เมกะเทรนด์ จับก่อนได้เปรียบ

โดย : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว

แม้จะเหลือแค่เดือนเดียวก็ต้องเปลี่ยน พ.ศ. กันอีกแล้ว บอกได้เลยว่า เมกะเทรนด์ที่เคยฮือฮากันมาตั้งแต่ช่วงต้นปี ยังมีฤทธิ์มีเดช

ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษยชาติอยู่ และจะเป็นแบบนี้ต่อไปอีกหลายปี สำหรับวงการธุรกิจ เมกะเทรนด์ยังคงเป็นโอกาสของผู้แสวงหา และเป็นอุปสรรคของผู้ไม่ยอมปรับตัว นักธุรกิจจึงควรทบทวนและทำความเข้าใจถึงเมกะเทรนด์ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 6 เรื่อง เพื่อนำไปใช้ประกอบการวางแผนการทำธุรกิจในปีหน้า

เทรนด์แรก การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากร การเพิ่มขึ้นของประชากรผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของอายุขัยโดยเฉลี่ยของประชากรในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา ในขณะที่อัตราการเกิดลดลง ในสังคมที่มีผู้สูงอายุมากขึ้นนั้น ความต้องการบริการด้านสุขภาพ และการท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ที่สำคัญก็คือ ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยมีฐานะทางเศรษฐกิจมั่นคง มีอำนาจซื้อสูง จึงเป็นโอกาสทางธุรกิจควรจะไขว่คว้าเอาไว้ เพราะลูกค้ากลุ่มนี้ แม้จะค่อนข้างพิถีพิถันในการเลือก แต่ถ้าหากเลือกซื้อสินค้าหรือบริการใดแล้วถูกใจ ก็จะกลายเป็นลูกค้าขาประจำไปเลย

เทรนด์ที่สอง ความมั่งคั่ง ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ความมั่งคั่งไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในประเทศพัฒนาแล้วเพียงกลุ่มเดียว ประเทศกำลังพัฒนามีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงอย่างต่อเนื่อง ทำให้อำนาจซื้อในประเทศเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รายได้ที่สูงพอ ทำให้ประชากรมีกำลังซื้อมากขึ้นเพียงพอในการซื้อหาสินค้าและบริการที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน และลงทุนในการสร้างความมั่นคงในชีวิตในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้าน การศึกษา และการลงทุนในตลาดเงินตลาดทุน

เทรนด์ที่สาม ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ ช่วยให้การค้นหา จัดเก็บ และวิเคราะห์ข้อมูลสามารถทำได้สะดวกสบาย รวดเร็ว มีต้นทุนต่ำลง ข้อมูลจึงถูกเผยแพร่และถูกนำไปใช้มากขึ้น ฐานข้อมูลออนไลน์ที่สามารถค้นหาผ่านเสิร์ชเอ็นจิน อย่าง google จึงกลายเป็นแหล่งภูมิปัญญาใหม่ของมนุษยชาติ

นอกจากนี้แล้ว เทคโนโลยีสารสนเทศยังทำให้เกิดการหลอมรวมกันของวิธีการติดต่อสื่อสารแบบต่างๆ สมัยก่อน หากต้องการจะดูละคร ก็ต้องรอดูจากโทรทัศน์ อยากจะอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับไหน ก็ต้องซื้อจากร้านขายหนังสือมาอ่าน อยากคุยกับเพื่อนแบบเห็นหน้า ก็ต้องเดินทางไปหา จะฟังรายการวิทยุ ก็มีวิทยุติดตัวไว้ แต่ในสมัยนี้ แค่มีคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนกับอินเทอร์เน็ต ก็สามารถทำทุกอย่างได้แล้ว

การหลอมรวมกันของสื่อเหล่านี้ ช่วยให้ต้นทุนการทำตลาดลดลง เพราะสามารถใช้เครือข่ายออนไลน์เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว ประหยัด และหากทำอย่างถูกวิธี จะเป็นการทำตลาดที่มีประสิทธิภาพไม่ด้อยไปกว่าวิธีการเดิมๆ เลย

