ควบ’ภัทร-เกียรตินาคิน’ทางที่ถูกบังคับให้เลือก

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

ภาพประกอบข่าว

Share
TOOLS
คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

คัดลอก
ขนาดตัวอักษร
พิมพ์ข่าวนี้
ส่งต่อให้เพื่อน
More Sharing Services แบ่งปันข่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เอกชนหนีน้ำแห่เช่าสนง.บูม ตั้งศูนย์ทำงานติดต่อลูกค้าตปท.
“ฮาริสัน”พลิกเกมบริหารแนวราบ
แลกเปลี่ยนมุมมอง
อสังหาฯอเมริกา แห่ขายนักลงทุนไทย
อินชัวร์รันโอเควาดฝัน1ปีเบี้ยประกัน100ล้าน
คอลัมน์อื่นๆ
วิเคราะห์หุ้น
ปิดเหนือ 1,040-1,035 จุด “Let Profit Run” ต่ำกว่าขาย 50%
วิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค
การเงินส่วนบุคคล
“ปิยพร โยธาประเสริฐ” ทำบัญชีรับจ่ายรู้เท่าทันสุขภาพการเงิน
17ไอเดียปรับพฤติกรรมใช้จ่ายยุค’ของแพง’
ถนนนักลงทุน
หุ้น ‘พีเออี’ คนไข้เพิ่งออกจาก ‘ไอซียู’
‘ทรัพย์ศรีไทย’ เดินตามรอย ‘เบิร์กไชร์ ฮาธะเวย์’
เปิดเสรีคอมมิชชั่นปี 2555 ก่อให้เกิดสงครามราคา บีบ ภัทร-เกียรตินาคิน ควบกิจการ

โฆษณาโดย Google
เรียนลงทุนวิเคราะห์ ทองคำ
คุณรู้ไหม ลงทุนทองคำ ให้มีกำไร ทำไง เริ่มต้นให้ถูกต้อง วิเคระห์เป็น ที่
http://www.เรียนลงทุนทอง.com
NAT รับจดทะเบียนบริษัท
ราคาพิเศษ 9,500฿จดเสร็จภายใน1วัน รับทำบัญชี เน้นคุณภาพและบริการ
http://www.nat-account.com
สอนเล่นหุ้น $ฟรี$
สอนเก็งกำไรหุ้น สอนทั่วไทย จองด่วน กรุงเทพ เชียงใหม่ ขอนแก่น หาดใหญ่
eventinvestor.com/Tel.086-3172369
ความน่าสนใจของควบรวมกิจการระหว่าง บริษัททุนภัทร(PHATRA) โบรกเกอร์อันดับที่ 8 ที่มีมาร์เก็ตแชร์ 6.3% กับ กลุ่มธนาคารเกียรตินาคิน(KK) ผู้ถือหุ้นใหญ่บล.เกียรตินาคิน โบรกเกอร์ระดับกลางๆของตลาด ที่มีส่วนแบ่ง 1.74% ไม่ได้อยู่ที่วิธีการว่าจะรวมกันแบบไหน จะให้บล.ภัทร เทคโอเวอร์ เกียรตินาคิน หรือให้ เกียรตินาคิน ซื้อหุ้นภัทร หรือว่าจะใช้วิธีการแลกหุ้นระหว่างกัน

เพราะในที่สุดแล้ว 2 แห่งก็จะรวมกันเป็นหนึ่งเดียว แม้ล่าสุดภัทรจะยืนยันว่า จะเป็นการรวมกับธนาคารเกียรตินาคิน แต่ไม่ได้รวมในส่วนบริษัทหลักทรัพย์ก็ตาม

แต่ในความเป็นจริง เมื่อรวมกิจการสำเร็จ ธนาคารเกียรตินาคินถือหุ้นบริษัททุนภัทรมากกว่า 90% ในทางพฤตินัยก็รวมกันอยู่ดี ฉะนั้นส่วนแบ่งตลาดค้าหุ้นของกลุ่มนี้จะเพิ่มเป็น 8% กระโดดพรวดขึ้นเป็นเบอร์ 2 ของตลาด เป็นรองเพียงแค่บล.กิมเอ็ง(ประเทศไทย)ที่ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง ที่ยังครองเบอร์ 1 อย่างเหนียวแน่น ด้วยสัดส่วนการตลาดมากถึง 14%

การรวมกิจการของทั้งคู่ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยสมัครใจ ไม่ได้เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่ต่างฝ่าย ต่างเลือก ที่จะเดินมาทางนี้ แต่เป็นทางเดินที่ถูกบังคับให้เลือก ถ้าหากจะอยู่รอดในธุรกิจนี้

ธุรกิจหลักทรัพย์จากนี้ไปไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ โบรกเกอร์จะไม่ใช่เสือนนอนกินเหมือนในอดีต ที่จะพอใจกับค่าธรรมเนียมจากการซื้อขายหุ้นในอัตรา 0.25% ทั้งฝั่งซื้อและขาย

