เคล็ดลับวิเคราะห์หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค แนวโน้ม และหุ้นเด่น

รายการ Stock in Focus ออกอากาศวันที่ 16-11-49
ตอน เคล็ดลับวิเคราะห์หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค แนวโน้ม และหุ้นเด่น
นักวิเคราะห์รับเชิญ ธนัทเทพ จันทรกานต์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)
ชัยพัทร ธนวัฒโน รองผู้อำนวยการสำนักวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้
พิธีกร ปฏิพร สิทธิพงศ์
—————————————————————————————
ปฏิพร – เรามาพูดคุยกันถึงภาพรวมของกลุ่มพลังงานกันก่อนดีกว่า กลุ่มพลังงานที่ว่าบางคนจะมองกันไปแต่น้ำมันอย่างเดียว ปตท. และเครือญาติทั้งหลาย คงไม่ได้เล็กแค่นั้น คงต้องเริ่มถามคุณธนัทเทพก่อนเลยแล้วกัน กลุ่มพลังงานที่ว่ามีความน่าสนใจอย่างไร และประกอบไปด้วยธุรกิจอะไรบ้าง
ธนัทเทพ – ในแง่ของคำถามแรก ผมคิดว่าแน่นอนว่ากลุ่มพลังงานเป็นหุ้นที่ค่อนข้างเป็นตัว Defensive หรือในแง่ของ Dividend หรือเงินปันผลที่ค่อนข้างคงที่ และจ่ายเป็นผลตอบแทนอย่างต่ำประมาณ 4-5% และในแง่ของธุรกิจเองประการที่ 2 คือธุรกิจก็ค่อนข้างได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ คิดว่าในแง่ของการเติบโตของกลุ่มพลังงานก็ค่อนข้างมีอยู่ต่อไปในอนาคต ดังนั้น ถ้าเรามองดูในคำนิยามของกลุ่มพลังงานก็คิดว่ามันจะเป็น Defensive Play และจะมี Growth Story เข้ามาด้วยเหมือนกัน

ในส่วนของคำถามที่ 2 คิดว่าในส่วนของพลังงานแบ่งอยู่ได้ 4-5 Sector อันแรกคงเป็น Oil and Gas คงเป็นตัว ปตท. และ ปตท.สผ. ในส่วนของ Refining ก็คือโรงกลั่น จะเป็นทางด้าน TOP, RRC และมี BCP เข้ามา จริง ๆ IRPC ก็อาจจะอยู่ในส่วนของโรงกลั่นได้เหมือนกัน อันที่ 3 คือธุรกิจ Mining คือถ่านหิน จะมีทางด้าน BANPU และ LANNA อันที่ 4 คือ Utility คือโรงไฟฟ้าจะมี EGCOMP, RATCH และ GLOW และสุดท้ายที่ผมอยากจะเพิ่มเข้าไปคือในส่วนของที่เป็น Renewable Energy ที่ทำธุรกิจโรงไฟฟ้าที่ใช้กาก หรือชีวมวล หรือจะเป็นทางด้านที่ทำ Ethanol Plant อย่างที่เห็นชัดในตลาด คือ ตัว KSL ก็อาจอยู่ในหมวด Renewable Energy ได้

ปฏิพร – เอา KSL มาไว้ในนี้ด้วยเหรอคะ
ธนัทเทพ – จริง ๆ แล้วภาพรวมของพลังงานเรื่อง Renewable Energy ผมคิดว่าไม่ใช่แค่รัฐบาลไทยมันทั่วโลกที่โปรโมท เริ่มโปรโมทเรื่องนี้เข้ามา อย่างที่เห็นในเรื่องของอเมริกา ยุโรปเองเรื่อง Ethanol Plant ในปีหน้าจะขึ้นมาเยอะมากในต่างประเทศ

ปฏิพร – ถ้าอย่างนั้น คงจะได้เห็น Sector ต่าง ๆ ของกลุ่มพลังงานแยกกันออกไปแล้ว วันนี้เราคุยเรื่องพลังงานและสาธารณูปโภค ลองถามคุณชัยพัทร สาธารณูปโภคมันคนละอันกับพลังงาน เราต้องอะไรเข้าไปด้วยไหม
ชัยพัทร – มันจะมีธุรกิจจัดการทรัพยากรน้ำด้วย คือ EASTW จริง ๆ สาธารณูปโภคถ้าตามการจัดเขาจะรวมโรงไฟฟ้าเข้าไปในสาธารณูปโภคไปด้วย คือ โรงไฟฟ้า และจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งเข้าใจว่าต้นปีหน้าคงจะมีหุ้นตัวใหม่ในกลุ่มนี้เกี่ยวกับการจัดการน้ำมาให้เราได้ลงทุนกันอีก

ปฏิพร – จะเป็นหุ้นลูกของบริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ด้วยไหม
ชัยพัทร – เป็นไปได้นะครับ

ปฏิพร – คงต้องรอดูว่าหุ้นอะไร เวลาที่เราจะวิเคราะห์หุ้นในกลุ่มพลังงานสิ่งหนึ่งที่วันนี้อยากจะเน้นคือเทคนิคในการวิเคราะห์ เราจะมีเทคนิคอะไร เราต้องดูปัจจัยอะไรบ้างที่ใช้ประกอบการวิเคราะห์หุ้นพลังงานและสาธารณูปโภค
ชัยพัทร – ถ้าพูดถึงหุ้นกลุ่มพลังงานหลัก ๆ นะครับ จะต้องเข้าใจเรื่องพื้นฐาน โดยเฉพาะราคาน้ำมัน เพราะเป็นสมมติฐานหลักสำคัญต่อหุ้นกลุ่มพลังงานแทบทั้งหมด บางท่านอาจจะบอกว่า ราคาน้ำมันถ้ามาดูกับกลุ่มไฟฟ้าราคาน้ำมันไม่ได้มีผลเท่าไรนัก เพราะสัญญาระยะยาวกับกฟผ. แต่ถ้าดูภาพรวมไม่ว่าจะเป็นโรงกลั่น หรือพวกทำสำรวจและการผลิต หรือพวกการตลาดเอง จะต้องเข้าใจลักษณะ Demand, Supply และลักษณะของราคาน้ำมันเป็นหลัก อย่างเช่นที่ผ่านมา จะเห็นว่าราคาน้ำมันมีอิทธิพลต่อกลุ่มพลังงานอย่างมาก และในปัจจุบันเองก็มีผลเช่นกัน เพราะเป็นช่วงของราคาน้ำมันที่เริ่มต่ำลงแล้ว

