ถอดบทเรียนยักษ์ล้ม เกิดอะไรขึ้นกับ ‘เอชพี’

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

เกิดอะไรขึ้นกับยักษ์ใหญ่ไอทีอย่าง”ฮิวเล็ตต์-แพคการ์ด” จนเดินซวนเซตลอดช่วง7ปีที่ผ่านมา ทิ้งภาพแห่งความสำเร็จไว้เบื้องหลัง

“มาร์ก เฮิร์ด” อดีตซีอีโอของฮิวเลตต์-แพคการ์ด (เอชพี) เคยกล่าวไว้ในปี 2553 ว่า เอชพีเป็นบริษัทไอทีรายใหญ่สุดในโลก แต่ยังไม่ได้ใช้ศักยภาพที่มีทั้งหมด

เวลาล่วงเลยมา 2 ปี พร้อมกับซีอีโออีก 2 คน เอชพีที่ขายผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีมากมาย ตั้งแต่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เครื่องปรินต์ เซิร์ฟเวอร์ และบริการให้คำปรึกษา ยังคงเดินกะโผลกกะเผลก มูลค่าตามราคาตลาดของบริษัทลดลงเหลือไม่ถึง 3 หมื่นล้านดอลลาร์ จากที่เคยมากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ ไม่นานมานี้ราคาหุ้นของเอชพีเพิ่งแตะสถิติต่ำสุดครั้งใหม่ในรอบ 10 ปี

“เม็ก วิตแมน” ซีอีโอคนปัจจุบัน ระบุว่า ตอนนี้เอชพีมีแต่ผลิตภัณฑ์ที่ล้าสมัย กระบวนการภายในองค์กรที่ย่ำแย่ และไม่มีคำตอบสุดท้ายที่จะช่วยพลิกฟื้นธุรกิจ นอกจากนี้ เธอยังคาดการณ์ว่า ผลกำไรของบริษัทมีแนวโน้มจะลดลงอีกในปีหน้า และเอชพียังไม่น่าจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญจนกว่าจะถึงปี 2558

เมื่อกระเทาะปัญหาของเอชพี มี 4 เรื่องที่สำคัญ เริ่มจากการที่บริษัทวนเวียนอยู่กับผู้บริหารมาตลอดหลายปี เอชพีขึ้นชื่อว่าเป็นบริษัทที่ใช้ซีอีโอสิ้นเปลืองมากที่สุดแห่งหนึ่ง นับจากปี 2548 บริษัทเปลี่ยนซีอีโอมาแล้ว 4 คน ขณะที่ผู้บริหารระดับรองประธานอาวุโสหรือสูงกว่านั้นมากกว่า 20 คน ลาออกในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

วิตแมนยอมรับว่า การเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นความท้าทายสำคัญที่สุดที่เอชพีต้องเผชิญ เพราะนี่ส่งผลให้กลยุทธ์ต่างๆ ไม่คงเส้นคงวา และเป็นความผิดพลาดในด้านการบริหารจัดการ

ย้อนกลับไปในปี 2548 ซีอีโอในตอนนั้น “คาร์ลี ฟิออรินา” ผนวกธุรกิจคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (พีซี) เข้ากับธุรกิจเครื่องปรินต์ แต่พอ “เฮิร์ด” เข้ามารับตำแหน่งแทน เขาเลือกแยกธุรกิจทั้งสองออกจากกัน พอมาในปี 2553 ที่เฮิร์ดพ้นจากตำแหน่ง “ลีโอ อโพเธเกอร์” เข้ามารับไม้ต่อ มีแนวคิดแยกธุรกิจพีซีอีก ตรงข้ามกับ “วิตแมน” ที่กลับลำนโยบายอีก เมื่อเธอเข้ามากุมบังเหียนในปี 2554

นอกจากนี้ ซีอีโอหลายต่อหลายคนของเอชพีประกาศเลย์ออฟ หรือเตรียมโละคนรวมกันมากถึง 75,000 คน นับจากปี 2548 เฉพาะในยุคของวิตแมน เธอมีแผนปลดพนักงานมากถึง 29,000 คน คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 8% ของกองทัพพนักงานทั้งหมดของเอชพีที่ 349,000 คน

