ข้อคิดจากหนังสือ “กรรมของนักเล่นหุ้น

== ข้อคิดจากหนังสือ “กรรมของนักเล่นหุ้น” ==หนังสือเล่มนี้เขียนโดยทันตแพทย์สม สุจีรา เป็นหนังสือออกแนวจิตวิทยาการลงทุนที่บอกว่า เจ้ากรรมนายเวรเป็นความรู้สึกที่แฝงอยู่ในจิตของเรา (เรียกว่า “เจตสิก”) ถ้าวันไหนมีเหตุมีปัจจัยเหมาะสมมันก็จะแสดงอาการออกมาทำให้กลัว โลภ โกรธ หลง เชื่อ ลังเล ดีใจ เสียใจ ฯลฯ ทำให้เราตัดสินใจซื้อหรือขาย “หุ้น” ส่วนผลที่ตามมาในการชดใช้กรรมมีได้ตั้งแต่ กำไร ขาดทุน ตกรถ ติดดอย ขายหมู รับมีด

“สติ” คือ สิ่งสำคัญที่จะมาช่วยเราแก้กรรม และทำให้เราอยู่รอดปลอดภัยในตลาดหุ้นได้ โดยที่คุณหมอกล่าวไว้ว่า “เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือกรรมยังมีสติ” และนี่คือสิ่งทีผมได้เป็นข้อคิดจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ครับ

** 20 ข้อคิดที่ได้จากหนังสือกรรมของนักเล่นหุ้น **

1) “ตกรถ” เพราะเอาจิตไปยึดติดกับอดีตว่าราคาหุ้นเคยต่ำกว่านี้มาก่อน กลัวว่าเราจะซื้อที่ราคาสูงไปแล้ว แต่สิ่งที่เราควรทำคือมองไปที่อนาคตว่า หุ้นตัวนี้ยังไปต่อได้อีกมั้ย ถ้ามีแนวโน้มขึ้นต่อ “การซื้อแพงแล้วไปขายแพงกว่า” ก็จะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง 

2) คนที่เก่งในการทำนายอดีต ทุ่มเงินทั้งหมดลงไปในจินตนาการ ไม่มีประโยชน์อะไรในการเล่นหุ้น เช่น เราเคยเห็นหุ้นตัวนึง 5 บาท หนึ่งปีถัดมากลายเป็น 15 บาท เราคิดว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้เราซื้อหมดตัวได้กำไร 3 เท่า แต่ในความเป็นจริงถ้าเราได้ซื้อที่ 5 บาท เราก็คงจะขายไปตั้งแต่ 6-8 บาทแล้ว เพราะเราไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร

3) “การซื้อหุ้นถูกตัว ไม่สำคัญเท่ากับการซื้อหุ้นถูกจังหวะ” ช่วงเวลาทีดีที่สุดในการซื้อคือช่วงที่คนในตลาดกำลัง “เจ็บใจ” หลังจากทุกคน “ตื่นกลัว” และขายหุ้นออกไปจนหมดแล้ว และให้ไปขายในช่วงที่ทุกคน “มั่นใจ” เปรียบเหมือนกับปลาที่หาอาหารเก่งต้องว่ายทวนน้ำฉันใด คนที่เล่นหุ้นเก่งก็ต้องทวนกระแสฉันนั้น แต่ไม่ใช่ทวนแบบหน้ามืดตามัว ต้องดูจังหวะด้วย

4) “การขายหมูทำให้เสียดาย แต่การติดดอยทำให้เสียใจ” ขายหมูยังเหลือเงินสดไปไล่หมูตัวอื่น ขอแค่อย่าขายหมูไปซื้อควาย แต่ติดดอยทุกข์ทรมาน มัวแต่รอว่าสักวันจะกลับมากไร ให้พึงระลึกไว้เสอว่า “งาช้างไม่มีวันงอกออกจากปากหมา” ถ้าหุ้นตัวนั้นเป็นหุ้นเน่าจริง ๆ ควรตัดใจขายทิ้ง แล้วออกไปตามหาช้างจะดีกว่า

5) การเล่นหุ้นคือการต่อสู้กับใจของตัวเอง ถ้าเอาชนะความอยากของตัวเองได้ โอกาสประสบความสำเร็จสูงมาก อย่าเอาอารมณ์ของตลาดมาเป็นอารมณ์ของตัวเอง จงตระหนักในวันที่ตลาดตระหนก จงตื่นตัวในวันที่ตลาดตื่นกลัว

6) ถ้าในพอร์ตมีหุ้นติดดอยอยู่มาก จะเหนี่ยวนำให้เกิดการขายหมูตัวอื่น เพราะเราจะเกิดความกลัวว่าหุ้นตัวอื่นจะตก กลายเป็นความรู้สึกเชิงลบ เข้าทำนองที่ว่า ส้มในกล่องเน่าหนึ่งลูกมันจะพาลทำให้ส้มลูกอื่นเน่าเร็วไปด้วย ดังนั้น คุณก็แค่หยิบส้มลูกที่เน่าทิ้งไป ไม่ใช่เก็บลูกเน่าแต่ทิ้งลูกที่ดี

7) รับมีด เกิดจากความโลภ เพราะเห็นราคาลง 10% แปลว่าโอกาสในการทำกำไรก็ต้องเท่ากัน โดยไม่ได้ดูสภาพแวดล้อมประกอบ ทำให้สวนแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ กลายเป็นประสานงากับรถสิบล้อแทน 

8) คนที่เจ็บปวดกับการตกรถมีโอกาสที่จะรับมีดหุ้นตัวเดิมสูง เพราะคิดว่ารถถอยลงมารับ ทำให้ตัดสินใจกระโดดเข้าไปขณะที่คนอื่นกำลังก้าวลงจากรถ และความจริงก็คือรถกำลังจะลงเหว อย่าให้มีความรู้สึกว่า เสียดายหรือแค้นต้องเอาคืน เพราะเรากำลังใช้อารมณ์ทำให้ผิดพลาดได้ ทางที่ดีคือให้มองหารถคันใหม่แล้วไปรอขึ้นที่ชานชาลาดีกว่า

9) ถ้าคิดจะ “รับมีด” ให้เปลี่ยนเป็น “ลับมีด” เพื่อฟันที่ราคาต่ำ ๆ ให้ดูหุ้นสัปดาห์ละครั้งแล้วเราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดกว่า ไม่ต้องกลัวว่าจะซื้อไม่ทันตราบใดที่ยังเป็นขาลงอยู่

10) ความใจร้อนไม่เคยทำให้ใครประสบความสำเร็จ การตัดสินใจเร็วไป 4 ครั้ง มีโอกาสผิดพลาดได้ถึง 3 ครั้ง เพราะฉะนั้น จงใจเย็นแม้จะทำให้พลาดบ้างเป็นบางครั้ง แต่ผลตอบแทนที่เหลือจะมาชดเชยสิ่งที่พลาดไปเอง

11) หุ้นมีนิสัยเหมือนมนุษย์ หุ้นขี้เกียจ ซื้อขายวันละหลักร้อยหุ้น หุ้นขี้ตกใจ เกิดข่าวร้ายนิดหน่อย ราคาตกลงมากกว่าตลาด หุ้นขี้เหนียว กำไรเยอะแต่ปันผลนิดเดียว หุ้นขี้โม้ มีสารพัดโครงการแต่ทำไม่ได้จริงซักที แต่หุ้นที่นักลงทุนควรหลีกเลี่ยงคือ “หุ้นขี้โกง” ที่มีผู้บริหารนิสัยโจรปะปนอยู่

12) ทุกคนควรวิเคราะห์ตัวเองว่าผิดพลาดแบบไหนแล้วไปแก้ไขที่จุดนั้น คนที่ชอบขายหมู แสดงว่าดีใจมากเกินไปเวลาหุ้นขึ้น คนที่ติดดอยมีความกล้าบ้าบิ่น คนที่ตกรถเป็นคนขี้กลัว ระแวง ส่วนคนที่ชอบรับมีดมีความโลภและคิดว่าราคาที่ตกลงมาคือกำไรที่ซื้อได้ถูกลง

13) ความฝันของนักลงทุน คือ การสามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดในอดีต แต่ถ้าจิตยังเหมือนเดิม ถึงย้อนเวลากลับไปได้จริง การตัดสินใจก็จะไม่ต่างไปจากเดิม พระพุทธองค์จึงทรงสอนให้เรากำหนดสติเพื่อเปลี่ยนความรู้สึกที่ปัจจุบัน และอนาคตก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น สิ่งที่ต้องแก้คือจิตไม่ใช้การประดิษฐ์เครื่องย้อนเวลา

14) การยอมรับความพ่ายแพ้ เมื่อตัดสินใจผิด ทำให้สามารถเรียนรู้วิธีที่จะชนะได้ ให้เราถอยออกมามองภาพใหญ่เหมือนโค้ชที่อยู่ข้างสนามจะเห็นภาพโดยรวมชัดกว่านักเตะที่อยู่ในสนาม คอยมองหาจุดอ่อนและข้อผิดพลาดของตัวเองไม่ใช่โยนความผิดให้คนอื่น … แน่นอนว่าความพ่ายแพ้มันเจ็บปวด แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นแรงขับว่าสักวันต้องกำไร แล้วพยายามแก้ตัวใหม่ ส่วนใหญ่ถ้ายังสู้ต่อจะจบลงด้วยชัยชนะอย่างถาวร

15) คนเราทุกคนเกิดมาต้องมีความถนัดอย่างใดอย่างหนึ่งซ่อนอยู่ หาให้เจอและดึงจุดนั้นมาใช้ในการลงทุน ถ้าคุณถนัดว่ายน้ำแล้วไปวิ่งแข่งคุณก็จะแพ้ คนเราไม่ต้องเก่งหลายอย่าง ขอแค่อย่างเดียว แต่เอาให้เก่งสุด ๆ ไปเลย เหมือนที่วอร์เรน บัฟเฟต เคยบอกว่า “ในการเล่นเบสบอลไม่จำเป็นต้องตีทุกลูก แต่เวลามีลูกที่คุณถนัด ต้องตีให้แรง และให้ตรงที่สุด”

16) ตัด “ความอยาก” ออกให้หมดให้เหลือแต่ “ความเชื่อ” เหมือนนักกีฬาที่ทุกคคนต้องอยากชนะ แต่เมื่อฝึกซ้อมหนักมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะเกิดความเชื่อว่าจะชนะมากขึ้นเท่านั้น เหมือนเราเล่นหุ้นซื้อปุ๊บก็อยากให้ขึ้นปั๊บ อดทนรอไม่ได้ แต่ถ้าเรามีความเชื่อที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก จะทำให้อดนรอคอยความสำเร็จของหุ้นตัวนั้นได้ 

