ชีวิต”ดี-ไม่ดี”อยู่ที่”ปาก” …แม้”มะเร็ง”?
29 พ.ย. 2555 เวลา 16:21:24 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข

ท่านคิดอย่างไรกับคำว่า “เรื่องกินเรื่องใหญ่ เรื่องตายเรื่องเล็ก”

ร่างกายประกอบด้วยระบบการทำงาน คือ ระบบย่อยอาหาร ระบบสืบพันธุ์ ระบบหัวใจการหมุนเวียน ของเลือด ระบบหายใจ ระบบการขับถ่ายหรือการกำจัดของเสีย ระบบประสาท ระบบกล้ามเนื้อ ระบบกระดูก ระบบภูมิคุ้มกัน

ทุกส่วนล้วนทำงานสอดประสานกันอย่างเป็นระบบ ถ้าระบบใดระบบหนึ่งผิดปกติ ร่างกายก็จะแสดงความผิดปกติออกมา เช่นเดียวกับระบบเครื่องยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า

“ปาก” ทำหน้าที่อะไร? สำคัญอย่างไร?

คำกล่าวที่ว่า “ปากเป็นเอก เลขเป็นโท หนังสือเป็นตรี ชั่วดี เป็นตรา” แสดงให้เห็นว่า “ปาก”

ทำหน้าที่ในการ “พูด” คำว่า “ปาก” เป็นเอก…นั้นมีความหมายว่า “การพูด” ลมที่ออกจากปาก มีความสำคัญ เพราะ “วาจา” หรือ “คำพูด” แสดงออกถึงน้ำเสียง ความเข้มแข็ง ความนุ่มนวล อ่อนหวาน เข้าใจง่าย กินใจคน มี “พลัง” ยิ่งต่อผู้คน มวลชนได้ยินได้ฟัง ดังนั้น การใช้ปากจึงเป็นไปได้ทั้งการสร้างสรรค์และทำลาย

นอกจากการใช้พูดในคนแล้ว “ปาก” ยังเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิด โดยทั่วไปใช้กินอาหารและดื่มน้ำ เป็นจุดเริ่มต้นของระบบย่อยอาหาร โดยในช่องปากมีอวัยวะที่สำคัญ คือ เหงือก ฟัน ลิ้น กระพุ้งแก้ม เพดาน และลำคอส่วนต้น

“ปาก” ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Mouth เป็นทางเข้าออก ของทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ของแข็ง ของเหลว ก๊าซ (อากาศ) เช่น กินก๋วยเตี๋ยวกระดูกหมู กินน้ำ กินนม น้ำซุป น้ำแกง เวลาเหนื่อยๆ หายใจทางปากก็ช่วยได้ ในขณะเดียวกันของร้อนๆ อุ่นๆ เย็นๆ ก็ผ่านเข้าไปได้ แต่ เหล็ก หิน ปูน ทราย เข้าไม่ได้นะ (ฮา)

“ปาก” คือช่องทางหลักในการรับทุกอย่าง เข้าสู่ร่างกาย อยู่ที่เจ้าของ “ปาก” ว่าจะเลือกรับแบบไหน

จะเห็นได้ว่า “ปาก” มีความสำคัญยิ่ง มีคุณมหาศาล นอกจากที่กล่าวมาเบื้องต้น เราคงเคยเห็นอาการของ “คน” จะหมดลมหายใจ จะมีอาการอ้าปากหายใจ เพื่อช่วยหายใจทางปาก เป็น “เฮือกสุดท้ายของชีวิต” แต่ขณะเดียวกัน ก็มีมหันตภัยมากโขอยู่ ฉะนั้น การจะกินอะไร หรือพูดอะไร? ก็ตามต้องมีสติ ตั้งสติตลอดเวลา สรรหาสิ่งจะกิน พูดเพื่อให้ตัวเราดีขึ้น ผู้อื่นเปรมปรีดิ์ด้วย ถ้ากินขาดสติหรือพูดขาดสติ หรือประมาทหรือลุแก่ความโลภ โกรธ หลง ก็จะมีอันตรายกับตัวเอง หรือพูดแล้วฆ่าทำลายผู้อื่นได้เช่นเดียวกัน

