ประมวลวิกฤติการเงินโลกในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา
xBT> USA:ประมวลวิกฤติการเงินโลกในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา
ลอนดอน–13 พ.ย.–รอยเตอร์

บรรดาผู้นำโลกจะประชุมกันที่กรุงวอชิงตันในวันที่ 15 พ.ย.เพื่อหารือ
เรื่องการปรับปรุงโครงสร้างระหว่างประเทศ โดยมีจุดประสงค์เพื่อรับมือกับ
วิกฤตการณ์ทางการเงินที่อาจส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย
ต่อไปนี้เป็นรายละเอียดของวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุด
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และการดำเนินนโยบายรับมือต่อวิกฤตการณ์ดังกล่าว:-

การล่มสลายของระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่
1971 — ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่เบรตตัน วูดส์ ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี
1944 ล่มสลายลงหลังจากปริมาณทองในคลังสำรองของสหรัฐลดลงอย่างมาก
และนักลงทุนต่างชาติถือครองดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้นมาก โดยมีสาเหตุส่วนหนึ่ง
มาจากการที่สหรัฐใช้จ่ายเงินจำนวนมากในการทำสงครามเวียดนาม ขณะที่
รัฐบาลสหรัฐประกาศระงับการแปลงดอลลาร์เป็นทอง และทำการปรับลด
ค่าเงินดอลลาร์ลง
นายจอห์น คอนแนลลี รมว.คลังสหรัฐ กล่าวต่อคณะผู้แทนของยุโรปว่า
ดอลลาร์เป็น “สกุลเงินของเราแต่เป็นปัญหาของคุณ” โดยมีการทำข้อตกลง
สมิธโซเนียนในเวลาต่อมา และข้อตกลงนี้ก็อนุญาตให้สกุลเงินต่างๆสามารถ
ปรับตัวได้ในช่วง +/- 2.25 % และมีการปรับเพิ่มมูลค่าอย่างเป็นทางการ
ของทอง

วิกฤติน้ำมันในทศวรรษ 1970
1973 — ชาติอาหรับคว่ำบาตรการค้าน้ำมันในช่วงที่เกิดสงคราม
อาหรับ-อิสราเอล และเหตุการณ์นี้ก็ทำให้การค้าน้ำมันหยุดชะงัก และส่งผล
ให้มีการแห่ซื้อน้ำมันอย่างตื่นตระหนก โดยกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก)
สามารถแย่งชิงอำนาจในการกำหนดราคามาได้อย่างสมบูรณ์จากกลุ่มบริษัท
ข้ามชาติของตะวันตกใน “วิกฤติน้ำมัน” ครั้งแรก และราคาน้ำมันก็พุ่งขึ้น
จากระดับราว 2.50 ดอลลาร์/บาร์เรลในเดือนม.ค.ปี 1973 สู่ 11.50
ดอลลาร์ในปี 1974 โดยประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำได้รับความเสียหาย
อย่างรุนแรง แต่ประเทศด้อยพัฒนาได้รับความเสียหายมากที่สุด
1979 — เกิดการปฏิวัติในอิหร่าน ซึ่งเป็นประเทศที่ขายน้ำมัน
มากเป็นอันดับ 2 ของโอเปกรองจากซาอุดิอาระเบีย โดยเหตุการณ์นี้ก่อให้
เกิดวิกฤติน้ำมันครั้งที่สอง ซึ่งถึงแม้ว่าอุปทานน้ำมันไม่ได้อยู่ในภาวะขาดแคลน
แต่ผู้ซื้อน้ำมันชาวญี่ปุ่นก็เป็นผู้นำในการกว้านซื้อน้ำมันในครั้งนี้เนื่องจากกังวลว่า
น้ำมันอาจขาดตลาด
1980 — อิรักบุกอิหร่าน ทั้งนี้ ภายในช่วงสิ้นปี 1980 ราคาน้ำมันดิบ
Forties ของทะเลเหนือขึ้นไปทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 40 ดอลลาร์ และยังคงไม่
สามารถทำลายสถิตินี้ได้ในช่วง 10 ปีต่อมา โดยราคาน้ำมันที่ระดับสูงในทศวรรษ
1970 และ 1980 กระตุ้นให้ชาติตะวันตกผลิตน้ำมันของตนมากยิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึง
การผลิตน้ำมันจากทะเลเหนือ อย่างไรก็ดี ภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยและมาตรการ
ประหยัดเชื้อเพลิงเพื่อรับมือต่อราคาน้ำมันแพง ส่งผลให้อุปสงค์น้ำมันในตลาดโลก
ร่วงลง และทำให้เกิดภาวะน้ำมันล้นตลาดในเวลาต่อมา

