12 สัญญาณของร่างกายว่า…. ถึงเวลาต้องเปลี่ยน

12 สัญญาณของร่างกายว่า…. ถึงเวลาต้องเปลี่ยน
มองจากภายนอกอาจเห็นว่าร่างกายแข็งแรง แต่ภายในอาจไม่เป็นอย่างที่คิด ให้คุณลองสังเกตตัวเองดูจะได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ทันก่อนป่วย
1. นอนนานแต่ไม่อิ่ม

ถ้าคุณรู้สึกว่านอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ แม้จะนอนเกิน 8 ชั่วโมงแล้วก็ยังอยากนอนต่อ อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าฮอร์โมนในร่างกายผิดปกติ โดยเฉพาะฮอร์โมนเมลาโทนินที่มีส่วนช่วยในเรื่องของความผ่อนคลาย และโกรว์ธฮอร์โมนที่ช่วยในเรื่องของความอ่อนเยาว์ นอกจากนี้ คนที่มีไขมันสูงและเป็นเบาหวาน ก็อาจรบกวนการนอนได้เหมือนกัน
คุณควร : ถ้าอาการนี้ปรากฏต้องเริ่มจากหาผู้ร้ายว่าอะไรที่ทำให้ฮอร์โมนผิดปกติ และฮอร์โมนอะไรที่ผิดปกติ โดยการตรวจสุขภาพ (แม้คุณจะตรวจประจำปีเป็นประจำแล้วก็ตาม) และการเจาะเลือดเพื่อตรวจฮอร์โมน
2. ผมบางเป็นหย่อม ๆ

ผมบริเวณกลางศีรษะร่วงจนเห็นเป็นหย่อม ๆ นอกจากเรื่องความงามแล้ว งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตเกียวพบว่า อาการนี้อาจมีที่มาจากฮอร์โมนซึ่งทำให้คุณมีความเสี่ยงโรคหัวใจเพิ่มขึ้นถึง 32%
คุณควร : ถ้าจะปรับที่ตัวฮอร์โมนคงยาก แต่สิ่งที่คุณพอทำได้ก็คือ ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ ½ ชั่วโมง และดูแลอาหารการกินให้มากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงของโรคนี้จากสาเหตุอื่น
3. รอยยิ้มที่บิดเบี้ยว

ลองยิ้มแล้วส่องกระจกดู รอยยิ้มที่ปกติเมื่อลากเส้นเชื่อมมุมปากสองข้าง เส้นจะต้องถูกแบ่งครึ่งบริเวณระหว่างกลางของฟันหน้าทั้งสองซี่พอดี หากรอยยิ้มไม่สมมาตรลองทดสอบโดยแลบลิ้นดูแล้วสังเกตว่าลิ้นเบี้ยวหรือไม่ หากรอยยิ้มและลิ้นผิดปกติไป เป็นไปได้ว่าคุณมีอาการอักเสบของเส้นประสาทสมองคู่ที่เจ็ด (โรคเบลล์พัลซี่) อาการของหลอดเลือดในสมองที่จะส่งผลให้เป็นอัมพาตหรืออาจถึงขั้นเสียชีวิต และยิ่งหากมีอาการร่วม เช่น หลับตาให้สนิทไม่ได้นั่นอาจหมายถึงคุณมีเนื้องอกในสมอง
คุณควร : รีบไปพบแพทย์ภายใน 3 ชั่วโมง เพื่อทำการรักษาให้ทันท่วงที เพราะหากเป็นอาการที่เกิดขึ้นจากหลอดเลือดในสมอง ช่วงเวลาดังกล่าวถือเป็นนาทีทองที่อาจช่วยให้คุณพ้นจากอัมพาตและความตายได้
4. ปื้นดำที่ลำคอ รักแร้ ขาหนีบ และข้อนิ้ว

เรียกว่า Aanthosis Nigricans เป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าความเสี่ยงโรคเบาหวานของคุณสูงมาก เมื่อพบปื้นนี้รีบหาเวลาไปเจาะเลือดตรวจด่วน ๆ เชื่อเถอะว่าหากระดับน้ำตาลไม่เกินก็ปริ่ม ๆ เกณฑ์แล้ว ปื้นนี้พบได้ไม่จำกัดช่วงวัย แม้แต่ในเด็กก็มีไม่น้อยเลย
คุณควร : นอกจากลดสารพัดอาหารมัน ๆ เค็ม ๆ หวาน ๆ แล้ว ก็ควรกินอาหารที่มีส่วนช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาล ซึ่งก็คืออาหารที่มีโครเมียม เช่น ถั่วลิสง ถั่วปากอ้า อัลมอนด์ เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง อาหารทะเล มะเขือพวง มะระขี้นก และอบเชย
5. หลังมือหย่อนคล้อย

ลองหยิกหลังมือของตัวเอง จับยืดขึ้นประมาณ 5 วินาทีแล้วปล่อยลง หากตรงที่เราเพิ่งปล่อยมีรอยยับย่นให้เห็นแสดงว่าคอลลาเจนและอีลาสตินในผิวถูกทำลายจนเหลือน้อยแล้ว นี่เป็นสัญญาณของความแก่ !
คุณควร : สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ความแก่มาเยือนคุณเร็ว อาจเป็นเพราะคุณดื่มน้ำน้อยเกินไป ต้องเริ่มแก้ไขจากการดื่มน้ำสะอาดให้ได้ตามน้ำหนักตัว โดยน้ำ 1 ออนซ์ (30 ซี.ซี.) ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม นอกจากนี้ ยังควรงดอาหารหวานจัด ๆ เพราะน้ำตาลก็ถือเป็นหนึ่งในตัวร้ายที่ทำลายคอลลาเจน
6. ตกกระ และไฝอันตราย

หมั่นสังเกตผิวหนังของตัวเองบ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นใบหน้า แขน ขา อก หรือแผ่นหลัง หากมีจุดเล็ก ๆ ดำ ๆ คล้ายตกกระหรือไฝเกิดขึ้นแล้วจุดนั้นโตเร็วผิดปกติ (ใหญ่ขึ้น 1-2 เท่าภายในหนึ่งเดือน) ดูขรุขระเหมือนหนูแทะและดูน่าเกลียดน่ากลัวไม่สม่ำเสมอ นี่อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งผิวหนัง ต้องรีบไปพบแพทย์ให้ด่วนที่สุดก่อนมะเร็งจะลุกลาม
คุณควร : ก่อนออกแดดทุกครั้งต้องทาครีมกันแดดให้ทั่วร่างกาย เลือกแบบที่มี SPF ค่อนข้างสูง และต้องทาให้มีความหนามากพอด้วย นอกจากนี้ ยังต้องกินอาหารที่ช่วยกันแดด งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิลพบว่า ไลโคปีนในมะเขือเทศมีสรรพคุณในการต้านอนุมูลอิสระจากรังสียูวี จึงแนะนำให้กินมะเขือเทศราชินี 10-15 ผลต่อวัน หรือถ้ากินเป็นน้ำมะเขือเทศก็ประมาณ 2 แก้วต่อวัน เพื่อป้องกันมะเร็งผิวหนัง
7. มีวงขาวรอบตาดำ

นี่เป็นวงแหวนของไขมันที่มีมากเกินควรจนล้นออกมาจับที่กระจกตา เรียกว่า Arcus Senilis บ่งบอกว่าไขมันในเส้นเลือดของคุณสูงทะลุลิมิต แม้จะพบบ่อยในคนแก่ แต่ไลฟ์สไตล์ไม่เฮลตี้ทั้งหลายก็ทำให้หนุ่ม ๆ สาว ๆ มีอาการนี้ได้เหมือนกัน
คุณควร : รีบไปเจาะเลือดตรวจดูว่าปริมาณไขมันสูงมาก-น้อยขนาดไหน และอยู่ในระดับที่พอจะควบคุมเองได้ หรือจำเป็นต้องให้แพทย์ช่วยดูแล หากยังไม่สูงมากหรือไม่อยากเป็น ก็ต้องเลี่ยงการกินแป้งและน้ำตาล เพราะสารอาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตนี้จะสะสมในร่างกายในรูปของไขมัน และเพิ่มการกินไขมันดีจากปลา และกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว เช่น น้ำมันมะกอก รำข้าว และดอกคำฝอย
8. ความจำแย่ลง ไม่มีสมาธิ

