กูรู’แวลูอินเวสเตอร์’แนะเก็บ’บิ๊กแคป’ผลตอบแทน15-20%ต่อปี

ตลาดหุ้นไทยในภาวะมืดมน ท่ามกลางอาการ ‘เมาหมัด’ ของนักลงทุน ‘ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร’ กูรูด้านแวลูอินเวสเตอร์ชั้นแนวหน้าของเมืองไทย ชี้แนะแนวทาง ‘แสวงหาโอกาส’ ท่ามกลาง ‘วิกฤติ’

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ดร.นิเวศน์ บอกผ่าน กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า ตอนนี้ถ้าใครมี “เงินเย็น” สามารถเข้าไป “เก็บหุ้น” ในตอนนี้ได้เลย เพราะตลาดหุ้นช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมาถูกฝรั่งเทขายออกไปจนทะลุปัจจัยพื้นฐานไปหมดแล้ว

“ตอนนี้หุ้นถูก (แล้วดี) มีอยู่เยอะในตลาด ถ้าสามารถถือระยะยาว 3-5 ปีได้ ตอนนี้เป็นโอกาสที่ดีมาก”

อาจารย์นิเวศน์ มองว่า วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์รอบนี้ ความเสียหายเทียบไม่ได้กับวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 2540 เพราะตอนนั้นบริษัทไฟแนนซ์และบริษัทพัฒนาที่ดินขนาดใหญ่ ล้มหายไปเยอะมาก แต่ถึงตอนนี้ยังไม่มีบริษัทจดทะเบียนรายไหนที่ “เจ๊ง” เลย และการทำกำไรยังไม่กระทบมากนัก

“ถ้าเลือกหุ้นถูกตัว อาจมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้เป็นเท่าตัว เพราะบลูชิพหลายๆ ตัว ตอนนี้ราคามันลงเกินกว่าครึ่งไปแล้ว”

ถามว่าตลาดหุ้นไทยตอนนี้ถึงจุด “Bottom” (ต่ำสุด) แล้วหรือยัง คำตอบคือ “ยังบอกไม่ได้” เพราะแรงขายของต่างชาติตอนนี้ เกิดจาก “ความตื่นกลัว” (Panic) ทั้งสิ้น ถ้ายังเกิดข่าวร้ายกับเศรษฐกิจโลกอยู่ โอกาสที่ต่างชาติจะขายหุ้นไทยในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ก็ยังมีอยู่ แต่ถ้าวิกฤติครั้งนี้ผ่านพ้นไป เชื่อว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยน่าจะกลับไปอยู่ที่ตัวเลขเดิมก่อนเกิดเหตุการณ์ที่ระดับ 700-800 จุดได้

สำหรับเคล็ดวิชาเลือกหุ้นในเวลานี้ กูรู แวลูอินเวสเตอร์ ชี้เปรี้ยงไปที่ หุ้นตัวใหญ่ (บิ๊กแคป) เป็นหลัก เพราะมีโอกาสที่จะ “ฟื้นตัว” กลับมาได้ก่อนใครเพื่อน โดยเฉพาะบริษัทที่เป็นผู้นำอันดับ 1 หรือ 2 ในอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหุ้นที่มีฝรั่งเล่นเยอะ (ส่วนใหญ่อยู่ใน SET 50)

ส่วนหุ้นขนาดเล็ก โอกาสที่จะฟื้นตัวตามหุ้นขนาดใหญ่จะมีน้อยกว่า จากประสบการณ์ในตลาดหุ้นของอาจารย์นิเวศน์ ได้บอกว่า หุ้น Small Cap เวลาลงมักจะไม่มีคนมาช่วยรับ เนื่องจากส่วนใหญ่มีสภาพคล่องต่ำ และความสามารถในการฟื้นตัวน้อยกว่าบริษัทขนาดใหญ่

“ธรรมชาติของหุ้นขนาดเล็ก ถ้าตลาดลงก็จะตกตามตลาด แต่เวลาที่ตลาดขึ้นกลับไม่ฟื้นตามขึ้นมาด้วย ขอให้ระวัง”

ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องให้ความสนใจอย่างที่สุดในการเลือกหุ้น เซียนหุ้นมูลค่า บอกว่า ขอให้ดูความสามารถและกำลังในการผลิต (Supply) ของบริษัทนั้นๆ ว่ามีศักยภาพพอที่จะตอบสนองความต้องการของตลาด (Demand) เวลาที่เศรษฐกิจกลับมาอยู่ในช่วงขาขึ้นได้หรือไม่ โดยไม่ต้องให้ความสำคัญว่าอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมใด

“คิดง่ายๆ โดยตั้งสมมุติฐานว่า ถ้าเศรษฐกิจฟื้น ผู้คนจะกลับมาใช้สินค้าหรือบริการนั้นๆ มากขึ้นหรือไม่ ถ้าเป็นไปได้ขอให้ดูบริษัทที่มีตลาดส่วนใหญ่อยู่ภายในประเทศดีกว่า เพราะจะสังเกตง่ายและอยู่ใกล้ตัวกว่าพวกที่ส่งออก”