17) พลังแห่งความรู้สึกสูงกว่าพลังแห่งความคิดมากจนเทียบไม่ได้ เช่น บางคนหักห้ามความรู้สึกอยากสูบบุหรี่ไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ความคิดรู้ว่าจะทำให้เป็นมะเร็ง เพราะความรู้สีกเป็นกรรมเก่า ส่วนความคิดเป็นกรรมปัจจุบัน วิธีเดียวที่จะเอาชนะได้คือ การฝึกสติสัมปชัญญะให้มีกำลังกล้าแกร่งพอที่จะสู้กับความรู้สึกนั้นได้

18) การดูให้เห็นอาการโดยปราศจากอารมณ์ จะทำให้หยั่งรู้เห็นความจริงแท้ที่ซ่อนอยู่ ดูให้เห็นว่าหุ้นขึ้นโดยไม่มีอารมณ์ดีใจ ดูให้เห็นว่าหุ้นตกโดยไม่ต้องกังวล อย่าเอาใจเข้าไปรับ เป็นการเห็นแบบ “ปรมัตถ์” คือ สนใจกับอาการที่ปรากฏเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ต้องเอาจิตเข้าไปปรุงแต่งให้เกิดเวทนา ตัณหา อุปาทาน (ตัวกูของกู) แยกสติออกไปจับอาการและทำความเข้าใจในธรรมชาติของมัน

19) ถ้ามีอารมณ์เกิดขึ้นไม่ต้องรีบไปหยุดมันทันที ให้ใช้สติเฝ้าดูเหมือนเหยียบเบรก ABS ที่ค่อย ๆ หยุดล้อให้หมุนและจะมีประสิทธิภาพมากกว่า เคล็ดลับก็คือ อย่าไปอยากให้อารมณ์มันหาย เพราะถ้ายิ่งอยากมันจะไม่หาย แต่อารมณ์มันขี้อาย พอรู้ว่าเราจ้องมันอยู่ มันจะหลบไปทันที ค่อย ๆ ฝึกสติตามดูอย่างจดจ่อ โดยไม่คิดเปลี่ยนแปลงแก้ไข ความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นคือ อารมณ์นั้นจะค่อยๆ เลือนหายไปเอง

20) วันใดที่ได้กำไรและเหลือเงินเก็บในระดับที่พอใจแล้ว ให้ขายหุ้นทิ้งให้หมด คุณจะพบว่า ชีวิตที่ไม่ต้องวุ่นวายกับข่าวสารของโลก ไม่ต้องตื่นกลัวกับเรื่องร้าย ๆ ในประเทศ เป็นชีวิตที่มีความสุขอย่างแท้จริง เพื่อใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีความสุข ปราศจากกิเลศ ตัณหาที่เร่าร้อน

ผมคิดว่า 20 ข้อคิดนี้น่าจะเป็นบทเรียนสอนใจให้เราอยู่รอดปลอดภัยในตลาดหุ้นอย่างมีสติ และโดยปกติผมมักจะยึดหลัก 1 BOOK 1 LESSON ที่พี่หนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธุ์ หรือ Money Coach บอกว่า ให้นำบทเรียนที่ได้จากหนังสือ 1 เล่ม สัก 1 เรื่อง มาปฏิบัติใช้ให้ได้ผลจริงกับชีวิต แล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นกับตัวเอง สำหรับผมอยากไปฝึกนั่งสมาธิให้ได้ทุกวันสักวันละ 10 นาทีก่อน เพื่อให้ตัวเองมีสติมากขึ้นและสามารถจับอาการหุ้นได้โดยปราศจากอารมณ์ 

ลองไปหา 1 book 1 lesson ของคุณดูนะครับ แล้วคุณจะรู้ว่ามันมีประโยชน์จริงๆ 

.

#กรรมของนักเล่นหุ้น #จิตวิทยาการลงทุน #onebookonelesson #วิตามินหุ้น

Advertisements

  
คุณชอบอ่านหนังสือที่สนุกหรือมีประโยชน์นำไปใช้ได้จริงมากกว่ากัน?

ถ้ามีหนังสือเล่มหนึ่งที่ทั้งอ่านสนุกและมีประโยชน์นำไปใช้ได้จริงล่ะ?

(**หมายเหตุ** พิมพ์ครั้งที่ 2 เปลี่ยนชื่อเป็น “ชีวิตผมเปลี่ยนไปเมื่อได้เทพช้างเป็นกุนซือ”)

=ภาพรวม=

คุณคิดว่าอะไรคือสาเหตุที่พวกเราอ่านหนังสือแนวพัฒนาตนเองแล้วก็ยังเป็นคนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง?

แน่นอนว่าแต่ละคนคงมีเหตุผลที่แตกต่างกันไป แต่จากการสังเกตของผู้วิจารณ์ก็คือ  

1) เราอ่านแล้วสักพักก็ลืม ตามกราฟแสดงการลืมของเอบบิงเฮาส์พบว่า ยิ่งเวลาผ่านไปนานขึ้น เราก็จะยิ่งลืมมากขึ้น และในเมื่อลืม ก็ไม่สามารถนำไปลงมือทำได้

2) สมองไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นมันจึงสร้างกลไกต่าง ๆ มาโน้มน้าวเราด้วยเหตุผลที่น่าเชื่อถือว่า ทำไปก็เท่านั้น ในที่สุดเราก็จะลงเอยด้วยการไม่ลงมือทำอะไร

ผู้เขียนหนังสือ “เทพช้างสอนคิด” นี้จึงเขียนแบบแผนซ้อนแผนที่แก้เกมจุดอ่อนของสมองเราไว้ได้อย่างเหนือชั้น

ประการแรก ผู้เขียนวางหมากแก้ลืมเอาไว้ โดยอาศัยข้อเท็จจริงที่ว่าสมองจะจำข้อมูลได้ดีกว่าถ้าข้อมูลนั้นอยู่ในรูปแบบของเรื่องราวต่าง ไม่ได้เป็นข้อมูลน่าเบื่อที่แยกเป็นข้อ ๆ    

นอกจากนั้นสมองจะจำได้ดีเวลาเราหัวเราะและอารมณ์ดี  

ดังนั้นผู้เขียนจึงผูกเรื่องราวการพัฒนาตนเองขึ้นมาเล่าเป็นนิยายที่สนุก ๆ ปนอารมณ์ขัน เป็นเรื่องของการที่เทพช้างสอนเคล็ดลับความสำเร็จให้ชายหนุ่มคนหนึ่ง

ประการที่สอง ผู้เขียนมองเห็นรูปแบบของ “ความไม่สามารถลงมือทำ” ของคนเราค่อนข้างชัดเจน จึงเขียนในรูปแบบที่ช่วยให้เราลงมือทำได้ง่ายขึ้น เช่น เริ่มทำในสิ่งเล็ก ๆ ที่สมองไม่ต่อต้านก่อน

แต่สิ่งเหล่านั้นก็ยังเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมพอที่จะให้ความพึงพอใจเมื่อทำสำเร็จ ความพึงพอใจที่ว่าคือสารโดพามีนที่สมองหลั่งออกมา ซึ่งจะจูงใจให้ผู้นั้นอยากลงมือทำอีก

นอกจากนี้สมองยังชอบ “เส้นตายที่ชัดเจน” เนื้อเรื่องจึงผูกเป็นเหมือนคำสั่งหรือภารกิจง่าย ๆ ที่ต้องทำให้ได้ภายใน 1 วัน  

ซึ่งเหล่าภารกิจเล็ก ๆ ในเล่มนี้นั้นเมื่อมารวมกันแล้วก็จะกลายเป็นการพัฒนาตนเองอย่างรอบด้าน

ผู้วิจารณ์อ่านแล้วพบว่า ถ้าเราอ่านแล้วลองทำตามคำแนะนำของ “เทพช้าง” ในแต่ละวันติดต่อกันจนครบทุกอย่างในเล่ม ชีวิตเราจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นแน่นอน  

จะมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับว่าเรามีวินัยที่จะทำตามมากแค่ไหน

=น่าสนใจจากในเล่ม= 

* ซุซุกิ อิจิโร่ นักเบสบอลอาชีพชาวญี่ปุ่นที่ข้ามไปเป็นดาวรุ่งของเมเจอร์ลีกในสหรัฐอเมริกา จะนั่งขัดถุงมือหลังการซ้อมและการแข่งทุกครั้งในห้องล็อคเกอร์แม้เพื่อนทุกคนจะกลับบ้านไปแล้ว    

เขาทำอย่างนั้นมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็กประถม โดยให้เหตุผล่า “เราต้องทะนุถนอมเครื่องมทำมาหากินของตัวเองซึ่งถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์”

เครื่องมือในการทำมาหากินของคุณคืออะไร? จงไปใส่ใจทะนุถนอมดูแลมันอย่างดีด้วยความรู้สึกขอบคุณ

* อุปสรรคหลักอย่างหนึ่งที่ทำให้คนเราไม่ประสบความสำเร็จคือ “การไม่รับฟังผู้อื่น” เพราะมัวแต่ “ยึดติดอยู่กับกรอบความคิดของตัวเอง”

* คนที่จะได้เป็นเศรษฐี มักจะเป็นคนที่อยากทำให้คนอื่นมีความสุขจากใจจริง  

มัตสึชิตะ โคโนะสุเกะ ผู้ก่อตั้งพานาโซนิค เคยคิดไว้สมัยวัยเยาว์ว่า “จะกำจัดความยากจนให้หมดสิ้นไปจากสังคม” แล้วก็ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาถูกที่ใคร ๆ ก็ซื้อหามาใช้ได้ขึ้นมา

* เฮนรี่ ฟอร์ด บิดาแห่งอุตสาหกรรมรถยนต์ เคยกล่าวว่า “ถ้าผมถามลูกค้าว่าอยากได้อะไร พวกเขาคงตอบว่า อยากได้ม้าที่วิ่งเร็วขึ้น”

สิ่งที่ฟอร์ดต้องการสื่อก็คือ ในการเติมเต็มความต้องการของคนอื่น เราต้องไม่คอยไปถามว่า “คุณอยากได้อะไร” เพียงอย่างเดียว เพราะเขาเองอาจตอบไม่ได้ แต่เราต้องเป็นฝ่ายคิดเองแล้วนำเสนอสิ่งนั้นให้เขา

(สตีฟ จ็อบส์ ก็คิดอย่างนั้นตอนพัฒนา iphone ขึ้นมา — ผู้วิจารณ์)

* ดังนั้น หนึ่งในภารกิจที่เราต้องทำคือ หมั่นรู้ทันความต้องการของคนอื่น

* คนที่ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่หรือคนที่ประสบความสำเร็จส่วนมากมีอารมณ์ขันกันทั้งสิ้น เช่น ไอน์สไตน์ เป็นต้น

* เวลาว่างหลังเลิกงานคือ “ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด” เราจะประสบความสำเร็จในอนาคตหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าเราใช้เวลาเหล่านั้นไปทำอะไร ควรใช้เวลากับสิ่งที่สำคัญที่สุด