เพราะอีกไม่กี่วันข้างหน้า หรือ 1 ม.ค.2555 การเปิดเสรีค่าคอมมิชชั่นเต็มรูปแบบ จะมีผลเป็นรูปธรรม หลังจากที่เลื่อนมาตั้งแต่ปี 2546 ด้วยเหตุผลของความไม่พร้อม และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เกรงว่า หากยังดันทุรังเปิดโดยไม่พร้อม จะทำให้ตลาดหุ้นพัง กลัวได้ไม่คุ้มเสีย

การเปิดเสรีค่าคอมมิชชั่นเต็มรูปแบบ หมายความว่า การคิดค่าธรรมเนียมการซื้อขายหุ้น จะไม่มีเพดานขั้นสูง ไม่มีข้อกำหนดขั้นต่ำ ทุกโบรก เกอร์มีความเป็นอิสระในการคิดค่าธรรมเนียมกับลูกค้าได้ตามใจชอบ “สงครามราคา”คือสิ่งที่ตามมา การต่อสู้ ห้ำหั่น เพื่อดึงฐานลูกค้า สร้างเครือข่ายรายย่อย สถาบัน หรือ นักลงทุนต่างชาติ จะเป็นไปอย่างดุเดือดเลือดพล่าน

เป็นที่ทราบกันดีว่า บล.ภัทร มีจุดแข็ง 2 ด้าน คือ ด้านค้าหุ้น และ ด้านวาณิชธนกิจ ในด้านค่าหุ้น บล.ภัทร โดดเด่นเรื่องลูกค้าสถาบัน ลูกค้าจากต่างประเทศ และมีบทวิจัยที่น่าเชื่อถือ ได้รับการยอมรับในวงกว้าง แต่จุดด้อยคือฐานลูกค้ารายย่อย และเครือข่ายที่เป็นสถาบันการเงิน ที่มีสาขารองรับการขยายกลุ่มลูกค้าไปยังรายย่อยให้มากขึ้น ที่จำเป็นจะต้องมีแขนขามาช่วย

ขณะที่บล.เกียรตินาคิน ที่มุ่งเน้นหารายได้จากค่าธรรมเนียมการซื้อขายหุ้น แต่ด้วยความเป็นบล.ขนาดไม่ใหญ่มาก และฐานลูกค้าอยู่ในประเทศ กลุ่มลูกค้ารายย่อย จึงเป็นจุดแข็ง เพราะจะขยายธุรกิจไปตามสาขาของธนาคารเกียรตินาคินที่เป็นบริษัทแม่ ส่วนลูกค้าสถาบัน ลูกค้ารายใหญ่ และต่างประเทศ ถือว่าเป็นจุดด้อยของโบรกเกอร์เลือดไทยแห่งนี้

การรวมของโบรกเกอร์ทั้ง 2 แห่ง จึงเป็นไปตามตำราคาการบริหารธุรกิจยุคใหม่ ลดการแข่งขัน แปรคู่แข่งเป็นพันธมิตร นำจุดแข็งมารวมกัน และปิดจุดด้อยระหว่างกัน

ในโลกของการเปิดเสรี ใครที่มีเครือข่ายกว้างขวาง ฐานลูกค้ามากกว่า ความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง โอกาสคว้าชัยชนะในเกมการแข่งขันที่รุนแรง ก็มีความเป็นไปได้สูง

ไม่ใช่เพียงแค่การแข่งขันที่รุนแรงจากการเปิดเสรีคอมมิชชั่นเท่านั้น ที่ทำให้ทั้ง 2 แห่ง ตัดสินใจรวมกิจการ ยังมีเรื่องของการเปิดเสรีตลาดทุนในปีหน้า ที่จะมีการเชื่อมข้อมูลการซื้อขายในตลาดหุ้นอาเซียน (ASEAN Trading Link)ที่เป็นปัจจัยบีบอีกทางหนึ่งด้วย เพราะใครพร้อมสออกไปได้ก่อน โอกาสในการปักธง ชิงตลาด ก็มีก่อนคนที่ไม่พร้อม

การรวมกิจการของธุรกิจโบรกเกอร์ จึงไม่ใช่กระแสที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่ก่อนหน้านี้มีหลายรายที่ทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง ไม่ว่าจะเป็นบล.บัวหลวง ที่ในที่สุดถูกธนาคารกรุงเทพ ในฐานะบริษัทแม่เข้ามาซื้อหุ้นทั้ง 100% บล.กิมเอ็ง(ประเทศไทย) ที่ถูกธนาคารเมย์แบงก์ของมาเลย์เซีย ซื้อกิจการ และเปลี่ยนชื่อเป็น เมย์แบงก์กิมเอ็ง หรือก่อนหน้านี้ บล.ฟินันเซีย ที่ควบรวมกับบล.ไซรัส และเปลี่ยนชื่อเป็น บล.ฟินันเซียไซรัส

เหล่านี้ล้วนเป็นตัวอย่างของการควบกิจการ ที่ถูกสถานการณ์บีบบังคับให้เดินตามเส้นทางนี้ หากไม่ทำก็มีโอกาสสูงที่จะสูญพันธุ์

เพราะฉะนั้นดีลรวมกิจการระหว่าง ภัทร-เกียรตินาคิน จะไม่ใช่ดีลสุดท้ายแน่นอน…ฟันธง!

Tags : โบรกเกอร์

Advertisements