อาจารย์นิเวศน์ ชี้เปรี้ยงไปที่กลุ่มอุตสาหกรรมการบริการและค้าปลีก เพราะเป็นสินค้าปัจจัยพื้นฐานที่ผู้บริโภคต้องซื้อหา อย่างไรก็ตาม ผลจากวิกฤติการเงินครั้งนี้ ทำให้พื้นฐานของหุ้นบางตัว “ผิดเพี้ยน” ไปจากเดิม ทำให้เมื่อถึงเวลาที่เมฆดำเคลื่อนตัวออกไป (เศรษฐกิจฟื้น) หุ้นตัวนั้นอาจจะไม่ “เทิร์นอะราวด์” กลับขึ้นมาตามชาวบ้านก็เป็นได้

“คำเตือนผม เวลาดูหุ้นอย่าเหมารวมทั้งเซคเตอร์ ขอให้ดูหุ้นเป็นตัวๆ ไป เพราะพื้นฐานของหุ้นบางตัวที่มียอดขายหรือไซส์ธุรกิจระดับเดียวกัน อาจจะต่างกันก็เป็นได้”

ส่วนเซคเตอร์ไหนที่ควร “หลีกเลี่ยง” เป็นพิเศษ อาจารย์นิเวศน์ ชี้ไปที่กลุ่ม “สินค้าโภคภัณฑ์” (Commodity) เพราะสินค้ากลุ่มนี้ช่วงที่เศรษฐกิจบูมมีการสร้างดีมานด์ “เทียม” เกิดขึ้นเยอะ รวมถึงบางผลิตภัณฑ์อาจจะเลยวัฏจักร “ขาขึ้น” ไปแล้ว การจะกลับมาได้อาจต้องใช้เวลา 7-8 ปี ซึ่งจะนานเกินไป

“สินค้าโภคภัณฑ์ผู้ชี้นำตลาดไม่ได้อยู่ในประเทศไทย อีกทั้งแต่ละประเทศยังมีดีมานด์ต่อสินค้าแต่ละประเภทไม่เท่ากันอีก เดาทิศทางยากมากๆ ขอให้หลีกเลี่ยง”

ส่วนผลตอบแทน ถ้านักลงทุนเลือกที่จะ “ฝากชีวิต” กับหุ้นที่ถูกตัว เชื่อว่าเมื่อวิกฤติการเงินจางลง ผลตอบแทนต่อปีน่าจะอยู่ที่ระดับ 15-20% ได้ไม่ยาก สำหรับผู้ที่ “ติดหุ้น” อยู่แล้ว ตอนนี้ก็สามารถทยอยซื้อเก็บได้ ตามแนวทางที่ให้ไว้

“ถึงตรงนี้ ถ้ายังคิดจะลงทุน จิตใจต้องกล้าแกร่งเสียก่อน แต่ต้องมั่นใจด้วยว่าเราศึกษาพื้นฐานมาเป็นอย่างดีแล้ว”

ถึงอย่างไร การลงทุน ก็คือ “ความไม่แน่นอน” อาจารย์นิเวศน์ เล่าให้ฟังว่า ช่วงที่ตลาดหุ้นลงแรงๆ ก็เข้าไป “ซื้อหุ้น” ตัวใหม่ที่ไม่เคยมีในพอร์ตไว้เหมือนกัน โดยเชื่อว่าน่าจะสร้างผลตอบแทนได้ในระยะยาวตามคอนเซปต์การลงทุนสไตล์ “หุ้นคุณค่า” แม้ระยะสั้นจะยังไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้

“ผมยังพลาด (ขาดทุน) เลย เข้าเร็วไปนิดนึง แต่เป็นตัวไหนไม่ขอบอกดีกว่า”

สำหรับทิศทางตลาดหุ้นในปีหน้า อาจารย์ แนะนำว่า นักลงทุนต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด ว่าวิกฤติการเงินจะลามมาจนถึง Real Sector มากน้อยแค่ไหน เพราะปีนี้ประเทศไทยกระทบแค่ตลาดหุ้น แต่ปีหน้า อาจจะเป็น “ของจริง” ถ้าเศรษฐกิจชะลอตัว อาจมีผลให้การจ่ายปันผลของบริษัทขนาดใหญ่ในภาพรวมอาจปรับลดลง

“ต้องติดตามการจ่ายปันผลของกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ปิโตรเคมี น้ำมัน เดินเรือ และอสังหาริมทรัพย์ เพราะยอดขายและผลประกอบการของกลุ่มที่ว่ามานี้ ผันแปรตามสภาพเศรษฐกิจรวดเร็วมาก”

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามประเด็นทาง “การเมือง” อย่างใกล้ชิด เพราะถ้าเกิดกรณีเลวร้ายที่สุด (ปฏิวัติ) ตลาดหุ้นไทยมีสิทธิลงแรงต่อโดยไม่ต้องรอต่างชาติมาขาย

“ประเทศไทยเจอศึกสองด้านเลย ทั้งเศรษฐกิจโลกและการเมืองภายใน แต่ยังเชื่อว่าเราผ่านวิกฤติที่หนักมากครั้งนั้นมาแล้ว เชื่อว่าครั้งนี้ไม่น่าจะหนักเท่าตอนนั้น”

สำหรับคาถากันภัย อาจารย์นิเวศน์ บอกสั้นๆ สองคำว่า “อย่ากลัว” และ “ใช้สติ” ใช้วิจารณญาณในการลงทุนให้มาก เพราะท่ามกลางวิกฤติที่นั่นย่อมมีโอกาส และเมื่อมีโอกาสที่นั่นก็อาจมีวิกฤติ เช่นเดียวกัน

Advertisements