* การที่จะมีเวลาทำอะไรที่ดีต่อชีวิตเพื่อพัฒนาตนเองได้นั้นต้องมีเวลา คนเรามีเวลาจำกัด  

ดังนั้น ให้ลองคิดดูว่าเราสามารถ “เลิก” ทำอะไรได้บ้าง 1 อย่างในแต่ละวัน เพื่อที่จะได้มีเวลามากขึ้น เช่น เลิกดูโทรทัศน์ เลิกเล่นคอมพิวเตอร์หรือมือถือเรื่อยเปื่อย เป็นต้น

* การที่จะพัฒนาตนเองให้ได้ต่อเนื่องไปนาน ๆ ต้องทำด้วยความรู้สึกสนุก 

วิธีหนึ่งที่ช่วยได้คือ ก่อนนอนให้นึกถึงเรื่องที่ตนเองมุ่งมั่นตั้งใจทำในวันนั้น แล้วชมตัวเองว่า “ทำได้ดีมาก” (สมองชอบให้ชม – ผู้วิจารณ์) อย่าเอาแต่นึกถึงเรื่องที่ทำได้ไม่ดีแล้วคอยแต่ตำหนิตนเอง

* การทำอะไรสบาย ๆ มักไม่ค่อยให้ผลดีอะไรกับตัวเรานัก 

เช่น ถ้าอยากเพิ่มกล้ามเนื้อ เราก็ต้องบริการกล้ามเนื้อจนเต็มกำลังก่อน ดังนั้นถ้ายังอยากดูโทรทัศน์ ก็ต้องฝึกคิดวิเคราะห์ตามด้วยเหตุผลไปด้วย ก็จะสามารถเรียนรู้ได้เหมือนกัน  

* การจะเปลี่ยนแปลงตนเอง อย่าพยายามเปลี่ยนเพียง “ความคิด” แต่ต้องเปลี่ยน “บางอย่างที่เป็นรูปธรรม” ด้วย

เช่น ถ้าจะเลิกดูโทรทัศน์ ก็ให้กำจัดโทรทัศน์ไปเลย เรียกว่าเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเปลี่ยนแปลงตนเองได้อย่างต่อเนื่อง (เช่น เอาเวลาที่จะดูโทรทัศน์ไปอ่านหนังสือแทน)

* เสื้อผ้าก็ถือเป็นสภาพแวดล้อมอย่างหนึ่งที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้

นโปเลียน โบนาปาร์ต เคยพูดไว้ว่า “คนเราเปลี่ยนแปลงบุคลิกไปตามเสื้อผ้าที่สวมใส่”  

เสื้อผ้าส่งผลต่อจิตใจคนใส่ ถ้าเราสวมเสื้อผ้าที่ทำให้เรามั่นใจในตนเอง การกระทำและคำพูดของเราก็จะเปลี่ยนไป

* ถึงจะเกิดเรื่องไม่ดีกับเรา แต่เราก็ต้องพยายามคิดว่า “โชคดี” เอาไว้ก่อน แม้เราจะไม่ได้คิดอย่างนั้นจริง ๆ ก็ตาม ถ้าพูดออกมาได้เลยยิ่งดี

เพราะเมื่อทำอย่างนั้น สมองจะเริ่มค้นหาความโชคดีเอง มันจะพยายามเรียนรู้บางอย่างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

* คนส่วนใหญ่มักชื่นชมผลสำเร็จ แต่แทบไม่มีใครสนใจกระบวนการสร้างความสำเร็จนั้นเลย  

การที่ซุนวูเคยบอกว่า “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” แท้ที่จริงก็หมายถึงการต้องเตรียมการล่วงหน้าไว้ให้พร้อมนั่นเอง เพราะมันจะเป็นตัวกำหนดผลแพ้ชนะ

ดังนั้น จึงต้องเตรียมตัวสำหรับการทำงานในวันถัดไปทุกวัน

* คนเรามักอยากอยู่ใกล้คนที่ทำให้เรารู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง ดังนั้น คนที่สามารถทำให้คนอื่นรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองได้ก็จะได้รับแรงใจและการสนับสนุนจากผู้อื่นอยู่เสมอ ดังนั้นเขาจึงประสบความสำเร็จ

* แอนดรูว์ คาร์เนกี้ ผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในอุตสาหกรรมเหล็กกล้า ที่จริงไม่ค่อยมีความรู้ในเรื่องเหล็กกล้า แต่เขารู้วิธีที่จะทำให้คนอื่นภาคภูมิใจในตนเอง  

เช่น เวลาที่เขาควบรวมบริษัทอื่นในวงการเดียวกันเพื่อขยายบริษัทตนให้ใหญ่ขึ้น เขาจะไม่เปลี่ยนชื่อบริษัทที่ควบรวม เพราะมันจะทำให้พนักงานในบริษัทเหล่านั้นตั้งอกตั้งใจทำงานมากขึ้น

* การชมข้อดีของคนอื่นอย่างจริงใจเป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้คนอื่นภาคภูมิใจในตนเอง ดังนั้นภารกิจหนึ่งคือ “ต้องหมั่นมองหาข้อดีของคนอื่นแล้วเอ่ยชม”

* “การบริการ” ก็คือการทำให้คนอื่นรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองอย่างหนึ่ง เพราะทำให้เขามีความสุขและรู้สึกดี ถ้าเราไม่คอยใส่ใจเฝ้าสังเกตอีกฝ่ายอยู่ตลอดเวลา เราก็จะไม่สามารถให้บริการเขาได้ 

(การใส่ใจเฝ้าสังเกต ก็คือการมีสติที่ละเอียดรอบคอบนั่นเอง – ผู้วิจารณ์)

* การ “เลียนแบบข้อดีของคนอื่น” ก็เป็นสิ่งที่ควรทำ สตีฟ จ็อบส์ เอง ก็เคยถูกคนรอบข้างกล่าวถึงว่าเป็น “อัจฉริยะในการขโมยไอเดียคนอื่น” เช่นกัน

* เด็กประถมเวลาเล่นกันอย่างอิสระจะมีใจที่จดจ่ออยู่กับการเล่นอย่างเพลิดเพลิน  

คนที่สร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ได้มักจะเป็นแบบนี้เช่นกัน พวกเขาทำงานด้วยความรู้สึกสนุกสนานเหมือนเด็กประถม จึงสามารถมีสมาธิจดจ่ออยู่กับงานได้

ดังนั้น เราจึงต้องค้นหางานที่เราสามารถทำได้ด้วยความรู้สึกสนุกจากใจจริง เพื่อที่จะได้ปลดปล่อยความสามารถของตัวเองออกมาได้เต็มที่

แต่เราก็จะไม่มีวันค้นพบงานนั้นเจอได้เลยถ้าเราไม่ลองลงมือทำจริงไปหลาย ๆ อย่าง ดังนั้นจึงต้องหมั่นค้นหาและทดลองทำไปให้รอบด้านจนกว่าจะพบสิ่งที่เราสนุกกับมันจริง ๆ

* อัลเบิร์ต เซนต์ –จอร์จี ผู้ได้รับรางวัลโนเบลจากการค้นพบวิตามินซี เคยกล่าวว่า “การค้นพบคือการมองสิ่งเดียวกับคนอื่น แต่คิดในสิ่งที่ต่างจากคนอื่น”

* ใคร ๆ ก็คิดว่าเวลาไปกินข้าวนอกบ้านคือช่วงเวลาพักผ่อน แต่ถ้าเราคิดแบบคนอื่นเราก็จะสร้างผลงานได้แค่ระดับคนทั่วไป  

คนที่จะประสบความสำเร็จจะมองไปรอบ ๆ และวิเคราะห์ไปด้วยว่ามีร้านนี้ทำอย่างไรบ้างถึงประสบความสำเร็จ

* เวลาไปศาลเจ้าหรือไปไหว้หลุมฝังศพบรรพบุรุษ ลองเปลี่ยนจากการ “ขอพรให้เราได้นู่นนี่สมหวัง” เป็นการ “ขอบคุณที่ช่วยดูแลผมเป็นอย่างดีเสมอมาครับ” แทน  

คนที่รู้สึกขอบคุณต่อทุกสิ่งและทุกคนเสมอ จะได้รับการสนับสนุนเสมอ

* การสร้าง “เซอร์ไพรส์” หรือ การมอบสิ่งที่ “อยู่เหนือความคาดหมาย” ให้กับลูกค้า คือสิ่งที่ทำให้ลูกค้าพึงพอใจมากที่สุด และจะกลับมาอุดหนุนซ้ำอีก

วิธีฝึกง่าย ๆ คือภารกิจ “สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการให้ของขวัญแม้จะเป็นของเล็ก ๆ น้อย ๆ” อย่างเช่นเวลามีคนไอก็เอายาอมแก้ไอไปยื่นให้

* การหาความรู้ใส่ตัวอย่างเดียวไม่สามารถทำให้คนเปลี่ยนแปลงได้ คนเราจะเปลี่ยนแปลงได้ก็ต่อเมื่อลุกขึ้นและลงมือทำอะไรสักอย่างเท่านั้น

* แรงจูงใจมีที่มาหลายอย่าง เช่น ความใฝ่ฝันอยากใช้ชีวิตแบบนี้แบบนั้น หรือ การอยากเป็นที่ยอมรับของคนนี้คนนั้น 

แต่แรงจูงใจที่ได้ผลมากที่สุดคือ ให้นึกถึง “สิ่งที่วันหนึ่งข้างหน้าจะรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ทำ”

* หัดเล่าความฝันของเราให้คนอื่นฟัง แต่ต้องเป็นความฝันที่จะช่วยให้เขามีความสุขได้ด้วย

* จงช่วยให้คนอื่นประสบความสำเร็จ

* หัดทำสิ่งที่ท้าทายความสามารถของตนเอง ถ้าให้ถึงขั้นใจเต้นตึ้กตั้กได้ยิ่งดี เพราะมันจะนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “ปาฏิหาริย์”

* ยิ่งเรามี “ความอยาก” เพราะคิดว่าเรา “ขาด” อะไรมาก ๆ สิ่งนั้นก็จะยิ่งหนีห่างจากเราไป  

แต่ให้คิด “ขอบคุณ” ทุกสิ่งที่มีอยู่แล้วในชีวิตรอบตัวให้ได้เสมอ ๆ ทุกวันแทน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน คนรัก พ่อแม่ คนที่เจอในแต่ละวัน สัตว์ อากาศ น้ำ หรือต้นไม้ เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้

* ความสำเร็จไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต ทั้งความสุขความทุกข์ของชีวิตเกิดขึ้นเพื่อให้เราได้มีโอกาสสัมผัสและเรียนรู้จากมัน คนที่เรียนรู้จากทุกสิ่งได้คือคนที่จะสนุกกับโลกใบนี้ได้ตามใจปรารถนา

