โลกในมุมมองของ Value Investor :
ท่องเที่ยวเดินทาง

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ในยามที่เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะตกต่ำอย่างหนัก ประกอบกับภาวะการเมืองในประเทศที่มีความขัดแย้งรุนแรง อุตสาหกรรมที่ถูกกระทบรุนแรงที่สุดอย่างหนึ่งดูเหมือนว่าจะเป็น การท่องเที่ยว มาดูกันว่าหุ้นกลุ่มไหนและตัวไหนโดน “แจ๊คพอต” และเราควรที่จะ “หนี” หรือ “สู้”

หุ้นกลุ่มที่ถูกกระทบอย่างชัดเจน แน่นอนก็คือ กลุ่มโรงแรม หุ้นตัวที่ถูกกระทบไม่น้อยไปกว่ากันก็คือ หุ้นการบินไทย (THAI) และหุ้นท่าอากาศยานไทย (AOT) ผลกระทบที่เกิดขึ้น ทำให้ราคาหุ้นทั้งหมดนั้นตกต่ำลงมามหาศาล

ราคาหุ้นส่วนใหญ่ต่ำกว่ามูลค่าหุ้นทางบัญชีของบริษัท ว่าที่จริงจำนวนมากมีราคาหุ้น ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของมูลค่าทางบัญชี และถ้าจะพูดต่อไปอีก อาจจะบอกได้ว่า มูลค่าหุ้นทางบัญชีของบริษัทเหล่านั้น ค่อนข้างต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงอยู่แล้ว เนื่องจากทรัพย์สินที่บริษัทซื้อมา เช่น ที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้าง มักเป็นราคาเดิมที่ซื้อมานานในราคาที่ค่อนข้างต่ำ

ดังนั้น ข้อสรุปก็คือ ราคาหุ้นของกิจการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวดังกล่าวมีราคาที่ต่ำสุดๆ และอาจจะเป็นโอกาสสำคัญในการลงทุนหรือไม่?

ผมคงตอบคำถามนั้นไม่ได้ แต่อยากจะอธิบายถึงคุณลักษณะหรือธรรมชาติของกิจการดังกล่าวว่าพฤติกรรมของการดำเนินงานจะเป็นอย่างไรในสถานการณ์ต่างๆ

เริ่มตั้งแต่ข้อแรก ก็คือ มันเป็นกิจการที่จะต้องลงทุนในตอนเริ่มแรกสูงมาก การสร้างโรงแรมแต่ละแห่งต้องใช้เงินเป็นพันล้านบาท การซื้อเครื่องบินแต่ละเครื่องนั้นเฉลี่ยลำละหลายพันล้าน การสร้างสนามบิน ต้องใช้เงินหลายหมื่น หรือเป็นแสนล้านบาท

ดังนั้นทุกปี บริษัทจะมีต้นทุนการดำเนินงานที่เป็นค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินจำนวนมาก ไม่ว่าจะมีการใช้ทรัพย์สินนั้นมากหรือน้อยแค่ไหน นี่เป็นต้นทุนคงที่หรือตายตัว

ข้อสองก็คือ ต้นทุนในการให้บริการกับลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ มักจะไม่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ที่ได้รับ ส่วนใหญ่จะเป็นค่าน้ำค่าไฟ ค่าพลังงาน และเงินเดือนของพนักงาน

ดังนั้น มาร์จิน หรือส่วนต่างรายได้กับรายจ่าย ที่บริษัทต้องควักกระเป๋าสำหรับลูกค้าแต่ละรายค่อนข้างสูง อย่างกรณีของโรงแรม ซึ่งหลายแห่งกำไรครึ่งต่อครึ่งสำหรับลูกค้าแต่ละราย หรือกรณีของสนามบิน รายได้ค่าธรรมเนียมการใช้สนามบินของผู้เดินทาง มีต้นทุนในการให้บริการต่อหัวน้อยมาก ส่วนสำคัญอาจจะเป็นค่าพนักงานเก็บเงิน และนี่ก็นำมาสู่ข้อสรุปในข้อที่สาม

ข้อสามที่เป็นข้อสรุป ก็คือ ธุรกิจการท่องเที่ยวเดินทางดังกล่าว กำไรขาดทุนขึ้นอยู่กับจำนวนลูกค้าและรายได้ที่ได้รับมากกว่าธุรกิจอื่นๆ มาก เหตุผลคือ บริษัทเหล่านั้น มีต้นทุนคงที่สูงมาก ขณะที่ต้นทุนที่แปรผันตามจำนวนลูกค้าต่ำมาก ลองนึกดูว่า ต้นทุนของโรงแรมจำนวนมาก อยู่ที่ค่าเสื่อมราคาและพนักงานประจำที่บริษัทต้องจ่ายเงินเดือนมากมาย

