นายกสมาคมโบรกเกอร์ ชี้ ปีนี้จะมีดีลบล.ควบรวมอีกไม่มาก เหตุ ที่ผ่านควบรวมกิจการซื้อสินทรัพย์ไปจำนวนมากแล้ว ด้านผู้บริหารบล.โกลเบล็ก ชี้เปิดเสรีธุรกิจหลักทรัพย์ปีหน้า มาเลเซีย-สิงคโปร์ จ้องทำธุรกิจในไทย ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ เชื่อ บล.ขนาดเล็กสามารถอยู่รอดได้ เหตุสินค้าในตลาดมีจำนวนมากพอเลือกทำธุรกรรม

นับตั้งแต่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)ได้มีการออกประกาศในปี 2549 จะมีการเปิดเสรีใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ และเปิดเสรีค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์ (ค่าคอมมิชชั่น)ในปี 2555 แต่จะมีการเปิดเสรีแบบขั้นบันได ในปี 2553-2554 จากหวังให้บล.มีการกระจายฐานรายได้มากขึ้นนั้น ซึ่งทำให้บล.ต่างๆมีการเตรียมความพร้อมรองรับเปิดเสรีในการทำธุรกรรมใหม่ๆ การควบรวมกิจการซึ่งเห็นควบรวมบล. มีบริษัทต่างประเทศต่างประเทศเข้ามาซื้อกิจการบล.ในประเทศไทย โดยเฉพาะในปี 2554 เป็นช่วงโค้งสุดท้าย ซึ่งมีดีลในการควบรวมกิจการ และมีการถูกซื้อกิจการสูงถึง 5 ดีล

บริษัทหลักทรัพย์ที่มีการควบรวมและการซื้อกิจการในช่วงทีผ่านมาประกอบด้วย 1.บล.ไซรัส ควบรวมกับบล.ฟินันซ่า ได้มีการถือหุ้นใหญ่ในบล.สินเอเซีย เปลี่ยนเป็น บล.ฟินันเซีย ไซรัส 2. บล. ซีมิโก้ ควบรวมกับ บล.เคทีบี เปลี่ยนชื่อเป็น บล. เคทีซีมิโก้ 3. บล.ยูโอ บีเคย์เฮียน (ประเทศไทย)ซื้อกิจการบล.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ และซื้อสินทรัพย์บล. ยูไนเต็ด 4. บล.ธนชาตควบรวมกับบล.นครหลวงไทย 5. บล.บีฟิท ถูกซื้อกิจการจากOSK INVESTMENT BANK BERHAD เปลี่ยนชื่อเป็น บล.โอเอส เค (ประเทศไทย)6.บล.ฟาร์อีสต์ ถูกซื้อกิจการโดย KTB Investment & Securities Company Limited (จากประเทศเกาหลีใต้)เปลี่ยนชื่อเป็น บล.เคทีบี (ประเทศไทย)7.บล.ซีไอเอ็มบี ซื้อกิจการบล.ซิกโก้ 8. alayan Banking Berhad (“Maybank”) ซื้อ บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย)เปลี่ยนชื่อเป็น บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) 9. บริษัททุนภัทร ควบรวมกับธนาคารเกียรตินาคิน

นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ กล่าวว่า การควบรวมกิจการบล.ปีนี้คาดว่าจะมีอีกไม่มาก จากที่ผ่านมาบล.ได้มีการควบรวมกันไปแล้วจำนวนมาก โดยโครงสร้างการถือหุ้นของบล.ทำธุรกิจในประเทศไทยนั้นถือหุ้นด้วยสถาบันต่างประเทศ 50% ที่เหลืออีก 50% เป็นการถือหุ้นของธนาคารพาณิชย์ไทย ซึ่งเหลือบล.อีกไม่กี่แห่งที่ยังคงมีผู้ถือหุ้นคนไทยอยู่ แต่เชื่อว่าบริษัทบล.ที่มีผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลในประเทศนั้น เชื่อว่าจะสามารถอยู่รอดได้ แม้จะไม่มีการควบรวมกับใคร หากมูลค่าการซื้อขายที่ไม่ต่ำ โดยเชื่อว่าหากมูลค่าการซื้อขาย 2.5-3 หมื่นล้านบาทอยู่รอดได้ หากมีการแข่งขันกันอย่างมีเหตุผล