==ข้อคิดที่ได้จากหนังสือเล่มนี้==

* เทพช้างแนะนำเคล็ดลับพัฒนาตนเองไว้ 29 วิธีในรูปแบบของ 29 “ภารกิจ” และแถมด้วย “ภารกิจสุดท้าย” ก่อนเทพช้างจะจากไปอีก 5 ข้อ  

หลายข้อคุณจะรู้สึกว่า “ทำไปแล้วจะได้อะไรขึ้นมา” หรือ “ไม่เห็นมีความเป็นวิทยาศาสตร์เลย”

แต่การสามารถเอาชนะใจตนเอง เชื่อมั่นในสิ่งที่ตนเองทำ และมีวินัยทำอย่างสม่ำเสมอนั้น เป็นกุญแจสำคัญของผู้ประสบความสำเร็จทุกคน

หนังสือชื่อ “เทพช้างสอนคิด” โดย มิซุโนะ เคยะ แปลโดย อภิญญา เตชะบุญไพศาล สำนักพิมพ์วีเลิร์น 341 หน้า ราคา 250 บาท มีจำหน่ายที่ร้านหนังสือชั้นนำและเวบไซต์ร้านหนังสือทั่วไป 

———————————-

คุณสมบัติ 8 ประการสู่ความสำเร็จและ Do and Don’t ในการลงทุน

คุณสมบัติ 8 ประการสู่ความสำเร็จและ Do and Don’t ในการลงทุน

มีทั้ง 8 สิ่งที่จะนำคุณไปสู่ความสำเร็จ และสิ่งที่ควรและไม่ควรทำในการลงทุนครับ อาจจะพิมพ์ออกมาแล้วไปแปะไว้ที่หน้าจอเทรดก็ได้ครับ จะได้ไว้เตือนสติ เพื่อที่เราจะได้มีสตางค์ ไม่ขาดมือครับ แหะแหะ
คุณสมบัติ 8 ประการสู่ความสำเร็จ

ในการที่จะเล่น กีฬาให้ชำนาญจนมีความสามารถเป็นที่ยอมรับกัน และจนถึงขนาดชนะได้รางวัลนั้น นอกจากผู้เล่นจะต้องมีทักษะพื้นฐานที่ดีแล้ว ยังต้องฝึกฝนตัวเองอยู่อย่างสม่ำเสมออีกด้วย จะเห็นว่าผู้ประสบความสำเร็จและเป็นผู้ชนะมักจะมีสไตล์ในการเล่นที่แตกต่าง กัน ไม่มีสไตล์ไหนที่ชนะตลอดหรือแพ้ตลอด

ในการลงทุนก็เช่นเดียวกัน เราจะต้องพยายามหาสไตล์การเล่นที่เหมาะกับตัวเราและมีความเชื่อมั่นว่าจะทำ ให้เราชนะในเกมการลงทุน และค่อยๆ พัฒนาจนมีสไตล์ของตนเอง ที่ไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใคร ใครจะรู้ สไตล์การลงทุนของตัวคุณเองอาจจะประสบความสำเร็จอย่างสูงในอนาคตก็ได้ นักลงทุนระดับ “ปรมาจารย์” ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง มีคุณสมบัติที่เหมือนๆ กันอยู่ 8 ประการด้วยกัน คือ

คุณสมบัติ #1 : มีความรอบรู้ (Breadth)

จากการศึกษาพบว่าผู้ประสบความสำเร็จในการ ลงทุนมักมีความกระตือรือร้น สนใจเรื่องราวต่างๆ รอบตัว นอกจากข้อมูลซึ่งเกี่ยวข้องกับการลงทุนโดยตรงแล้ว พวกเขายังให้ความสนใจกับสิ่งอื่นๆด้วย เช่น George Soros มีความสนใจเรื่องปรัชญาและได้เข้าไปทำกิจกรรมหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการ เมืองระดับโลกด้วย นักลงทุนที่ดีต้องเป็นผู้ที่มีความสนใจที่หลากหลาย ไม่ตีกรอบตัวเองอยู่เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น โดยเฉพาะในโลกทุกวันนี้ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันสูงมาก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในซีกโลกหนึ่ง อาจส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆ อย่างกว้างขวาง แม้แต่ประเทศที่อยู่ในอีกซีกโลกหนึ่ง ก็อาจได้รับผลกระทบอย่างมากและรวดเร็วอย่างคาดไม่ถึง เช่น กรณีวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” ที่เกิดกับประเทศไทยปี 2540 นั้นได้ส่งผลสะเทือนต่อระบบการเงินไปทั่วโลก เป็นต้น
คุณสมบัติ #2 : ช่างสังเกต (Observation)

นักลงทุนที่ดีควรจะสวมวิญญาณนักสืบ เป็นคนที่ช่างสังเกต ใส่ใจในรายละเอียด รวมทั้งต้องจดจำข้อมูลที่สำคัญๆ ของหุ้นต่างๆ ได้ ยิ่งคุณจำรายละเอียดได้มากเท่าใด คุณจะยิ่งมีความสามารถในการวิเคราะห์ แยกแยะ รวมทั้งประเมินผลกระทบภายใต้สถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วกว่าคนอื่น กล่าวกันว่า Warren Buffet นั้น เป็นคนช่างสังเกตและสามารถในการจดจำรายละเอียดของข้อมูลต่างๆ ของบริษัทที่เขาไปลงทุนได้มากมายอย่างน่าทึ่ง ราวกับว่าตัวเขาเป็นเหมือน “สารานุกรมเคลื่อนที่” ทีเดียว
คุณสมบัติ #3 : ไม่มีอคติ (Objectivity)

นักจิตวิทยาได้ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์นั้นเป็น “สัตว์สังคม” เมื่อได้มารวมกลุ่มกันเข้าแล้ว เพื่อจะไม่ให้เกิดปัญหาทางสังคมกับผู้อื่น จึงมีความโน้มเอียงที่จะตัดสินใจทำเรื่องต่างๆ ในลักษณะที่คล้อยตามกระแสที่คนส่วนใหญ่นิยมทำกัน ทำให้เกิดเป็นพฤติกรรม “สัญชาติญาณฝูงสัตว์” (herd instinct) เหมือนกับสัตว์ต่างๆ ที่มักจะคล้อยตามจ่าฝูง นักลงทุนที่จะประสบความสำเร็จจะต้องมีความคิดที่เป็นอิสระ และไม่ยอมให้ความคิดของตัวเองถูกครอบงำโดยกระแสของคนส่วนใหญ่ เพราะว่าความผิดพลาดเหล่านี้ มักจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลายเป็นพฤติกรรมที่สามารถคาดคะเนได้ล่วงหน้า
คุณสมบัติ #4 : รักษาวินัย (Discipline)

นักลงทุนจะต้องมีความอดทนในการรอคอย เพราะโอกาสดีๆ หรือความคิดดีๆ สำหรับการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ นั้นไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน เช่น Warren Buffet นั้น ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีวินัยในการลงทุนสูงมาก เขาเคยบอกว่าเคล็ดไม่ลับของความสำเร็จในการลงทุนของเขาก็คือต้องรู้จักอดทน อดกลั้น รอคอยโอกาส ไม่ตัดสินใจตามกระแส และเมื่อโอกาสนั้นมาถึงต้อง “หวดให้สุดแรง” (ภาษานักเบสบอล ซึ่งเป็นกีฬาที่คนอเมริกันชอบมาก) เพราะโอกาสดีๆ ที่จะผ่านเข้ามาในชีวิตของคนเรานั้น มีไม่บ่อยครั้งนัก
คุณสมบัติ #5 : มีความลึก (Depth)

โดยปกติ “ความลึก” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนเรามีสมาธิ ซึ่งจะทำให้เราสามารถเพ่งความคิดให้แน่วแน่อยู่ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง (focus) และสามารถคิดได้อย่างมีอิสระ Soros จะไม่ยอมให้มีใครรบกวนเลย เวลาที่เขาทำการซื้อขายอยู่ แม้ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงเพราะมีข่าวใหญ่บางอย่างเข้ามากระทบ เขาก็ยังไม่ยอมให้ใครคนไหนเข้าพบเพื่อมาสรุปข้อมูลและวิเคราะห์ผลกระทบให้ ฟัง จนกว่าเขาจะได้ “จัดการ” กับการลงทุนของเขาให้เรียบร้อยเสียก่อน
คุณสมบัติ #6 : มีความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)

ในการลงทุน นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องเห็นภาพรวมของสิ่งต่างๆ เช่น สภาวะเศรษฐกิจส่วนรวมของไทย เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจต่างๆ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่สำคัญต่างๆ เช่น อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ราคาน้ำมันด้วย มิฉะนั้นเขาจะไม่สามารถคว้าโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ หรือไม่สามารถจัดการกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นเพื่อลดทอนความเสียหายได้
คุณสมบัติ #7 : มีฉันทะในสิ่งที่ทำ (Passion)

นักลงทุน ระดับปรมาจารย์ทุกคน “รัก” อาชีพการลงทุน พวกเขามีความสุขกับการได้ทำในสิ่งที่ทำมากกว่าจะคิดเรื่องของผลตอบแทนที่ได้ Warren Buffet เคยพูดว่าตัวเขาเอง…Enjoy the process rather than the proceeds… รู้สึกสนุกกับการทำให้ “ได้ผล” มากกว่าจะคำนึงถึง “ผลได้”
คุณสมบัติ #8 : มีความยืดหยุ่น (Flexibility)

ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในการ ลงทุนนั้น ต้องเปิดใจพร้อมที่จะยอมรับข้อมูลใหม่ๆ และโลกทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขารู้ดีว่าการที่ยึดติดกับความคิด/ความเชื่อบางอย่างตายตัวเกินไปอาจ เป็นการโยนทิ้งโอกาสดีๆ ที่ผ่านเข้ามา (“ตกเครื่องบิน”) หรือทำให้เกิดผลเสียหายร้ายแรงต่อการลงทุน (“เครื่อง บินตก”) ก็ได้ ประเด็นก็คือ นักลงทุนที่ประสบกับความสำเร็จจะต้องกล้าที่จะยอมรับความจริง ถ้าหากพบว่ามีการตัดสินใจผิดพลาด ก็ต้องยอม “ตัดขาดทุน” (cut losses) เสียแต่เนิ่นๆ แต่เมื่อตัดสินใจถูกต้องแล้ว ก็ต้องรู้จักปล่อยให้ “กำไรเพิ่มพูน” (run profits) ด้วยการไม่รีบขายหุ้นนั้นทิ้งไปด้วย
Do and Don’t ในการลงทุน

1.ควรลงทุนอย่างมีความรู้ เพราะความไม่รู้ คือความเสี่ยง ความรู้จึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการลงทุน

2.ควรพิจารณา Return และ Risk คู่กันเสมอ เพราะผลตอบแทนและความเสี่ยงจะเกิดขึ้นคู่กันเสมอ ดังคำกล่าวที่ว่า High Return (always come with) High Risk การวิเคราะห์ผลตอบแทนเพียงด้านเดียวโดยไม่สนใจความเสี่ยง จะทำให้เข้าใจผิด หลงไปกับผลตอบแทนสูงที่ดูน่าลงทุน

3.ควรกระจายการลงทุน (Diversification) อย่างเหมาะสม การกระจายการลงทุนไปในหลักทรัพย์หลายประเภทและหลายรายการ ยังคงเป็นวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างดีในระดับหนึ่ง เพราะจะลดความเสี่ยงเฉพาะตัวของแต่ละหลักทรัพย์ลงได้

4.ควรจัดองค์ประกอบ ของหลักทรัพย์ที่ลงทุน (Portfolio) หรือ พอร์ต ให้เหมาะสมกับตัวเอง ทั้งด้านการเงิน lifestyle แผนการในอนาคต การวิเคราะห์และทำความเข้าใจตนเองอย่างรอบด้าน เพื่อจัดพอร์ตการลงทุนของตนเองเป็นเรื่องที่สำคัญ ไม่ควรลงทุนตามคนอื่น เพราะแต่ละคนมีลักษณะเฉพาะตัวและมีความต้องการแตกต่างกัน

5.ควรตัดสินใจ ลงทุนอย่างสมดุล ไม่โลภและไม่ประมาทเกินไป ขณะเดียวกันก็ไม่กลัวจนเกินไป ความโลภและความประมาทมักทำให้เราเสี่ยงมากเกินไป ในขณะที่การกลัวไม่ยอมลงทุนก็อาจทำให้ไม่ได้ผลตอบแทนเพียงพอตามที่ควรจะได้

ขอบคุณ http://edu.tsi-thailand.org/index.ph…119&Itemid=103 สำหรับบทความดีๆครับ

——————————————————————————————

แนะวิธีเลือก #หุ้นปันผลสไตล์VI

“แนะวิธีเลือก #หุ้นปันผลสไตล์VI”โดย ชาย มโนภาส 

มาถึงวันนี้…. ประสบการณ์ลงทุนในตลาดหุ้นของชายรวมแล้วก็กว่า 20 ปี เขาเล่าว่าได้เรียนรู้มากมายจากประสบการณ์ลงทุน ทั้งช่วงที่ได้กำไรและช่วงที่ขาดทุน โดยประเด็นการลงทุนที่เขาเลือกมาแบ่งปันให้กับนักลงทุนในงาน Future Wealth คือการเลือกหุ้นปันผล เพราะเขามองว่ามีนักลงทุนจำนวนไม่น้อยที่ลงทุนในตลาดหุ้นเพราะต้องการ “เงินปันผล” 

ชายเริ่มจากการชี้ให้เห็นว่า นับจากปี ค.ศ. 1980 เป็นต้นมา ดอกเบี้ยเงินฝากของไทยเป็นขาลงมาอย่างต่อเนื่อง จากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากปีละ 14-15% มาถึงวันนี้ อัตราดอกเบี้ยฝากประจำเหลือเพียงปีละ 1.5% เท่านั้น ขณะที่เงินเฟ้อของไทยในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4.25% นี่จึงเป็นคำตอบว่าเหตุใดเงินฝากจึงไม่ใช่ที่หวังของนักลงทุนได้อีกต่อไป 

แต่เมื่อหันมามองตลาดหุ้นไทย หลายคนพูดว่า “หุ้นไทยแพง” โดยปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยมี Valuation สูง คืออัตราเงินปันผล ซึ่งปัจจุบัน อัตราเงินปันผลเฉลี่ยของไทยอยู่ที่ 3% สูงกว่าหลายๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นสหรัฐฯ ญี่ปุ่น ฮ่องกง ฯลฯ นี่หมายความว่า แค่อัตราเงินปันผลก็สามารถเอาชนะดอกเบี้ยเงินฝากและเงินเฟ้อได้แล้ว  

ชายย้ำว่า อันที่จริงแล้ว ในตลาดหุ้นไทยมี “หุ้นดี” หลายตัวที่ปันผลมากกว่า 3% แต่โจทย์สำคัญของนักลงทุนคือ จะหาหุ้นปันผลดีๆ ได้อย่างไร?

“ในเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็มีบอก ว่าหุ้นแต่ละตัวไหนปันผล 1 ปีย้อนหลัง เท่าไหร่ ในช่วง 5 ปีย้อนหลัง แต่ละปีปันผลเท่าไหร่ บางทีก็มีตารางจัดอันดับให้ด้วยว่าหุ้นตัวไหนให้ปันผลสูงสุด หุ้นตัวไหนบ้างที่ปันผล 10 ปีต่อเนื่อง ฯลฯ แต่สิ่งที่ผมอยากย้ำเตือนคือ การเลือกหุ้นปันผลด้วยการดูข้อมูลย้อนหลัง มันอันตรายมาก”

เขายกตัวอย่าง หุ้นบางตัวจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในอัตราค่อนข้างสูงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แต่พอมาปีนี้ไม่จ่ายปันผล ก็มี หรือหุ้นบางตัวจ่ายปันผลลดลงทุกปี ก็มี หรือหุ้นบางตัวให้ปันผล 6-7% ต่อปี แต่ต้องมาขาดทุนเพราะราคาหุ้นที่ลดลงไปกว่า 30% ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ การเลือกหุ้นด้วยการดูแต่อัตราเงินปันผลจากผลงานในอดีต จึงป็นเรื่องที่อันตรายมาก

ทั้งนี้ ชายได้ทิ้งท้ายด้วย “หลักการในการเลือกหุ้นปันผล” เอาไว้ดังนี้

1. #เข้าใจธุรกิจและจุดแข็งจุดอ่อนของบริษัท ตลอดจนเข้าใจอุตสาหกรรม รวมถึงรู้ว่าธุรกิจนั้นมีคู่แข่งหรือไม่ ฯลฯ   

2. มองให้ออกว่า #กำไรบริษัทอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลง เพราะเงินปันผลมักเป็นไปในทางเดียวกับแนวโน้มกำไร

3. บริษัทกำลังจะมี #การลงทุนใหญ่ หรือไม่ โดยส่วนใหญ่ บริษัทที่กำลังจะมีการลงทุนครั้งใหญ่จะกันกำไรเอาไว้เพื่อการลงทุน ระหว่างนั้นจึงมักไม่ค่อยจ่ายปันผลหรือปันผลในอัตราที่น้อยกว่าปกติ  

4. #บริษัทมีหนี้เยอะไหม และเป็นหนี้สินที่มีดอกเบี้ยเท่าไหร่ ถ้ามีหนี้เยอะ ปันผลก็อาจไม่มากเพราะต้องเอาเงินไปจ่ายเจ้าหนี้ก่อน จึงจะจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้น 

5. #บริษัทมีกระแสเงินสดดีไหม โดยส่วนใหญ่ บริษัทที่มีหนี้น้อยและมีกระแสเงินสดดีมีแนวโน้มที่จะจ่ายปันผลค่อนข้างดีและจ่ายต่อเนื่องยาวนาน

6. #บริษัทมีแนวโน้มจะอยู่ได้อีกหลายปีหรือไม่ เพราะบ่อยครั้ง พอมีบริษัทเกิดใหม่ที่มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ๆ บริษัที่เคยดำเนินการอยู่ดีๆ ก็อาจล้มหายตายจากไปในเวลาอันรวดเร็ว ก็มี 

7. #อย่าติดกับเงินปันผลมากเกินไป โดยชายยกตัวอย่าง หุ้น CPN ซึ่งตลอด 17 ปีที่ผ่านมา ปันผลเพียง 1% กว่า แต่ปันผลทุกปีมาตลอด 17 ปี ขณะที่ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 0.70 บาท มาอยู่ที่ 66 บาท (ณ เดือน ส.ค. 2560) 

“ถ้านักลงทุนเข้าใจธุรกิจของ CPN ย่อมรู้ว่า ช่วงแรกๆ เวลาจะขยายสาขา ต้องใช้เงินลงทุนสูง ซึ่งส่วนใหญ่ก็ต้องกู้เงินจากธนาคาร เพราะยังเก็บค่าเช่าได้น้อย แต่พอเริ่มมีหลายห้าง ก็สามารถเก็บค่าเช่าได้เพิ่มมากขึ้น มาถึงวันนี้ เวลาที่จะขยายสาขา เขาไม่จำเป็นต้องกู้ธนาคารแล้ว สามารถใช้รายได้จากค่าเช่ามาขยายธุรกิจได้เลย นอกจากนี้ ค่าเช่าก็ยังสามารถขึ้นราคาได้เรื่อยๆ ซึ่งถ้านักลงทุนยึดติดกับเงินปันผลมากจนทิ้งหุ้นตัวนี้ตั้งแต่ปีแรกๆ ก็ย่อมเสียโอกาสในการทำกำไร ตรงกันข้าม บางบริษัทจ่ายเงินปันผลเยอะ แต่ราคาหุ้นไม่ไปไหนเลย เพราะมัวแต่เอาเงินมาจ่ายปันผล พอถึงเวลาลงทุนเพิ่ม ก็ต้องไปกู้เงิน เสียดอกเบี้ย สุดท้ายกิจการก็ไม่ขยายได้เท่าที่ควรจะเป็น”

สุดท้ายนี้ ชายย้ำว่า หลังจากทำความเข้าใจหุ้นที่คุณสนใจจนครบทั้ง 7 ข้อแล้ว อย่าลืมพิจารณาอีกประเด็นสำคัญ โดยเขามองว่าอาจจะเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด นั่นคือ “#ผู้บริหารไว้ใจได้ไหม?”

ที่มา: http://www.moneychannel.co.th/news_detail/19461

จากเรื่องเล่า คนจีนสงขลา กับ คนจีนหาดใหญ่ มันทำให้ผมคิดถึงอะไร?

