‘ดร.ช้าง’ นำกฤติ จีรพุทธิรักษ์ ‘เซียนหุ้น’ หุ้นส่วนยา KoolCAPP
ธุรกิจ : BizWeek
วันที่ 27 พฤศจิกายน 2555 01:00
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

รู้เท่าไม่ถึงการณ์ทำให้ถูกก.ล.ต.ฟ้องฐานใช้ข้อมูลลูกค้าเพื่อประโยชน์ของตนและพวกเมื่อได้รับอิสรภาพ“ดร.นำกฤติ จีรพุทธิรักษ์”พร้อมหวนคืนตลาดหุ้น

เก็บตัวเงียบไปพักใหญ่ๆ อดีตนักการเงินดาวรุ่งแห่ง บล.ยูบีเอส (ประเทศไทย) “ดร.ช้าง” นำกฤติ จีรพุทธิรักษ์ ภายหลังถูกสำนักงาน ก.ล.ต.กล่าวโทษกรณีทุจริตต่อหน้าที่ใช้ข้อมูลของลูกค้าเพื่อประโยชน์ของตนและพวก เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 5 มกราคม-13 ตุลาคม 2552 ทำให้เขาถูกขึ้น “บัญชีดำ” ได้แต่แนะนำการลงทุนให้คนอื่น แต่ลงสนามเองไม่ได้

ขณะดำรงตำแหน่งผู้ช่วยอำนวยการฝ่าย International Equity Sales บล.ยูบีเอส (ประเทศไทย) รับผิดชอบดูแลลูกค้าสถาบันในประเทศและต่างประเทศ เขารู้เท่าไม่ถึงการณ์ร่วมกับพวกอีก 6 คน นำหุ้นขอลูกค้าไปจับคู่ให้กับพวกของตนโดยวิธี Put through บนกระดานรายใหญ่หรือกระดานต่างประเทศ ในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่เสนอซื้อในตลาดหลักทรัพย์ แล้วนำหุ้นนั้นไปขายทำกำไรในกระดานหลักเสียเอง ได้กำไรจากส่วนต่างโดยไม่มีความเสี่ยงราว 37 ล้านบาท จากการทำรายการลักษณะนี้กว่า 600 ครั้ง มูลค่าการซื้อขายรวมกว่า 3,000 ล้านบาท

ดร.ช้าง วัย 35 ปี จบปริญญาโทและเอก คณะเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเคนตั๊กกี้ ประเทศสหรัฐอเมริกาเขาเป็นคนอำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช มีน้องชาย 4 คน เขาเป็นลูกคนโต ครอบครัวจัดว่ามีอันจะกินในภาคใต้มีธุรกิจโรงโม่ สวนปาล์ม สวนยางพารา และอีกหลายกิจการ ปัจจุบันเป็น 1 ใน 4 หุ้นส่วน บริษัท ซี.เอ.พี.พี กรุ๊ป (ประเทศไทย) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยา KoolCAPP ตอนนี้เขา “พ้นเคราะห์” แล้ว หลังจากสำนักงานอัยการพิเศษ อัยการสูงสุด มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี

ครอบครัวจีรพุทธิรักษ์ เดิมทำธุรกิจเหมืองแร่ ภายใต้ชื่อ “สินแร่ร่อนพิบูล” มาตั้งแต่สมัยคุณปู่ เมื่อรัฐบาลหยุดให้สัมปทานในปี 2535 ครอบครัวเขาก็หันมาทำธุรกิจเกี่ยวกับโรงแรม คอมมูนิตี้มอลล์ และปั๊มน้ำมันปตท.ล่าสุดกำลังจะขยายสาขา 2 ในละแวกเดียวกัน ปั๊มน้ำมันของเขาติดท็อปเทนยอดขายดีที่สุดในภาคใต้ แม้จะเลิกทำธุรกิจเหมืองแร่ แต่ยังคงเก็บเครื่องมือทำมาหากินของรุ่นพ่อไว้ทุกชิ้น อนาคตมีแผนจะทำเป็นกึ่งพิพิธภัณฑ์ของตระกูล

