจ ลงทุนอย่างสมดุล ไม่โลภและไม่ประมาทเกินไป ขณะเดียวกันก็ไม่กลัวจนเกินไป ความโลภและความประมาทมักทำให้เราเสี่ยงมากเกินไป ในขณะที่การกลัวไม่ยอมลงทุนก็อาจทำให้ไม่ได้ผลตอบแทนเพียงพอตามที่ควรจะได้

ขอบคุณ http://edu.tsi-thailand.org/index.ph…119&Itemid=103 สำหรับบทความดีๆครับ

——————————————————————————————

แนะวิธีเลือก #หุ้นปันผลสไตล์VI

“แนะวิธีเลือก #หุ้นปันผลสไตล์VI”โดย ชาย มโนภาส 

มาถึงวันนี้…. ประสบการณ์ลงทุนในตลาดหุ้นของชายรวมแล้วก็กว่า 20 ปี เขาเล่าว่าได้เรียนรู้มากมายจากประสบการณ์ลงทุน ทั้งช่วงที่ได้กำไรและช่วงที่ขาดทุน โดยประเด็นการลงทุนที่เขาเลือกมาแบ่งปันให้กับนักลงทุนในงาน Future Wealth คือการเลือกหุ้นปันผล เพราะเขามองว่ามีนักลงทุนจำนวนไม่น้อยที่ลงทุนในตลาดหุ้นเพราะต้องการ “เงินปันผล” 

ชายเริ่มจากการชี้ให้เห็นว่า นับจากปี ค.ศ. 1980 เป็นต้นมา ดอกเบี้ยเงินฝากของไทยเป็นขาลงมาอย่างต่อเนื่อง จากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากปีละ 14-15% มาถึงวันนี้ อัตราดอกเบี้ยฝากประจำเหลือเพียงปีละ 1.5% เท่านั้น ขณะที่เงินเฟ้อของไทยในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4.25% นี่จึงเป็นคำตอบว่าเหตุใดเงินฝากจึงไม่ใช่ที่หวังของนักลงทุนได้อีกต่อไป 

แต่เมื่อหันมามองตลาดหุ้นไทย หลายคนพูดว่า “หุ้นไทยแพง” โดยปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยมี Valuation สูง คืออัตราเงินปันผล ซึ่งปัจจุบัน อัตราเงินปันผลเฉลี่ยของไทยอยู่ที่ 3% สูงกว่าหลายๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นสหรัฐฯ ญี่ปุ่น ฮ่องกง ฯลฯ นี่หมายความว่า แค่อัตราเงินปันผลก็สามารถเอาชนะดอกเบี้ยเงินฝากและเงินเฟ้อได้แล้ว  

ชายย้ำว่า อันที่จริงแล้ว ในตลาดหุ้นไทยมี “หุ้นดี” หลายตัวที่ปันผลมากกว่า 3% แต่โจทย์สำคัญของนักลงทุนคือ จะหาหุ้นปันผลดีๆ ได้อย่างไร?

“ในเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็มีบอก ว่าหุ้นแต่ละตัวไหนปันผล 1 ปีย้อนหลัง เท่าไหร่ ในช่วง 5 ปีย้อนหลัง แต่ละปีปันผลเท่าไหร่ บางทีก็มีตารางจัดอันดับให้ด้วยว่าหุ้นตัวไหนให้ปันผลสูงสุด หุ้นตัวไหนบ้างที่ปันผล 10 ปีต่อเนื่อง ฯลฯ แต่สิ่งที่ผมอยากย้ำเตือนคือ การเลือกหุ้นปันผลด้วยการดูข้อมูลย้อนหลัง มันอันตรายมาก”

เขายกตัวอย่าง หุ้นบางตัวจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในอัตราค่อนข้างสูงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แต่พอมาปีนี้ไม่จ่ายปันผล ก็มี หรือหุ้นบางตัวจ่ายปันผลลดลงทุกปี ก็มี หรือหุ้นบางตัวให้ปันผล 6-7% ต่อปี แต่ต้องมาขาดทุนเพราะราคาหุ้นที่ลดลงไปกว่า 30% ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ การเลือกหุ้นด้วยการดูแต่อัตราเงินปันผลจากผลงานในอดีต จึงป็นเรื่องที่อันตรายมาก