ยังไม่ต้องตกใจ ถ้าจู่ ๆ คุณก็หลง ๆ ลืม ๆ ทั้งที่แต่ก่อนมีความทรงจำที่ดี แต่เดี๋ยวนี้ จำอะไรสักอย่างกลับต้องใช้เวลานานขึ้น นี่อาจไม่ใช่อาการความจำเสื่อม หรืออัลไซเมอร์เสมอไป ส่วนใหญ่จะเป็นข้อบ่งชี้ถึง “ภาวะสมาธิสั้นในผู้ใหญ่” เสียมากกว่า
คุณควร : อาการนี้เกิดขึ้นเพราะคุณทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน (Multi-Tasking) มากเกินไป ทางแก้ก็ง่าย ๆ แค่เปลี่ยนมาค่อย ๆ ทำอะไรไปทีละอย่าง ใช้สมาธิจดจ่อกับสิ่งที่ทำมากขึ้น เช่น เวลากินข้าวก็งดดูทีวี หรืออ่านหนังสือพิมพ์ไปพร้อม ๆ กัน
9. สัดส่วนของนิ้วมือ

เรื่องนี้ยังไม่มีการพิสูจน์ที่แน่ชัด แต่ก็เคยมีการค้นพบว่าสัดส่วนความยาวของนิ้วชี้และนิ้วนาง ควบคุมโดยเทสโทสเทอโรนซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชาย หากนิ้วชี้สั้นกว่านิ้วนางมาก ๆ แสดงว่าในร่างกายมีฮอร์โมนนี้สูง ในผู้ชายอาจจะต้องระวังเรื่องของมะเร็งต่อมลูกหมาก ส่วนในผู้หญิงก็ต้องระวังเรื่องโรคหัวใจ
คุณควร : สำหรับผู้ชายควรปรึกษาแพทย์ในเรื่องของการตรวจมะเร็งเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป หรือหากมีประวัติเสี่ยง เช่น ญาติใกล้ชิดเป็นโรคนี้ก็ต้องตรวจให้เร็วขึ้น ส่วนสำหรับสาว ๆ หากจะแก้ที่ฮอร์โมนก็คงยาก ควรปรับลดความเสี่ยงโรคหัวใจจากสาเหตุอื่น เช่น หยุดสูบบุหรี่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และลดน้ำหนักไม่ควรให้ดัชนีมวลกาย (BMI) เกิน 23
10. รอบพุงมฤตยู

ถึงแม้คุณจะเป็นคนแขนเล็กขาเล็ก แต่ถ้าอ้วนลงพุงละก็…อันตราย ! ลองยืนตัวตรงแล้วก้มลงแค่คอ มองดูซิว่าคุณเห็นปลายเท้าตัวเองหรือไม่ ยิ่งพุงยื่นจนบดบังปลายเท้ามากเท่าไหร่ พึงระลึกไว้เลยว่า อายุของคุณก็จะยิ่งสั้นลงเท่านั้น
คุณควร : เลี่ยงอาหารที่เป็นแป้งกับน้ำตาล เพราะอาหารในกลุ่มนี้มักสะสมในรูปของไขมันรอบพุง เพิ่มการกินไขมันดี เช่น น้ำมันปลา ปลาสด และกะปิ เพื่อป้องกันโรคที่อาจเกิดขึ้นจากการอ้วนลงพุง และออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้อง เช่น ซิทอัพ เพื่อเพิ่มการเผาผลาญไขมันในบริเวณนี้
11. จับปีกดูความหนา

ใต้ท้องแขนนั้นเหมือนเป็นตัวบ่งชี้ถึงมวลไขมันทั้งร่างกาย ลองยกแขนขึ้นแล้วใช้นิ้วคีบเนื้อใต้ท้องแขนดูว่าหนาแค่ไหน หากเกินหนึ่งเซนติเมตรหมายความว่ามวลไขมันของคุณเยอะเกินไปแล้ว
คุณควร : ออกกำลังกายให้มากขึ้น มวลไขมันที่สะสมพอกพูนนี้เป็นเพราะคุณกินมาก ออกกำลังกายน้อย และร่างกายยังมีคอลลาเจนน้อยด้วย ดังนั้น จึงต้องแก้ที่ต้นเหตุ นอกจากเพิ่มคอลลาเจนด้วยการออกกำลังกายแล้ว ยังอาจกินคอลลาเจนและวิตามินซี แบบที่เป็นอาหารเสริมช่วยด้วยก็ได้
12. ท้องแขนกระพือได้

ยกมือข้างที่ถนัดขึ้นแล้วโบกไปมาซ้าย-ขวาเร็ว ๆ สังเกตดูได้ท้องแขนว่าหย่อนคล้อยจนโบกสะบัดไปมาเหมือนปีกหรือไม่ ถ้ามี…นี่เป็นอีกหนึ่งสัญญาณแก่ที่บอกว่าคุณกินแป้งและน้ำตาลมากเกินไป จนร่างกายเริ่มย้อยและเริ่มยับ
คุณควร : เปลี่ยนจากการกินพวกคาร์โบไฮเดรตขัดขาวทั้งหลายมาเป็นพวกที่มีกากใยอาหารด้วย เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท
ที่มา : น.พ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ
Cr. สาระแห่งสุขภาพ

Advertisements

เข้าหุ้นยังไง เข้าแล้วราคาหุ้นขึ้นไปเลย”

วันนี้เราจะมาคุยกัน “ว่าเข้าหุ้นยังไง เข้าแล้วราคาหุ้นขึ้นไปเลย” เราควรเลือกหุ้นยังไง ดีเปล่าครับ ขอกำลังใจหน่อยครับ
1.การที่หุ้นจะไปได้หรือราคาบวกขึ้นไปได้ ต้องใช้วอลุ่มและวอลุ่มนั้นต้องเป็น วอลุ่มซื้อ ต้องมากกว่าขาย ถึงจะบวกขึ้นไปได้ การเปิดตลาดตอนเช้า 30 นาทีแรก หรือ 1 ช.ม.แรก วอลุ่มต้องมากกว่า 1 ใน 3 ขอวอลุ่มที่เคยทำพีทใว้ครับยิ่งมากยิ่งดีครับหรือเราเรียกวอลุ่มเข้า

2.หุ้นตัวนั้นๆต้องมีความแข็งแรงคือไม่ไซเว ไม่ดาวเทรน ทุก TF ต้องสวย 60 สวยแข็งแรง เด,วีค ต้องสวยพร้อมๆกัน สวยคือยังไง “หุ้นสวย”คือ macd เป็นบวกและอยู่เหนือน้ำ เส้น ema5 ตัด ema 20 ขึ้น (นี้คือการบอกเราว่าหยุดไซเว) ราคาต้องเบรค จุดตัดตรงนี้

3.แท่งเทียนต้องยกโล ยกไฮ และไม่หลุดแนวรับ “ครึ่งหนึ่งของแท่งเทียนเต็มๆใหญ่ๆยาวๆ ใน tf60 “ก่อนหน้า

4.มองอดีต หุ้นที่มีสเปรดกว้างๆก็จะทำตัวแบบเดิม ถ้าหุ้นไม่มีสเปรดกว้างๆก็ไม่ต้องไปมองครับ มองหุ้นที่เคยลิ่ง หุ้นที่เคยทำสเปรดกว้างๆใว้คับ เคยทำตัวยังไง ก็จะทำตัวแบบเดิมๆครับ ตามนิสัยของหุ้นแต่ละตัว

5.มอง bid-offer วอลุ่มเข้าแล้ว offer ต้องหนาๆสวยๆเรียงกันเป็นระเบียบ ไม่ฟันหลอ หนาๆสวยๆ offer จะตั้งหนากว่า bid

6.หุ้นที่เปิดมาแล้วจะไป มักราคาที่ย่อมา จะไม่ต่ำกว่าราคา ค่าเฉลีย ในขณะนั้นๆ

7.ความแรงจะมากจะน้อย ขึ้นอยู่กับหุ้นตัวนั้นเป็นที่น่าจับตามากน้อย เลือกเล่นหุ้นมวลชน หุ้นที่มีวอลุ่มครับ ซื้อก็ง่าย ขายก็คล่อง

กฏธรรมชาติของหุ้นที่จะขึ้น

กฏธรรมชาติของหุ้นที่จะขึ้น
1) หุ้นจะขึ้นเมื่อมีการซื้อ Offer ในราคาที่ผิดธรรมชาติ 

   แนวคิด: ทำไม อยู่ดีๆ ถึงมีคนยอมซื้อแพง ทั้งๆที่ สามารถซื้อถูกได้ 

   สาเหตุ : เวลาคนจะสร้างราคา เขาจะต้องทำให้ราคาขึ้น ถ้าไม่ยอมซื้อขวา ราคาก็ไม่มีวันขึ้น
2) ในจังหวะหุ้นที่จะขึ้นจริง คนสร้างราคา เขาจะไม่ทำให้เราได้ซื้อง่ายๆ เพราะเราจะมักไม่เคยซื้อได้ทัน สำหรับราคาที่ดี