เขาเปิดสำนักงานย่านอาร์ซีเอ เปิดใจกับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek เพื่อเล่าประวัติการลงทุนให้ฟังอย่างหมดเปลือก!!!
“ผมเรียนและทำงานพิเศษให้กับทางมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาประมาณ 8 ปี ก็ตัดสินใจกลับเมืองไทยตอนปี 2548 กลับมาทำงานกับ คุณรพี สุจริตกุล ในตำแหน่งนักวิเคราะห์การเงิน บล.กสิกรไทย ก่อนจะมาทำงานที่นี่ ก็ทำมาหลายอย่าง เคยเป็นที่ปรึกษาพิเศษคณะกรรมาธิการต่างประเทศ และการเงินการคลัง และเคยทำงานในทีมที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้วย” เขาเกริ่น

อยู่บล.กสิกรไทย 1 ปี ก็เปลี่ยนตัวเองไปทำงานเป็นผู้ช่วยอำนวยการฝ่ายการลงทุนระหว่างประเทศ บล.ยูบีเอส (ประเทศไทย) รับหน้าที่ดูแลลูกค้าหลายราย ที่นั่นให้เงินเดือนสูงกว่า บล.กสิกรไทย มากกว่า 5 เท่า “ใครจะไม่ไป” (หัวเราะ) อีกเหตุผลหนึ่งคือชอบที่เขามีเทคโนโลยี High Standard มาก ใช้คนทำงานเพียง 3 คน แต่สามารถดูแลพอร์ตลูกค้า “หลักพันล้านบาท” ได้ ในขณะที่โบรกเกอร์อื่นต้องใช้คนเป็นร้อย

“ผมทำงานได้ 3-4 ปี ช่วงนั้นถูก ก.ล.ต. กล่าวโทษ แต่ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้น อยากได้วอลุ่ม (เยอะๆ) จากลูกค้า เราก็ต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ดีต่อกันก็เท่านั้นเอง”

เซียนหุ้นหนุ่มผู้มากพรสวรรค์ เริ่มต้นเล่าเส้นทางก้าวสู่ตลาดหุ้นว่า ลงทุนครั้งแรกตอนทำงานที่ บล.กสิกรไทย บอกได้คำเดียวว่า “เละเทะมาก” เชื่อว่านักลงทุนทุกคนก็เคยมีช่วงเวลาแบบนั้นอยู่ ช่วงนั้นได้บทเรียนหลายอย่าง โดยเฉพาะบทเรียนที่ว่า “หุ้นเก็งกำไรอย่าไปยุ่งกับเขา”

ตอนนั้นเปิดพอร์ตในชื่อคุณแม่ วงเงินประมาณ 5 ล้านบาท โดยมีน้องชายคนรองเป็นคนดูแล ส่วนตัวเองทำหน้าที่แนะนำหุ้นว่าควรซื้อขายตัวไหน ช่วงเวลาไหน ด้วยความที่อยู่ใกล้ข้อมูลต้องประชุมทุกวัน ทำให้ใช้เวลาหาข้อมูลต่างๆ เพียง 10 นาที วันๆมีอีเมลเกี่ยวกับราคาหุ้นส่งมาให้ไม่ต่ำกว่า 200 ข้อความ ทุกเช้าหลังประชุมเสร็จ ก็จะสแกนดูแล้วมาบอกน้องชายตอนเย็นหลังเลิกงาน

ช่วงแรกๆ ซื้อหุ้นอะไรไปจำไม่ได้ น่าจะเป็นหุ้นกลุ่มก่อสร้างขนาดใหญ่ และหุ้นธนาคารทหารไทย (TMB) จำแม่นได้เพียงหุ้นเก็งกำไรตัวเดียว คือ หุ้นอินเตอร์แนชั่นเนิลเอนจีเนียริง (IEC) ตัวนี้ทำ “เจ็บช้ำสุดๆ” ด้วยความใจร้อน ลงทุนแบบสะเปะสะปะ ไม่มีหลักการ ใช้มุมมองของนักเศรษฐศาสตร์มาเล่นหุ้น หลงไปในความอยากได้ ประกอบกับไม่มีเวลาทำแต่งานตื่นมาตี 5 ถึงออฟฟิศก็ประชุมทั้งวัน

