ปลิว ตรีวิศวเวทย์..ช.การช่าง ยุคข้า มาแล้ว!
หลังข่าวประกาศเพิ่มทุน 15% จำนวน 206 ล้านหุ้น ขายผู้ถือหุ้นเดิม 7 ต่อ 1 ที่ราคาหุ้นละ 5.34 บาท ระดมทุนก้อนเล็กๆ 1,100 ล้านบาท จากนั้นสำนักวิจัยหลายแห่งก็ประสานเสียง “เชียร์ซื้อ” หุ้น CK เพราะนัยสำคัญของการเพิ่มทุนครั้งนี้ เพื่อรับ “งานช้าง” ที่ ช.การช่าง รอเผยไต๋

ก่อนหน้านี้เมื่อไม่กี่เดือน ช.การช่าง เพิ่งออกหุ้นกู้ 2 ล็อต มูลค่ารวม 3,400 ล้านบาท และจรดปากกาเงินกู้มูลค่า 7,780 ล้านบาท กับ ชาติศิริ โสภณพนิช เพื่อใช้หมุนในโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ สัญญาที่ 1 ส่วนตะวันออก มูลค่าโครงการรวม 14,292 ล้านบาท

แต่การขมวดประเด็นทั้งหมดมาจบที่ ปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ช.การช่าง ชวนนักข่าวไป “คุยข่าว” โดยที่เจ้าสำนักบริษัทยักษ์ก่อสร้างเบอร์สองของประเทศถึงขนาดมั่นอกมั่นใจในทิศทางของบริษัท และแต้มต่อที่เพียบพร้อมทั้งฐานะการเงิน และปริมาณงานในมือที่กำลังหลั่งไหลเข้ามา

ที่สำคัญ ปลิว ตรีวิศวเวทย์ น้อยครั้งมากที่จะให้สัมภาษณ์สื่อ..ถ้าเขาไม่ถือไพ่อะไรไว้ในมือ

ปลิว บอกว่า หลังวิกฤติรอบนี้น่าจะเป็นโอกาสที่ ช.การช่างจะกลับเข้าสู่ “ยุครุ่งเรือง” อีกครั้ง หลังภาครัฐออกแผนกระตุ้นเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง 2555 ออกมา รวมถึงโครงการรถไฟฟ้าที่เดินหน้าอย่างจริงจังและโครงการรถไฟรางคู่ที่ชัดเจนขึ้นมาก

“งานประมูลภาครัฐปีหน้า (2553) จะออกมามากที่สุดในรอบ 5 ปี หรือโตเป็น 100% และจะทยอยออกมาอีกเรื่อยๆ ในช่วง 2 ปีข้างหน้า”

นายใหญ่ ช.การช่าง มั่นใจว่า บริษัทจะได้รับผลประโยชน์จากโครงการไทยเข้มแข็งเต็มๆ โดยปัจจุบันสัดส่วนงานภาครัฐมีถึง 80% ของพอร์ต ในขณะที่อิตาเลียนไทย และซิโน-ไทย กำลังมีปัญหารับงานก่อสร้างในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด แต่ ช.การช่างไม่มีเลย

“ในปี 2553 คาดว่าจะมีงานใหม่เข้ามาอีกประมาณ 30,000 ล้านบาท รวมกับที่มีอยู่ในมือแล้ว 20,000 ล้านบาท จะมี Backlog รวมเป็น 50,000 ล้านบาท ตัวเลขนี้เป็นสถิติสูงสุดตั้งแต่สิบปีที่แล้วที่เราเคยมี Backlog ถึง 87,000 ล้านบาท”

ส่วนการเพิ่มทุนครั้งล่าสุดเพื่อเตรียมความพร้อมใช้ในโครงการใหม่ปี 2553 เช่น โครงการก่อสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า ณ บริเวณจังหวัดไซยะบุรี ประเทศลาว และยังเตรียมเข้าประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (ส่วนต่อขยายช่วงหัวลำโพง-บางแค และบางซื่อ-ท่าพระ ระยะทาง 27 กิโลเมตร ภายใต้กรอบวงเงินค่างานโยธา 52,460 ล้านบาท)