     แนวคิด: ทำไม มีการรวบ offer ไม้ใหญ่ๆ ยกช่อง หรือ การรวบแล้ว เติม Bid โดยทันที

      สาเหตุ : เวลาคนจะสร้างราคา ถ้าเมื่อเป็นจังหวะที่จะเล่นเร็ว เขาจะต้องทำให้ ราคาขึ้นเร็วที่สุดเพื่อให้ห่างจากทุนในการทำราคา เพราะ ถ้าเป็นเรา เราคงอยากให้ ไปไกลจากทุนเรามากที่สุด ในเวลาสั้น ก่อนมีใครจะมาทิ้งหุ้นใส่ 
3) เวลาหุ้นก่อนจะขึ้นเป็น trend ยาวๆ กราฟเทคนิค มันจะบอกว่า ให้ขายสะ
       แนวคิด : ทำไม มีการสร้างกราฟเทคนิคให้ขายก่อนขึ้น 

       สาเหตุ : ของดีมักไม่มีใครอยากแบ่ง อยากได้ของให้อยู่ในมือมากที่สุด แล้วค่อยไปขายให้ได้ราคาสูง ในจำนวนที่พอใจ
4) เวลาหุ้นขึ้นแรง มักเปิดราคากระโดด 
       แนวคิด : หุ้นที่ขึ้นแรงๆ มักราคาเปิดกระโดด ผ่าน ราคาที่ผิดธรรมชาติ อย่างแนวต้านที่ไม่เคยผ่าน 

        สาเหตุ : กฎการสร้างราคา คนสร้างราคา ต้องทำให้ ราคาขึ้นอย่างรวดเร็ว ป้องกันการขายหุ้นใส่ ถ้ายิ่งมีคนขายใส่มากเท่าไหร่ ภาระของคนทำราคา จะเหนื่อยมากเท่านั้น ในการจะทำราคาขึ้น เพราะ ต้นทุนจะสูงขึ้นไปด้วยโดยทันทีกับการรับของคนที่ขายใส่เพื่อทำราคาไม่ให้ลง
  กฎให้ท่องจำและฝึกฝน

           

             ” อย่ากลัวหุ้นเปิดโดด อย่ากลัวการซื้อแบบหวดขวาที่ offer เพราะ มันคือ กฎธรรมชาติ เวลาที่หุ้นจะขึ้น แต่เพียงแค่เราจะควบคุมความเสี่ยงอย่างไรกับ การซื้อแบบพฤติกรรมหุ้นขึ้น 

 

Cr โค้ชเหว่ง super trader republic

มันนี่เกม ของ”เจ้าสัวเจริญ”

“มันนี่เกม” ของ”เจ้าสัวเจริญ”
กลายเป็นประเด็นที่เรียกเสียงฮือฮากันในตลาดทุนของไทยมากที่สุดในขณะนี้ คือการที่ผู้บริหารบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในกลุ่ม TCC Group ของ นายเจริญ สิริวัฒนภักดี แจ้งความประสงค์ไปยังบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTAM) เพื่อขอซื้อทรัพย์สินทั้งหมดของกองทุนพร็อพเพอร์ตี้ฟันด์ 3 กองทุน ที่ได้ขายให้กับนักลงทุนไปก่อนหน้าออกมาทั้งหมด จากปัจจุบันที่กลุ่มคุณเจริญถืออยู่ 33-35%

อันนี้ ไม่นับรวมถึงการใช้ตัวแทนผู้ถือหน่วย (นอมินี) ที่อยู่ในกองทุนเหล่านี้นะครับ…ผมว่าถ้านับรวมนอมินีด้วยกลุ่มคุณเจริญน่าจะถือหน่วยลงทุนตกประมาณ 50-65%

3 กองทุนที่บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ “วัลลภา” และสามี คือ “โสมพัฒน์ ไตรโสรัส” ซึ่งเป็นทายาทของเจ้าสัวเจริญ ขอทำการซื้อคืน ประกอบด้วย

1.กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าไทยคอมเมอร์เชียลอินเวสเม้นต์ (TCIF) ทรัพย์สินของกองทุน ประกอบด้วย อินเตอร์ลิงค์ ทาวเวอร์, อาคารแอทธินี, อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์, ซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์, อาคาร 208 โดยบริษัท ซี.ไอ.ที.แอพเพรซัล จำกัด มูลค่าทรัพย์สินรวม 28,382 ล้านบาท

2.กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าไทยโฮเทลอินเวสเมนท์ (THIF) ทรัพย์สินของกองทุนประกอบด้วย พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า งามวงศ์วาน, พันธ์ทิพย์ พลาซ่า เชียงใหม่, พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า บางกะปิ, พันธ์ทิพย์ พลาซ่า ประตูน้ำ, เอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์, ตะวันนา และ โอ.พี.เพลส ราคาประเมินรวมจากบริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด อยู่ที่ 20,767 ล้านบาท

3.กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าไทยรีเทล อินเวสเมนท์ (TRIF) ทรัพย์สินประกอบด้วย ที่ดิน อาคาร เฟอร์นิเจอร์และอื่น ๆ ของโรงแรม 12 แห่ง โรงแรมเชอราตันสมุย รีสอร์ท, โรงแรมอิมพีเรียล โบ๊ทเฮาส์ บีช รีสอร์ท, โรงแรมแบงก์ค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนปาร์ค, โรงแรมเดอะเมโทรโพล ภูเก็ต, โรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพฯ, โรงแรมบันยันทรี สมุย, โรงแรมวนาเบลล์ เกาะสมุย, โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท, โรงแรมดับเบิ้ลทรี ฮิลตัน สุขุมวิท, โรงแรมเลอ เมอริเดียน เชียงใหม่, โรงแรมพลาซ่า แอทธินี กรุงเทพฯ และโรงแรมโอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ โดยบริษัท ซีบี ริชาร์ด เอลลิส (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินมูลค่าทรัพย์สินรวมไว้ 37,612 ล้านบาท

แต่ราคาที่กลุ่มคุณเจริญเสนอซื้อคืนนั้นแตกต่างกันไปดังนี้

กองทุน TCIF กลุ่มเจ้าสัวเจริญขอซื้อคืนในราคา 29,000 ล้านบาท

กองทุน THIF กลุ่มเจ้าสัวเจริญขอซื้อทรัพย์สินคืนในราคา 30,000 ล้านบาท

กองทุน TRIF กลุ่มเจ้าสัวเจริญขอซื้อในราคา 21,000 ล้านบาท

รวมเม็ดเงินทั้งหมดในการขอซื้อคืนตกประมาณ 8 หมื่นล้านบาท

ผมได้พิจารณาในรายละเอียดของข้อเสนอการรับซื้อกับราคาหน่วยลงทุนที่ขายอยู่ในตลาดแล้ว พบความผิดปกติ ที่นักลงทุนควรพิจารณา กล่าวคือ กองทุน TRIF ราคาเสนอซื้อต่อ 1 หน่วยลงทุนเท่ากับ 13.22 บาท แต่ราคาซื้อขายกองทุนในตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15.38 บาทต่อหน่วย

กองทุน TCIF กลุ่มเจ้าสัวเจริญเสนอซื้อต่อ 1 หน่วยลงทุนเท่ากับ 13.10 บาท แต่ราคาที่ซื้อขายหน่วยลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ 14.13 บาทต่อหน่วย

อย่างไรก็ตาม ระดับราคาที่เสนอมานี้ น่าจะมีการเจรจากัน หรือต้องหาข้อสรุปในการประชุมผู้ถือหน่วยลงทุนในวันที่ 17 พฤษภาคม 2560 เพื่อพิจารณาอนุมัติการขายทรัพย์สินและโอนสิทธิ์การเช่าทั้งหมดของกองทุนรวม และพิจารณาอนุมัติการเลิกกองทุนและเพิกถอนหน่วยลงทุนออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งทาง บลจ.กรุงไทยฯ ต้องดำเนินการตามขั้นตอน

ถามว่า กลุ่มเจ้าสัวเจริญมีสิทธิ์ซื้อคืนหรือไม่ คำตอบคือ ตามประกาศของ ก.ล.ต.นั้น กลุ่มเจ้าของเดิมมีสิทธิ์เต็ม 100% ที่จะขอซื้อคืน แต่ต้องขอมติอนุมัติจากผู้ถือหน่วยตามหลักเกณฑ์ โดยผู้ทำคำเสนอซื้อต้องได้เสียงโหวตเกิน 50% ของหน่วยลงทุนที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด หรือ 3 ใน 4 ของผู้เข้าร่วมประชุม