เขากล่าวว่า หลงไปในความอยากได้กำไรเร็ว ทำให้พอร์ต “ขาดทุนหนัก” สุดท้ายเหลือเงินติดพอร์ตแค่ 500,000 บาท แต่เมื่อกลับมาตั้งต้นใหม่ จะบอกน้องชายเสมอ ห้ามเล่นหุ้นเก็งกำไร และหาข้อมูลก่อนการลงทุนทุกครั้ง จากนั้นพอร์ตลงทุนของคุณแม่ก็เริ่มดีขึ้น จากนั้นก็ไม่ได้เข้าไปแนะนำอะไรมากมาย ตอนนี้พอร์ตแม่ขยับเป็น “หลักสิบล้านบาท” แล้ว

ดร.ช้าง เล่าต่อว่า หลังอัยการยกฟ้องข้อกล่าวหา จะเปิดพอร์ตเป็นชื่อตัวเองวงเงิน 5-10 ล้านบาท เล่นหุ้นครั้งนี้นิยามให้ตัวเองเป็น “SEMI-PRO” (เกือบมืออาชีพ) ยังไม่ใช่ “โปรเฟสชั่นนัล” (มืออาชีพ) โดยสามารถรับความเสี่ยงได้ทั้งสูงและต่ำ วางกลยุทธ์ลงทุนคร่าวๆ ตั้งใจจะลงทุนสัดส่วน 70% ในหุ้นพื้นฐาน อีก 30% เป็นหุ้นเข้าเร็ว-ออกเร็ว จริงๆ เล่นหุ้นประเภทเร็วๆ ไม่ค่อยดีเท่าไร ควรจะมีสัดส่วนน้อยๆ เพื่อกระจายความเสี่ยง สำหรับผลตอบแทนจากการลงทุนตั้งเป้าเฉลี่ย 20% ทุกปี แต่ไม่มีเป้าหมายต้องมีเงินเท่าไร ถ้ามีเรื่องมูลค่าเข้ามาเกี่ยวข้องจะทำให้การลงทุนผิดพลาดได้ง่าย การลงทุนอย่านำอารมณ์เข้ามาร่วมด้วย

“เมื่อราคาหุ้นถึงเป้าหมายแล้ว ผมจะขายทันที แต่ถ้าราคาถึงเป้าแล้วแต่พื้นฐานมีโอกาสดีต่อเนื่องก็จะกลับมาดูใหม่ หรือไม่ก็ขายครึ่งหนึ่งอีกครึ่งก็มาลุ้นว่าจะขึ้นต่อหรือเปล่า ตรงกันข้ามหากราคาลดลงทั้งๆ ที่พื้นฐานไม่เปลี่ยน ผมจะไม่สนใจอะไร แถมซื้อเพิ่มอีก หาก 10 คนที่อยู่ในตลาดบอกหุ้นตัวนี้ดี ผมจะ(รีบ)ขายเลย แต่ถ้าสองคนแรกบอกดีทั้งๆที่มันแย่! แปลว่ามันกำลังจะมีอะไรดี”

เขาเล่าวิธีเลือกหุ้นให้ฟังว่า ชอบหุ้นเทิร์นอะราวด์ หุ้นพวกนี้ไม่มีใครสนใจ เพราะเห็นว่าธุรกิจอยู่ในช่วงย่ำแย่ แต่ถ้าแนวโน้มกำลังจะดีก็ควรรีบดักทางไว้ก่อน ยกตัวอย่างหุ้น ไทยรับประกันภัยต่อ (THRE) ราคาหุ้นลงจาก 6 บาท เหลือ 3 บาท หลังเจอเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ทำให้เขาประกาศเพิ่มทุน แต่ปีนี้น้ำไม่ท่วม ทำให้ราคาหุ้นมีโอกาสกลับขึ้นมา 5-6 บาทได้

