เล่นหุ้นเอ็มเอสซีไอ ระวังได้ของแพง!
วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน 2012 เวลา 15:05 น. กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ การเงิน Financial – คอลัมน์ : การเงิน-ตลาดทุน

วันที่ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา บริษัทเอ็มเอสซีไอ บาราฯ (MSCI Barra)ได้ทบทวนและประกาศรายชื่อหลักทรัพย์ที่ใช้คำนวณดัชนีเอ็มเอสซีไอ(MSCI) และมีผลในการคำนวณดัชนีตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 เป็นต้นไป

โดยมีหุ้นไทย 4 หลักทรัพย์ถูกเพิ่มเข้าคำนวณดัชนี MSCI Global Standard Indices และทั้ง 4 หลักทรัพย์เป็นบริษัทที่อยู่ใน SET50 ทั้งหมด มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด(มาร์เก็ตแคป)รวมกัน 5.39 แสนล้านบาท โดยมีดังนี้

บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)(บมจ.)(AOT) บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ(BGH) บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา(CPN) และบมจ.สยามแม็คโคร (MAKRO) โดยจะทำให้มีหุ้นไทยที่คำนวณอยู่ในดัชนี MSCI Global Standard Indices รวมทั้งสิ้น 22 หลักทรัพย์ นอกจากนี้ยังหุ้นไทยอีก 9 หลักทรัพย์ถูกเพิ่มเข้าคำนวณดัชนี MSCI Small Cap Indices หรือดัชนีเอ็มเอสซีไอสำหรับหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก (ดูตารางประกอบ)

“ฐานเศรษฐกิจ” รวบรวมความเห็นของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ต่อมุมมองและคำแนะนำการลงทุนในหุ้นที่ถูกนำเข้าคำนวณดัชนีเอ็มเอสซีไอ ดังนั้นจึงแนะนำให้นักลงทุนซื้อเก็งกำไร และรอขายวันที่หุ้นถูกนำเข้าคำนวณในดัชนีเอ็มเอสซีไอ พร้อมอ้างสถิติย้อนหลังที่พบว่าหุ้นเหล่านี้จะปรับตัวขึ้น

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซีย พลัส จำกัด(มหาชน)(บมจ.)กล่าวว่า ตามสถิติในอดีตพบว่าหุ้นที่มีมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ ที่ถูกคัดเข้าคำนวณในดัชนีเอ็มเอสซีไอ มักจะให้ผลตอบแทนโดดเด่น โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 9.4% และความน่าจะเป็นที่จะให้ผลตอบแทนเป็นบวก 100% ใน 4 ปีที่ผ่านมา ในช่วง 1 สัปดาห์ก่อนการเข้าคำนวณ เทียบกับหุ้นขนาดกลางและเล็กที่ให้ผลตอบแทนที่น้อยกว่าหุ้นขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตามปัจจุบันหุ้นที่ได้รับคัดเลือกรอบนี้ (AOT, BGH, CPN, MAKRO) ล้วนแต่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องค่อนข้างมากตั้งแต่ต้นปีแล้ว ดังนั้นฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัสฯ จึงแนะนำให้สะสมหุ้นขนาดเล็กและกลาง ที่จะถูกเข้าคำนวณในดัชนีเอ็มเอสซีไอ โดยใช้เกณฑ์ในการคัดเลือกหลักคือ ต้องมีอัพไซด์จากราคาเหมาะสม (Fair Value)สูงเกิน 25% และอัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น(พี/อี) ณ สิ้นปี 2555 ต่ำกว่า 10 เท่า

สำหรับหุ้นที่เข้าข่ายมี 2 บริษัท คือ บมจ.สวนอุตสาหกรรมโรจนะ(ROJNA) ให้ราคาเหมาสะสม 14.18 บาท ซึ่งพบว่ามีอัพไซด์สูงมากถึง 52% และพี/อี ต่ำเพียง 7 เท่า และบมจ.ฐิติกร (TK) ให้ราคาเหมาะสม 20.23 บาท โดยราคามีอัพไซด์ 26% และพี/อี 10.5 เท่า ดังนั้นแนะนำ ให้ “ทยอยซื้อสะสม” แล้วรอขายทำกำไรในวันที่เข้าคำนวณดัชนีเอ็มเอสซีไอ