ถามว่า ทำไมต้องเร่งซื้อคืน และจะกระทบกับกองทุนรวมอื่นๆหรือไม่ อันนี้ต่างหากที่ต้องวิเคราะห์และประเมินกัน

ผมสืบเสาะข้อมูลจากผู้รู้และบรรดาผู้บริหารกองทุนแล้ว ได้ข้อสรุปชัดเจนว่า งานนี้มีเรื่อง “ภาษี”ที่ต้องจ่ายให้กับรัฐบาล เข้ามาเกี่ยวข้องแน่นอน 100%

อีกประเด็นหนึ่ง อันนี้น่าจะสำคัญมากที่ทำให้ “วัลลภา-โสมพัฒน์” ที่เป็นอดีตนักการเงิน ปรับแนวทางการระดมทุน คือ มูลค่าของทรัพย์สินจริง กับการเคลื่อนไหวราคาของหน่วยลงทุนไม่สัมพันธ์กัน

ถ้าพิจารณาทรัพย์สินที่มีการนำมามัดรวมกันเพื่อจัดตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์กับราคาหน่วยลงทุน เราจะพบว่าความเคลื่อนไหวมีน้อยมาก นั่นหมายถึงว่า มูลค่าหน่วยลงทุนไม่ขยับ หรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเจ้าของ แต่หากมีการนำเงินสดที่ปัจจุบันกลุ่มเจ้าสัวเจริญมีอยู่ในมือในแต่ละวัน แต่ละเดือน มาซื้อคืนแล้วสร้างมูลค่าขึ้นมาใหม่ ได้หลากหลายขึ้น หรืออาจจะนำมาจัดสรรใหม่ในรูปของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ซึ่งสามารถเพิ่มเงินทุนหรือกู้เงินเพิ่มเติมมาขยายงานได้อีก

ทางออกในรูปแบบการจัดการทรัพย์สินก้อนมหึมาของจ้าสัวเจริญ สามารถออกดอกเห็นผลมากกว่า

โปรดจับตา Money Game เกมเล่นกับเงิน และการจัดการทรัพย์สินของกลุ่มเจ้าสัวเจริญและทายาทกันให้ดี

รับรองว่า ทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ 8 หมื่นล้านบาทเศษ แล้วนำมาจัดระบบใหม่จะสร้างความฮือฮา ไม่แพ้การลงทุน 1.2 แสนล้านบาท ในโครงการ One Bangkok ย่านพระราม 4 แน่นอน

เชื่อมือเจ้าสัวเจริญได้ครับ…

Money Game ของเสี่ยเจริญ(2)

มีคนอ่านถามเข้ามามากว่า “มันนี่เกมของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี” เจ้าของธุรกิจในกลุ่มทีซีซี แลนด์, ไทยเบฟเวอเรจ ที่เสนอขอซื้อคืนและขอเพิกถอนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์รวม 3 กองทุน ที่ทยอยนำหน่วยลงทุนออกขายในตลาดทุนให้กับนักลงทุนมาในช่วงปี 2554,2556,2557 ราคาหน่วยลงทุนละ 10 บาท ปัจจุบันราคาขยับขึ้นยืนในระดับหน่วยละ 13.10-15.38 บาทออกจากการซื้อขายในตลาดหุ้น

โดยทางกลุ่มเสี่ยเจริญขอซื้อคืนในราคาสิริรวมทั้งสิ้น 8 หมื่นล้านบาท ขณะที่มาร์เก็ตแคปของ 3 กองทุน ณ งวดวันที่ 12 เม.ย.อยู่ที่ 8.7 หมื่นล้านบาทนั้น มีนัยซ่อนกลประการใด

ผมสืบเสาะข้อมูลในเรื่องนี้จากสายข่าวในตลาดเงิน ตลาดทุน และนักการธนาคารที่รู้เรื่องนี้อย่างน้อย 5-6 คน ให้ข้อมูลที่คล้ายคลึงกันดังนี้..

1.การขอซื้อคืนหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าไทยคอมเมอร์เชียล อินเวสเม้นต์ (TCIF) ที่มีมาร์เก็ตแคป 3.12 หมื่นล้านบาท กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าไทยโฮเทล อินเวสเม้นต์ (THIF) ซึ่งมีมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 3.12 หมื่นล้านบาท และการขอซื้อคืนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ไทยรีเทล อินเวสเม้นต์ (TRIF) ที่มีมาร์เก็ตแคป 2.49 หมื่นล้านบาทนั้น จะได้รับการงดเว้นภาษีที่เกี่ยวข้องทั้งหมดหากการโอนเกิดขึ้นภายในวันที่ 24 พ.ค.2560

แต่หากผู้ถือหน่วยจะขายทรัพย์สินหลังจากนั้น กองทุนรวมจะต้องรับภาระภาษีธุรกิจเฉพาะร้อยละ 3.3 ของราคาขายหรือราคาประเมิน เฉพาะภาษีส่วนนี้ เท่ากับว่าทางกลุ่มคุณเจริญและกองทุน จะลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับรัฐไปได้ สิริรวมทั้งสิ้น 2,640 ล้านบาท มันนี่เกมของเสี่ยเจริญ ในประเด็นแรกคือ การทำกำไรเห็นๆ

2.ระดับราคาการซื้อหน่วยลงทุนคืน ทางกลุ่มเสี่ยเจริญเสนอซื้อกองทุน TRIF ในราคา 13.22 บาท แต่ราคาซื้อขายในตลาดอยู่ที่ 15.38 บาท กองทุน TCIF ราคาเสนอซื้อ 13.10 บาท แต่ราคาที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ 14.13 บาท แม้ว่าจะสูงกว่าราคาที่นำออกขายในตอนต้น แต่ก็ยังต่ำ ย่อมทำกำไรได้อีกต่อหนึ่ง

ผมเทียบเคียงให้เห็นภาพ ขณะนี้เสี่ยเจริญเสนอซื้อรวมทั้ง 3 กองทุนในราคา 8 หมื่นล้านบาท แม้จะสูงกว่ามูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนที่ตกประมาณ 7.8 หมื่นล้านบาท แต่มาร์เก็ตแคป ของ 3 กองทุนตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 8.7 หมื่นล้านบาท ถ้าตกลงขายกันตามนี้กลุ่มเสี่ยเจริญรับเหนาะๆ 7 พันล้านบาท

3.นับตั้งแต่มีการจัดตั้งกองทุน 3 กองทุนมา ทั้ง 3 กองทุนจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยปีละกว่า 5%เนื่องจากนโยบายของการขายหน่วยในตอนแรกกำหนดไว้ว่า จะต้องปันผลไม่น้อยกว่า 90% ของกำไรสุทธิที่ไม่รวมกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้น

จากการประเมินค่าหรือการสอบทานการประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์หรือสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ประจำรอบระยะเวลาบัญชีและหากมีกำไรสะสม สามารถจ่ายจากกำไรสะสมได้ เพื่อจูงใจให้คนซื้อหน่วยลงทุน ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี อยู่ที่ 2%

หากมีการซื้อคืนไปทั้งหมด เงินปันผล ย่อมตกกับธุรกิจในกลุ่มบริษัทเต็มๆ

หลายคนเอะใจว่า ทำไมกลุ่มเสี่ยเจริญไม่คิดตั้งแต่ตอนแรก คำตอบมิใช่ความเลินเล่อ หากแต่เป็นผลมาจากการที่ผู้จัดการกองทุน และผู้ดูแลผลประโยชน์ ทั้ง บลจ.กรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และซิตี้แบงก์ เข้าไปจัดระบบบัญชีและดูแลการใช้จ่ายทำให้เงินรายรับ รายจ่าย เป็นระบบระเบียบขึ้นจากต่างกิจการต่างลงบัญชี แต่ตอนนี้มีการลงบัญชีแบบรวมกลุ่มที่มีมาตรฐานแบบธนาคาร มิใช่แบบ”หลงจู๊”แล้ว

ประการต่อมา อันนี้สำคัญสุด ตอนนำทรัพย์สินมามัดรวมกันในปี 2554 2556 2557 เพื่อตั้งกองทุน TCIF นั้น อาคารอินเตอร์ลิ้งค์ ทาวเวอร์ถูกตีราคา 1,975 ล้านบาท, อาคารแอทธินี 2,861 ล้านบาท, อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์15,261 ล้านบาท, ซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์หรือไซเบอร์เวิค์ล 5,883 ล้านบาท, อาคาร 208 แค่ 1,075 ล้านบาท รวม 27,055 ล้านบาท แต่นับถึงตอนนี้มูลค่าเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 10% ล่าสุดบริษัท ซี.ไอ.ที.แอพเพรซัล ตีมูลค่าทรัพย์สินไว้รวม 28,382 หมื่นล้านบาท

