ฟันธงหุ้นไทย “ลงลึก” ก่อน “พลิกฟื้น” เป็น “ปีทอง”
3 ตุลาคม พ.ศ. 2551 07:03:00

:
กูรูฟันด์ โฟลว์ ฟันธงดัชนีหุ้นไทยยังอยู่ในภาวะซบเซาต่อไปอีกตลอดสิ้นปีนี้ ก่อนที่จะไหลลงลึก จนแตะระดับ “จุดต่ำสุด” ในช่วงไตรมาส 1 ปีหน้า (2552)

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : แต่เขาเชื่อมั่นว่า ในไตรมาส 2 ปีหน้า ตลาดหุ้นไทยจะกลับมาคึกคักสดใสอีกครั้ง โดยคาดว่า เหตุการวิกฤติการเงินสหรัฐน่าจะคลี่คลาย ผลจากตราสารอนุพันธ์ที่ไม่มีหลักประกัน (CDS) จะครบกำหนดการไถ่ถอนหรือหมดอายุลง

น่าจะทำให้แรงเทขายหุ้นหมดไป และส่งผลต่อเม็ดเงินย้อนกลับเข้าลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้อีกครั้ง

“วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล” กรรมการบริหารและหัวหน้าสายงานวิจัย บล.ทิสโก้ กล่าวว่า มาตรการกู้วิกฤติการเงินสหรัฐ 7 แสนล้านดอลลาร์ ที่ออกมา คิดเป็นเพียง 10% ของหนี้เสียทั้งหมดเท่านั้น แต่มูลค่าหนี้เสียซับไพรม์มีสูงถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 12% ของสินเชื่อทั้งระบบที่มีอยู่ 10 ล้านล้านดอลลาร์ เงินกู้วิกฤติจำนวนนี้จึงเป็นแค่ช่วยพยุงสถานการณ์ไว้ได้แค่ชั่วคราว หรือต่อชีวิตไปแค่ระยะหนึ่ง เท่านั้น

นอกจากนั้น การเข้าพยุงวิกฤติของเฟดด้วยเงินจำนวน 7 แสนล้านดอลลาร์ น่าจะเป็นครั้งสุดท้าย ถ้าหากมีธนาคารพาณิชย์ล้มอีก เฟดจะไม่สามารถรับกับสถานการณ์ได้อีกแล้ว

เขากล่าวว่า ตลาดหุ้นได้รับรู้ความเสียหายของเลแมน ซึ่งเป็นอินเวสเม้นแบงก์กิ้งประเภทธุรกิจโฮเซล ประกาศผลขาดทุนไปแล้วและทำให้ต่างชาติขายหุ้นออกไป

แต่ขณะนี้ยังไม่มีใครรู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับธนาคารประเภทรีเทลแบงก์กิ้งอีกหรือไม่ ซึ่งต้องรอดูผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์สหรัฐ ที่จะประกาศออกในช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้ให้ดี

ประกอบกับผลพวงจากธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด จะปรับลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25-0.50% ในช่วงกลางเดือนธันวาคมปีนี้ และมีแนวโน้มที่จะลดลงได้อีก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐให้เติบโต จะส่งผลทำให้เม็ดเงินต่างชาติถูกดึงกลับไปยังสหรัฐอีกระลอก

“ช่วงนี้จึงขอให้จับตาช่วงวันที่ 15-16 ตุลาคมนี้ ให้ดี เพราะจะเป็นวันประกาศงบการเงินธนาคารสหรัฐ หากงบการเงินออกมาย่ำแย่กว่าที่คิด และวิกฤติลามถึงธนาคารพาณิชย์รีเทลมีปัญหา จะทำให้ต่างชาติขายหุ้นที่เหลืออีกล๊อทออกมาอย่างแน่นอน”

วิศิษฐ์ มองว่า หากวิกฤติการเงินสหรัฐลุกลามไปยังรีเทลแบงก์กิ้ง จะทำให้ต่างชาติขายหุ้นออก และกดดันหุ้นไทยปรับตัวลดลงไปแตะระดับต่ำสุดในช่วงไตรมาส 4 ถึงไตรมาสแรกปี 2552