“คิมเบอร์ลีย์ เอลสแบช” อาจารย์จากวิทยาลัยธุรกิจเดวิส แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ที่เพิ่งเขียนกรณีศึกษาเกี่ยวกับเอชพี ให้ความเห็นว่า การปรับเปลี่ยนไม่หยุดหย่อน ทำให้พนักงานของเอชพีเสียขวัญกำลังใจ การปรับลดค่าตอบแทนและเลย์ออฟ ทำให้พนักงานระดับปฏิบัติการไม่เชื่อถือความเป็นผู้นำของเอชพี ความโกรธได้แทรกซึมไปในหมู่พนักงานและส่งผลกระทบตามมา

เอชพี พยายามแก้ปัญหานี้ ถึงแม้วิตแมนจะมีแผนโละพนักงาน แต่เธอมองว่า การมีผู้นำที่คงเส้นคงวาจะช่วยให้กลยุทธ์มีความต่อเนื่อง และช่วยเพิ่มขวัญกำลังใจของพนักงาน ซึ่งวิตแมนยืนกรานจะนั่งเก้าอี้ซีอีโอต่อไป

ปัญหาที่ 2 ของเอชพี คือ ขาดการลงทุนที่จำเป็น แม้ในยุคของมาร์ก เฮิร์ด จะสามารถเพิ่มผลกำไรให้บริษัทได้สม่ำเสมอ แต่ส่วนหนึ่งมาจากการลดรายจ่าย ทั้งที่บางโครงการอาจจะสร้างการเติบโตในอนาคตได้

อย่างงบใช้จ่ายเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาในยุคของเฮิร์ด ลดลงเหลือปีละ 3 พันล้านดอลลาร์ จากเดิมที่อยู่ที่ 3.5 พันล้านดอลลาร์ เขาเน้นหนักไปที่การลดรายจ่ายในธุรกิจบริการ รวมถึงโละพนักงานหลายพันตำแหน่ง หลังควักเงิน 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ซื้อบริษัทอิเล็กทรอนิก ดาต้า ซิสเต็มส์ คอร์ป (อีดีเอส) เมื่อปี 2551 ทั้งที่โมเดลธุรกิจของอีดีเอสจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากในการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก อุปกรณ์ และคน เพื่อให้ลูกค้าเซ็นสัญญาระยะยาว นี่ส่งผลให้บริษัทไม่สามารถแข่งขันได้ในยุคของอโพเธเกอร์ในปี 2554

จนถึงไม่นานมานี้ 4 หน่วยธุรกิจที่เกี่ยวกับบริการลูกค้าของเอชพีไม่ได้ต่อสัญญา สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ต่างจากธุรกิจพีซีหรือเครื่องปรินต์ ที่เอชพีลดยอดสั่งชิ้นส่วนได้หากยอดขายร่วง ขณะที่ธุรกิจบริการเกี่ยวข้องกับคนจำนวนหลายพัน และย่อมหมายถึงการเลย์ออฟที่จะตามมา ซึ่งอาจก่อให้เกิดวงจรอุบาทว์

“ร็อบ ไซฮรา” นักวิเคราะห์จากเอเวอร์คอร์ พาร์ตเนอร์ส มองว่า สำหรับธุรกิจเทคโนโลยี การลดต้นทุนไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดีในระยะยาว

เอชพีมีแผนใช้จ่ายเงินที่ประหยัดได้จากการลดคน เพื่อการวิจัยและพัฒนา ซึ่งจะให้น้ำหนักกับซอฟต์แวร์บริหารการขายและทรัพยากรบุคคล เพื่อช่วยให้บริษัทดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ปัญหาต่อมา เช่นเดียวกับกับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อื่นๆ เอชพีใช้วิธีครอบครองกิจการของบริษัทอื่น เพื่อให้ได้เทคโนโลยีใหม่ๆ มาไว้ในมือ แต่หลายครั้งที่ข้อตกลงขนาดใหญ่กลับทำให้บริษัทเหลือเงินสดน้อยลง เพิ่มภาระหนี้ และอาจเตะสกัดข้อตกลงดีๆ ในอนาคต