กองทุน THIF ที่มีทรัพย์สินที่เป็นที่ดิน อาคาร เฟอร์นิเจอร์และอื่น ๆ ของโรงแรม 12 แห่ง โรงแรมเชอราตันสมุย รีสอร์ท, โรงแรมอิมพีเรียล โบ๊ทเฮาส์ บีช รีสอร์ท, โรงแรมแบงก์ค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนปาร์ค, โรงแรมเดอะเมโทรโพล ภูเก็ต, โรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพฯ, โรงแรมบันยันทรี สมุย, โรงแรมวนาเบลล์ เกาะสมุย, โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท, โรงแรมดับเบิ้ลทรี ฮิลตัน สุขุมวิท, โรงแรมเลอ เมอริเดียน เชียงใหม่, โรงแรมพลาซ่า แอทธินี กรุงเทพฯ และโรงแรมโอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ จำนวนห้องรวม 3,753 ห้อง ราคาประเมินโดย บริษัท พรสยาม ตอนนั้น 27,048 ล้านบาท ราคาประเมินโดย บริษัท ไทยประเมิน 27,336 ล้านบาท ตอนนี้ บริษัท ซีบี ริชาร์ด เอลลิส (ประเทศไทย) ประเมินมูลค่าทรัพย์สินรวม 37,612 หมื่นล้านบาท

การซื้อคืนกลับมาทำให้มูลค่าทรัพย์สินที่ถือครองในมือกลุ่มคุณเจริญเพิ่มขึ้นเฉพาะ 2 กองนี้ตกประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท ทรัพย์สินที่นำมาเพิ่มในมือของคนในตระกูลนี่แหละจะกลายเป็นทรัพย์ที่นำไปเป็นหลักประกันในการกู้เงินมาลงทุนในโครงการ One Bangkok 1.2 แสนล้านบาท และยังสามารถรวบทรัพย์บางอย่างมากสร้างกองทุนแล้วขายเอาเงินมาหมุนอีกรอบได้สบายบรื๋อ สะดือจุ่น

มันนี่เกมรอบนี้จึงมีแต่เสี่ยเจริญได้ แต่แผนทั้งหมดจะลงเอยอย่างไร วันที่ 17-18-19 พ.ค.2560 รู้ผล

แชร์ไอเดียทำธุรกิจขายเสื้อผ้า

แชร์ไอเดียทำธุรกิจขายเสื้อผ้างานค้าขายการตลาดเศรษฐกิจบทความเจ้าของธุรกิจ
เดือนพฤษภาคม 2560 เราก็ออกจากงานมาครบ 2 ปีพอดี 

               เราเริ่มต้นออกจากงานด้วยคำว่าเบื่อ แค่นั้น ยังไม่ได้เตรียมความพร้อมไรเลย จะทำไรต่อ จะหางานหรือทำอาชีพตัวเองก็ยังไม่รู้ รู้แต่เพิ่งว่าเบื่อ ออกมาจากงานด้วยเงินเก็บ 200000 บาท กับเงินลงทุนในหุ้นที่ติดดอย 150000 (ปัจจุบันก็ติดดอยอยู่ยังไม่ได้ถอนออกมาเลย) ช่วง 3 เดือนแรกของการว่างงาน เที่ยว แล้วก็เที่ยว     

                การเริ่มต้นการทำธุรกิจ เกิดจากนอนกลางวันเยอะเกินไป เลยฟุ้งซ่านนอนไม่หลับทั้งผัวทั้งเมีย คุณเธอเลยเกิดปิ้งไอเดีย บอกว่าอยากขายของ อยากขายเสื้อผ้า ตอนตี 3 แล้วในเดือนสิงหาคม 2558 ก็เป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจเสื้อผ้าแบรนด์ HOMRAK (ห่มรัก)

                เมื่อเราได้โจทย์มาแล้ว ว่าเราจะขายเสื้อผ้า เราก็ต้องมาคิด วิเคราะห์ก่อนว่า จะขายเสื้อผ้า อะไร แบบไหน ขายใคร ขายที่ไหน ขายยังงัยเราถึงจะอยู่ได้ 

                 การเลือกสินค้า 

                   เป็นสิ่งสำคัญมากเลยครับถ้าเราอยากจะอยู่ได้ในวงการนี้ สินค้าต้องไม่เหมือนใคร ถึงเหมือนแต่อย่าให้มาก และจะให้ดียิ่งขึ้นไป สินค้าต้องมีเรื่องราว ถ้าไม่มีเราก็สร้างมันขึ้นมา

                   สินค้าที่เราเลือกขายในครั้งแรกคือ ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ ทำไมเราถึงเลือกสินค้าชนิดนี้ 

1. เมื่อ 2 ปีก่อนคู่แข่งยังไม่เยอะเท่าปัจจุบัน เราเริ่มก่อนย่อมได้เปรียบ แต่ถึงกระนั้นมันก็เลยจุดพีค ของเทรนเสื้อผ้ามัดย้อมมาแล้ว เมื่อ 5 ปีก่อนเสื้อยืดขายตัวละ 700 คนยังแย่งกันซื้อ(อันนี้เค้าบอกมา)

2. สินค้ามีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร ไม่ต้องไปแข่งขันใน red ocean ของวงการเสื้อผ้าแฟชั่น

          การตั้งราคาสินค้า 

ถ้าเรามีสินค้าที่ไม่เหมือนใคร หรือไม่ค่อยมีในตลาด เราทำราคาได้ดี ทำกำไรได้เยอะโดยการตั้งราคาเราต้องรู้ต้นทุนที่แท้จริงของเราทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นต้นทุนทางตรง และทางอ้อม ค่าโสหุ้ยต่างๆ ค่าเสียเวลา ค่าเดินทาง ค่าน้ำ ค่าไฟ รวมออกมาให้หมดแล้วรวมเข้าไปเป็นต้นทุนก่อนที่เราจะตั้งราคาและบวกกำไรที่เราต้องการเข้าไป ซึ่งส่วนใหญ่จะลืมต้นทุนเหล่านี้ทำให้ทุนหายกำไรหด จนขาดทุนในที่สุด

ลงทุนครั้งแรกไป 8000 บาทรับมาขาย เฮ้ยมันขายได้กำไรดีพอใช้ เอาละเมื่อเรามีสินค้าแล้วต่อไปก็ตลาดแหละเราจะไปขายที่ไหนดีล่ะ

การหาตลาด

แม่ค้า พ่อค้ามือใหม่ป้ายแดง ก็คงขายออนไลน์ ควบคู่กับการหาตลาดโดยการเสริจจากกูเกิล แต่การหาตลาดที่ดีที่สุด และได้ผลคือกรุ๊ปลายแม่ค้า พ่อค้าครับ ต้องพยายามเข้าให้ได้สักกลุ่มก่อนครับ แล้วกลุ่มอื่นๆก็จะตามมา ในกลุ่มพ่อค้าแม่ค้า จะมีข่าวสารเกี่ยวกับตลาด ที่ไหนขายได้ ที่ไหนขายดี มีงานที่ไหน ในกลุ่มนี้จะมีข่าวสารที่เราต้องการ

              การหาฐานลูกค้าเพิ่ม และการส่งเสริมการตลาด ในที่นี้ผมมองโปรโมชั่นไปในแง่มุมของการทำการตลาดออนไลน์มากกว่า ไม่เน้นทำโปรโมชั่นที่หน้าร้าน

             ผมว่าเดียวนี้การขายของไม่ใช่การขายของหน้าร้านเพียงอย่างเดียว ร้านขายเสื้อผ้าอย่างเราควรมีช่องทางการขายมากขึ้น เช่น ไลน์ แฟนเพจ นอกจากเป็นการเพิ่มช่องทางการขายแล้ว ยังเพิ่มความน่าเชื่อถือ อีกทั้งเพิ่มฐานลูกค้าให้เราอีกด้วย

ต้องวางแผน หาช่องทางต่อยอดอนาคต

                      2-3 เดือนต่อมาเราก็ขายได้เรื่อยๆ แต่จะหาความมั่นคงจากการรับเสื้อผ้ามาขายแค่นั้นเหรอ ถ้าเรากลายเป็นผู้ผลิตเองล่ะ กำไรก็จะเพิ่มขึ้น ไม่ต้องกังวลว่าจะมีสินค้าหรือไม่ สามารถควบคุมคุณภาพ ต้นทุนได้ด้วย ช่องทางการขายก็เพิ่มขึ้นด้วย จึงเริ่มเรียนรู้และหาที่อบรมในการทำมัดย้อมด้วยตัวเอง เสียเวลาไป 6 เดือนกว่าจะทำได้

