ช่องทางหาเงินยามวิกฤต

วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

มืออาชีพ แนะการลงทุนที่ฉลาด ธนชาตเชียร์หุ้นสุดลิ่ม ให้โผหลายตัว บลจ.บัวหลวงชอบกองอสังหาฯ-อีทีเอฟ

วานนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จัดสัมมนา “พลิกวิกฤตเป็นโอกาส…ต้องฉลาดลงทุน” ที่ตลาดหลักทรัพย์ โดยนางสุวภา เจริญยิ่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต เปิดเผยว่า หุ้นยังเป็นทางเลือกที่น่าสนใจอยู่ แม้ดัชนีหุ้นมีโอกาสที่จะปรับตัวลงต่ำกว่าระดับ 400 จุดก็ตาม แต่เชื่อว่าจะไม่ต่ำกว่า 300 จุด

สุวภา

ขณะนี้ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ยังดีอยู่ โดยในครึ่งปีแรกปีนี้ บจ.จำนวน 470 บริษัท มีกำไรรวมเกือบ 4 แสนล้านบาท มีการจ่ายเงินปันผลรวมถึง 2 แสนล้านบาท แตกต่างมากกับเมื่อปี 2540 ที่ บจ.ขาดทุนสุทธิ 2 แสนล้านบาท และยังขาดทุนอีก 1 แสนล้านบาท ในครึ่งปีหลัง นอกจากนั้นตอนนี้ บจ.ยังมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน ถ้าหากครึ่งหลัง บจ.มีกำไรอีก ก็จะส่งผลให้ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อยู่ที่ระดับ 500 จุด

นางสุวภา กล่าวว่า ตลาดหุ้นผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว หากไม่มี เหตุการณ์ร้ายแรงขึ้น ราคาหุ้นปรับลงมามากนั้นเป็นโอกาสนักลงทุนที่จะเข้าซื้อหุ้นในราคาที่ถูก

บล.ธนชาต ได้ศึกษาว่า หากจะสร้างโรงกลั่นที่สมบูรณ์แบบอย่าง บริษัท ไทยออยล์ (TOP) ราคาหุ้นควรจะอยู่ที่ 110-120 บาทต่อหุ้น แต่ราคา TOP ตอนนี้เพียง 20 บาทเท่านั้น ก็น่าสนใจ แต่ต้องประเมินตัวเองว่าสามารถที่จะถือลงทุนยาวถึง 2-3 ปีได้หรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีหุ้นที่น่าสนใจอีกมาก เช่น หุ้นมือถือ อย่างบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส(ADVANC) บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) บริษัท น้ำประปาไทย(TTW) บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง (RATCH) และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ส่วนหุ้นธนาคารพาณิชย์ใหม่ 2 แห่ง ก็ โดดเด่น คือ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และธนาคารกสิกรไทย (KBANK)

สำหรับผู้ที่ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ก็่น่าสนใจและสามารถซื้อตราสารอนุพันธ์ป้องกันความเสี่ยงได้

“หุ้นที่แนะนำทำธุรกิจที่จับต้องได้ สินค้ามีการใช้สม่ำเสมอ เชื่อว่าดีกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ ที่มีความเสี่ยงเรื่องผู้ออกหรือผู้ค้ำประกันล้ม”

นางวรวรรณ ธาราภูมิ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บัวหลวง ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน กล่าวว่า กองทุนอสังหาริมทรัพย์ถือว่ามีความน่าสนใจมาก จากราคาที่ปรับตัวลดลงมาก โดยบางกองทุนให้อัตราผลตอบแทนสูงถึง 11% แต่จะต้องเลือกกองที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินเท่านั้น เพราะหากเป็นอะไรไปยังมีทรัพย์สินอยู่

นอกจากนี้ กองทุนที่อ้างอิงดัชนี(อินเด็กซ์ฟันด์) และกองทุนอีทีเอฟ ถือว่าน่าสนใจ โดยอีทีเอฟนักลงทุนสามารถติดตามราคาได้ตลอดในตลาดหุ้น ไม่ต้องรอดูเอ็นเอวีข้ามวัน

“การลงทุนต้องพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐาน แต่ไม่ควรดูข้อมูลในอดีต บางบริษัทมีเงินสดอยู่ในมือเยอะมาก” นางวรวรรณ กล่าว

สำหรับการลงทุนในตราสารหนี้นั้นน่าสนใจ แต่นักลงทุนจะต้องระมัดระวังว่าตัวใดจะมีปัญหา เมื่อปี 2540 ปัญหาไม่ได้เกิดจากหุ้น แต่มาจากตราสารหนี้

ทั้งนี้ ปัจจุบันกองทุนตราสารหนี้ลงทุนในพันธบัตรต่างประเทศเป็นของรัฐบาลเกาหลีส่วนใหญ่ แม้มีความมั่นคงกว่ารัฐบาลไทย แต่สถานการณ์ตอนนี้ทำให้นอนหลับ ไม่สนิท มั่นใจไม่ถึง 100% แต่หากสมมติว่ารัฐบาลเกาหลีเบี้ยว ก็คงจะผ่อนชำระ เหมือนที่รัฐบาลไทยทำเมื่อปี 2540 เงินไม่ได้หายไปทั้ง หมด และสบายใจได้ว่าธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ผู้ค้ำประกันเข้าไปอยู่ในโครงการของรัฐบาลอังกฤษแล้ว

นอกจากนี้ ปัญหาวิกฤตการเงินสหรัฐส่งผลให้สินทรัพย์สุทธิ (NAV) ของ บลจ.ต่างๆ มีการปรับตัวลดลง บลจ.บัวหลวง พอร์ตการลงทุนในต่างประเทศเดิมมีมูลค่า 25% ปรับตัวลดลงเหลือ 10%

นางวรวรรณ กล่าวว่า ขณะนี้ ก.ล.ต.ยังไม่อนุญาตให้ บลจ.ที่ เจ้าหน้าที่ยังไม่มีใบอนุญาตอนุพันธ์ห้ามลงทุนในอนุพันธ์ เพื่อเข้าไปลงทุนในการบริหารความเสี่ยงของพอร์ตนั้น ถือว่ามีผลเสียต่อ บลจ.จากราคาหุ้นที่มีการปรับตัวลดลง เพราะในการเรียนและสอบใบอนุญาตอนุพันธ์นั้นจะต้องใช้เวลานาน จึงอยากให้ ก.ล.ต. อนุญาตให้ บลจ.ลงทุนในอนุพันธ์ได้โดยไม่ต้องสอบ เพราะจากพิจารณาลงทุนต่างๆ ของ บลจ.นั้นเข้มงวดและรอบคอบดีอยู่แล้ว

นางดวงมน จึงเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกำกับธุรกิจนายหน้าและค้าหลักทรัพย์ สำนักงาน ก.ล.ต. กล่าวว่า การลงทุนอะไรนักลงทุนต้องพิจารณาว่ามีความเหมาะสมกับตัวเองหรือไม่ หากลงทุนไปแล้วก็จะต้องติดตามดู และต้องมีการทบทวนการลงทุน เช่น ลงทุนแล้วได้กำไรหรือขาดทุน หากขาดทุนแล้วยังเหมาะสำหรับตัวเองหรือไม่ แต่ไม่ควรลงทุนในลักษณะซื้อมาขายไปเร็ว ทำให้เสียค่าธรรมเนียมสูง

Advertisements