ดังนั้นไม่ว่าจะมีลูกค้าเข้าพักมากหรือน้อยต้นทุนก็ไม่ต่างกันมาก แต่ถ้าลูกค้าเข้าพักน้อยรายได้น้อยพวกเขาจะขาดทุน เมื่อลูกค้าเข้าพักถึงจุดหนึ่ง เช่น อาจจะเป็น 50% จะเท่าทุน แต่ถ้าลูกค้าเข้าพักมากกว่านั้น กำไรก็จะดีขึ้น และดีขึ้นมากเมื่อลูกค้าเข้าพักถึง 70% ของห้องทั้งหมด
เช่นเดียวกัน เครื่องบินที่บินขึ้นฟ้านั้น ไม่ว่าจะมีผู้โดยสารกี่คน ต้นทุนก็แทบไม่ต่างกัน แต่ถ้ามีผู้โดยสารเพียง 50% ของที่นั่ง รายได้ก็แค่ 50% บริษัทอาจเท่าทุน แต่ถ้าผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอีก 50 คนเป็น 60% ส่วนที่เพิ่มนั้นจะกลายเป็นกำไรทั้งหมด ในกรณีของสนามบิน ยิ่งเห็นผลกระทบแบบนี้มากขึ้นไปอีก

สรุปแล้วก็คือ ธุรกิจการท่องเที่ยวเดินทาง จะดูว่าธุรกิจดีหรือไม่ ต้องดูเรื่องของปริมาณลูกค้า และรายได้ว่าบริษัททำได้ดีแค่ไหน และถ้าจะให้ถูกต้องขึ้นไปอีก ก็คือ ดูเรื่องเปอร์เซ็นต์ของการใช้ห้อง หรือใช้ที่นั่ง ถ้าอัตราส่วนการใช้สูง ผลการดำเนินงานของบริษัทก็จะดีและดียิ่งๆ ขึ้นไปเรื่อยเป็นทวีคูณ

ประเด็นอยู่ตรงที่ว่า ในสภาวะที่นักท่องเที่ยวหดตัวลงค่อนข้างมากในช่วงเร็วๆ นี้ ทำให้กิจการที่เกี่ยวข้องเกิดการขาดทุน หรือกำไรลดลงมาก เพราะต้นทุนส่วนใหญ่ ไม่สามารถลดได้ จึงทำให้ราคาหุ้นลดลงมาก

ถ้าเรามองดูแล้วว่านักท่องเที่ยวที่หายไปนั้น ในที่สุดจะกลับมาเมื่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจดีขึ้นและการเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น เมื่อนั้นกิจการที่เกี่ยวข้องก็จะดีขึ้นแบบทวีคูณ และแน่นอน ราคาหุ้นก็น่าจะกลับเหมือนเดิมก่อนที่มันจะตกลงไป

ดังนั้น การเล่นหุ้นแบบนี้ ก็คือ การที่เราพนันว่า ในที่สุดทุกอย่างจะคลี่คลาย และนักท่องเที่ยวจะกลับมา

เช่นเคย ผมคงไม่ตอบคำถามนี้ แต่จากความรู้สึกของผม การท่องเที่ยวเดินทาง เป็นเหมือนสิ่งที่ฝังอยู่ในยีนของมนุษย์ มนุษย์เกิดมาพร้อมกับการที่อยากจะเดินทางแสวงหาสิ่งใหม่ๆ ผมมักจะได้ยินคนพูดว่า ถ้ามีเงินเขาอยากจะเดินทางรอบโลก เพื่อที่จะไปเที่ยวเห็นสิ่งใหม่ๆ

ตัวเลขการเดินทางท่องเที่ยวของโลก เติบโตต่อเนื่องมาตลอด ตัวเลขของเมืองไทยเองในช่วงสิบปีที่ผ่านมาก็โตขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณปีละ 6-7% โดยที่มีการสะดุดน้อยมาก แม้เราจะผ่านภาวะที่ “เลวร้าย” มามากมายไม่ว่าจะเป็นโรคซาร์ส ไข้หวัดนก สึนามิ การปฏิวัติ และอื่นๆ อีกมาก

คนมักจะคิดว่าครั้งนี้ “ไม่เหมือนเดิม” แต่ผมเองคิดว่า ครั้งนี้คงจะเหมือนเดิม ไม่เชื่อก็มาพนันกันไหม?

Advertisements