“การควบรวมบล.ที่ผ่านมาทำไปเยอะแล้ว แต่ยังมีบล.ขนาดเล็กที่มีผู้ถือหุ้นเป็นรายย่อย เช่น บล.สินเอเซีย แต่เป็นบริษัทที่มีความแข็งแกร่งมีความเชี่ยวชาญในการทำงาน มีฐานลูกค้าแน่นอนซึ่งอยู่ได้แม้ขนาดไม่ใหญ่ ซึ่งอนาคตสามารถหาพันธมิตรอาจไปเปิดสาขาในต่างประเทศได้ เราจะให้กำลังใจและส่งเสริมให้ทุกคนอยู่รอดได้ ส.ค.ปีหน้าจะมีการลดการค้ำประกันเงินฝาก ซึ่งบล.ต้องคิดว่าจะออกสินค้าใดที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าเงินฝากและรักษาเงินต้น ”นางภัทธีรา กล่าว

นายพิษณุ วิชิตชลชัย กรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด GLOBLEX กล่าวว่า ส่วนการควบรวมของบล.ปีนี้ หากมีการควบรวมกันเองอีกคงไม่มากแล้ว เพราะก่อนหน้านี้บล.ต่างๆมีการควบรวมกันเกือบหมดแล้ว ซึ่งเมื่อมีการเปิดเสรีฯมองว่าต่างประเทศน่าจะเข้ามาซื้อบล.ไทยมากกว่า โดยต่างประเทศที่อยากเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยนั้นจะไม่ได้เข้ามาเปิดสาขาเอง แต่จะเป็นการเข้ามาซื้อ บล.ไทยมากกว่า โดย ประเทศที่อยากจะเข้ามาลงทุน คือ สิงคโปร์ และ มาเลเซีย ซึ่งผ่านมาได้มีการเข้ามาลงทุนบ้างแล้ว

นายสุชาย สุทัศน์ธรรมกุล กรรมการและผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาบล.มีการควบรวมกันไปจำนวนมากแล้ว ทำให้ปีนี้โอกาสในการควบรวมคงอีกไม่มากแล้ว โดยช่วงต้นปีนั้นอาจจะมีบล.รอดูท่าทีก่อนว่าการแข่งขันจะเป็นอย่างไร แล้วค่อยพิจารณาอีกครั้ง แต่อาจมีสถาบันต่างประเทศจะเข้ามาลงทุนในธุรกิจหลักทรัพย์ มากขึ้นขณะที่ บล.ต่างประเทศนั้นเข้ามาพอสมควรแล้ว

นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า เมื่อมีการเปิดเสรีค่าคอมมิชชั่นในปีนี้เชื่อว่า บล.ต่างๆจะสามารถอยู่รอดได้ จากที่ตลาดหลักทรัพย์ฯจะมีการเพิ่มสินค้าใหม่เพิ่มขึ้นซึ่งมากพอในการทำธุรกิจหลักทรัพย์ และเร็วๆนี้ก็จะมีการเชื่อมโยงการซื้อขายตลาดหุ้นอาเซียน ส่วนในเรื่องการควบรวมกิจการของบล.ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ ซึ่งอาจมีบางบริษัทที่ต้องการเป็นบล.ที่ทำธุรกิจตลาดเฉพาะกลุ่ม (niche market)ก็สามารถที่จะดำเนินธุรกิจต่อไปได้เมื่อเปิดเสรีฯ

Advertisements