เทรนด์ที่สี่ กระแสโลกาภิวัตน์ การติดต่อค้าขายและการลงทุนข้ามประเทศที่เพิ่มขึ้น การแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรงขึ้นทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ การเคลื่อนย้ายของประชากรจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งซึ่งกลายเป็นเรื่องปกติ และการเติบโตของโลกออนไลน์ ทำให้โลกถูกย่อส่วนให้เล็กลงและแบนราบมากขึ้น สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้ค่านิยม วิถีชีวิต ทัศนคติ บางเรื่องของคนในประเทศต่างๆ มีความคล้ายคลึงกัน กลายเป็นวัฒนธรรมสากล แต่ในขณะเดียวกัน ความพยายามในการรักษาตัวตนทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ธุรกิจที่สามารถแสวงหาโอกาสจากความเป็นสากลและธุรกิจที่สามารถสร้างจุดแข็งจากวัฒนธรรมท้องถิ่น ต่างก็มีโอกาสประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน

เทรนด์ที่ห้า เอเชียมีบทบาททางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรมต่อสังคมโลกมากขึ้น หลายประเทศในเอเชียมีการสะสมความมั่งคั่งอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จีนซึ่งได้กลายเป็นหัวจักรสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเอเชียและเศรษฐกิจโลก ประชากรในเอเชียจึงเป็นทั้งลูกค้าและนักลงทุน เป็นที่หมายตาของธุรกิจทั่วโลก

อำนาจทางเศรษฐกิจเป็นยังฐานในการสร้างจุดยืนของตนเองในเวทีการเมืองและวัฒนธรรมของโลก เราจึงเห็นประเทศในภูมิภาคนี้มีบทบาทในทางการเมืองและวัฒนธรรมโลกมากขึ้น กังนัม สไตล์ ฟีเวอร์ที่ระบาดไปถึงฮอลลีวูด ถือเป็นตัวอย่างล่าสุดที่ยืนยันถึงอิทธิพลของเอเชียได้เป็นอย่างดี การรวมกลุ่มกันของประเทศในกลุ่มอาเซียน ยิ่งจะทำให้อิทธิพลของเอเชียในสังคมโลกมีมากขึ้นไปอีก

เทรนด์ที่หก ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศในโลก การพัฒนาเศรษฐกิจโดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้เกิดความไม่สมดุลในระบบนิเวศของโลก ทำให้อุณหภูมิและฤดูกาลมีความผันผวน ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลก มหาอุทกภัยปี 54 ของไทย และพายุที่ถล่มนิวยอร์กจนยับเยิน ล้วนแล้วแต่เป็นสัญญาณเตือนว่าถึงเวลาแล้ว ที่มนุษย์จะต้องให้ความสำคัญกับความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

ปัญหานี้ยังส่งผลต่อวิถีในการทำธุรกิจ ธุรกิจที่หวังแต่จะกอบโกยผลกำไรโดยไม่คำนึงถึงผลที่มีต่อสิ่งแวดล้อม กำลังถูกกดดันอย่างหนักจากลูกค้า ธุรกิจไหนที่มองข้ามเรื่องนี้ จะทยอยเสียลูกค้าไปเรื่อยๆ ในทางตรงกันข้าม ธุรกิจที่ชาญฉลาด สามารถใช้ประโยชน์จากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูกค้า เพื่อสร้างแบรนด์ของตนเองให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น จนสามารถกระโดดขึ้นมาอยู่แถวหน้าของวงการได้

นอกจากนี้แล้ว ธุรกิจเองต้องรู้จักปรับตัวให้สามารถรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนของดินฟ้าอากาศได้ เช่น การทำประกันภัยพิบัติ การกระจายความเสี่ยงด้วยการทำตลาดและมีฐานในการผลิตในหลายพื้นที่อยู่ห่างกัน เพื่อลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนของดินฟ้าอากาศ

เทรนด์ทั้งหก ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ที่กำลังเขย่าโลกของเราอยู่และยังจะดำเนินต่อไปอีกไม่น้อยกว่า 10 ปี เป็นทั้งคุณและโทษต่อธุรกิจ ธุรกิจที่จับจุดได้ รู้จักปรับตัวก่อน ย่อมจะได้ประโยชน์จากเทรนด์เหล่านี้ ส่วนธุรกิจที่คอยแต่จะเป็นผู้ตาม เผลอนิดเดียว จะพบว่าคู่แข่งที่เคยไล่กันอยู่ กลับนำหน้าไปจนตามไม่ทันเสียแล้ว

Advertisements