🐻🐻🐻จากเรื่องเล่า คนจีนสงขลา กับ คนจีนหาดใหญ่ มันทำให้ผมคิดถึงอะไร?🐻🐻🐻 
👹เมื่อ 2-3 ปีก่อน ผมมีโอกาสเข้าไปศึกษาวัฒนธรรมชุมชนคนจีนที่เมืองสงขลาๆ เพื่อทำวิจัย…บริบทในพื้นที่ตรงนั้นมีหลายสิ่งที่น่าสนใจ เช่น “ความหลากหลายทางวัฒนธรรม” (Multiculturalism), อาหารการกิน, หรือแม้กระทั่งเรื่องเล่าในอดีตที่น่าสนใจ ผู้นำชาวจีนท่านหนึ่ง เล่าให้ผมฟังว่า ‘สมัยก่อนเมืองเก่าสงขลาเป็นเมืองท่าที่มีการค้าขายจากผู้คนทั่วสารทิศ ทั้ง คนแขก คนตะวันออกกลาง คนจีน คนไทย และ มลายู สำหรับชาวจีนในยุคแรกเริ่มต่อสู้ชีวิตจากเสื่อผืน หมอนใบ เริ่มจากกรรมกรเติบโตเป็น พ่อค้า บางตระกูลกลายเป็นเจ้าสั่วภายในชั่วอายุคน’ สิ่งที่น่าสนใจสำหรับเรื่องเล่าในครั้งนั้นคือ ผู้นำชุมชนเล่าถึงความแตกต่างของการบริหารจัดการเงินระหว่างจีนสงขลากับจีนหาดใหญ่ ให้ฟังว่า ‘…พอผ่านมายุคหนึ่ง ทั้งคนจีนสงขลาและหาดใหญ่เริ่มมีฐานะมากขึ้น เป็นเจ้าของโรงสี เจ้าของกิจการมากมาย แต่สิ่งที่แตกต่างกัน คือ วิถีชีวิตและรสนิยมการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน คนจีนสงขลาในสมัยก่อนมักจะใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย หรูหรา ออกรถยนต์สมัยก่อนมาขับกันโก้หรู แต่ในขณะที่จีนหาดใหญ่เป็นประเภทสมรรนถะ เรียบง่าย อดออมทุกบาทุกสตางค์ มีบ่อยครั้งที่ชาวจีนสงขลาขับรถเข้าไปเมืองหาดใหญ่ เพื่อไปขอกู้เงินคนจีนหาดใหญ่…ส่วนคนจีนหาดใหญ่นั่งรถไฟกลับมาเก็บดอกคนสงขลา…’ (ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้นำชุมชนจีน ย่านเมืองเก่า)
👹สิ่งที่ผมอยากกล่าวคือ ปรากฏการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นในอดีตระหว่าง “คนจีนสงขลากับคนจีนหาดใหญ่” ยังคงเป็นภาพสะท้อนและบทเรียนที่ดี สำหรับการบริหารจัดการเงินของคนยุคปัจจุบัน โดยผลสำรวจจาก “บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ” (National Credit Bureau) ให้ข้อมูลในช่วงกลางปีที่ผ่านมา พบว่า “Gen Y อายุ 20-37 ปี เกิดหนี้เสียเยอะขึ้น โดยหนี้ที่กลุ่ม Gen Y มีมากที่สุด คือ สินเชื่อส่วนบุคคล รองลงมา คือสินเชื่อรถยนต์ เครดิตการ์ด และสินเชื่อบ้าน ซึ่งทางเครดิตบูโรได้ลงไปดูข้อมูลที่ลึกมากกว่านั้น นั้นคือเมื่อกลุ่ม Gen Y มีปัญหาหนี้ก้อนไหนที่ Gen Y เริ่มค้างชำระมากที่สุด พบว่า กลุ่มนักเรียนจะเริ่มค้างหนี้ส่วนบุคคลก่อน รองลงมาคือ สินเชื่อรถยนต์ แต่กลุ่มเริ่มทำงาน และวัยทำงานจะเหมือนกัน คือค้างสินเชื่อรถยนต์ก่อน ค่อยมาค้างสินเชื่อส่วนบุคคล และเครดิตการ์ด” (ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/641497
👹ด้วยอิทธิพลของโลกยุคดิจิดอล สังคมเกิดการพลวัตทางวัฒนธรรมอย่างสุดโต่ง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ อาทิ วิถีทำกิน การคมนาคม รวมถึงรูปแบบการสื่อสาร (ที่ไม่ได้หมายถึงการสนทนาเพียงอย่างเดียว) แต่กล่าวรวมไปถึง “การบริโภคเชิงสัญญะ” ด้วยประการหนึ่ง ผมคิดว่าเป็นปัจจัยหลักที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการจัดการทางการเงินที่มีปัญหาของคนรุ่นใหม่ หากนำข้อมูลจาก “บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ” (National Credit Bureau) กลับมายกตัวอย่างอีกครั้ง กลุ่มหนี้เสียที่มากที่สุดคือ สินเชื่อรถยนต์ ส่วนบุคคล และบัตรเครดิต ผนวกกับข้อมูลจากการสังเกตพบว่า คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ยังไม่มีการวางแผนทางการเงินระยะยาวที่ดีเพียงพอ เด็กจบใหม่หลายคน พอทำงานจนครบเงื่อนไขของการทำสินเชื่อ พวกเขามักเลือกที่จะกู้เพื่อบริโภคสิ่งต่างๆ อย่างฟุ่มเฟือย หรือบริโภคเพื่อยกสถานะทางสังคมของตนให้ผู้อื่นยอมรับในเชิงสัญญะ (Sign) ทางสังคม หรือกล่าวอีกนัยนึง เป็นกลุ่มคนที่ยอมสร้าง “หนี้เสีย” เพื่อแลกกับบางสิ่งบางอย่างที่เข้ามาตอบสนองความสะดวกสบายและรสนิยมทางสังคม มากกว่าการอดออมทางการเงินเพื่อซื้อ “ทรัพย์สิน” อย่างชาญฉลาด เพราะฉะนั้นถ้าใครต้องการปรับเปลี่ยนหรือเริ่มต้นชีวิตทางการเงินของตนให้ดีขึ้น ลองใช้ชีวิตแบบคนจีนหาดใหญ่ดู…เช่นว่า 

😈) เริ่มจากเปลี่ยนจากการซื้อ I Phone เป็นการเลือกซื้อ “กองทุน หุ้น หรืออสังหาฯ” 

😈) เปลี่ยนจากการเข้าปาร์ตี้ เป็นการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุน 

😈) เปลี่ยนจากหนี้เสีย ให้เป็น หนี้ดี เป็นต้น

Credit: การลงทุนของมนุษย์เงินเดือน

กรณีศึกษา ทำไม ‘The Pizza Company’ แบรนด์ไทย ชนะ ‘Pizza Hut’ แบรนด์ระดับโลก ?!

กรณีศึกษา ทำไม ‘The Pizza Company’ แบรนด์ไทย ชนะ ‘Pizza Hut’ แบรนด์ระดับโลก ?!โดย Brand Buffet

เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาคลาสสิก ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี ยังคงเป็นตำนานเล่าขานในแวดวงการตลาด สำหรับการเฉือนคมระหว่าง “The Pizza Company” (เดอะ พิซซ่า คอมปะนี) เชนร้านพิซซ่าที่ถือกำเนิดขึ้นในไทย กับ “Pizza Hut” เชนร้านพิซซ่าชื่อดังระดับโลกจากสหรัฐฯ

>> จาก “พันธมิตรธุรกิจ” แปรเปลี่ยนเป็น “ศัตรู”

ถึงแม้ “พิซซ่า” ไม่ใช่อาหารประจำชาติของคนไทย แต่ทุกวันนี้คนไทยคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี หากย้อนกลับไปถึงการสร้างวัฒนธรรมการบริโภคพิซซ่าให้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในกลุ่มผู้บริโภคไทย เริ่มต้นเมื่อ 37 ปีที่แล้ว “มร.วิลเลียม อี ไฮเน็ค” นักธุรกิจเชื้อชาติอเมริกัน สัญชาติไทย ผู้ก่อตั้งอาณาจักร “กลุ่มบริษัทไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล” (Minor International) ได้สิทธิ์มาสเตอร์ แฟรนไชส์แบรนด์ “Pizza Hut” ในประเทศไทยจาก “Tricon Global Restaurants” ซึ่งปัจจุบันคือ “ยัม! แบรนด์ส อิงค์” (Yum! Brands Inc.) กลุ่มบริษัทร้านอาหารยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ เจ้าของแบรนด์เชนร้านอาหารบริการด่วน (Quick Service Restaurant) เช่น Pizza Hut, KFC, Taco Bell

ผลปรากฏว่า “Pizza Hut” ได้การตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคชาวไทย ทำให้กลุ่มไมเนอร์ เดินหน้าขยายสาขาต่อเนื่อง แต่แล้วจากธุรกิจที่โตวันโตคืน มีอนาคตสดใส วันหนึ่งกลับต้องสะดุดลงครั้งใหญ่! เมื่อ “Tricon Global Restaurants” ต้องการเอาแบรนด์ “Pizza Hut” กลับไปทำเอง โดยจุดชนวนสายสัมพันธ์ร้าวเกิดขึ้นในปี 2542 เมื่อ “Tricon Global Restaurants” ประกาศชัดเจนว่าจะดำเนินธุรกิจและขยายกิจการ Pizza Hut ในไทยด้วยตนเอง ก่อนที่สัญญามาสเตอร์ แฟรนไชส์ที่ให้กับ “กลุ่มไมเนอร์” จะสิ้นสุดลงในปี 2543

ทำให้ “กลุ่มไมเนอร์” ไม่พอใจ เป็นเหตุให้สายสัมพันธ์ทางธุรกิจที่มีมายาวนาน 20 ปี สะบั้นลงทันที !! และนำไปสู่การฟ้องร้อง กระทั่งในที่สุดผลการตัดสินของศาล “Tricon Global Restaurant” ชนะคดี

เหตุการณ์ดังกล่าวได้ปิดฉากสัมพันธ์ที่มีมายาวนาน พร้อมๆ กับเป็นปฐมบทเริ่มต้นสงครามการแข่งขันระหว่างสองเชนร้านพิซซ่ารายใหญ่ในไทยนับจากวันนั้นเป็นต้นมา…

>> เปิดเบื้องหลัง “Pizza Company” เอาชนะ “Pizza Hut” ขาดลอย!

เมื่อบอกเลิกสัมพันธ์กันแล้ว ในฝั่ง “ยัม! ประเทศไทย” ต้องเริ่มต้นในการขยายธุรกิจ “Pizza Hut” เอง โดยเฉพาะการขยายสาขา

สาขาแรกของ “Pizza Hut” ที่อยู่ภายใต้การบริหารของ “ยัม! ประเทศไทย” คือ ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว เปิดให้บริการปี 2543

ขณะที่ฝั่ง “ไมเนอร์” ตัดสินใจปั้นแบรนด์ร้านพิซซ่าของตนเอง ในชื่อ “The Pizza Company” เปิดตัวในปี 2544

ในช่วงเวลานั้น หลายคนอาจมองว่าถึงอย่างไร “Pizza Hut” มีศักดิ์ศรีเป็นถึงแบรนด์ระดับโลก และชื่อคุ้นหู คุ้นตาคนไทยมานาน ย่อมมีความได้เปรียบทางการแข่งขันมากกว่า “The Pizza Company” ที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้น

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ฝั่ง “The Pizza Company” กลับมี “แต้มต่อเหนือกว่า” คู่แข่งหลายด้าน ที่สามารถทำให้แบรนด์พิซซ่าน้องใหม่ในเวลานั้น แจ้งเกิดในตลาดประเทศไทย อีกทั้งยังเร่งสปีดธุรกิจ นำ “Pizza Hut” ไปหลายช่วงตัว ส่วนหนึ่งสะท้อนได้จากจำนวนสาขาของทั้งสองเชนร้านพิซซ่า โดยปัจจุบัน “The Pizza Company” มี 330 สาขา ขณะที่ “Pizza Hut” มีสาขาไม่ต่ำกว่า 100 แห่ง

ทุกวันนี้ Brand Portfolio ของ “บริษัท ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)” บริษัทในเครือไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล หนึ่งในแบรนด์ที่สร้างยอดขายให้เป็นอย่างดี คือ The Pizza Company โดยผลประกอบการด้านยอดขาย 3 ปีย้อนหลัง เติบโตต่อเนื่อง 

ปี 2557 ทำยอดขาย 6,437 ล้านบาท

ปี 2558 ทำยอดขาย 7,255 ล้านบาท

ปี 2559 ทำยอดขาย 8,824 ล้านบาท

>> มาดูกันว่าเบื้องหลังที่ขับเคลื่อนให้ “The Pizza Company” มีชัยเหนือคู่แข่งระดับโลก มาจากกลยุทธ์อะไรบ้าง ?!