“ คิดว่าหุ้นไทยปรับตัวลงรอบนี้ คล้ายกับวิกฤติเอเชียหรือต้มยำกุ้งปี 2540 ซึ่งตลาดหุ้นไทยจะยังไม่ Bottom ในปีนั้น แต่จะตกต่ำสุดในปี 2541 จึงมองว่าหุ้นไทยจะถึงจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาสสุดท้ายปีนี้ถึงไตรมาสแรกปี 2552 ”

แต่ก่อนหน้านั้น หุ้นไทยอาจจะมีรีบาว์น หรือปรับตัวขึ้นในช่วงสั้นๆ ได้ จากการกลับมาซื้อชั่วคราวของนักลงทุนต่างชาติ ก่อนที่หุ้นจะไหลลงแรง

เขาแนะนำว่า ในช่วงวิกฤติยังเป็นโอกาสลงทุนเสมอ จึงแนะนำให้นักลงทุนหาจังหวะซื้อหุ้นในช่วงที่ตลาดปรับตัวลงแรงในช่วงไตรมาสแรกปีหน้า ซึ่งหุ้นมีราคาถูกมาก

อย่างไรก็ตาม วิศิษฐ์ ประเมินว่า ดัชนีหุ้นไทยจะ “พลิกฟื้น” คืนชีพได้อีกครั้งในช่วงไตรมาส 2 ปี 2552 และมองว่าจะเป็นปีทองของตลาดหุ้น คล้ายกับปี 2546 ที่หุ้นไทยกลับมาคึกคัก

เขากล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นฟื้นขึ้นได้ จะเกิดจากผลของการโยกย้ายสินทรัพย์ลงทุนของนักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นอีกครั้ง เนื่องจากอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรฐบาล ได้ปรับตัวลดลงต่ำสุดไปแล้ว ทำให้ราคาพันธบัตรไม่น่าสนใจลงทุนอีกต่อไป

ประกอบกับแนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐ จะเกิดการถดถอยอย่างเลี่ยงไม่ได้ ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบแน่นอนในปี 2552 และทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า ขณะที่มีโอกาสสูงที่ราคาที่ดินจะลดลง จนส่งผลต่อราคาที่ดินในเอเชียลดลงไปด้วย

นอกจากนั้น ในช่วงไตรมาส 2 ปีหน้า ตราสารอนุพันธ์ซีดีเอส จะครบอายการไถ่ถอน หรือหมดอายุ น่าจะทำให้วิกฤติการเงินสหรัฐคลี่คลายและอาจจบได้
“เราจึงมองว่า นักลงทุนทั่วโลกจะเกิดการจัดสรรเงินลงทุนใหม่และโยกเข้าลงทุนในตลาดหุ้นอีกครั้ง ในขณะที่การลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์มีความเสี่ยงราคาผันผวน ลงทุนในตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนที่ไม่น่าจูงใจ

รวมถึงการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไม่น่าสนใจ เพราะราคามีแนวโน้มลดลง ตลาดหุ้นจึงน่าจะแหล่งลงทุนที่สนใจ และอัตราเงินปันผลสูงจูงใจ จึงมองว่าตลาดหุ้นไทยจะกลับมาคึกคักในช่วงไตรมาส 2 “ วิศิษฐ์ กล่าว

ด้าน “แสงธรรม จรณชัยกุล” ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.ธนชาต กล่าวว่า นับตั้งแต่ 25 ก.พ.2551 หลังจากพันธมิตรเคลื่อนไหว ต่างชาติได้ถล่มขายหุ้นไทยไปแล้ว 1.3 แสนล้านบาท ปัจจุบันยังเหลือเม็ดเงินลงทุนในหุ้นไทยอีกราว 9 หมื่นล้านบาท โดยต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุนต่างชาติจะอยู่ที่ดัชนี 590 จุด ซึ่งเป็นต้นทุนเริ่มต้นลงทุนเมื่อปี 254

หากนักลงทุนต่างชาติยังขายหุ้นบลูชิพออกอีก จะกดดันดัชนีให้ปรับตัวลดลงไปต่ำกว่า 500 จุด เนื่องจากปัจจุบันมูลค่าตลาดรวม (Market Cap.)เหลือเพียง 4.7 ล้านล้านบาท โดยดัชนีลดลงมาต่ำกว่า 600 จุด จากช่วงต้นปีอยู่ที่ 7 ล้านล้านบาท และดัชนีอยู่ที่ 928 จุด หรือมาร์เก็ตแคปหดหายไปแล้ว 2.2 ล้านล้านบาท เท่ากับว่า คนที่ลงทุนที่ดัชนี 928 จุดมีผลขาดทุนอย่างมหาศาล