ผู้เขียนในฐานะของนักการแพทย์และการสาธารณสุข คงนำเสนอความรู้เรื่อง “ปาก” ในการทำหน้าที่ “กินอาหาร” เพราะไม่ถนัดเรื่องใช้ปากทำอย่างอื่น (ฮา)

สําหรับการใช้ปากใน “การกิน” นั้น มีทั้ง “คุณ” และ “โทษ” อย่างที่บอกไว้

รายงานขององค์การอนามัยโลก ระบุสาเหตุการเสียชีวิตของผู้คนทั่วโลกในปี 2548 พบว่ามีถึง 35 ล้านคนที่ตายด้วยสาเหตุจากโรคเรื้อรัง และคาดการณ์ว่าจะมีสถิติสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คนไทยก็ไม่น้อยหน้าชาวโลก เพราะสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข รายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตจาก โรคเรื้อรัง เมื่อปี 2550 สูงถึง 90,701 ราย โดยสาเหตุของโรคเหล่านี้ ล้วนมีที่มาจากการ “กิน” หรือ “บริโภค” อย่างขาดสติ…มีโรคอะไร ที่ต้องพึงระวังหากท่านตามใจ “ปาก” อย่างขาดสติบ้าง มาดูกัน

โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนทั่วโลก ปัจจัยหลักมาจากพฤติกรรมการกินไม่ถูกหลักโภชนาการ ได้แก่ กินไขมันที่เป็นโทษต่อร่างกายซ้ำๆ นานๆ เช่น หมูสามชั้น ข้าวขาหมู สเต๊ก แฮมเบอร์เกอร์ ชีส เนย กินของมันๆ กินของทอดประจำ ไม่กินผัก ไม่กินผลไม้

โรคทางเดินหายใจ ซึ่งเกิดจากภูมิคุ้มกันอ่อนแอตั้งแต่เด็ก สะสมเรื่อยมาจนกลายเป็นโรคเรื้อรัง เนื่องจากไม่ได้กินนมแม่ และกินอาหารช่วยเสริมภูมิคุ้มกันโรค เช่น ผัก ผลไม้ นม ไข่ บางรายทางภาคเหนือโดยเฉพาะเด็กชาวเขาที่เลี้ยงลูกอยู่ในบ้านที่เตาผิง จะมีควันไฟฟุ้งอบภายในบ้าน ละอองเกสร ด้วยอากาศหนาวทำให้เด็กๆ หอบ เป็นโรคหืดหอบ หลอดลมอักเสบ ส่วนในผู้ใหญ่ ประเภท “กินควัน” หรือสูบบุหรี่ประจำๆ ก็จะทำให้เกิดโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ถุงลมโป่งพองและมะเร็งปอดได้

โรคกระดูกเปราะ ฟันผุ สาเหตุมาจากกินอาหารแป้ง น้ำตาลมากและนานเกินไปทุกๆ วัน ทำให้เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี เกิดฟันผุสูงขึ้น และทำให้ขาดสมาธิ หงุดหงิดง่าย ติดเชื้อโรคได้ง่าย เพราะน้ำตาลเป็นอาหารของเชื้อโรคทุกชนิด

โรคอ้วน แม้พันธุกรรมจะเป็นสาเหตุที่สำคัญประการหนึ่งของโรคอ้วน แต่สาเหตุใกล้ตัวอย่างการกินมากเกินไป กินไม่ถูกหลักโภชนาการ ไม่ออกกำลังกาย ก็มีส่วนสำคัญให้เป็นปัจจัยสำคัญทำให้เกิดโรคอ้วนได้มากสูงขึ้น เราคงได้ยินได้ฟังข่าวประมาณกลางเดือนสิงหาคม 2555 ที่มี ด.ช.อายุ 8 ปี เป็นชาวนนทบุรี น้ำหนักตัวมากกว่า 100 กิโลกรัม นอนตายอยู่ที่บ้านขณะที่คุณแม่ไปซื้อของที่ตลาด กลับมาก็พบว่าลูกนอนตายคนเดียวที่บ้าน เป็นโศกนาฏกรรมที่เราหรือพ่อแม่ต้องใส่ใจดูแลสุขภาพให้เป็นพิเศษ