นอกจากราคาน้ำมันแล้ว ที่เราต้องมองอยู่คือค่าการกลั่น ซึ่งมันจะลงลึกในส่วนของโรงกลั่นน้ำมันเป็นหลัก และอาจจะต้องเข้าใจธุรกิจสำรวจว่าธุรกิจนี้ความเสี่ยงคืออะไรบ้าง ที่ผ่านมาธุรกิจที่ทำสำรวจและผลิต บางทีจะทำให้นักลงทุนแปลกใจตลอด เช่นการที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็นครั้งคราว เช่นค่าใช้จ่ายในการสำรวจ เพราะปรากฏว่าไปขุดแล้วไม่เจอ เพราะฉะนั้นต้องตั้งเป็นค่าใช้จ่าย หลัก ๆ อันนี้ก็น่าจะต้องคอยติดตามว่าแต่ละบริษัทมีปัจจัยหลัก ๆ หรือว่าข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง

ปฏิพร – แต่หลัก ๆ ก็หนีไม่พ้นราคาน้ำมัน และค่าการกลั่น ค่าต้นทุนที่เกิดขึ้นมาด้วย ถ้าอย่างนั้นหันมาถามคุณ ธนัทเทพบ้าง เกี่ยวราคาน้ำมันหลายคนบอกว่าแผ่วไปแล้ว น่าจะเลย Peak ของราคาน้ำมันมาแล้ว แต่คนก็ยังไม่แน่ใจว่าจริงไหม ในมุมมองของบล. บัวหลวง คิดอย่างไรกับแนวโน้มราคาน้ำมันนับจากนี้
ธนัทเทพ – สมมติว่าผมแบ่งออกไปเป็นลักษณะ Short Term คือช่วงนี้จนถึงสิ้นปีและ Long Term คือปีหน้า ผมคิดว่าราคาน้ำมันตอนนี้น่าจะ Bottom ที่ประมาณเกือบ 60 เหรียญสหรัฐต่อบาเรล ผมคิดว่าราคาน้ำมันน่าจะรีบาวน์กลับไปในช่วงที่เหลือ จริง ๆ หากย้อนกลับในช่วงที่ผ่านมาผมคิดว่าใน Crude Market มันค่อนข้างจะมีการเก็งกำไรเยอะมาก ถ้าเราดูข่าวใน 2 อาทิตย์ที่ผ่านมานี้ ในช่วงต้นอาทิตย์จะมีออกมาว่า การที่โอเปคมีการคัด Production 1.2 ล้านบาเรลอาจจะไม่เกิดขึ้น ในตลาดก็อาจจะมองว่าโอเปคอาจจะคัดแค่ 5 แสนบาเรล อันนั้นคือก่อนช่วงต้นเดือน พออาทิตย์ที่ 2 ของเดือนนี้ กลายเป็นว่าตลาดเริ่มกลัวแล้วว่า ตัวโอเปคในการคัด 1.2 ล้านบาเรลนี้ มันอาจจะค่อนข้าง Aggressive ไป เพราะฤดูหนาวเริ่มเข้ามาแล้ว

ฤดูหนาวนี้ก็ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่เป็น Heating Oil มี Demand ขึ้น ดังนั้นถ้าเกิดการที่โอเปคจะคัด ขณะที่ Demand มันกำลังจะขึ้น นั่นหมายถึงว่าโอกาสที่ราคาน้ำมันมันจะปรับตัวขึ้นก็มีด้วย ถ้าเรามองปัจจุบันผมคิดว่าถ้าเราไปดูสินค้าคงคลัง อย่างของพวกอเมริกาหรือเป็น ONCD Market ตอนนี้อย่างพวกที่เป็น Product Inventory พวกที่เป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันใส พวกก๊าซโซลีน ดีเซล มันลงมาติดต่อกัน 2 อาทิตย์แล้ว เพราะฉะนั้นหมายถึงว่า มันเพียงแค่รอ Demand ในฤดูหนาวที่จะเข้ามาไหม ถ้ามันเข้ามา ผมคิดว่าสุดท้ายนี้ ราคาน้ำมันพร้อมที่จะเพิ่มขึ้น ไม่ใช่แค่ราคาน้ำมันดิบอย่างเดียว ก็จะเป็นค่าการกลั่นด้วยที่มันจะขึ้นตามไป

ดังนั้น ผมก็ยังมองว่าในแง่ของเดือนธันวาคมมันอาจจะเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันดิบมันรีบาวน์กลับและรวมถึงค่าการกลั่นอันนั้นเรามองในระยะสั้น ในปีหน้าผมคิดว่าราคาน้ำมันดิบน่าจะอยู่ในช่วง 60-65 เหรียญสหรัฐต่อบาเรล อันนี้เราพูดถึงตัว West Texas Crude นะครับ ถ้าเป็น Dubai Crude ก็จะเป็นอีกราคาหนึ่ง ถ้าเป็น West Texas Crude ผมคิดว่าน่าจะอยู่ประมาณนี้ เหตุที่ราคาอยู่อย่างนี้ ผมคิดว่าปีหน้า Supply crude นี้มันก็ยังค่อนข้าง Tight อยู่ ดังนั้นผมคิดว่าราคาตรงนี้มันน่าจะยืนได้ด้วยเหมือนกัน

ปฏิพร – เรียกว่าราคานี้ก็น่าจะต่ำแล้วทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เห็นตรงกันไหมสำหรับบล.ทิสโก้ ในประเด็นราคาน้ำมันรวมทั้งปัจจัยต่าง ๆ อาจจะมีเสริมเพิ่มเติมในส่วนที่เราวิเคราะห์กันแล้วทั้ง Demand Supply ยังมีอะไรที่ต้องดูอีกบ้าง
ชัยพัทร – ภาพระยะสั้นก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยกับคุณธนัทเทพ เพราะราคาน้ำมันมีการปรับตัวมาค่อนข้างแรงด้วย แต่อย่างหนึ่งที่นักลงทุนต้องระลึกด้วย คือในเรื่องของการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานคือการลงทุนที่ค่อนข้างระยะยาวนิดหนึ่ง ถ้าดูจากนักวิเคราะห์หลายค่าย การประมินมูลค่าส่วนใหญ่ก็จะดูเป็นกระแสเงินสดที่มีการ Discount กลับมา เพราะฉะนั้นการประเมินมูลค่าก็ยังต้องขึ้นอยู่กับค่าน้ำมันในระยะยาวด้วย ซึ่งระยะสั้นเรามองว่าอาจปรับขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม เราก็มองว่ายังต้องมีการปรับลดลงไม่ใช่อยู่ที่ระดับ 60-70 เหรียญสหรัฐต่อบาเรล ก็คงอยู่ในระดับประมาณ 50 เหรียญสหรัฐต่อบาเรล คงไม่ลงไปเหลือประมาณ 20 เหรียญต่อบาเรล อันหนึ่งก็คือการที่ราคาน้ำมันสูงเป็นแรงจูงใจให้คนออกไปสำรวจมากขึ้น แต่การสำรวจก็คงต้องใช้ระยะเวลาประมาณหนึ่ง 3-5 ปี ซึ่งการสำรวจก็ได้มีมาสัก 2 ปีแล้ว เพราะฉะนั้นเราคิดว่าอีก 3 ปี ข้างหน้า ก็คงจะเริ่มเห็นการผลิตน้ำมันออกมาใหม่ ที่จะทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง

ปฏิพร – บางทีหลายคนก็บอกว่ามันก็ไม่ได้เป็นไปตามกลไกตลาดมากนัก เพราะผู้ผลิตเองก็มีการต่อรองราคาน้ำมันในตลาดด้วย เรื่องการเพิ่มและลดการผลิต อันนี้เป็นปัจจัยที่มาเป็นประเด็นไหม รวมถึงหลายคนมักจะเป็นห่วงเรื่องความไม่สงบของโลก อันนี้อาจจะส่งผลกับในระยะยาวของราคาน้ำมันไหม
ชัยพัทร – ผมมองว่าจะเป็นปัจจัยที่เข้ามาเป็นครั้งคราว ซึ่งจุดหนึ่งน่าจะเป็นจุดดีสำหรับนักลงทุน ที่จะเป็นช่วงจังหวะที่เข้าออกหุ้นได้ในระหว่างทาง และอันหนึ่งที่เรามองว่าน่าจะยังเป็นปัจจัยระยะยาวอยู่ คือเรื่องกลุ่มโอเปคเอง ซึ่งแม้ว่าในปัจจุบันคนจะบอกว่ากำลังการผลิตของโอเปค มีอยู่ค่อนข้างเต็มที่แล้ว หรืออาจจะมีการตัดบ้าง แต่ส่วนเกินอาจไม่ได้มีมากนัก ในขณะเดียวกันคนที่ผลิตใหม่ ๆ กลับเป็นในกลุ่มเช่นประเทศยุโรปตะวันออก ที่ออกไปสำรวจหาเข้ามาเพิ่มเติม ซึ่งคนนั้นจะเป็นคนที่จะมีผลต่อราคาน้ำมันในระยะยาวว่าจะลงมากน้อยแค่ไหน แต่อำนาจในการควบคุมราคาก็ยังคงอยู่ในกลุ่มโอเปคอยู่ดี เนื่องจากกว่าการที่เขาสามารถรวมกลุ่มกันได้เป็นก้อน และมีนโยบายออกมาชัดเจน เพื่อที่จะทำให้ราคาน้ำมันในระยะยาวค่อนข้างมีเสถียรภาพ

ปฏิพร – แล้วเรื่อง Demand ช่วงก่อนหน้านี้นอกเหนือจากเรื่อง Supply ไปแล้ว Demand จากการเติบโตของประเทศอย่างจีนหรืออินเดีย ก็เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน ซึ่งปีหน้าจีนก็ Expect ประมาณ 7% ที่เขาจะโตขึ้นมาได้ เรื่องนี้จะกดดันให้ราคาน้ำมันทรงตัวได้ในระดับสูงได้ไหม
ชัยพัทร – เป็นอีกอันหนึ่งที่ทำให้ราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมานั้นสูงขึ้นมา แต่ก็อย่าลืมว่าการที่ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นมานั้นเป็นแรงจูงใจ ให้มีพลังงานอื่น ๆ ที่เป็นทางเลือกเข้ามาด้วยเพราะฉะนั้นเราก็มองว่าพลังงานทางเลือกจะเป็นอีกตัวหนึ่งที่ทำให้ราคาน้ำมันในระยะยาวไม่ได้สูงมากนัก

ปฏิพร – อันนี้ก็คงเป็นประเด็นหลัก ๆ ในส่วนของราคาน้ำมัน ซึ่งมันจะสะท้อนต่อค่าการกลั่น ในช่วงแรก ๆ คุณ ธนัทเทพได้มีการแบ่งกลุ่มพลังงานเป็น 5 กลุ่มย่อย เราจะมาวิเคราะห์ในประเด็นเดียวกันก็คงไม่ได้ จะเริ่มกันก่อนที่พวก Oil and Gas และต่อด้วยพวก Refinery และเข้าไปดูของรูปแบบอื่น ๆ ซึ่งเราก็จะโยงมาในเรื่องนโยบายของภาครัฐด้วยเช่นกัน ประเด็นต่าง ๆ อย่างที่เรียนก็ต้องเชื่อมโยงไปกับหุ้นอื่น ๆ ด้วย เริ่มจากหลัก ๆ เลยที่เชื่อว่านักลงทุนในที่นี้คงจะสนใจ และถือว่าเป็นผู้นำในการเคลื่อนไหวของดัชนีของเรามาโดยตลอด คงจะหนีไม่พ้น Oil and Gas และตัวใหญ่อย่าง ปตท. และปตท.สผ. เรียนถามคุณธนัทเทพแล้วกัน ประเด็นที่เราจะวิเคราะห์โอกาสการเติบโตของธุรกิจของ Oil and Gas โดยเฉพาะปตท. และปตท.สผ.หรืออาจจะเพิ่ม BCP เข้าไปด้วยก็ได้ มองอย่างไรบ้าง
ธนัทเทพ – ผมก็ยังคิดว่าคงต้องไปดูนโยบายของรัฐบาลเป็นหลัก เพราะอย่าลืมว่าตัว ปตท.สผ.นี้ จะค่อนข้างชัด คือว่า Volume หลัก ๆ ส่วนใหญ่มาจากก๊าซ เพราะฉะนั้น สมมติว่าทางภาครัฐมีนโยบายที่เปลี่ยนไปสมมติว่าจะเปลี่ยนไปเป็นพลังงานทางเลือกอย่างอื่น มันก็หมายถึงว่าการขายก๊าซนี้ การเติบโตก็ต้องลดลง ขณะที่ปตท.สผ.เองก็ต้องพยายามหาเชื้อเพลิงทางเลือกอื่น เช่น แหล่งน้ำมัน ไปขุดเจาะน้ำมันเพิ่ม เพื่อจะเอามาขายในปะเทศ แต่ว่าตรงนั้นค่อนข้างยาก เพราะมันต้องสำรวจ ต้องขุดเจาะ ต้องใช้เวลา 3-5 ปี ดังนั้น มันก็ยังมีความไม่ชัดเจนอยู่ในเรื่องตรงนี้ ดังนั้นผมก็ยังมองว่าคงต้องดูนโยบายของภาครัฐเป็นหลักมากกว่า