เมื่อปี 2550 เอชพีมีเงินสดกว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ และมีหนี้ 5 พันล้านดอลลาร์ แต่ครั้นเดินตามแนวทางซื้อกิจการ ล่าสุดเอชพีเหลือเงินสดแค่ 9.5 พันล้านดอลลาร์ และมีหนี้ระยะยาวกว่า 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์ เอชพีมีเงินสดน้อยกว่าคู่แข่งที่แตะหลักหมื่นล้านดอลลาร์ โดยออราเคิลมีเงินสด 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์ และซิสโก้ ซิสเต็มส์ มี 4.9 หมื่นล้านดอลลาร์

ในปีนี้ เอชพี เพิ่งแทงหนี้สูญ 8 พันล้านดอลลาร์ จากเงิน 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ที่ควักซื้ออีดีเอส และข้อตกลงมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์ เพื่อครอบครอง “ปาล์ม” แบรนด์อุปกรณ์พกพา ก็หนีไม่พ้นต้องแทงหนี้สูญหลังยุติธุรกิจดังกล่าว รวมถึงข้อตกลงซื้อบริษัทซอฟต์แวร์ “ออโตโนมี” 1 หมื่นล้านดอลลารในปีที่แล้ว เริ่มออกอาการจากยอดขายที่ลดลง

วิตแมน ระบุว่า เอชพีจะจัดการเรื่องนี้ โดยจ่ายหนี้ และสร้างสมดุลเงินสดในมือก่อนจะทำข้อตกลงขนาดใหญ่ ทั้งยังชะลอแผนซื้อคืนหุ้นออกไป

ปัญหาสุดท้ายที่เอชพีเผชิญอยู่ คือ สายการผลิตที่ลดลง ธุรกิจหลักๆ ของบริษัทล้วนอยู่ท่ามกลางภาวะขาดลงของอุตสาหกรรม และเอชพีสูญเสียส่วนแบ่งตลาดไปมาก ดูอย่างตลาดพีซีที่ยอดขายทั่วโลกลดลง 8% ในไตรมาสล่าสุด เพราะผู้บริโภคหันไปใช้แท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน ส่วนแบ่งในตลาดพีซีของเอชพีจึงลดเหลือ 15.9% ในไตรมาส 3 จาก 17.4% ในปีก่อน

ส่วนตลาดเครื่องปรินต์ ยอดขายร่วง 3% เพราะคนไม่ค่อยพิมพ์งาน เช่นเดียวกับตลาดเซิร์ฟเวอร์ที่ลดลง 3% เพราะลูกค้าธุรกิจที่ใช้บริการออนไลน์ไม่ต้องการซื้อฮาร์ดแวร์

ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ยอดขายเอชพีลดลงเกือบ 5 พันล้านดอลลาร์ จากปีก่อน อยู่ที่ 9.04 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ค่าใช้จ่ายเรื่องคน และต้นทุนที่เกี่ยวเนื่องกับการขายเพิ่มขึ้น

ซีอีโอวิตแมนยอมรับว่า โมงยามของการเติบโตอย่างแข็งแกร่งผ่านพ้นไปแล้ว แค่เพียงให้โตตามภาวะเศรษฐกิจก็พอ เธอมีแผนจะเพิ่มกำไรจากการลดจำนวนผลิตภัณฑ์ที่ใกล้เคียงกับบริษัทอื่นๆ อีกทั้งเน้นดีไซน์ผลิตภัณฑ์ให้มากขึ้น โดยเฉพาะพีซี

“มาร์ติน เรย์โนลด์” นักวิเคราะห์จากการ์ทเนอร์ มองว่า แม้เอชพีจะมีสินค้าที่น่าสนใจมาก แต่กลับไม่สามารถสื่อถึงมูลค่าของเอชพีได้