“หุ้นที่จ่ายเงินปันผลสูงเกือบ 10% ยิ่งชอบ ทุกวันนี้หุ้นประเภทนี้มีเยอะแยะในตลาดเข้าเว็บตลาดหลักทรัพย์สกรีนดูได้เลย นอกจากนั้นยังชอบหุ้นที่มีผลประกอบการเติบโตตัวเลข 2 หลักทุกปี เมื่อก่อนตอนทำงาน บล.ยูบีเอส เคยชอบหุ้น ไรมอน แลนด์ (RML) มากๆ ทั้งๆที่เลห์แมน บราเดอร์ส พังไปแล้ว ตอนนั้นราคาอยู่ระดับ 0.40 บาท ผมกลับมานั่งดูสินทรัพย์ของบริษัท เขามีที่ดินเยอะมากๆ ถ้าเกิดอะไรขึ้นขายสินทรัพย์ยังไงก็ได้กำไรมากกว่าราคาหุ้นแล้วจะกลัวทำไม! นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี อยากได้หุ้น RML”

นอกจากนี้ ก็ชอบหุ้นประเภทที่แนวโน้มผลประกอบการระยะยาวดีมากๆ แต่กลยุทธ์นี้เป็นเรื่องของประสบการณ์ล้วนๆ ยกตัวอย่าง สมัย 7-8 ปีก่อน ไม่เคยมีใครสนใจหุ้น บ้านปู (BANPU) ทุกคนบอกแพงมาก ไม่มีอะไรดึงดูดใจ แต่ถ้าใครรู้จริงว่าราคาหุ้นมีโอกาสแพงกว่านี้เขาซื้อกันไปหมดแล้ว ฉะนั้นหากเรารู้ว่าหุ้นตัวไหนอนาคตดีจริงซื้อเลย.. รักแล้วรอเวลาหน่อย! ตอนนี้พวกกลุ่มเกษตร น่าสนใจ โดยเฉพาะหุ้น น้ำมันพืชไทย (TVO) ราคาหุ้นมีโอกาสสูงขึ้น ส่วนกลุ่มสื่อสารก็น่าสนใจยังไงก็ได้รับประโยชน์จาก 3G และ 4G

สำหรับหุ้นกลุ่มพอร์ตเพอร์ตี้ เขามองว่า สามารถถือได้ถึงปี 2556 หรือตราบใดที่ยังไม่เห็นสัญญาณฟองสบู่ หลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เชื่อว่าราคาหุ้นหลายตัวยังไปได้อีกไกล โอกาสราคาแพงกว่านี้มีแน่ ยิ่งแบงก์ชาติลดอัตราดอกเบี้ยจะกระตุ้นกำลังซื้อได้อีก หุ้นค้าปลีกก็ชอบ โดยเฉพาะหุ้น ซีพี ออลล์ (CPALL) ถามว่าวันนี้ราคาแพงไปหรือเปล่า! ยังไม่ได้ดูข้อมูลละเอียดแต่จากความรู้และประสบการณ์เชื่อว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นราคาอาหารต้องมีราคาแพงขึ้นบวกกับกำลังซื้อที่มากขึ้น

“ผมว่ากลุ่มพลังงานปีหน้า (2556) ยิ่งน่าสนใจ ใกล้ๆ ช่วงซัมเมอร์ราคาน่าจะดีดอีก ถ้าคุณมอง SET Index ปีหน้าระดับ 1,500 จุด นั่นแปลว่ากลุ่มพลังงานและกลุ่มแบงก์ ยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ แม้บางกูรูจะมองว่าปีหน้าอาจมีกลุ่มอื่นมาสนับสนุนแทนก็ตาม แต่ตราบใดที่หุ้นกลุ่มอื่นยังมีมาร์เก็ตแคปไม่ใหญ่เท่ากลุ่มพลังงานและแบงก์ ราคา 2 กลุ่มนี้ต้องไป”

ในปีหน้า เขาให้จับตาหุ้นที่เกี่ยวข้องกับโครงการทวาย ประเทศพม่า ราคาจะค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะหุ้น อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) ตอนนี้อยู่ราวๆ 4 บาทกว่า ถ้าเริ่มทำเฟส 2 เฟส 3 เมื่อไร ผลประกอบการและราคาหุ้นในช่วง 2-3 ปีข้างหน้ามีโอกาสไปได้อีกไกล