                                                          เราจึงแปรสภาพจากรับมาขายกลายเป็นผู้ผลิต

    ต้องวางแผน 5 force ที่จะเข้ามาในอนาคต

                  แต่ๆๆๆ…..ปัญหามันยังไม่จบเพียงเท่านี้ ในเมื่อเราทำได้คนอื่นก็ต้องทำได้ สังเกตได้จากการออกตลาดจากที่พบคู่แข่งเจ้าเด่นๆ ประจำๆ ในวงการนี้ในเขตกรุงเทพ และปริมณฑล เพียง 3 -4 ราย กลายเป็นว่าผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาเรื่อยตอนนี้ไปที่ไหนก็ต้องเจอ อย่างน้อย 2-3 รายขายในที่เดียวกัน แค่เวลาไม่ถึงปี จากblue ocean กลายเป็น red ocean ไปซะแล้ว

       ดังนั้นการวางแผนรับมือจึงเป็นสิ่งที่ควรต้องทำไม่ว่าจะเป็นธุรกิจไหน สิ่งที่เราทำก็คือ

1. เราหาตลาดที่ผู้เล่นหน้าใหม่มาสามารถเข้าถึงได้ในทันที หรือเข้าถึงก็ยาก

2. เราสร้างฐานลูกค้า ด้วยคุณภาพที่ดีราคาที่เหมาะสม และ สร้าง customer loyalty 

3. สร้างจุดแข็ง และจุดเด่น ให้ตัวเอง ไม่ว่าด้านสินค้า บริการ 

4. Scope กลุ่มลูกค้าหลัก และรองให้ชัดเจน

5. พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง หาตลาดกลุ่มใหม่ๆ ตลอด ยิ่งเป็นตลาดที่ผู่เล่นหน้าใหม่เข้าถึงยาก หรือไม่สนใจยิ่งดี

6. ต้องรู้ว่าตัวเองอยู่ในตลาดแบบไหน เลือกตลาดให้ถูก แบบว่าอยู่ถูกที่ ถูกทาง

        ส่วนตัวคิดว่าสิ่งที่ทำให้เราอยู่รอดได้มาจนถึงปัจจุบันคือ

1. เงินสดหมุนเวียนต้องมีในมือ

2. รายได้ กำไร ค่าใช้จ่าย ต้นทุน ต้องชัดเจน

3. ต้องพัฒนาอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าสินค้า หรือตัวบุคคล