เอชพีเล็งลดพนักงานเพิ่มเป็น 29,000 คน

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

ภาพประกอบข่าว
TOOLS
คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

คัดลอก
ขนาดตัวอักษร
พิมพ์ข่าวนี้
ส่งต่อให้เพื่อน
แบ่งปันข่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บีเอชพี-เอ็กซ์ตราตาลดการผลิต-ปลดคน
บีเอชพีปิดเหมืองถ่านหินออสเตรเลีย
‘เอชพี’เสือลำบากหลังขาดทุนหนัก
เอสไอเอส เขย่าโครงสร้างบุกองค์กร
เอชพีดัน”วัตสัน”นั่งส่วนธุรกิจใหม่พีพีเอส
คอลัมน์อื่นๆ
Coporate Movement
แมนฯยูเบนเข็มไปสหรัฐหลังล้มแผนไอพีโอสิงคโปร์
ไทยเบฟฯบุกตลาดลูกหนังสเปน
HR Management
เรื่องเล่าในฐานะ ‘โค้ช’ นพดล เรืองจินดา
HEAD – HEART สูตรเรื่องคน อัศวิน เตชะเจริญวิกุล
Marketing
ชู 3 ภารกิจ นักการตลาดยุค”ดิจิตอล”
‘จีน’ทุบสถิติเที่ยวไทย “สูงสุด”
เอชพีเล็งลดพนักงานเพิ่มเป็น 29,000 คน

โฆษณาโดย Google
สอนเล่นหุ้น $ฟรี$
สอนเก็งกำไรหุ้น สอนทั่วไทย จองด่วน กรุงเทพ เชียงใหม่ ขอนแก่น หาดใหญ่
eventinvestor.com/Tel.086-3172369
เรียนลงทุนวิเคราะห์ ทองคำ
คุณรู้ไหม ลงทุนทองคำ ให้มีกำไร ทำไง เริ่มต้นให้ถูกต้อง วิเคระห์เป็น ที่
http://www.เรียนลงทุนทอง.com
Bangkok Virtual Offices
Prime Address & Mail Forwarding. Avoid Cost To Rent a Bangkok Office
Regus.co.th/Virtual_Offices_Offer
บริษัทฮิวเลตต์-แพคการ์ด (เอชพี) กำลังวางแผนเลิกจ้างพนักงานอีก 2,000 คน ซึ่งจะทำให้พนักงานที่ถูกเลิกจ้างเพิ่มขึ้นเกือบถึง 29,000 คน เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามปรับโครงสร้างองค์กรของเอชพี

เอกสารทั่วไปที่เอชพี ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ (กลต.) ระบุว่า ทางบริษัทคาดว่า จะปลดพนักงานราว 29,000 ตำแหน่ง เพื่อให้สอดคล้องกับแผนปี 2555 จนถึงปีงบประมาณ 2557 ซึ่งนับจนถึงสิ้นเดือนก.ค. เอชพีปลดพนักงานไปแล้ว 3,800 ตำแหน่ง

เมื่อเดือนพ.ค.ที่ผ่านมาเอชพี ระบุว่า บริษัทจะปรับลดพนักงาน 27,000 คน หรือคิดเป็นประมาณ 8% ของพนักงานบริษัททั่วโลก และจะปรับลดพนักงานเพิ่มขึ้นใน 2 ปีข้างหน้าจนถึงปีงบประมาณ 2557 ซึ่งการปรับโครงสร้าง จะช่วยให้บริษัทประหยัดเงินได้ประมาณ 3 – 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และระบุว่า จะนำเงินไปลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี)

หลายปี ที่ผ่านมาเอชพี ไม่สามารถตามทันคู่แข่งในด้านสำคัญต่างๆ อาทิ ด้านการประมวลผลผ่านอุปกรณ์พกพา โดยข้อมูลจากไอดีซี ซึ่งเป็นบริษัทวิจัย ระบุว่า ในไตรมาส 2 ปี 2555 เอชพี ยังคงเป็นผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลรายใหญ่ที่สุดของโลก มีส่วนแบ่งตลาด 15.5% แต่ยอดการส่งออกลดลงอย่างมากในทั่วทุกภูมิภาค

สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า เมื่อวานนี้เอชพี เปิดตัวคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลตั้งโต๊ะรุ่นใหม่หลายรุ่นที่มีความทันสมัยและครบวงจร โดยผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวจำนวนมากมีหน้าจอสัมผัส ซึ่งทำให้ผู้ใช้สามารถเลื่อน ลาก หรือ แตะผ่านอินเทอร์เฟสที่คล้ายแท็บเล็ต บนระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 8