“พูดแบบนี้ ก.ล.ต.จะว่าผมมั้ยเนี่ย!!! หากนักลงทุนลงทุนตามกลยุทธ์นี้ เชื่อว่าผลตอบแทนต้องเป็นตัวเลข 2 หลัก แต่สุดท้ายแล้วสิ้นปีจะออกมาเท่าไร ผมคงทำนายอนาคตไม่ได้”

ด็อกเตอร์ช้าง ทิ้งทายด้วยการทำนายตลาดหุ้นปี 2556 ว่า ในช่วงครึ่งปีแรกอาจมีปรับฐานบ้างน่าจะหยุดที่ระดับ 1,250 จุด เพราะขาดสตอรี่ใหม่ จากนั้นก็จะไปต่อเพื่อมุ่งหน้าสู่ตัวเลข 1,400-1,500 จุดในช่วงครึ่งปีหลัง โดยจะมีบิ๊กโปรเจคของรัฐบาล และ AEC คอยสนันสนุน แถมแนวโน้มเงินจะไหลเข้าเอเซียไม่ต่ำกว่า 5 ปี เว้นแต่ว่ายุโรปแตก..ตลาดหุ้นแย่แน่

“ผมมองปัญหาเศรษฐกิจโลกเหมือนโรคมะเร็งร้าย ต้องให้คีโมไปเรื่อยๆ อาการเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายไปอีก 3-5 ปีข้างหน้า” เซียนหุ้นหนุ่มประเมิน

5 ปี ดันบริษัทยา KoolCAPP เข้าตลาดหุ้น“ดร.ช้าง” นำกฤติ จีรพุทธิรักษ์ วางเป้าหมายชีวิตว่าจะพยายามมุ่งมั่นทำให้ บริษัท ซี.เอ.พี.พี กรุ๊ป (ประเทศไทย) เป็นเหมือนหม้อข้าวของทุกคน บริษัทนี้ร่วมก่อตั้งกับเพื่อนๆ อีก 3 คน เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2553 ได้แก่ สุเมธ นิรเพียรนันท์ “พอล” ภัทรพล ศิลปาจารย์ และ ณัฐพงษ์ สุขเจริญไกรศรี เห็นว่าบริษัทยาในเมืองไทยส่วนใหญ่เป็นเทรดดิ้งคอมพานี แต่ไม่มีใครวิจัยยา หรือพัฒนาสูตรยาเลย แต่บริษัทเราทำเพราะอยากช่วยเหลือสังคม อีกอย่างทำธุรกิจนี้มีมาร์จิ้นสูง

บริษัทมีทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท มีพนักงาน 60 คน ตั้งเป้าหมายภายใน 3-5 ปีข้างหน้า จะมีนักลงทุนต่างชาติมาร่วมถือหุ้นบริษัท และเมื่อบริษัทเข้าตลาดหุ้นนักลงทุนต่างชาติก็อาจขายหุ้นทำกำไร เราจะเป็นบริษัทยาแห่งแรกที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

“ผมยังปักธงอีกว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้าจะมียอดขาย 1,000 ล้านบาท และพลิกขาดทุนเป็นกำไร บนสมมุติฐานที่ว่าต้องมีผลิตภัณฑ์ 15-20 ตัว เชื่อว่าเราทำได้ เพราะที่ผ่านมาอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาจำหน่ายหน้าเคาน์เตอร์ (OTC) มีอัตราเติบโตปีละ 20% ณ วันนี้เรามียอดขาย 100 ล้านบาท ขาดทุน 20-30 ล้านบาท เพราะมียาแค่ 2 ตัว ถ้าจะทำให้คุ้มมีกำไรต้องมีผลิตภัณฑ์ 10 ตัวขึ้นไป ซึ่งอาจใช้เวลา 3-5 ปี ถ้าใครทำแล้วมีกำไรปีแรก แปลว่า คุณเป็นเทรดดิ้ง” เขากล่าว

Advertisements