เช่นเดียวกับนักวิเคราะห์บล.โนมูระ พัฒนสินฯ กล่าวว่า จากการศึกษาผลกระทบด้านราคาของการนำหุ้นเข้า/ออกจากดัชนีเอ็มเอสซีไอ ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน พบว่าสถิติหุ้นที่เข้าMSCI Global Standard จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 9% หากซื้อวันนี้และไปขายช่วงเย็นวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ ดังนั้นจึงแนะนำให้ลงทุนในหุ้น AOT, CPN, BGH และMAKRO

“หุ้นที่ถูกคัดเลือกเข้าไปเพิ่มในการคำนวณดัชนีเอ็มเอสซีไอ มักปรับเพิ่มขึ้นก่อนจะมีการนำเข้าไปคำนวณเสมอ หลังจากนั้นราคามักจะปรับตัวลง”

อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์บล.โนมูระฯ กล่าวว่า สำหรับสถิติชี้หุ้นที่เข้าMSCI Small Cap ไม่ค่อยให้ผลตอบแทนที่โดดเด่นนัก โดยจากผลการศึกษาพบว่าราคาหุ้นหลังวันประกาศแกว่งตัวไร้ทิศทาง ขณะที่การซื้อ 1 วันก่อนคำนวณขายมีผลจะให้ผลตอบแทนดีที่สุดราว 1.4% เท่านั้น ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ ควรเลือกเป็นรายตัว โดยแนะนำหุ้นTK, SITHAI และROJNA

ด้านบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง(ประเทศไทย)ฯ เชียร์หุ้นAOT โดยให้เหตุผล 2 ประเด็น คือ ได้รับผลบวกหลังการชุมนุมของกลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม ได้สิ้นสุดลงในช่วงเย็นของวันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทำให้ภาพความกังวลต่อการเมืองของประเทศไทยคลี่คลายลงและกลุ่มท่องเที่ยวย่อมได้รับประโยชน์ทางตรงจากเหตุการณ์การชุมนุมดังกล่าว นอกจากนี้ AOT ยังได้เป็น 1 ใน 4 ของหุ้นที่เอ็มเอสซีไอ เพิ่มเข้าไปในการคำนวณดัชนีครั้งนี้

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 4/54-55 ของ AOT นั้น ฝ่ายวิจัย บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งฯคาดว่าจะมีกำไรปกติที่ 1.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.7% จากไตรมาส 3 จากจำนวนผู้โดยสายและจำนวนเที่ยวบินที่ฟื้นตัวตามผลของฤดูกาล และการปรับปรุงโบนัสพนักงานที่บันทึกไปบางส่วนล่วงหน้าแล้ว อีกทั้งภาพในปี 2555/2556 ยังคงโดดเด่นจากภาพการท่องเที่ยวที่เติบโต การย้ายสายการบินต้นทุนต่ำไปยังสนามบินดอนเมือง ทำให้เพิ่มความสามารถในการรับจำนวนเที่ยวบินและนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น โอกาสของการปรับค่าธรรมเนียม กำไรจากการดำเนินงานปี 2555/2556 คาดว่าจะทำได้ 7.7 พันล้านบาท จาก 6.6 พันล้านบาท ในปี 2554/2555

คำแนะนำการลงทุนในหุ้นที่ถูกนำเข้าคำนวณในดัชนีเอ็มเอสซีไอข้างต้น สำหรับปีนี้อาจไม่ซ้ำรอยสถิติเดิมก็ได้ โดยเฉพาะหุ้นมาร์เก็ตแคปใหญ่หลายตัวที่ราคาวิ่งทะลุทะลวงปัจจัยพื้นฐานไปแล้ว ดังนั้นนักลงทุนที่จะเล่นหุ้นตามประเด็นข่าวหรือสตอรี เอ็มเอสซีไอ ต้องระวัง เพราะอาจเจ็บตัว ที่สำคัญคือ ได้ของแพง

Advertisements