0

19

เอชพีทานกระแสฮิตสมาร์ทโฟน-แทบเล็ตไม่ไหวทุบสถิติขาดทุนหนักเป็นประวัติการณ์ 8.9 พันล้านดอลลาร์

แม้จะเคยยกทัพทีมผู้บริหารออกมาตอกย้ำว่า “พีซีไม่มีวันตาย” ไปเมื่อเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา แต่ล่าสุดฮิวเลตต์-แพคการ์ด (เอชพี) ต้องเจ็บช้ำหนักอีกครั้ง เมื่อออกมาประกาศภาวะขาดทุนประจำไตรมาสล่าสุด ซึ่งทุบสถิติสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 8,900 ล้านดอลลาร์ โดยมีสาเหตุหลักๆ มาจากการที่ยอดขายคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (พีซี) หดตัวอีกครั้ง ขณะที่ประเด็นรอง คือ การถูกบีบให้ตั้งสำรองสินค้าคงคลังที่ด้อยค่าลง จากการซื้อบริษัทอิเล็กทรอนิก ดาต้า ซิสเต็มส์ คอร์ป. (อีดีเอส) มูลค่า 13,900 ล้านดอลลาร์

พร้อมกันนี้ ผู้ผลิตพีซีเบอร์ 1 โลกรายนี้ ยังปรับลดแนวโน้มรายได้ทั้งปีของบริษัทลงเล็กน้อยสู่ระดับต่ำสุดของปีที่แล้ว เพื่อรับมือกับตลาดพีซีที่กำลังง่อนแง่น และสภาพเศรษฐกิจถดถอยทั้งในยุโรปและจีน ที่ซึ่งอัตรการขยายตัวต่ำมาก ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทในช่วงท้ายของการซื้อขายปิดตัวลดลงกว่า 4%

ปัจจุบัน เจ้าตลาดพีซี ซึ่งมีพนักงานทั่วโลกกว่า 300,000 คนนั้น อยู่ในแผนปรับโครงสร้างระยะเวลาหลายปี ที่มีเป้าหมายอยู่ที่การเน้นทำธุรกิจบริการสำหรับองค์กร ในรูปแบบเดียวกับไอบีเอ็ม และแผนที่ว่านี้ ทำให้บริษัทต้องปลดพนักงานออกราว 8% ของจำนวนพนักงานทั้งหมดทั่วโลก

เคธี่ เลสจาค หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่การเงินของเอชพี บอกว่า บริษัทต้องลดพนักงานลงให้ได้ครึ่งหนึ่งของเป้าหมายภายในสิ้นปีงบการเงินปัจจุบัน โดยในไตรมาสสามได้ปลดพนักงานแล้ว 4,000 คน และจะเพิ่มเป็น 11,500 คนภายในสิ้นปีงบการเงิน 2555

สเติร์น อะจี นักวิเคราะห์ของบริษัทชอว์ หวู มองว่า เอชพีแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ากำลังกลับมาอย่างช้าๆ โดยหนึ่งในสัญญาณที่ชัดเจน คือ ตัวเลขคาดการณ์รายได้ที่มีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ หลังจากถูกรบกวนจากตัวเลขคาดการณ์ที่ไม่สวยหรูในช่วงที่ลีโอ อะโพธีคเกอร์ เป็นซีอีโอ แม้จะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ

เม็ก วิทแมน ซีอีโอคนปัจจุบันของเอชพี ได้กระตุ้นให้นักลงทุนอดทน เพราะเธออยู่ระหว่างดำเนินการลดต้นทุน และจะนำบริษัทให้กลับมาทำเงินได้อีกครั้ง

“เรายังอยู่ในช่วงต้นของการเปลี่ยนแปลง และยังมีอีกหลายปัจจัยรออยู่ข้างหน้าที่อาจจะส่งผลต่อผลการปฏิบัติงาน” วิตแมน กล่าว พร้อมย้ำว่า เธอมั่นใจว่าเอชพีจะผ่านไปได้ และกลับมาทำกำไรได้อีกครั้ง