โรคเบาหวาน ซึ่งเกิดจากการกินอาหารพวกแป้ง อาหารหวานๆ เป็นประจำ ซึ่งพบได้ในพวกทานข้าวเจ้า ข้าวเหนียว หรือขนมปัง หรือของหวานประจำๆ เช่น น้ำอัดลม ก็เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคเบาหวานได้ง่ายเช่นกัน นอกเหนือจากพันธุกรรม

โรคมะเร็ง ข้อมูลจากการศึกษาด้านระบาดวิทยาของโรคมะเร็ง พบมีมากถึง 70-90% ที่มีสาเหตุ มาจากปัจจัยภายนอก ที่เหลือเป็นปัจจัยภายในที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ พันธุกรรม ผู้เขียนประสงค์จะเน้นเรื่อง กิน…แล้วเป็นมะเร็ง เป็นประเด็นหลัก มีงานวิจัยโดย ดร.นพ.ปัตพงษ์ เกษสมบูรณ์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเป็นเครือข่ายวิชาการเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งนำเสนอในการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนด้านคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร ครั้งที่ 3/2555 เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2555 ซึ่งผู้เขียนเป็นประธาน มีท่าน ศ.นพ.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ เป็นที่ปรึกษารายงานจากเอกสารวิจัยระบุว่า สารเคมีเกษตรมีพิษต่อร่างกายมนุษย์ ทั้งชนิดเฉียบพลันและชนิดเรื้อรัง มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของยีน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญอย่างหนึ่งของการเกิดโรคมะเร็งถึง 13 ชนิด ทุกอวัยวะ ตั้งแต่หัวจรดเท้า เช่น มะเร็งสมอง มะเร็งหัวใจ มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งไต มะเร็งกระดูกกล้ามเนื้อ มะเร็งตับอ่อน มะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูก มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งต่อมน้ำเหลืองท่อน้ำเหลือง มะเร็งลำไส้เล็กลำไส้ใหญ่ มะเร็งลูกตา และโรคเรื้อรังต่างๆ ของมนุษย์

ในประเทศสหรัฐอเมริกามีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็ง 1.5 ล้านคน เสียชีวิตสูงถึงปีละ 562,000 คน ส่วนในประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข ปี 2552 พบว่าคนไทยป่วยด้วยโรคมะเร็งปีละ 130,000-150,000 คน และเสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกปี ปีละ 50,000-56,000 คน

“สารเคมี ปุ๋ยเคมี” ที่มีไว้ปลูกพืชสวน พืชไร่ของเกษตรกร ชาวนา ชาวประมง ปศุสัตว์ ประชาชนบริโภคพืช ผัก ผลไม้ เนื้อปลา เนื้อสัตว์ต่างๆ “สารเคมี” ดังกล่าว เป็นต้นเหตุสำคัญยิ่งที่ก่อให้เกิด “มะเร็ง” ทุกอวัยวะทุกระบบของร่างกาย ซึ่งผู้เขียนอยากจะบอกว่า สารปนเปื้อนต่างๆ ที่มีและใช้ในพืช สัตว์ นั่นคือ “ยาพิษ”

ผู้เขียน รวมทั้งอาจารย์ นักวิชาการ และผู้เกี่ยว ข้องหลายท่าน โดยเฉพาะท่านอาจารย์ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ ได้รับทราบความห่วงใยใน “สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ที่มีต่อชาวบ้าน พระองค์ได้ทรงสืบสานปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการกระตุ้นปลูกฝังให้ใช้สาร “เกษตรอินทรีย์” ซึ่งปลอดภัยที่สุดเป็นต้นแบบในการพัฒนาด้านการเกษตร ประมง ปศุสัตว์