ปฏิพร – ดูเหมือน ปตท.สผ. ทางบล.ทิสโก้จะมี Remark เกี่ยวกับการที่เขาไปขุดแล้วเขาไม่เจอเกิดขึ้น มีประเด็นจะเสริมไหมคะ
ชัยพัทร – จริง ๆ ต้องบอกว่าเป็นปกติของธุรกิจประเภทนี้ ก็คือความเสี่ยงสูง แต่ถ้าเจอผลตอบแทนก็สูงเหมือนกันจะเห็นว่า ปตท.สผ. ก่อนหน้านี้เป็นช่วงที่เก็บเกี่ยว เพราะก่อนหน้าที่เขาจะมาเก็บเกี่ยวเขาก็ต้องบาดเจ็บมาก่อนจากการเข้าไปขุดเจาะ สำรวจ อย่างเช่นแหล่งหลัก ๆ ของทางบริษัทเองก็คือแหล่งบงกช ซึ่งตอนนี้แหล่งบงกชเองก็ต้องถือว่าเป็นแหล่งที่สร้างรายได้ให้กับบริษัทได้มากที่สุด แต่เนื่องจากความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติของไทยยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้ว่าโรงไฟฟ้าใหม่ ๆ นี้ก็ใช้ก๊าซธรรมชาติซึ่งทุกคนมองว่าเป็นพลังงานสะอาด ปตท.สผ. ก็จะหยุดนิ่งไม่ได้ ที่จะต้องหาแหล่งทรัพยากรใหม่ ๆ ไม่ว่าจากอ่าวไทย หรือว่าจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือแม้กระทั่งตอนเดินทางออกไปในตะวันออกกลางก็จำเป็นต้องทำ เพื่อให้เราสามารถมีทรัพยากรมาใช้ได้อย่างต่อเนื่องและไม่ติดขัด เพราะฉะนั้นหลังจากที่เป็นช่วงเก็บเกี่ยวมาระยะหนึ่ง ช่วงนี้อาจจะต้องเริ่มหาแหล่งใหม่ ๆ เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการแต่แหล่งใหม่ ๆ นี้ก็ไม่ได้มาด้วยความง่ายดาย

แม้ว่ารัฐบาลก็หันมาสนับสนุนการใช้ก๊าซธรรมชาติ จะเห็นได้ว่าทางรัฐบาลออกเดินทางไปแต่ละที่ก็มีการนำเรื่องนี้มาคุยกันระหว่างรัฐบาล หรือที่เขาใช้คำว่า G to G ในเรื่องของการสำรวจแหล่งใหม่ ๆ แต่เนื่องจากความเสี่ยงหรือสภาพของพื้นที่ในการสำรวจจะมีความแตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้นช่วงนี้นักลงทุนก็อย่าแปลกใจในการที่มีค่าใช้จ่ายในการสำรวจมากขึ้น แต่ก็ไม่ต้องตกใจว่ายิ่งเขาสำรวจมากเท่าไรอนาคตก็ยิ่งสดใสมากขึ้นเท่านั้น เพราะจะได้แหล่งพลังงานแหล่งใหม่ที่อาจจะมีขนาดที่ดีหรืออาจจะใหญ่กว่าแหล่งบงกชที่มีอยู่ในปัจจุบันก็ได้

ปฏิพร – แต่มูลค่าหุ้นหรือความน่าสนใจก็จะแปรผันตามราคาน้ำมันด้วยไหม
ชัยพัทร – อันนี้ถูกต้องครับ ก็ขึ้นอยู่กับว่าเวลาเราตีมูลค่าหุ้นระยะยาว เราใช้ราคาน้ำมันสูงหรือต่ำขนาดไหน ถ้าอย่างที่บล. ทิสโก้ใช้ เราใช้ระยะยาว คือราคาน้ำมันดูไบ ซึ่งเป็นราคาน้ำมันที่บริษัทใช้เป็นราคาอ้างอิง คืออยู่ที่ 40 เหรียญสหรัฐต่อบาเรล ซึ่งถ้าเทียบกับปัจจุบันก็อยู่ประมาณ 60 เหรียญสหรัฐต่อบาเรล เราก็มองว่าเป็นสมมติฐานที่ไม่ได้มากจนเกินไป ขณะเดียวกันถ้าลองมาดูว่าปัจจุบันจะเห็นว่าราคาปัจจุบันสะท้อนราคาที่เรียกว่าราคาน้ำมันดิบระยะยาวแค่ประมาณ 20 เหรียญสหรัฐ ซึ่งก็เป็นไปได้ แต่ว่าก็คงไม่ได้เกิดขึ้นเร็ววันนี้ ซึ่งเราก็คิดว่าสิ่งที่ตลาดให้กับหุ้นตัวนี้ก็ถือว่า ค่อนข้าง Discount มากอาจจะมากจนเกินไปในภาวะที่บริษัทเองยังต้องมีการค้นหาแหล่งทรัพยากรใหม่ ๆ

ปฏิพร – Coefficient ของราคาน้ำมันและราคาก๊าซธรรมชาติประมาณเท่าไร มันแปรผันเท่ากันเลยไหม
ชัยพัทร – มันขึ้นอยู่กับตลาดครับ อย่างตลาดของอเมริกา จะค่อนข้างไปในทิศทางเดียวกัน ความสัมพันธ์จะมากกว่า อย่างของเมืองไทยเรายังอาศัยว่ารัฐบาลยังให้ความช่วยเหลือ ยังมีการผูกด้วยสูตรระยะยาว เพราะฉะนั้น ราคาของตลาดเมืองไทยยังถือว่าเป็นราคาที่ต่ำ อย่างบางช่วงที่อเมริการาคาขึ้นไปถึง 12 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู แต่ของเมืองไทยปัจจุบันก็ยังอยู่แค่ 3-4 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ก็ต้องถือว่าก๊าซในเมืองไทยยังเป็นราคาที่ค่อนข้างถูก แต่เรายังมองว่าในระยะยาวความเป็นไปได้ที่ราคาจะเข้าหากันก็มีสูง เพราะปัจจุบันเริ่มมีการพัฒนาเข้าไปสู่การเป็น LNG คือการที่สามารถนำเอาก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอื่นขึ้นเรือมาใช้ที่เมืองไทย ถ้าเทียบกับปัจจุบันเรายังต้องใช้ท่ออยู่ตลอด อันนั้นมันทำให้ตัว Supply ของก๊าซมันวิ่งไปวิ่งมาได้ ราคาก็มีแนวโน้มที่จะปรับเข้าใกล้เคียงกันมากขึ้น

ปฏิพร – ถ้าเป็นตัว ปตท.สผ. คงจะหนีไม่พ้นกับราคาน้ำมัน บางคนก็บอกว่าปตท. จะน่าสนใจกว่าเพราะโครงสร้างธุรกิจของเขามีความหลากหลาย มาถามคุณธนัทเทพในมุมมองที่มีต่อ ปตท. ซึ่งธุรกิจมีการกระจายและถือว่าเป็น Holding Company มองว่ามันน่าสนใจกว่าการที่ลงทุนในแต่ละตัวแต่ละธุรกิจไหม
ธนัทเทพ – ผมคิดว่าในแง่ของตัว Commodity ไม่ว่าจะเป็นพวกน้ำมัน โรงกลั่น หรือเคมิคอล ผมคิดว่าในแง่ของการลงทุนผมคิดว่าในขณะนี้ถ้าเราจะลงทุนในลักษณะที่เป็น Pure Play Asset เช่นตรงไปที่โรงกลั่น น้ำมันดิบ ผมคิดว่าความเสี่ยงมันค่อนข้างมี เพราะว่าตัวแปรของพวก Commodity เหล่านี้คือพวก Supply Size ที่มันจะเข้าระบบ