ในไตรมาสสาม ผู้ผลิตพีซีรายใหญ่ที่สุดของโลกแห่งนี้ มีรายได้ลดลง 5% เหลือ 29,700 ล้านดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่า 30,100 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขประเมินจากนักลงทุนในวอลล์ สตรีท โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการใช้เงิน 10,800 ล้านดอลลาร์เพื่อซื้อธุรกิจบริการของอีดีเอส ซึ่งประกาศไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

เอชพี ซึ่งประสบชะตากรรมเดียวกับคู่แข่งที่มีขนาดเล็กกว่า อย่าง เดลล์ ที่ดิ้นรนเพื่อให้หลุดพ้นวิบากกรรมเรื่องยอดขายพีซีซบเซาด้วยรายได้จากธุรกิจบริการนั้น รายงานผลประกอบการ ซึ่งขาดทุน 4.49 ดอลลาร์ต่อหุ้น เทียบกับปีก่อนหน้านี้ ซึ่งมีกำไร 1,900 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 93 เซนต์ต่อหุ้น

นอกจากนี้ ทั้งเอชพีและเดลล์ พยายามอย่างหนักเพื่อป้องกันส่วนแบ่งตลาดพีซีของตัวเองจากคู่แข่งในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็น เลโนโว และเอเซอร์
หากไม่รวม การตั้งสำรองสินค้าคงคลังให้ด้อยค่า เอชพีจะมีกำไร 1 ดอลลาร์ต่อหุ้น มากกว่าเป้าของนักลงทุน ซึ่งอยู่ที่ 98 เซนต์ ทั้งนี้ หุ้นของเอชพีร่วงลงมาอยู่ที่ระดับ 18.35 ดอลลาร์หลังปิดตลาดเมื่อวันพุธ หรือลดลงกว่า 4.4% ในการซื้อขายปกติที่ตลาดหุ้นนิวยอร์ก

นักลงทุนรอดูผลของแผนปรับโครงสร้างของวิตแมน แต่ก็แอบเป็นกังวลเล็กๆเกี่ยวกับรายได้ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

รายได้จากหน่วยธุรกิจหลักของเอชพีทั้งหมดลดลง โดยแผนกพีซีลดลงมากเป็นประวัติการณ์ถึง 10% เหลือเพียง 8,600 ล้านดอลลาร์ ขณะที่แผนกบริการลดลงเพียง 3% เหลือ 8,800 ล้านดอลลาร์

ธุรกิจของเอชพีได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดหลักของบริษัท ไม่ว่าจะเป็น ยุโรปหรือจีน
นิวยอร์ก ไทม์ส มองว่า โลกคอมพิวเตอร์ได้เปลี่ยนจากพีซี เป็นสมาร์ทโฟนและแทบเล็ตบนระบบคลาวด์ ซึ่งส่งผลสะเทือนต่อเอชพีที่เคยแข็งแกร่งมากในโลกใบเก่า แต่กลับไม่สามารถรักษาความยิ่งใหญ่ไว้ได้เหมือนในอดีต

แต่เอชพี ไม่ใช่บริษัทเพียงรายเดียวที่ต้องดิ้นรน แต่ยังมีเพื่อนร่วมชะตากรรมอย่าง “เดลล์” และ “ซิสโก้ ซิสเต็มส์” ที่ต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเกินคาด ทั้งจากความต้องการของผู้บริโภคและลูกค้าธุรกิจ ที่มีต่อคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เซิร์ฟเวอร์คอมพ์ขนาดมินิ ไปจนถึงโทรศัพท์มือถือ และคอมพิวเตอร์แทบเล็ต ซึ่งเชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์หลายล้านเครื่องเข้าด้วยกัน และทำงานร่วมกันผ่านระบบคลาวด์ที่สั่งงานได้จากระยะไกล

ระบบใหม่นี้ มีราคาถูกลงและยืดหยุ่นมากขึ้น จึงกลายเป็นจุดสนใจของภาคธุรกิจท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวเช่นนี้ ส่วนผู้บริโภคปลื้มกับอุปกรณ์ใหม่และความสามารถรอบตัวของอุปกรณ์พันธุ์ใหม่บนคลาวด์

Advertisements