ทั้งนี้ ชายได้ทิ้งท้ายด้วย “หลักการในการเลือกหุ้นปันผล” เอาไว้ดังนี้

1. #เข้าใจธุรกิจและจุดแข็งจุดอ่อนของบริษัท ตลอดจนเข้าใจอุตสาหกรรม รวมถึงรู้ว่าธุรกิจนั้นมีคู่แข่งหรือไม่ ฯลฯ   

2. มองให้ออกว่า #กำไรบริษัทอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลง เพราะเงินปันผลมักเป็นไปในทางเดียวกับแนวโน้มกำไร

3. บริษัทกำลังจะมี #การลงทุนใหญ่ หรือไม่ โดยส่วนใหญ่ บริษัทที่กำลังจะมีการลงทุนครั้งใหญ่จะกันกำไรเอาไว้เพื่อการลงทุน ระหว่างนั้นจึงมักไม่ค่อยจ่ายปันผลหรือปันผลในอัตราที่น้อยกว่าปกติ  

4. #บริษัทมีหนี้เยอะไหม และเป็นหนี้สินที่มีดอกเบี้ยเท่าไหร่ ถ้ามีหนี้เยอะ ปันผลก็อาจไม่มากเพราะต้องเอาเงินไปจ่ายเจ้าหนี้ก่อน จึงจะจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้น 

5. #บริษัทมีกระแสเงินสดดีไหม โดยส่วนใหญ่ บริษัทที่มีหนี้น้อยและมีกระแสเงินสดดีมีแนวโน้มที่จะจ่ายปันผลค่อนข้างดีและจ่ายต่อเนื่องยาวนาน

6. #บริษัทมีแนวโน้มจะอยู่ได้อีกหลายปีหรือไม่ เพราะบ่อยครั้ง พอมีบริษัทเกิดใหม่ที่มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ๆ บริษัที่เคยดำเนินการอยู่ดีๆ ก็อาจล้มหายตายจากไปในเวลาอันรวดเร็ว ก็มี 

7. #อย่าติดกับเงินปันผลมากเกินไป โดยชายยกตัวอย่าง หุ้น CPN ซึ่งตลอด 17 ปีที่ผ่านมา ปันผลเพียง 1% กว่า แต่ปันผลทุกปีมาตลอด 17 ปี ขณะที่ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 0.70 บาท มาอยู่ที่ 66 บาท (ณ เดือน ส.ค. 2560) 

“ถ้านักลงทุนเข้าใจธุรกิจของ CPN ย่อมรู้ว่า ช่วงแรกๆ เวลาจะขยายสาขา ต้องใช้เงินลงทุนสูง ซึ่งส่วนใหญ่ก็ต้องกู้เงินจากธนาคาร เพราะยังเก็บค่าเช่าได้น้อย แต่พอเริ่มมีหลายห้าง ก็สามารถเก็บค่าเช่าได้เพิ่มมากขึ้น มาถึงวันนี้ เวลาที่จะขยายสาขา เขาไม่จำเป็นต้องกู้ธนาคารแล้ว สามารถใช้รายได้จากค่าเช่ามาขยายธุรกิจได้เลย นอกจากนี้ ค่าเช่าก็ยังสามารถขึ้นราคาได้เรื่อยๆ ซึ่งถ้านักลงทุนยึดติดกับเงินปันผลมากจนทิ้งหุ้นตัวนี้ตั้งแต่ปีแรกๆ ก็ย่อมเสียโอกาสในการทำกำไร ตรงกันข้าม บางบริษัทจ่ายเงินปันผลเยอะ แต่ราคาหุ้นไม่ไปไหนเลย เพราะมัวแต่เอาเงินมาจ่ายปันผล พอถึงเวลาลงทุนเพิ่ม ก็ต้องไปกู้เงิน เสียดอกเบี้ย สุดท้ายกิจการก็ไม่ขยายได้เท่าที่ควรจะเป็น”

สุดท้ายนี้ ชายย้ำว่า หลังจากทำความเข้าใจหุ้นที่คุณสนใจจนครบทั้ง 7 ข้อแล้ว อย่าลืมพิจารณาอีกประเด็นสำคัญ โดยเขามองว่าอาจจะเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด นั่นคือ “#ผู้บริหารไว้ใจได้ไหม?”

ที่มา: http://www.moneychannel.co.th/news_detail/19461