ตลาดหุ้นล่มสลายในปี 1987
ต.ค. 1987 — สหรัฐขาดดุลการค้าในเดือนส.ค.สูงถึง 1.568
หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทดิ่งลงครั้งใหญ่เป็นประวัติการณ์
โดยในวันศุกร์ที่ 16 ต.ค. ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ทรุดลง 100 จุด
เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ในขณะที่มีการเทขายหุ้นสูงเป็นประวัติการณ์ถึง
338 ล้านหุ้นในนิวยอร์ค โดยดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดดิ่งลง 4.6 % หรือ
108.36 จุด
— หลังการร่วงลงของตลาดหุ้นนิวยอร์คในวันศุกร์ ตลาดหุ้นเอเชีย
และยุโรปก็ดิ่งลงตามมาในวันจันทร์ที่ 19 ต.ค.หรือวัน Black Monday และ
ส่งผลให้ตลาดหุ้นนิวยอร์ครูดลงไปอีก 508.32 จุดในวันจันทร์ และกดดัชนี
ดาวโจนส์ให้ลงไปแตะระดับ 1,738.4 โดยการทรุดลงในครั้งนี้ส่งผลให้
มูลค่าหุ้นในตลาดนิวยอร์คหดหายไป 22.6 % เทียบกับมูลค่าหุ้นที่ลดลง 12.8 %
ในวันที่ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทดิ่งลงมากที่สุดในปี 1929

วิกฤติสกุลเงินเอเชีย, วิกฤติรัสเซีย และ LTCM
1997 — ตลาดสกุลเงินเอเชียดิ่งลงในขณะที่นักลงทุนสูญเสียความเชื่อมั่น
ใน “กลุ่มประเทศเสือเศรษฐกิจ” โดยประเทศที่ได้รับความเสียหายมากที่สุดจาก
เหตุการณ์นี้ได้แก่ไทย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย โดยในวันที่ 27 ต.ค.
1997 ดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลง 7.18 % และตลาดหุ้นทั่วโลกก็ร่วงลงเช่นกัน
สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) รวมทั้งจีน,
ญี่ปุ่น กับเกาหลีใต้ เพิ่มความร่วมมือกันเพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตการณ์ขึ้นอีก
โดยจีนดำเนินการปรับปรุงภาคธนาคารครั้งใหญ่ และล้างหนี้เสียหลายพันล้าน
ดอลลาร์ออกจากงบดุลบัญชีธนาคารจีน ส่วนอินโดนีเซียได้รับความช่วยเหลือ
จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในมาตรการที่มีวงเงิน 4.3
หมื่นล้านดอลลาร์
1998 — รัสเซียปรับลดค่าเงินรูเบิลและผิดนัดชำระหนี้เป็นมูลค่า
4.0 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยในวันที่ 17 ส.ค.รัสเซียได้ยกเลิกการกำหนด
กรอบต่ำสุดสำหรับอัตราแลกเปลี่ยนรูเบิล/ดอลลาร์ ในขณะที่ธนาคารหลายแห่ง
ในรัสเซียปิดทำการและไม่อนุญาตให้ประชาชนถอนเงินฝาก
IMF ปล่อยกู้ 4.5 พันล้านดอลลาร์เพื่อให้รัฐบาลรัสเซียนำไป
ชำระหนี้ และหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ซึ่งสร้างความเสียหายต่อความ
เชื่อมั่นของนักลงทุน
ในเดือนก.ย. ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ค
ได้ช่วยเป็นคนกลางในการประสานงานให้ภาคเอกชนดำเนินมาตรการ
กอบกู้บริษัทลอง-เทิร์ม แคปิตัล แมเนจเมนท์ (LTCM) ซึ่งเป็นกองทุน
เฮดจ์ฟันด์ในวงเงิน 3.5 พันล้านดอลลาร์ ในช่วงที่ LTCM ใกล้ที่จะ
ล้มละลาย โดยเฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 3 ครั้งในเดือนต่อๆมา
เพื่อรับมือวิกฤติการเงินรัสเซียและการที่ LTCM เกือบล้มละลาย

ภาวะฟองสบู่ในธุรกิจอินเทอร์เน็ต
2000 — ภาวะฟองสบู่ในธุรกิจอินเทอร์เน็ตส่งผลให้หุ้นของ
บริษัทที่เพิ่งจัดตั้งใหม่ในภาคไฮเทคและอินเทอร์เน็ตพุ่งขึ้นสูงมาก ก่อน
จะที่เกิดภาวะฟองสบู่แตกในเวลาต่อมา โดยดัชนีดาวโจนส์ขึ้นไปปิดตลาด
ที่ 11,723 ในเดือนม.ค.2000 ก่อนจะร่วงลงสู่ระดับใกล้ 8,000
ในเดือนก.ย.2001
ในเดือนม.ค. เฟดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.50 %
เพื่อรับมือภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่เกิดขึ้นหลังภาวะฟองสบู่แตกในภาค
เทคโนโลยี

เหตุวินาศกรรมสหรัฐในวันที่ 11 ก.ย.2001
11 ก.ย.2001 — มีการจี้เครื่องบินให้พุ่งเข้าชนอาคาร
เวิลด์เทรด เซ็นเตอร์และกระทรวงกลาโหมสหรัฐ และมีเครื่องบินตก
ในเขตห่างไกลในรัฐเพนซิลเวเนีย โดยเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มี
ผู้เสียชีวิตราว 3,000 คน และสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อ
เศรษฐกิจสหรัฐ
เฟดรับมือเหตุการณ์นี้ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง
4 ครั้งก่อนสิ้นปี หลังจากที่เริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่เดือน
ม.ค. โดยภายในช่วงเวลา 1 ปี เฟดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง
4.75 % สู่ 1.75 % ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดรอบ 40 ปี และเป็นหนึ่ง
ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ที่สุด–จบ–

Advertisements