4. ต้องรู้ และควบคุมต้นทุนที่แท้จริงให้ได้

5. 4 P / 5 Force ต้องวิเคราะห์บ่อยๆ

6. ต้องกล้า และเสี่ยงเพื่อความก้าวหน้า

7. รายได้อย่ามีเพียงทางเดียวควรมีอะไรเสริมด้วย

8. อย่าทุ่มเททั้งชีวิตเพื่องาน แบ่งเวลาหาความสุขบ้าง และบ่อยๆยิ่งดี

จีนกับเศรษฐกิจการแชร์

[คอลัมน์กรุงเทพธุรกิจ] จีนกับเศรษฐกิจการแชร์  
เศรษฐกิจการแชร์ (sharing economy) เป็นศัพท์ที่กำลังฮอตฮิตในวงธุรกิจจีน แนวคิดนี้โด่งดังมาจากสหรัฐฯ เช่น Uber ที่ให้คนที่มีรถสามารถนำรถออกมาขับให้บริการได้ หรือ Airbnb ซึ่งคนที่มีห้องว่าง สามารถนำห้องออกมาปล่อยเช่ารายวันได้
แต่ที่เมืองจีนตอนนี้ เขาไม่ได้แชร์กันเฉพาะรถและห้องพักแล้วนะครับ ไอเดียธุรกิจการแชร์ล่าสุดในจีน ได้แก่ แชร์จักรยาน แชร์ลูกบาสเก็ตบอล ไปจนถึงแชร์ร่ม!! 
บริษัทแชร์จักรยานของจีนอย่าง “Ofo” เพิ่งระดมทุนไปได้อีก 450 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ และปัจจุบันมีมูลค่ากิจการทะลุ 1,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ไปเรียบร้อยแล้ว ขึ้นชั้นเป็น “ยูนิคอร์น” ตัวใหม่ของจีนและเอเชีย  
จักรยานสำหรับแชร์เหล่านี้จะมีสีสันสดใสชัดเจน เมื่อใช้เสร็จแล้ว ผู้ใช้จะเอาไปจอดที่จุดจอดจักรยานสาธารณะที่ใดก็ได้ ผู้ใช้รายต่อไปก็มาใช้ต่อได้เลย โดยสามารถเปิด App ดูได้ว่าพื้นที่ใกล้เคียงมีจักรยานจอดอยู่ที่ไหนบ้าง พอเอามือถือสแกนบาร์โค้ดจ่ายเงิน ก็จะสามารถปลดล็อคจักรยานและใช้งานได้ทันที 
ส่วนบริษัทใหม่ล่าสุดอย่าง “Zhulegeqiu” มาพร้อมกับไอเดียแชร์ลูกบาสเก็ตบอล รายนี้เพิ่งได้รับทุนสนับสนุนเริ่มต้น 1.4 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ จากกองทุนในเซี่ยงไฮ้ โดยบริษัทจะติดตั้งตู้เช่าลูกบาสในสนามบาสเก็ตบอล 100,000 แห่งทั่วประเทศจีน ผู้ใช้บริการเดินทางมาสนามตัวเปล่าได้เลย เอามือถือสแกนบาร์โค้ดที่ตู้ ก็จะได้ลูกบาสมาเล่น ค่าเช่าคิดที่ 2 หยวน ต่อชั่วโมง
อีกบริษัท “Molisan” มาพร้อมกับไอเดียแชร์ร่ม เจ้าของบริษัทเล่าขำๆ ว่า วันไหนที่เขาไม่ถือร่มออกจากบ้าน วันนั้นฝนตกทุกที เขาเลยเกิดไอเดียธุรกิจแชร์ร่มขึ้นมา บริษัทจะตั้งจุดวางร่มไว้ตามสถานีรถไฟใต้ดินในเมืองกวางเจา เริ่มต้นด้วยร่ม 500,000 คัน ตั้งเป้าให้มีจุดวางร่มให้เช่าและคืนร่มทุก 100 เมตรทั่วเมือง โดยผู้ใช้ต้องเอามือถือมาสแกนบาร์โค้ดจ่ายเงินก่อน จึงจะปลดล็อคร่มได้ ส่วนค่าเช่าคิดที่ 1 หยวนต่อชั่วโมง 
งานวิจัยของรัฐบาลจีนพบว่า ตลาดธุรกิจการแชร์สินค้าในจีนมีขนาดใหญ่ถึง 50,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 2016 ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 103% จากในปี ค.ศ. 2015 และคาดการณ์ว่าจะโตเพิ่มขึ้นอีก 40% ในปีนี้ พอถึงปี ค.ศ. 2020 เศรษฐกิจการแชร์จะคิดเป็นสัดส่วน 10% ของ GDP จีนเลยทีเดียวครับ
ทำไมเศรษฐกิจการแชร์จึงมาแรงนักในเมืองจีน? ผมคิดว่ามีเหตุผล 5 ข้อครับ
หนึ่ง คนหนุ่มสาวในจีนเริ่มให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์” มากกว่า “การสะสมสิ่งของ” เช่น คนรุ่นใหม่จะไม่ซื้อรถ แต่จะเอาเงินไปใช้จ่ายกับการท่องเที่ยวแทน หรือเอาเงินก้อนมาลงทุนสตาร์ทธุรกิจเล็กๆ ของตัวเอง ดังนั้น การแชร์รถ บ้าน และสิ่งของอื่นๆ อาจดีกว่าการเอาเงินไปทุ่มซื้อสิ่งของเหล่านั้น
สอง เศรษฐกิจการแชร์ เข้ากับเทรนด์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ในจีน เช่น การรักษาสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย (แชร์จักรยาน แชร์ลูกบาสเก็ตบอล) การรักษาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม การไม่สะสมทรัพย์สินและใช้ชีวิตสไตล์มินิมอล  
สาม คนหนุ่มสาวของจีนระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยเงินก้อนมากขึ้น เพราะค่าใช้จ่ายอื่นในจีนสูงขึ้นมาก เช่น ค่าบ้าน (ราคาอสังหาริมทรัพย์ในจีนพุ่งสูงไม่หยุด) ค่าใช้จ่ายที่ต้องเลี้ยงดูผู้สูงอายุ (จีนกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ แถมด้วยนโยบายลูกคนเดียวในอดีต ทำให้คนจีนไม่มีพี่น้องมาช่วยแชร์ค่าใช้จ่าย) ดังนั้น ถ้าไม่ต้องซื้อรถ บ้าน และสามารถแชร์สิ่งของต่างๆ ด้วยราคาถูก ก็น่าจะดี  
สี่ คนจีนกังวลเรื่องความปลอดภัยของสินค้า และเริ่มต้องการบริโภคสินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น ดังนั้นจึงมีความต้องการแชร์สินค้าที่มีคุณภาพในราคาถูก แทนที่จะต้องเสียเงินทั้งก้อนเพื่อซื้อสินค้าเหล่านั้น หรืออีกทางหนึ่ง คนจีนอาจเลือกประหยัดกับค่าใช้จ่ายบางอย่าง เช่น การซื้อรถหรือบ้าน เพื่อจะได้เก็บเงินไว้ซื้อสินค้าอย่างอื่นในคุณภาพที่สูงขึ้น
ห้า ปัจจุบันจีนเป็นประเทศที่ผู้คนนิยมจ่ายเงินด้วยการสแกนบาร์โค้ดผ่านมือถือ ไม่มีใครใช้เงินสดกันแล้ว คนจีนโดยทั่วไปมีบัญชีธนาคารผูกกับ Alipay หรือ Wechat Pay เพียงแค่สแกนบาร์โค้ดก็สามารถชำระเงินค่าสินค้าได้เลย ไม่ว่าสินค้านั้นจะราคาเพียงไม่กี่หยวนก็ตาม 
การจ่ายเงินด้วยมือถือ ทำให้ธุรกิจการแชร์สิ่งของต่างๆ เป็นไปได้ เช่น คนที่จะแชร์จักรยาน ก็แค่เอามือถือสแกนเพื่อปลดล็อคจักรยาน ขณะเดียวกันก็สามารถใช้มือถือดูได้ด้วยว่าในบริเวณใกล้เคียงมีจักรยานจอดอยู่ที่ไหนบ้าง ส่วนบริษัทเองก็สามารถตามตัวบุคคลได้เวลาจักรยานหาย เพราะรู้ว่าใครเป็นคนเช่า เนื่องจากทุกอย่างชำระเงินผ่านบัญชีออนไลน์ทั้งหมด
นักลงทุนจีนรายใหญ่บางรายถึงกับโปรโมทว่า เศรษฐกิจการแชร์ของจีน เป็นการฟื้นคืนค่านิยมคอมมิวนิสต์กลับมาอีกครั้ง (เอากับเขาสิ!) เพราะพื้นฐานคอมมิวนิสต์ก็คือการแชร์สิ่งของร่วมกันในคอมมูน (ชุมชน) นั่นเอง
แต่นักวิจารณ์กลับเห็นว่า เศรษฐกิจการแชร์ของจีนนี่ให้ประโยชน์แต่กับนายทุนชัดๆ ต่างจากเศรษฐกิจการแชร์ของฝรั่งเช่น Uber หรือ Airbnb ที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปเข้าร่วมหาเงินด้วยได้ เช่น เอารถออกไปขับหาเงิน หรือเอาห้องพักที่มีอยู่ปล่อยเช่าได้ แต่เศรษฐกิจการแชร์ของจีนเหมือนการปล่อย “เช่า” มากกว่าการ “แชร์” เจ้าของธุรกิจเป็นนายทุนรายใหญ่ ส่วนคนจีนทั่วไปไม่มีโอกาสเข้าร่วมหาเงินจากธุรกิจเหล่านี้ได้เลย
นอกจากนั้น ยังมีเสียงวิจารณ์ว่าโมเดลธุรกิจของบริษัทเหล่านี้ไม่ชัดเจน หลายรายไม่มีโอกาสทำกำไรได้จริง ส่วนใหญ่เป็นการเร่งระดมทุนและขยายกิจการเพื่อยึดส่วนแบ่งในตลาดให้มากที่สุด โดยยังไม่สนใจว่าในระยะยาวจะทำกำไรได้จริงอย่างไร (ค่าเช่าจักรยานชั่วโมงละไม่กี่หยวน กี่ชาติจะคืนทุน?) แถมตอนนี้การระดมทุนในจีนก็ง่ายเหลือเกิน แค่มีไอเดียแปลกใหม่ ก็มักมีนักลงทุนให้ความสนใจมากมาย ไอเดียบางอันดูเหมือนมีดีมานด์จริงและอาจไปได้สวย แต่ไอเดียบางอันก็เหมือนเล่นตลก
แต่ก็มีวงในบางคน แอบเฉลยว่า สิ่งที่นักลงทุนสนใจในระยะยาวอาจเป็น Big Data มากกว่า ซึ่งจะมีมูลค่ามหาศาล เช่น บริษัทเหล่านี้จะเก็บข้อมูลได้ว่าผู้ใช้บริการคนใดคืนของตรงเวลา หรือใครขโมยหรือทำของชำรุด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลเครดิตผู้บริโภคที่ดีมาก บริษัทอาจขายข้อมูลเหล่านี้ให้กับสถาบันการเงินหรือบริษัทที่ต้องการข้อมูลเครดิตเหล่านี้ได้ นี่ยังไม่นับข้อมูลการตลาดอื่นๆ เช่น ผู้บริโภคเมืองไหนชอบใช้สินค้าแบบใด ชนิดใด มากน้อยเพียงใด ซึ่งจะเป็นเป็นประโยชน์กับบริษัทที่ผลิตและขายสินค้าต่างๆ ด้วย
ถ้าเราเชื่อเรื่องการแข่งขันและลองผิดลองถูกของสตาร์ทอัพ สุดท้ายในบรรดาไอเดียแปลกใหม่เหล่านี้ ก็อาจค่อยๆ พัฒนาและปรับปรุงจนเกิดโมเดลธุรกิจใหม่ที่ทำกำไรได้จริงขึ้นมา ตอนนี้ในจีนเริ่มมีการพูดถึงธุรกิจแชร์เครื่อง 3 D Printing โดยให้โรงงานหลายๆ โรงใช้ร่วมกัน ส่วนบริษัทแชร์รถจักรยานของจีนก็ได้ขยายตลาดไปที่ลอนดอนและสิงคโปร์แล้ว รวมทั้งเริ่มมีคนพูดถึงไอเดียการแชร์ร่มในสหรัฐฯ 
บางที ไอเดียธุรกิจการแชร์รายใหม่ที่จะครองโลก อาจจะมาจากจีน ซึ่งตลาดสตาร์ทอัพกำลังคึกคักและแข่งขันกันดุเดือด จนเป็นแหล่งทดลองและกำเนิดไอเดียธุรกิจใหม่ที่ไม่มีใครเคย (บ้า) คิดมาก่อนก็ได้