1) ความได้เปรียบด้าน “สาขา” หลังจากสัมพันธ์ธุรกิจปิดฉากลง สาขาเดิมของ “Pizza Hut” ยังคงเป็น Asset ของไมเนอร์เช่นเดิม โดยในเวลานั้นมีสาขาไม่ต่ำกว่า 80 – 100 แห่ง สาขาเหล่านี้ “ไมเนอร์” ได้ถอดป้าย “Pizza Hut” ออก พร้อมรีโนเวตร้าน และเปลี่ยนเป็นป้ายใหม่ในชื่อ “The Pizza Company”

เหตุผลที่สาขามีความสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน เนื่องจากในธุรกิจ QSR “จำนวนสาขา” เป็นหนึ่งในหัวใจความสำเร็จของธุรกิจนี้ เพราะยิ่งมีสาขามากเท่าไร จะยิ่งทำให้แบรนด์ QSR นั้นๆ สามารถ Penetrate เข้าถึงผู้บริโภคได้ทั่วประเทศ อีกทั้งสาขาในโซนต่างๆ ยังทำหน้าที่เป็นจุดจัดส่งสินค้า Delivery ให้กับลูกค้าด้วยเช่นกัน

ปัจจุบัน “The Pizza Company” มีสาขา 330 สาขา ใน 67 จังหวัด และขยายกิจการไปยังตลาดต่างประเทศ หลักๆ อยู่ที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตะวันออกกลาง รวมแล้ว 8 ประเทศ ซึ่งอัตราการขยายสาขาในประเทศ อยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 10 สาขาต่อปี

การขยายสาขา The Pizza Company ในไทย แบ่งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ 

1. Full Service Restaurant ที่พัฒนาคอนเซ็ปต์ให้เป็น Dining Experience

2. รูปแบบ Delco หรือ สาขาย่อย สำหรับรองรับบริการ Delivery โดยใช้อาคารพาณิชย์ที่อยู่ตามชุมชนต่างๆ ออกแบบเป็นสาขาลักษณะนี้

3. รูปแบบ Delco พร้อมมีที่นั่งรับประทาน เน้นขยายเข้าไปตาม Community Mall และอาคารสำนักงาน เพื่อรองรับทั้งบริการ Delivery และสำหรับลูกค้าที่อยากนั่งรับประทานที่ร้านได้เลย

กลยุทธ์การขยายสาขาขณะนี้จึงเน้นขยายรูปแบบ Delco พร้อมที่นั่งรับประทานมากขึ้น เพราะตอบโจทย์วิถีชีวิตของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลที่เร่งรีบ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านมากขึ้น และต้องการความสะดวก รวดเร็ว

2) “Know How” สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ “กลุ่มไมเนอร์” ได้มาจากการเป็นมาสเตอร์ แฟรนไชส์ “Pizza Hut” คือ องค์ความรู้ในการทำธุรกิจร้านพิซซ่า เช่น การพัฒนาเมนูที่ปรับให้เข้ากับลิ้นคนไทย การให้บริการ และระบบบริหารจัดการหลังบ้าน ทำให้ทันทีที่ปั้นแบรนด์ “The Pizza Company” สามารถเริ่มต้นได้เร็ว และรุกขยายสาขาได้ไว

นอกจากนี้ด้วยความที่รู้ตลาด และพฤติกรรมผู้บริโภคไทยเป็นอย่างดี ทำให้การขยับตัวทำได้เร็ว โดยนับตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัว “The Pizza Company” ก็มาพร้อมกับบริการ “Delivery” ถึงแม้เวลานั้นบริการ Delivery ยังเป็นสิ่งที่ใหม่สำหรับคนไทยในเวลานั้น แต่ “ไมเนอร์” เล็งเห็นแล้วว่าในอนาคตทิศทางของธุรกิจ QSR ในไทย จะมาทางบริการจัดส่งมากขึ้น เพราะนับวันผู้บริโภคต้องการความสะดวกสบาย และรวดเร็ว

ขณะที่ปัจจุบันเป็นยุคดิจิทัล จึงได้พัฒนาช่องทางการสั่งสินค้าให้มีหลายช่องทาง ทั้ง Call Center, Website, Application และเมื่อไม่นานนี้ได้เปิดตัวบริการ Chatbot ผ่านทาง Facebook

3) “ซื้อ 1 แถม 1” ถือเป็นผู้บุกเบิกกลยุทธ์ดังกล่าวในตลาดพิซซ่าบ้านเรา โดยจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนมีนาคม กระทั่งทุกวันนี้กลายเป็น Signature Campaign ที่อยู่คู่กับแบรนด์ The Pizza Company ไปแล้ว และเป็นกลยุทธ์สร้างการเติบโตให้กับยอดขาย อีกทั้งเป็นการสร้างเกมการแข่งขันใหม่ในตลาดพิซซ่าเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว ที่ทำให้คู่แข่งในธุรกิจเดียวกันต้องเดินตาม

กุญแจสำคัญทำให้ “The Pizza Company” เปิดเกมรุกตลาดด้วยกลยุทธ์ซื้อ 1 ถาด แถม 1 ถาด ได้สำเร็จและจัดต่อเนื่องทุกปี มาจากการ Synergy กันของ Brand Portfolio ธุรกิจอาหารของ “บริษัท ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)” ทำให้เกิดความได้เปรียบด้านการบริหารจัดการ Supply Chain ร่วมกัน จึงสามารถทำกลยุทธ์ “Cost Leadership” ได้ ประกอบกับจำนวนสาขาของ “The Pizza Company” ที่มีกว่า 330 สาขา และการเป็นยักษ์ใหญ่ในธุรกิจ QSR ทำให้มีอำนาจในการต่อรองสูง ส่งผลให้บริการจัดการต้นทุนได้ดีกว่า

4) สื่อสารการตลาดเชิงรุก เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่อยู่คู่กับแบรนด์ The Pizza Company นับตั้งแต่เปิดตัวแบรนด์เมื่อปี 2544 โดยก่อนเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ได้จัดงานแถลงข่าว และงานเปิดตัวภายในองค์กรอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อสร้างความฮึกเหิมให้กับพนักงาน โดย “มร.วิลเลียม อี. ไฮเนคกี้ และทีมผู้บริหาร” ได้ปล่อยตัวคาราวานพนักงานส่งพิซซ่ากว่า 1,000 คัน ขี่วนรอบย่านสยามสแควร์ บริเวณแยกปทุมวัน ไปจนถึงถนนพระราม 1 เพื่อสร้างกระแส Talk of the town ถึงการเริ่มต้นพิซซ่าแบรนด์ใหม่

จากนั้นมา ถึงวันนี้ “The Pizza Company” ยังคงสื่อสารการตลาดผ่านทุกช่องทางสื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันหันมาสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น

5) “คน” สำหรับ The Pizza Company ไม่ได้นิยามตนเองว่าเป็นธุรกิจอาหาร แต่อยู่ในธุรกิจ “People Business” เพราะด้วยความที่ธุรกิจพิซซ่า เกี่ยวข้องกับ “คน” ในทุกขั้นตอนการผลิต จนถึงส่งถึงมือลูกค้า ตั้งแต่ทำแป้งพิซซ่า โรยท้อปปิ้ง เข้าเตา ตัดใส่กล่อง และมีพนักงานส่งถึงบ้าน จึงแทบไม่ได้ใช้เครื่องจักรในการผลิต

เมื่อเป็นธุรกิจที่ต้องพึ่งพา “กำลังคน” สูง เพราะฉะนั้นการมีระบบบริหารจัดการที่ดี และมีความพร้อมด้านบุคลากร จึงเป็นอีกหนึ่งเบื้องหลังความสำเร็จของการทำธุรกิจพิซซ่า

“The Pizza Company” ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และโรงเรียนอาชีวศึกษา 150 โรงเรียน พัฒนาหลักสูตรให้กับโรงเรียนอาชีวศึกษา ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนอาชีวศึกษา เข้ามาเป็นพนักงานจริงในระหว่างที่กำลังศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะในธุรกิจร้านอาหาร และเมื่อจบการศึกษา ก็สามารถกลับมาทำงานกับ The Pizza Company ได้

เหตุผลที่หันไปพัฒนา “ต้นน้ำ” เรื่องบุคลากร เพราะการทำร้านอาหาร “คน” สำคัญที่สุด ยิ่งขยายสาขามาก ก็ยิ่งต้องการขยายกำลังคนเพิ่มขึ้น ดังนั้นแนวทางดังกล่าว ทำให้ในทุกปี “The Pizza Company” จะมีนักเรียนอาชีวศึกษาที่เรียนจบ และสนใจทำงานต่อ เข้ามาเป็นพนักงานประจำ

>> “Pizza Hut” ภายใต้ชายคา “ตระกูลมหากิจศิริ”

ยุทธศาสตร์ธุรกิจของ “ยัม! แบรนด์ส อิงค์” (Yum! Brands Inc.) ปรับบทบาทมาเป็น “Franchisor” หรือผู้ให้สิทธิ์แบรนด์อย่างเต็มตัว เพื่อซัพพอร์ตผู้ที่ได้รับสิทธิ์ (Franchisee) ในแบรนด์นั้นๆ เพราะ “ยัม! แบรนด์ส อิงค์” ต้องการหันไปโฟกัสการสร้างแบรนด์ การพัฒนานวัตกรรมสินค้า และการพัฒนารูปแบบร้านค้าใหม่ๆ เพื่อนำสิ่งที่พัฒนาขึ้น ไปซัพพอร์ตให้กับ Franchisee แตกต่างจากในอดีตที่ “ยัม! แบรนด์ส อิงค์” เน้นลงทุนการขยายธุรกิจในแบรนด์ต่างๆ เอง รวมทั้งเปิดให้มี Franchisee ส่วนหนึ่งเพื่อช่วยในการขยายธุรกิจแบรนด์นั้นๆ