ตอนนี้นี้เราจะเห็นพวกโรงกลั่นหรือพวกเคมิคอลต่าง ๆ แน่นอนว่ามันจะมี Supply เข้ามาประมาณปี 2008-2009 ดังนั้นผมคิดว่าในปีหน้าในแง่ของตลาดต้องมีความกังวลมากขึ้นในเรื่องของการลงทุนใน Pure Play Asset ดังนั้นผมคิดว่าปตท. น่าจะเป็นทางเลือกที่ค่อนข้างดีกว่า เพราะแน่นอนว่าถ้าเราไปลงทุนในปตท. เราก็สามารถจะลงทุนได้ทุกตัวในแง่ของเคมิคอล A&P หรือว่าจะเป็นโรงกลั่นต่าง ๆ ซึ่งมันค่อนข้างกระจายมากกว่าและในแง่ของธุรกิจก๊าซหลักของเขาซึ่งอ้างอิงกับทางด้านค่าท่อต่าง ๆ ก็จะเป็นอะไรที่ค่อนข้างนิ่ง ดังนั้นผมคิดว่าในแง่ของ Earning ของเขามันจะมีความผันผวนน้อยกว่า ธุรกิจที่เป็นลักษณะ Pure Commodity

ปฏิพร – พอพูดถึงท่อทำให้นึกถึงประเด็นอาจจะเกี่ยวนิดหน่อย ก่อนหน้านี้หลายคนอาจกังวลกับอนาคตของ ปตท. เมื่อคิดถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับท่อส่งก๊าซตอนนี้ล่าสุดทางกระทรวงพลังงานก็ยืนยันว่าไม่เกี่ยว แต่ก็อาจเป็นประเด็นที่มีผลกระทบต่อจิตวิทยาต่อไปในอนาคตก็ได้ ประเด็นที่ปตท. เป็นเป้าสายตาอย่างต่อเนื่องทั้งเรื่องการเมืองหรือประเด็นต่าง ๆ มันถือว่าเป็นจุดอย่างหนึ่งที่ทำให้การลงทุนใน ปตท. ต้องเพิ่มความระมัดระวังมากกว่าเดิมไหม
ธนัทเทพ – จริง ๆ ใช่นะครับ เพราะว่าตอนนี้ ถ้าถามว่าราคาหุ้นของ ปตท. ตอนนี้สะท้อนไปกับความกังวลตรงนี้ไหม ผมคิดว่าตอนนี้น่าจะสะท้อนไปแล้ว แต่ถ้าถามว่าจะซื้อไหม ผมคิดว่ามันก็ต้องดูว่าสุดท้ายทางศาลปกครองตัดสินอย่างไร แต่เชื่อว่าข่าวที่จะออกมาเกี่ยวกับ ปตท. มองว่าน่าจะเป็น Positive มากกว่า Negative และน่าจะทำให้ราคาหุ้นน่าจะมีโมเมนตัม

ปฏิพร – เพราะถ้าดูราคาเหมาะสม บางเจ้าให้สูงกว่าระดับนี้มาก หลายคนก็สงสัยว่าทำไมถึงได้ดูมีความต่างกับสิ่งที่นักวิเคราะห์ได้ประมาณการกันเอาไว้ ก็มาติดกับตรงนี้ด้วยไหมคะ
ธนัทเทพ – ใช่ครับ

ปฏิพร – ต้องรอความชัดเจนก่อน นี่แค่ส่วนแรกคือ Oil and Gas เราก็ต้องไปดูในเรื่องของโรงกลั่นกันต่อ หันไปถามคุณชัยพัทร โรงกลั่นมีอยู่เยอะ และเพิ่งมีหุ้นน้องใหม่เข้าไปด้วย แต่ดูผลประกอบการตอนนี้จะไม่ค่อยดีเท่าไรนัก อย่าง RRC ก็มีผลประกอบการออกจะแย่ที่สุดก็ว่าได้ เกิดอะไรขึ้นกับโรงกลั่นและโรงกลั่นไม่น่าสนใจแล้วไหมในยุคนี้
ชัยพัทร – ต้องยอมรับว่าธุรกิจโรงกลั่นเป็นธุรกิจที่ประมาณการยาก เพราะว่ามีความผันผวน โดยเฉพาะเรื่องค่าการกลั่นบางเหตุการณ์เป็นเหตุการณ์ที่เราไม่คาดคิดเลยแต่ว่ามันก็เกิดขึ้นได้ ยกตัวเช่นอย่างเช่น มีอยู่วันหนึ่งคนถามว่าทำไมค่าการกลั่นมันลด กลับไปตรวจสอบดูปรากฏว่าตลาดสิงคโปร์ปิด ตลาดน้ำมันสำเร็จรูปปิด แต่ว่าตลาดทางตะวันออกกลางเปิด ต้นทุนน้ำมันดิบมันขึ้นไปแล้ว แต่ว่าราคาน้ำมันสำเร็จรูปยังไม่ได้ปรับ อันนั้นจะเป็นครั้งเป็นคราวซึ่งนักลงทุนก็อาจตกใจว่าทำไมราคามันเปลี่ยนไปได้อย่างเป็นหลังมือภายในเวลาไม่กี่วัน แต่ต้องบอกว่านักลงทุนที่สนใจโรงกลั่นคงต้องมองเป็นระยะหนึ่ง คงไม่ใช่มองเป็นอาทิตย์หรือเป็นวันต่อวัน เนื่องจากการปรับราคาน้ำมันสำเร็จรูปกับน้ำมันดิบมันจะยังมีเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง การปรับมันจะไม่ได้ปรับขึ้นมาทันทีก็คงต้องใช้เวลาศึกษานิดหนึ่งสำหรับการปรับ

แต่สิ่งที่ผ่านมาในช่วงไตรมาส 3/49 ก็ต้องบอกว่า ผลประกอบการผิดหวังแต่เป็นเรื่องของภาคบัญชี เพราะต้องมีการบันทึก Inventory ของน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปด้วยต่อสิ้นงวด ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นเป็นตัวหนึ่งที่ทำให้ภาพของธุรกิจโรงกลั่นมันดูแย่ลง อย่าง RRC เอง จากเดิมอยู่ที่ 10 กว่าเหรียญสหรัฐ ลงมาเหลือแค่ประมาณ 0.62 เหรียญสหรัฐ ก็คงต้องตามอีกที แต่ถ้าไม่ดูเรื่องของสต็อกแล้วจะเห็นว่าธุรกิจโรงกลั่นของไทยก็ไม่ได้แย่ลง เป็นไปตามภาพของตลาดโดยรวมจริง ๆ เพราะภาพของตลาดคือคนคาดการณ์ในไตรมาส 2/49 ว่าจะเกิดเฮอริเคนไว้มาก เพราะฉะนั้นในไตรมาส 2/49 ก็ทำให้ทำการผลิตหรือสต็อกน้ำมันไว้ทำให้ Refining Margin ในไตรมาส 2/49 กระโดดขึ้นผิดปกติเหมือนกัน ปรากฏว่าไตรมาส 3/49 ผิดคาด ทำให้ตัว Refining Margin ปรับลดไปด้วยเนื่องจากสต็อกเริ่มสูงพอแล้ว