ปลิว มั่นใจว่า ผู้ถือหุ้นจะให้การสนับสนุนหุ้นเพิ่มทุนเป็นอย่างดี หลังเพิ่มทุนเสร็จสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) จะลดเหลือ 1.84 เท่า จากปัจจุบัน 2.4 เท่า ซึ่งเกือบจะเต็มวงเงินกู้แล้ว ด้านสภาพคล่องไม่มีปัญหาแน่นอนถ้าเงินไม่พอก็มีสถาบันการเงินพร้อมจะปล่อยกู้ให้อีกไม่มีปัญหา

โครงการใหญ่ในปีหน้าของ ช.การช่าง ปลิว เผยว่าคือโครงการร่วมลงทุนโรงไฟฟ้าพลังน้ำทั้งที่เขื่อนน้ำบากและไซยะบุรี มูลค่ารวมทั้งหมด 80,000 ล้านบาท ความคืบหน้าอยู่ระหว่างสรุปราคาขายไฟฟ้ากับทางการลาวต้องใช้เวลาอีก 3-4 เดือน

นอกจากนี้ ยังเล็งที่จะไปลงทุนที่ประเทศเวียดนาม เข้าร่วมประมูลโครงการรถไฟฟ้าและทางด่วน รูปแบบน่าจะเป็นลักษณะบริษัทร่วมทุนกับผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยช.การช่างจะถือหุ้นใหญ่ ขนาดสัญญา 5,000-20,000 ล้านบาท รับงานไม่มีปัญหา

ทางด้านงบลงทุนในปี 2553 ตั้งไว้คร่าวๆ ที่ 500 ล้านบาท เป็นส่วนของโรงไฟฟ้าน้ำงึม 2 จำนวน 300-400 ล้านบาท และโรงไฟฟ้า SPP ที่ไซยะบุรี 100 ล้านบาท ส่วนปัจจัยเสี่ยงในปีหน้า ปลิวเป็นห่วงราคาน้ำมัน อัตราแลกเปลี่ยน และความล่าช้าของงานประมูล แต่เชื่อว่ามาร์จินในปีหน้าไม่น่าจะมีปัญหาถ้าราคาน้ำมันไม่ขึ้นไปถึง 140 เหรียญต่อบาร์เรลอีก

สำหรับอนาคตหลังจากปี 2553 ไปแล้ว ช.การช่างเตรียมที่จะรับรู้รายได้จาก บริษัท เซาท์อีสท์ เอเชีย เอนเนอร์จี จำกัด (SEAN) ซึ่งออกแบบก่อสร้างและดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ-น้ำงึม 2 คาดว่าจะสร้างรายได้ปีละ 4,000 ล้านบาท โดยช.การช่างถือหุ้น 38% คาดว่าจะดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2554 ลูกค้าคือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

“แผนนำ SEAN เข้าตลาดหุ้นคงชัดเจนในกลางปี 2553 เป็นต้นไป ไม่แน่อาจจะทำดูโอลิสติ้งในตลาดหุ้นลาวด้วย”

เจ้าพ่อ ช.การช่าง ยังกล่าวถึงจุดเด่นของบริษัทอีกข้อคือ เป็นผู้ถือหุ้นใน บมจ.ทางด่วนกรุงเทพ (BECL) และ บมจ.น้ำประปาไทย (TTW) ได้รับเงินปันผลปีละ 300 ล้านบาท อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง อนาคตในปี 2554 ก็จะได้เงินปันผลจาก บริษัท เซาท์อีสท์ เอเชีย เอนเนอร์จี จำกัด (SEAN) และในปี 2555 บมจ.รถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMCL) ก็จะถึงจุดคุ้มทุน

“เราคงรักษาสัดส่วนการถือหุ้นเอาไว้ต้องถือว่าทั้งหมดเป็นการลงทุนที่ดีรายได้ในส่วนนี้มีแต่จะเพิ่มขึ้นตลอด”

ส่วนแนวโน้มผลประกอบการปี 2552 ปลิวบอกว่า รายได้น่าจะจบที่ 12,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว สำหรับปี 2553 คาดว่าจะรับรู้รายได้ 14,000-15,000 ล้านบาท เป็นการเติบโต “เลขสองหลัก”

“สิ้นปีนี้เราจะมีกำไรแน่นอน ส่วนปีหน้าเรามั่นใจว่าตัวเลขกำไรน่าจะเติบโตได้มากกว่า 10%”

Advertisements