ทิศทางของ “Pizza Hut” และ “KFC” ในไทยก็เช่นกัน โดยเมื่อช่วงต้นปีนี้ “บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด” หรือ “ยัม! ประเทศไทย” บริษัทในเครือยัม! แบรนด์ส อิงค์ ได้ขายสิทธิ์แบรนด์ “Pizza Hut” ในไทยให้กับ “พีเอช แคปปิตอล” เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง “บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน)” กับ “บริษัท พีเอ็ม แคปปิตอล จำกัด” ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของตระกูลมหากิจศิริ เพื่อรับสิทธิ์เป็น Franchisee “Pizza Hut” ในไทย ทั้งการเป็นผู้ลงทุนขยายสาขา และการบริหารจัดการ เป็นเวลา 10 ปี และต่อ 10 ปี

ภายหลัง “ตระกูลมหากิจศิริ” เข้ามาทำธุรกิจ Pizza Hut ได้ตั้งเป้าภายปีนี้ เปิดสาขาใหม่ 10 – 15 สาขา พร้อมทั้งรีโนเวตสาขาเดิมให้มีภาพลักษณ์สดใส ทันสมัย และตั้งเป้าหมายภายใน 4 ปีข้างหน้า จะเปิดเพิ่มอีก 100 สาขา

คงต้องติดตามดูว่าเมื่อ “Pizza Hut” มาอยู่ภายใต้การดูแลของ “ตระกูลมหากิจศิริ” ที่มีความพร้อมด้านเงินทุนมหาศาล โดยยังคงมี “ยัม! ประเทศไทย” เป็นผู้ซัพพอร์ตการดำเนินธุรกิจ จะสามารถติดปีกไปได้เร็วหรือไม่ !! แต่ที่แน่ๆ ยิ่งการแข่งขันดุเดือดมากขึ้นเพียงใด ผู้บริโภคก็ยิ่งมีทางเลือก และได้ประโยชน์มากขึ้นตามมา

#QSR #ThePizzaCompany #PizzaHut #Nov17 #ข่าวค้าปลีก

ยิ่งหิวยิ่งสุขภาพดี

 ทานมื้อเดียวได้ประโยชน์อะไร เทคนิค กินยังไงให้อายุ ลดลง

Being Hungry Makes You Healthy

หนังสือ “ยิ่งหิวยิ่งสุขภาพดี” เขียนโดย นายแพทย์โยะชิโนะริ นะงุโม (Yoshinori Nagumo)

ในบทนำมีการเกริ่นว่า ผู้เขียนเริ่มทานอาหารเหลือวันละมื้อ เมื่ออายุ 45 ปี เพราะปัญหาเรื่องสุขภาพ

ผ่านไปสิบปี เมื่อเขาไปตรวจร่างกาย พบว่า อายุหลอดเลือดของเขา เท่ากับคนอายุ 26 ปี

เขาเล่าว่า มนุษย์ในอดีต ไม่ได้มีกินอุดมสมบูรณ์ โดยกินสามมื้อเหมือนปัจจุบันนี้

ในอดีตเรากินวันละมื้อก็บุญแล้ว ดังนั้นร่างกายเราจึงมีภูมิคุ้มกันในตัวเอง

เมื่อเราหิว ไม่มีกิน เราจะมียีนที่ชื่อ เซอร์ทูอินออกมาซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอต่างๆ ภายในร่างกาย

ในขณะเดียวกันร่างกายก็จะผลิต Growth Hormone ออกมา

ซึ่งเจ้า Growth Hormone นี้ทำให้เรากลับเป็นหนุ่มสาวมากขึ้น ซึ่งเป็นกระบวนการเพื่อการอยู่รอด

ปัญหาก็คือเมื่อร่างกายอิ่ม กลไกนี้ไม่เกิด เราจึงแก่ไปเรื่อยๆ สรุปง่ายๆ ก็คือ การกินมากไปคือสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคภัยต่างๆ

และที่สำคัญ ร่างกายเราไม่ได้ถูกออกแบบให้กินอิ่ม เราจึงปรับตัวให้การกินอิ่มได้ไม่ดี

ทำให้กระบวนการธรรมชาติของร่างกายเรารวนนั่นเอง

ในเรื่องการกินวันละมื้อ ผู้เขียนได้แนะนำสิ่งที่เขาทำมาแล้วได้ผล เขาบอกว่า เขาเพลิดเพลินกับการที่ได้ยินเสียงท้องร้องจ๊อกๆ

เพราะว่า เขารู้ว่าร่างกายเรากำลังซ่อมแซม และปรับตัวให้เยาว์วัย ด้วยกระบวนการที่กล่าวถึงข้างต้น

ในเชิงหลักการทางวิทยาศาสตร์ เขาอธิบายดังนี้

(1) ปากทางเข้าลำไส้เล็ก จะมีเซ็นเซอร์เตรียมรอรับของกินอยู่

ถ้าไม่มีอาหารไหลลงมาเสียที ลำไส้เล็กก็จะรีบหลั่งฮอร์โมนสำหรับย่อยอาหาร โมลิติน (Molitin) ออกมา

ทำให้กระเพาะอาหารบีบตัว เพื่อส่งของกินที่อาจจะตกค้างอยู่ในกระเพาะอาหารเข้าไปในลำไส้เล็ก

เรียกว่า “การบีบตัวเมื่อหิว” และเป็นตัวการที่แท้จริงของอาการท้องร้องจ๊อกๆ

(2) เมื่อกระเพาะรู้ตัวว่า หิวจะหลั่งฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) ออกมา

เกรลินจะถูกหลั่งออกมาจากเยื่อบุกระเพาะอาหารซึ่งถูกกระตุ้นเพราะความหิว

โดยจะออกฤทธิ์ที่สมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ทำให้เกิดความอยากอาหาร

ขณะเดียวกันก็จะออกฤทธิ์ที่ต่อมใต้สมอง ทำให้หลั่ง Growth Hormone ออกมา

เจ้า Growth Hormone นี้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ฮอร์โมนที่ทำให้กลับไปเป็นหนุ่มสาว”

นั่นหมายความว่า ตอนที่ท้องกำลังร้องจ๊อกๆ เพราะหิว คุณจะค่อยๆ มีเสน่ห์ขึ้น จากฮอร์โมนที่ทำให้กลับเป็นหนุ่มสาว

ถึงท้องจะร้อง ก็อย่าเพิ่งรีบกินอาหาร ให้มาลองเพลิดเพลินกับประสิทธิภาพของการกลับเป็นหนุ่มสาว

ที่ได้จาก Growth Hormone กันสักครู่หนึ่งก่อน

(3) ตอนที่ท้องกำลังร้องจ๊อกๆ นั้น ความสามารถในการอยู่รอดอันยอดเยี่ยมกำลังพลุ่งพล่านขึ้นมา

นั่นก็คือ “ยีนเซอร์ทูอิน” ที่มีสมญาว่า “ยีนต่ออายุขัย” หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ยีนที่ทำให้อายุยืน” กำลังทำงาน

จากการทดลองกับสัตว์หลายชนิดพบว่า เมื่อลดปริมาณอาหารลง 40% จะทำให้อายุยืนขึ้น 1.5 เท่า

ทว่ายีนนี้จะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อ มีเงื่อนไขบางประการ นั่นคือ “ความหิว”

ตราบใดที่ท้องไม่ร้องจ๊อกเพราะหิว ยีนนี้ก็จะไม่ทำงาน

ดังนั้น การกินอาหารทั้งที่ยังไม่หิว จึงหมายถึง การมีของดีอยู่กับตัว แต่ไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์

มาทำให้ท้องร้องจ๊อก ด้วยการกินอาหารวันละมื้อดีกว่า แล้วยีนเซอร์ทูอินนี้จะช่วยสแกนยีนในร่างกายอย่างรวดเร็ว

พร้อมทั้งค่อยๆ ฟื้นฟูส่วนที่เสียหาย กล่าวกันว่า ความแก่ชราและโรคมะเร็ง ก็มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของยีน

ดังนั้น เราสามารถทำให้กลับเป็นหนุ่มสาว และป้องกันโรคมะเร็งด้วยการกินอาหารวันละมื้อ

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อหิวแล้วอาหารยังตกไม่ถึงท้อง ร่างกายจะนำไขมันที่สะสมไว้ในช่องท้อง

มาเปลี่ยนเป็นสารอาหาร ทำให้หน้าท้องแบนราบ

นอกจากการกินวันละมื้อแล้ว ผู้เขียนมีข้อมูลใหม่เพิ่มเติมอีกว่า

การนอนที่ดีคือ นอนในช่วงร่างกายผลิต Growth Hormone ได้ดีที่สุด นั่นก็คือ ช่วงเวลาระหว่าง สี่ทุ่มถึงตีสอง

หลังอ่านจบผมมีความเห็นส่วนตัวว่าสิ่งที่จะทำคือ

(1) รอให้ท้องร้องจ๊อกๆ บ่อยๆ เพื่อซ่อมแซมตัวเองและทำให้เยาว์วัยลง

และ (2) ทานน้อยลง 60% ของแต่ละมื้อ…….”

นอกจากที่คุณอดิศรเขียนแล้ว ผมไปค้นคว้าเพิ่มเติมและพบว่า

เมื่อตอนคุณหมอนะงุโมมีอายุ 37 ปี เขาหนัก 77 กิโลกรัม และเมื่ออายุ 57 ปี หนัก 62 กิโลกรัม

ความดันโลหิตเท่ากับคนอายุ 26 ปีอายุมวลกระดูกเท่ากับคนอายุ 28 ปี และสมองมีอายุเท่ากับคนอายุ 38 ปี

จากที่ดูรูปในอินเทอร์เน็ตถึงแม้ขณะนี้คุณหมออายุ 59 ปี แต่หน้าตาเหมือนไม่ถึง 40 ปี ด้วยซ้ำ

คุณหมอพูดในโทรทัศน์ว่า แค่เริ่มต้นไม่กี่วัน ก็จะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของสุขภาพแล้ว

กลิ่นตัวจะหายไป ผิวหนังจะเนียนขึ้น หน้าท้องจะเรียบขึ้น รูปลักษณ์ของคนผอมจะเริ่มปรากฏ และจิตใจคึกคักขึ้นกว่าเก่า

คุณหมอแนะนำให้ทำติดต่อกัน 52 วัน โดยกินอาหารวันละหนึ่งมื้อ คือมื้อกลางวัน ในมื้อนี้อยากกินอะไรก็ตามใจตัวเองได้

หากหิวมากก็อาจเสริมด้วยผลไม้และอาหารเบาๆ

หมายเหตุ: ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์ “อาหารสมอง” กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่อังคาร 20 ม.ค. 2558

Jittanan Klomjit