ปฏิพร – สำหรับคุณผู้ชมที่กำลังดูอยู่อาจจะไม่รู้ว่าค่าการกลั่นที่เราคุยกันอยู่มันคิดคำนวณมาจากอะไร ซึ่งมันจะแปรผันมาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกด้วย อาจจะขอเป็นความรู้นิดหนึ่งว่าค่าการกลั่นที่เราคุยกันอยู่มันมาจากอะไรเป็นปัจจัยอะไรบ้าง บางคนจะสับสนระหว่างค่าการกลั่นกับการตลาดอันนี้มันเกี่ยวกันอย่างไรกับบริษัทน้ำมัน
ชัยพัทร – ค่าการกลั่นนี้ถ้าคิดเป็นค่าการกลั่นเบื้องต้น จะคิดง่าย ๆ คือราคาน้ำมันสำเร็จรูปลบกับค่าน้ำมันดิบ แต่ไม่ได้ง่ายอย่างนั้น เพราะโรงกลั่นในโลกนี้แบ่งง่าย ๆ ก็เป็น 2 จำพวกจำพวกหนึ่งเขาเรียกว่าเป็นโรงกลั่น Complex ซึ่งมีหน่วยกลั่นหลายหน่วย ทำให้น้ำมันสำเร็จรูปที่ออกมามีคุณภาพที่เรียกว่าแทบไม่เหลืออะไรให้กลั่นแล้ว ส่วนที่เหลือก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้จริง ๆ ตรงนั้นเขาจะมีค่าการกลั่นสูง อีกพวกหนึ่งคือกลุ่มที่เราเรียกว่าเป็น Simple Refinery เนื่องจากการลงทุนถูกกว่า เวลากลั่นจะเหลือน้ำมันที่มีมูลค่าต่ำออกมาค่อนข้างเยอะ คือน้ำมันเตา

ปฏิพร – คือ BCP ใช่ไหมคะ
ชัยพัทร – ใช่ครับ คือปัจจุบันของ BCP พอเหลือน้ำมันเตามาก ๆ ก็มีภาระ เพราะน้ำมันแต่มันถูกกว่าน้ำมันดิบ ทีนี้ค่าการกลั่นของSimple Refinery ก็จะต่ำกว่า แต่พอเอามาลบมาบวกกันแล้ว แต่ละคนก็จะมีสัดส่วนของน้ำมันสำเร็จรูปต่างกัน ส่วนใหญ่เขาจะพยายามให้น้ำมันเกรดสูง เช่น พวกที่เป็นน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล หรือว่าน้ำมันก๊าซ น้ำมันเครื่องบินออกมาเยอะ ๆ ให้เหลือน้ำมันเตาน้อย ๆ ก็ต้องดูสัดส่วนของแต่ละโรงกลั่นด้วยว่าโรงกลั่นแต่ละโรงสามารถผลิตอะไรออกมาได้เท่าไร ส่วนทางฝั่งน้ำมันดิบก็เหมือนกัน ก็ต้องมาดูว่าแต่ละคนใช้น้ำมันดิบอะไรบ้าง อย่างเช่นพวกที่เป็น Complex เช่นของ RRC จุดเด่นของเขาคือการที่เขาใช้น้ำมันดิบซึ่งมีราคาถูกจากทาง Middle East ได้เกือบ 100% ขณะที่ BCP เนื่องจากมีการลงทุนในโรงกลั่นถูก ผลก็คือเขาต้องใช้น้ำมันดิบที่มีราคาสูง อาจจะเป็นจากทางตะวันออกกลางที่มีเกรดของน้ำมันดิบค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้นต้นทุนน้ำมันดิบของเขาก็จะสูงด้วย

ปฏิพร – ถามทางด้านบล. บัวหลวงบ้าง ถ้าเราเจาะกันไปในกลุ่มโรงกลั่นโดยเปรียบเทียบแล้วชอบตัวไหนอย่างไร และถ้าจะแนะนำกลยุทธ์การลงทุน บางคนสนใจกลุ่มโรงกลั่นเพราะว่าติดใจ TOP ไม่รู้ว่าจะยังติดใจได้อยู่ไหม
ธนัทเทพ – ในส่วนของ Outlook ในปีหน้า ในแง่ของตัวโรงกลั่น เราลดน้ำหนักการลงทุนลงมาจากแต่เดิมที่เป็นลักษณะ Overweight หรือว่าลงทุนน้ำหนักมากกว่ามูลค่าตลาด ลงมาเป็น Neutral คือน้ำหนักเท่ากับตลาด เหตุผลหลัก ๆ คือเราคิดว่าค่าการกลั่นในปีหน้า จริงอยู่ที่มันยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง แต่เราคิดว่าในแง่ของค่าเฉลี่ยของค่าการกลั่นในปีหน้าอย่างมากก็จะเท่ากับปีนี้ ดังนั้นถ้าค่าการกลั่นอาจจะไม่ได้มีอะไรที่ตื่นเต้นมาก หรือว่าไม่ทำ New High คิดว่าหุ้นโรงกลั่นก็อาจจะหมดความน่าสนใจลงไปแล้วระดับหนึ่ง

จริงอยู่ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาคนอาจจะตื่นเต้นเพราะว่ามีเรื่องเฮอริเคนเข้ามา อย่างย้อนกลับไปในช่วงปี 2005 จะเห็นว่าตอนนั้นมีแคทรีน่าเข้า ค่าการกลั่นมันเพิ่มขึ้นไป 16-17 เหรียญสหรัฐต่อบาเรล อย่างที่คุณชัยพัทรได้เรียนไปตอนต้นว่า พอมาในไตรมาส 2/49 คนก็เริ่มมา Expect ว่าเฮอริเคนจะเข้ามาในช่วงสิงหาคม กันยายนนี้ มันก็อาจจะมีรูปแบบที่คล้ายกัน แต่สุดท้ายมันก็ออกมาว่ามันไม่ใช่ ตัวเฮอริเคนมันไม่มา ปีหน้าเองผมคิดว่าอาจจะมีความกังวลเรื่องเฮอริเคนอยู่ แต่ตลาดก็อาจจะลดความกังวลลงในเรื่องนี้ ดังนั้น ผมคิดว่า Margin ในปีหน้า ค่าการกลั่นในปีหน้าก็คงจะไม่ตื่นเต้นอะไร อันนี้คือภาพใหญ่ก่อนว่าเราคิดว่าหุ้นโรงกลั่นมันอาจจะไม่ตื่นเต้นในปีหน้า หรือว่ามันไม่น่าจะ Outperform ตลาดได้ เพราะว่าค่าการกลั่นอาจจะไม่ทำ New High