วิธีใช้ MACD ในการหาจังหวะเข้าซื้อหรือขายหุ้น

⭐วิธีใช้ MACD ในการหาจังหวะเข้าซื้อหรือขายหุ้น
📌 การเริ่มต้นที่จะศึกษาทิศทางระยะสั้นของหุ้นตัวใดตัวหนึ่งในตอนเริ่มต้นนั้นค่อนข้างยากพอสมควรและมันจะยากที่สุดถ้าคุณไม่รู้จักเครื่องมีที่สามารถนำมาใช้ในการวิเคราะห์ได้ ซึ่งในบทความนี้เราจะพูดถึงหนึ่งใน Indicator ที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในหมู่ Technical analysis นั้นก็คือ Moving Average Convergence Divergence หรือ (MACD) ชื่ออาจจะอ่านยากและดูวุ่นวายไปนิดสำหรับมือใหม่แต่ไม่ต้องตกใจครับ วิธีการใช้งาน MACD นั้นค่อนข้างง่ายกว่าที่คิด พร้อมทั้งอาจนำมาซึ่งพลังในการวิเคราะห์ที่คุณคิดไม่ถึงก็เป็นได้…
📌 ย้อนรอย MACD
สิ่งที่ทำให้ MACD นั้นเป็นเครื่องมือทางเทคนิคที่นิยมและใช้กันอย่างแพร่หลายเพราะว่า MACD นั้นสามารถช่วยในการหาการเติบโตของทิศทางหรือเทรนด์ระยะสั้นได้ แต่ก่อนที่เราจะกระโดดเข้าไปสู่วิธีการใช้ MACD นั้นผมอยากให้ทุกคนมาทำความเข้าใจในเรื่องของ
ยกตัวอย่างจากกราฟด้านล่างนักลงทุนจะจับตามอง เส้นราคาเฉลี่ย ระยะสั้น EMA12 (สีน้ำเงิน) ตัดเหนือ เส้นราคาเฉลี่ยระยะยาว EMA26 (สีแดง) เป็นสัญญาณของแนวโน้มที่จะเป็นขาขึ้น การตัดกันในลักษณะนี้หมายถึงราคาในช่วงที่ผ่านๆ มานั้นได้มีอัตราการขึ้นเร็วกว่าในอดีต ดังนั้นผู้ที่จับสัญญาณได้และมั่นใจก็จะเริ่มต้นเข้าไปซื้อหุ้นที่จุดนี้ ส่วนอีกแบบนึงก็คือการที่ เส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น ตัดต่ำกว่า เส้นค่าเฉลี่ยระยะยาว นั้นก็หมายความว่าเป็นการที่อัตราการลดลงของราคานั้นลดลงเร็วกว่าปกติ ดังนั้นควรจะพิจารณาว่าจะขาย หรือ จะถือหุ้นตัวนั้นต่อไปดีหรือไม่
📌 ดัชนีชี้วัด MACD
หากสังเกตุจากกราฟด้านบนจะเห็นได้ว่าเส้นทั้งสองเส้นที่เป็นเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาวและเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้นนั้นค่อยๆ แยกออกจากกันเมื่อราคามีการปรับตัวสูงขึ้น MACD จึงถูกออกแบบมาเพื่อวิเคราะห์ความแตกต่างจากค่าเฉลี่ยทั้งสองเส้น โดยการนำเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้นเป็นตัวตั้งและลบด้วยเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาว ก็จะได้เป็นเส้น MACD โดย ระยะเวลาของเส้นค่าเฉลี่ยของแต่ละเส้นนี้ก็สามารถปรับได้แล้วแต่กลยุทธ์ของแต่ละคน โดยส่วนใหญ่แล้วนักลงทุนทั่วไปจะใช้ค่า EMA12 และ EMA26 เป็นหลัก
หากค่า MACD ที่ได้ออกมาเป็น บวก นั้นหมายความว่า เส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น สูงกว่า เส้นค่าเฉลี่ยระยะยาว โดยอาจเป็นสัญญาณของหุ้นขาขึ้นด้วย ซึ่งนักลงทุนอาจจะพิจารณาว่าตอนนี้อาจจะยังไม่ใช่จุดที่ทำกำไรควรจะรอสัญญาณที่ชัดเจนก่อนเพื่อกำไรที่มากขึ้น หรือ ในทางกลับกัน ค่า MACD ที่ติดลบนั้นหมายถึงแนวโน้มขาลงนั้นแข็งแรงขึ้น อาจไม่เหมาะสมกับการที่จะเข้าไปซื้อ
📌 เส้นสัญญาณ (Signal Line)
หากเราแค่จะเทียบความแตกต่างของ ค่าเฉลี่ยราคาหุ้น ก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้ค่า MACD แต่การที่ MACD พิเศษกว่าดัชนีอื่นนั้นก็เพราะว่ามีเจ้า Signal Line หรือ เส้นสัญญาณโดยเกิดขึ้นจากการนำค่า MACD ย้อนหลัง 9 วันมาเฉลี่ย แล้ววางลงเป็นกราฟเดียวกันกับ MACD
รูปด้านล่างเส้นหนาจะเป็นเส้น MACD และ เส้นรอยประคือเส้นสัญญาณ (Signal Line) หรือ EMA9 ของ MACD
สัญญาณซื้อ สามารถเกิดขึ้นได้โดยการที่เส้น MACD ตัดเหนือ เส้นสัญญาณ และ สัญญาณขาย เกิดขึ้นเมื่อเส้น MACD ตัดต่ำกว่า เส้นสัญญาณ หลายครั้งที่นักลงทุนจะเจอเส้นการตัดกันต่ำกว่า 0 การที่เกิดการตัดกันแบบนั้นอาจจะเกิดการกลับตัวของหุ้น หรือ เปลี่ยนแปลงในทิศทาง แต่นักลงทุนต้องจำไว้ว่าถ้าการที่ตัดกันในจุดต่ำกว่า 0 นั้นหมายถึงหุ้นตัวนั้นมีแรงขายในช่วงระยะสั้นมากกว่าระยะยาวนั้นเอง ดังนั้นการเลือกที่จะเข้าซื้อในจุดตัดที่เหนือเส้น 0 ย่อมเป็นอะไรที่เสี่ยงน้อยกว่า
อีกสัญญาณนึงที่นักลงทุนที่มีประสบการณ์มักจะหยิบไปใช้ก็คือการเกิด Divergence หรือการที่ดัชนีอย่าง MACD มีแนวโน้มขึ้นลงสวนทางกับราคาหุ้น
📌 เส้นศูนย์
อย่างที่ได้กล่าวไปในขึ้นต้นว่าการคำนวณ MACD นั้นเกิดจากการทำเส้น EMA12 และ EMA26 มาลบออกจากกันดังนั้นเมื่อเส้นทั้งสองเส้นตัดกันค่า MACD จึงเป็น 0 โดยสามารถดูจากภาพด้านล่างได้ว่า การที่เส้น MACD ตัดผ่านเส้น 0 นั้นเป็นสัญญาณบ่งบอกแนวโน้มของหุ้นที่ค่อนข้างชัดเจน และ ค่อนข้างที่จะดูง่าย
📌 ข้อดีของ MACD
ในตัวอย่างที่ได้โชว์ไปก็จะเห็นได้ว่า MACD นั้นค่อนข้างมีประโยชน์กับนักลงทุนระยะสั้น โดยเป็นเครื่องมีที่ใช้ในการยืนยันแนวโน้มหรือทิศทางของราคาหุ้นว่าจะไปในทิศทางใดก่อนที่จะมีการสั่งออเดอร์ซื้อหรือขาย
📌 ข้อเสีย MACD
ข้อเสียที่ใหญ่ที่สุดสำหรับการใช้ดัชนีชี้วัดตัวนี้ก็คือในบางครั้งเกิดสัญญาณซื้อขายค่อนข้างบ่อยในช่วงราคาที่ค่อนข้างใกล้กันก่อนที่จะเกิดสัญญาณที่แสดงทิศทางอย่างชัดเจน อย่างที่โชว์ในกราฟด้านล่างจะเห็นได้ว่าก่อนที่ราคาหุ้นจะพุ่งขึ้นสูงได้เกิดสัญญาณซื้อขายจากเส้น MACDC ตัดกับเส้น Signal หลายครั้ง
นักลงทุนที่เลือกใช้ดัชนีชี้วัด MACD เป็นเครื่องมือในการจับสัญญาณต้องเข้าใจว่าในช่วงที่ตลาดขึ้นลง หรือ Sideway อาจส่งผลให้ค่าของ MACD เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งการที่เกิดสัญญาณถี่อาจจะทำให้นักลงทุนขาดทุนได้เนื่องจากการซื้อขายแต่ละทีมีค่าธรรมเนียมเป็นปัจจัยนึงที่เข้ามาเกี่ยวข้อง
ข้อด้อยอีกข้อของการใช้ MACD คือการที่เราไม่สามารถนำหุ้นตัวนึงมาเปรียบเทียบกับอีกตัวได้เนื่องจากค่า MACD นั้นเกิดจากการนำราคาหุ้นมาลบกันแล้วหาความแตกต่าง ดังนั้นในตลาดที่มีราคาหุ้นค่อนข้างหลากหลายถูกและแพงจึงทำให้เกิดข้อด้อยข้อนี้ขึ้นมา
📌 บทสรุป
MACD เป็นหนึ่งในเครื่องมือหรือดัชนีชี้วัดที่มีความนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในหมู่นักลงทุนระยะสั้นเพื่อวิเคราะห์และหาทิศทางแนวโน้มของหุ้นตัวนั้นๆ ว่าจะไปยังทิศทางใด โดยการที่ MACD ตัดกับ Signal Line หรือเส้นสัญญาณนั้นเป็นการบอกถึงโอกาสในการลงทุน หรือ การขายหุ้น ณ ราคานั้นๆ และ การที่ MACD ตัดผ่านเส้น 0 นั้นก็เป็นการชี้ว่าแนวโน้มของราคาหรือทิศทางกำลังจะไปในทางใด
สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วถูกทดสอบมาว่ามีความแม่นยำค่อนข้างสูง พร้อมทั้ง MACD ยังเป็นเครื่องมือที่เรียนรู้และเข้าใจง่ายจะเหมาะสำหรับทั้งนักลงทุนมือใหม่ หรือ แม้กระทั่งคนที่ยังไม่เคยลงทุนแต่สนใจที่จะลงทุนก็สามารถเรียนรู้ศึกษาเพื่อนำไปใช้งานได้ไม่ยากนะ
Cr.SET MONITOR