ผู้เขียนยอมรับว่าตัวเองและคนไทยทั้งชาติ เป็นกลุ่มเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น จึงขอเชิญชวนให้พยายามหลีกเลี่ยงโดยการเลือกกินผัก ผลไม้ อาหาร ที่ปลอดจากสารเคมีให้มากที่สุด และพยายามปลูกกินเองเพราะมั่นใจว่าปลอดภัยแน่นอน

เราทุกคน รวมถึงผู้เขียน ก็คงอยากกินหรือบริโภคอาหารปลอดสารพิษ ปลอดสารเคมี หรือปลอด “ยาพิษ” ฝากไว้สำหรับผู้เกี่ยวข้อง ผู้รับผิดชอบ ต้องคำนึงถึงชีวิตของคนอื่นด้วยเมตตาธรรม ผมเชื่อว่า “ท่านเอง” หรือ “เรา” ก็ไม่อยากกิน “ยาพิษ” จนก่อให้เกิดโรค เพราะเป็นแล้วไม่หายขาด ตายผ่อนส่ง เป็นโรคภัยไข้เจ็บเรื้อรัง ทรมานแสนสาหัส ผู้เขียนเชื่อว่าท่านและใครๆ ก็ไม่อยากเป็น ฉันใดก็ฉันนั้น ก็ขอให้คำนึงถึง “กฎแห่งกรรม”

คนไทยทุกๆ คนต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา สำหรับส่วนราชการต่างๆ กอง กรม กระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่มีหน้าที่ควบคุม ป้องกัน ตรวจสอบสารพิษ ตรวจสอบคุณภาพอาหาร จาก Farm to Table ก็ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ จริงใจ ตั้งใจจริง ซื่อสัตย์ต่อประชาชน ตรวจดูให้ละเอียด รอบคอบ เฉียบขาด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญมาก ร่วมด้วยช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้ประชาชนคนไทย ผู้บริโภค

ด้วยจิตกุศล ผู้เขียนขอฝากผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ ทั้งการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ จนถึงเกษตรกร ช่วยกันดูแล “สุขภาพคนไทย” ด้วยความรักและเมตตา ด้วยความกรุณาเพื่อให้ “ผู้บริโภค” ได้มีสุขภาพดี แข็งแรง อายุยืน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีถ้วนหน้า

เหนืออื่นใด นอกจากการป้องกันที่ต้นทางแล้ว “ตัวเรา” ในฐานะผู้บริโภค ต้อง “สร้างภูมิคุ้มกันทางความรู้” ให้กับตัวเอง ว่ากินอะไร กินอย่างไรจึงจะปลอดภัย ไร้โรค เพราะเรื่องกินเรื่องใหญ่…แต่กินอย่างไรไม่ให้เป็นภัย ยิ่งใหญ่กว่า

ท้ายสุด ผู้เขียนขอสรุปว่า ก่อนจะนำอะไรๆ เข้า หรือจะเอาอะไรๆ ออกจาก “ปาก” แม้ลมปาก ครั้งต่อไป โปรด “ตั้งใจ” และมี “สติ” เพื่อชีวิตที่ดี ปลอดโรค ปลอดภัย เนื่องจาก “อะไรๆ” ที่เข้า-ออกจาก “ปาก” นั้น มีผลโดยตรงกับเจ้าของ “กินหรือพูดอย่างไร…ชีวิตก็เป็นอย่างนั้น” ได้

แม้มะเร็ง…นะครับ

ที่มา มติชนรายวัน

จากคุณ : Wild Rabbit
เขียนเมื่อ : 2 ธ.ค. 55 16:30:28
ถูกใจ : พ่อน้องซุปเปอร์ฮีโร่, sc2007, bullfrog
bookmark เก็บเข้าคลังกระทู้ ส่งต่อกระทู้ พิมพ์ หน้าหลัก กระทู้ก่อนหน้า กระทู้ถัดไป

Advertisements