แต่ถามว่าตัวไหนใน 3 ตัวนี้ ดูแล้วมันน่าจะดีที่สุดใน Top Pick เรา มันก็คงเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ TOP จริง ๆ ถ้าเรามองในแง่ของ Earning ในปีหน้า ถ้าเราเอาผลประกอบการของโรงกลั่นมารวมกัน ส่วนใหญ่ Earning มันลงหมดเลย มีการเติบโตติดลบจากปีนี้ ส่วนใหญ่ที่มีการเติบโตติดลบนี้ คือ อย่างในส่วนของ RRC ปีหน้าเองสิทธิทางภาษีจะหมดลง ดังนั้นแล้ว ปีหน้าก็จะจ่ายภาษีมากขึ้น พอจ่ายภาษีมากขึ้นก็แน่นอนว่าจะกระทบต่อ Earning ค่าการกลั่นมันนิ่งจากปีนี้ ดังนั้น ต้นทุนมันขึ้นขณะที่รายได้มันทรงตัว ดังนั้น Earning Growth ก็จะติดลบ ไม่ใช่เป็นขาดในแง่ของ BCP ก็ชัดเจนว่ากว่าเขาจะขยายโรงกลั่นต่าง ๆ ได้ มันก็ปาไปปี 2008 ในแง่ของสิ่งที่จะกระทบกับเขาในภาพระยะสั้นก็คือ ตัวน้ำมันเตาอย่างที่คุณชัยพัทรพูด เขาอาจจะลดการขายให้ กับกฟผ.ด้วยเหมือนกัน เพราะอาจจะไปใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินหรือพลังงานน้ำมากขึ้น ดังนั้นน้ำมันเตาซึ่งเอาไปใช้ปั่นไฟ ก็อาจจะลดความต้องการลงก็จะกระทบต่อ BCP

อย่าลืมว่า BCP เป็นโรงกลั่นที่เรียกว่า Simple Unit เวลาเขากลั่นออกมาต่อหน่วย Crude หรือน้ำมันดิบนี้ เขาจะได้น้ำมันเตาเยอะมาก ขณะที่ถ้าเป็นโรงกลั่น TOP หรือ RRC ต่อ 1 ยูนิตของน้ำมันดิบ จะมีน้ำมันเตาค่อนข้างน้อยคือประมาณ 10% เท่านั้นเอง ในขณะที่ BCP มี 30% ดังนั้นโดยทั่วไป BCP ก็จะขายน้ำมันเตาส่วนใหญ่ให้กับ กฟผ. ดังนั้นถ้ากฟผ.มีความต้องการน้ำมันเตาลดลง ก็จะส่งผลต่อผลประกอบการของ BCP ได้เหมือนกัน

ดังนั้น ถ้าเราดู 2 ตัวนี้ก็อาจจะไม่ตื่นเต้นมาก ในแง่ของ TOP มันดูแล้วดูดีกว่า เพราะว่า TOP มีลักษณะเป็น Refinery และเป็นปิโตรเคมี เขาสามารถเพิ่มมูลค่าจากน้ำมันใสของเขาไปต่อยอดทำสารอะโรเมติกส์คือทางด้านปิโตรเคมีได้ ดังนั้นน่าจะทำให้ Earning ของเขามันค่อนข้างนิ่งกว่า แล้วประการที่ 2 เขามีโรงไฟฟ้าด้วยเหมือนกัน เป็น IPP ปีหน้าก็จะมีการ Bidding ตัวนี้ก็อาจเป็น Story ให้กับ TOP ได้เหมือนกัน และอย่าลืมว่าการขยายกำลังการผลิตของ TOP กำลังการกลั่นก็เสร็จปลายปีหน้า ดังนั้น ผมก็คิดว่า ถ้ามองดูแล้ว TOP ก็น่าจะดูดีกว่าโรงกลั่นตัวอื่น RRC อาจจะเป็นตัวที่เล่นได้บ้างแต่ว่าก็ต้องดูแผนที่จะมาควบรวมกับ ATC ด้วยปลายปีนี้ก็คงจะรู้ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน จะได้หรือไม่ แต่ในไตรมาส 1/50 ก็คงจะสรุปออกมาว่าเขาจะ Merge หรือไม่ แต่คิดว่าก็ยังไม่ค่อยชัดอยู่ดีว่าสุดท้ายจะ Merge หรือไม่ แต่สมมติว่าออกมาแล้วว่า Merge กับ ATC ได้จริง ผมก็คิดว่ามันอาจจะเป็น Short term สั้น ๆ ให้กับราคาหุ้นได้เหมือนกัน

ปฏิพร – ของบล. ทิสโก้ ก็ชอบ TOP เหมือนกันไหมคะ
ชัยพัทร – ก็ชอบครับ และเราก็ชอบ RRC ด้วย ก็เป็นลักษณะเดียวกันกับทางคุณธนัทเทพบอก เพราะ RRC เองก็จะมีในเรื่องของการไปรวมกิจการกับ ATC ซึ่งจะมาช่วยเรื่องของราคาหุ้นด้วย

คาดการประมูลโรงไฟฟ้า IPP ชัดเจนขึ้นภายในปีหน้า กลุ่มไฟฟ้าจึงยังน่าสนใจ

ธนัทเทพ จันทรกานต์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บล. บัวหลวงยังลงทุนในลักษณะ Overweight ในหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า เพราะเชื่อว่าการประมูลโรงไฟฟ้า IPP กำลังการผลิตประมาณ 1 หมื่นเมกะวัตต์ อาจเกิดขึ้นได้จริงในปีหน้า ส่งผลให้ภาพรวมอุตสาหกรรมไฟฟ้าจะมีความชัดเจนมากขึ้น และอาจผลักดันให้ราคาหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าปรับตัวเพิ่มขึ้นได้

บริษัทที่จะมีโอกาสในการชนะการประมูลโรงไฟฟ้า IPP ต้องเป็นบริษัทที่มีระบบสาธารณูปโภคเพียงพอ และมีความสามารถในการรองรับการขยายกำลังการผลิต เช่น ท่อส่งก๊าซ สายส่ง ซึ่งหากชนะการประมูลแล้วจะใช้ต้นทุนก่อสร้างที่ต่ำกว่า สำหรับบริษัทที่มีความพร้อมดังกล่าวได้แก่ RATCH , EGCOMP ขณะที่ TOP และ GLOW อาจต้องเพิ่มจำนวนสายส่งและมีต้นทุนขยายกำลังการผลิตมากกว่าบริษัทอื่น นอกจากนี้ ยังมี BANPU ที่มีโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่แล้ว ก็ยังมีโอกาสได้รับส่วนแบ่งในการประมูลครั้งนี้อีกด้วย

ขณะที่นายชัยพัทร ธนวัฒโน รองผู้อำนวยการสำนักวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ ให้ความเห็นว่า EGCOMP มีโอกาสชนะการประมูลมากกว่า RATCH เพราะมีความพร้อมรองรับการขยายตัวดีกว่า เนื่องจากได้มีการเพิ่มระบบสาธารณูปโภคและยังได้ขยายกำลังการผลิตไปในแหล่งอื่นด้วย

สำหรับหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า เช่น RATCH และ EGCOMP สามารถจ่ายเงินปันผลได้สม่ำเสมอ และคาดว่าจะรักษาระดับผลตอบแทนไว้ได้ที่ 4-5% ขณะที่ GLOW ได้จ่ายปันผลพิเศษได้ในปีที่แล้ว ทำให้คิดเป็นอัตราผลตอบแทนได้ถึง 7% และอาจมีแนวโน้มลดลงได้ในปีนี้จากกระแสเงินสดที่ลดลงจากการลงทุนในโครงการใหม่ ๆ เพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผลประกอบการของกลุ่มนี้อาจได้รับผลกระทบจากการปิดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า แต่เนื่องจากระยะเวลาการปิดซ่อมจะระบุไว้แล้วตามสัญญาที่ทำไว้ ทั้งยังระบุถึงรายได้ที่ควรได้รับจากฟผ.ในแต่ละปีแล้วด้วย จึงคาดการณ์รายได้ตลอดจนกำไรที่หายไปในช่วงที่ปิดซ่อมบำรุงได้ล่วงหน้า นอกจากนี้ ยังได้ระบุนโยบายการจ่ายปันผลไว้ในระยะยาว จึงเชื่อว่าจะมีผลตอบแทนจากการจ่ายปันผลที่สม่ำเสมอได้

ราคาถ่านหินยังผันผวนกระทบต่อผลประกอบการ LANNA และ BANPU

ชัยพัทร กล่าวว่า ราคาถ่านหินมักเปลี่ยนแปลงไปตามกลไกตลาดโลก ซึ่งก่อนหน้านี้ราคาของถ่านหินทรงตัวในระดับหนึ่ง แต่จากราคาน้ำมันได้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภค เช่น จีน จึงเริ่มมาใช้ถ่านหินทดแทน และเนื่องจากการผลิตถ่านหินยังมีข้อจำกัดในการผลิต ราคาถ่านหินจึงค่อนข้างผันผวน และยังส่งผลกระทบต่อกำไรของ BANPU อีกด้วย อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้ว ช่วงปลายสัญญาการซื้อขายถ่านหินหรือช่วงปลายปีมักจะทำให้ราคาถ่านหินในตลาดปรับลดลง ซึ่งเชื่อว่าจะปรับขึ้นในต้นปีหน้าได้

สำหรับ LANNA ในช่วงที่ผ่านมาขยายกำลังการผลิตมากขึ้น แต่เกรดของถ่านหินที่ใช้จะด้อยกว่าเกรดถ่านหินของ BANPU แต่ LANNA มีการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจที่ดีกว่า กล่าวคือ ได้ขยายไปในธุรกิจเอทานอล มีรายได้คิดเป็นสัดส่วนถึง 20-30% ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นได้อีกในอนาคต

ด้านนายธนัทเทพ มีมุมมองเชิงบวกต่อธุรกิจถ่านหิน โดยมั่นใจว่าพลังงานจากถ่านหินจะเป็นพลังงานทางเลือกอันดับแรกที่ใช้ทดแทนการใช้น้ำมัน นอกจากนี้ ความต้องการใช้ถ่านหินของแต่ละประเทศยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงมองว่าราคาถ่านหินจะทรงตัวในระดับสูงได้ในระยะยาว

ขณะที่ BANPU ยังมีความน่าสนใจ จากนโยบายรัฐบาลสนับสนุนให้ใช้พลังงานจากถ่านหินมากขึ้น และราคาถ่านหินที่ยังทรงตัวในระดับสูง ผลประกอบการของโรงไฟฟ้าถ่านหินจึงยังมีแนวโน้มขยายตัวได้อีก ขณะที่ EGCOMP ก็มีทิศทางที่ดีเช่นเดียวกัน เพราะถือหุ้นโรงไฟฟ้าถ่านหิน BLCP ถึง 50%

ประเมิน EASTW ยังเป็น Dividend Stock ที่น่าสนใจ

นายชัยพัทรยังกล่าวด้วยว่า ในช่วงที่ผ่านมา EASTW ได้ขยายการวางท่อเพิ่มเติม และจะลงทุนในธุรกิจอื่นอีก เช่น โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก แต่เนื่องจากมีการมองว่า EASTW เป็น Dividend Stock ที่น่าสนใจ จึงเชื่อว่า หากไม่มีการลงทุนเพิ่มเติม ก็จะจ่ายเงินปันผลคืนให้กับนักลงทุนด้วย

January Effect อาจเกิดขึ้นแต่ไม่ส่งผลต่อตลาดหุ้นไทย

นายธนัทเทพและนายชัยพัทร มีความเห็นตรงกันว่า January Effect ที่อาจเกิดขึ้นได้ในต้นปีหน้านั้น จะไม่ส่งผลใด ๆ ต่อราคาหุ้นในตลาดฯ แต่ราคาน้ำมันดิบที่อาจเพิ่มขึ้นจากค่าการกลั่นในเดือนหน้า ทั้งราคาถ่านหินที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะสั้น ๆ นี้ จะส่งผลดีต่อราคาหุ้นของกลุ่มดังกล่าวมากกว่า โดยนายชัยพัทรยังแนะนำให้นักลงทุนขายทำกำไรหุ้น PTTEP และ BANPU ในช่วงดังกล่าวอีกด้วย

หุ้นกลุ่มพลังงานยังลงทุนได้แต่ต้องเลือกให้ดี

นายชัยพัทรกล่าวว่า ปัจจุบันยังสามารถลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานได้ แต่ควรเลือกลงทุนในหุ้นที่มีศักยภาพถึงแม้ว่าตอนนี้ตลาดยังไม่ให้ความสนใจในหุ้นตัวนี้ และยังมีราคาถูกอยู่ก็ตาม ซึ่งมองว่าหากเป็นหุ้นพื้นฐานดีจริง จะสามารถสะท้อนราคาที่แท้จริงกลับมาได้ในที่สุด

นายธนัทเทพกล่าวเสริมว่า แม้ว่าในขณะนี้หุ้น PTT ที่มีมูลค่าตลาดกว่า 50-60% ของกลุ่มพลังงานทั้งหมด ยังมีคดีความที่ค้างคาอยู่ ทำให้นักลงทุนอาจไม่ต้องการลงทุนในหุ้นดังกล่าวเท่าไรนัก อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ารัฐบาลชุดใหม่จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ และจะส่งผลดีต่อ PTT และภาพรวมของกลุ่มพลังงานได้ในที่สุด

from
http://www.moneychannel.co.th/Menu6/ClipCornerStockinFocus/tabid/110/newsid580/8860/Default.aspx
http://www.moneychannel.co.th/Menu6/StockinFocus/tabid/88/newsid486/8803/Default.aspx

Advertisements