“ผมกังวลว่าหากสถาบันการเงินของสหรัฐล้มไปอีก และทำให้เฮดจ์ฟันด์ ขาดทุนตามไปด้วย เพราะจำเป็นต้องขายสินทรัพย์ที่ถืออยู่ออกไป ซึ่งปัจจุบันเงินต่างชาติที่อยู่ในหุ้นไทยตั้งแต่ปี 2548-2550 ได้ไหลออกเกลี้ยงไปหมดแล้ว

จึงมองว่าตลาดหุ้นไทยรอบนี้มีความเสี่ยงที่หุ้นจะไหลลงไปอีกและเป็นตลาด Supper Bear หรือ หมีใหญ่ อย่างแท้จริง”

เขากล่าวต่ออีกว่า ตลาดหุ้นไทยมีความเสี่ยงสูงคล้ายกับดัชนีดาว์นโจนของสหรัฐที่ได้ปรับตัวลงไปลึกแล้ว ขณะที่หุ้นไทยมีความเสี่ยงจากการปรับตัวลงของหุ้นขนาดใหญ่ เนื่องจากหุ้นขนาดใหญ่ 30 ตัวแรกครองมาร์เก็ตแคปถึง 67% ซึ่งเมื่อหุ้นเหล่านี้ลดลงก็จะฉุดดัชนีให้ลงต่อ

จึงมองว่า แนวโน้มของหุ้นไทยไตรมาสสุดท้าย ดัชนีจะค่อยๆ ไหลลงต่อไปอีก โดยขึ้นอยู่กับเม็ดเงินที่เหลืออีก 9 หมื่นล้านบาทจะไหลออกเมื่อไรเท่านั้น
ส่วนแนวทางการลงทุนในช่วงท้ายปีนี้ แสงธรรม กล่าวว่า การจัดพอร์ตในช่วง 3เดือนสุดท้ายปีนี้ ควรจะมีเงินสดไว้ในมือมากกว่าการถือหุ้น เนื่องจากการลงทุนในตลาดหุ้นช่วงนี้มีความเสี่ยงสูง ขณะเดียวกัน ช่วงนี้เหมาะสมที่จะลงทุนกองทุนแอลทีเอฟ และอาร์เอ็มเอฟ เพราะราคาหุ้นได้ลงมามากแล้ว การซื้อช่วงนี้ถือว่าได้ราคาส่วนลด และยังได้ลดภาษีอีกด้วย

ส่วนนักลงทนสไตล์แวลู อินเวสเม้นท์ …”ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนหุ้นคุณค่า กล่าวว่า สำหรับคนที่ยังไม่มีหุ้นอยู่ แนะนำให้ทยอยซื้อ แต่ให้ถือเก็บระยะยาว เนื่องจากมองว่าในช่วงสั้นๆ ตลาดหุ้นยังปรับตัวลงได้ต่อยังมีโอกาสอีก

อย่างไรก็ตาม ภาวะหุ้นในขณะนี้ยังดีกว่าวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 และยังห่างไกลจากการลดลงของดัชนีดาว์นโจน ซึ่งเชื่อว่ายังตกลงไปได้อีก เพราะวิกฤติปี 1930 ของสหรัฐ ดัชนีดาว์นโจนได้ปรับตัวลงไปถึง 90% เทียบได้กับเงิน 100 บาท ลดลงเหลือเพียง 10 บาทเท่านั้น

“ตอนนี้จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้ซื้อของถูก ยามนี้จึงมีเศรษฐีใหม่เกิดขึ้น เพราะคนที่มีเงินสดย่อมเป็นโอกาสที่ดี ”

เขากล่าวต่อว่า การเลือกหุ้นในสไตล์ของนักลงทุนหุ้นคุณค่า จะเน้นการถือยาว โดยมองว่าราคาที่ซื้อขณะนี้ เทียบกับมูลค่ากิจการใน 5 ปีข้างหน้าเป็นอย่างไร ถ้าสามารถตอบคำถามและคาดการณ์ได้ ก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่ปลอดภัย

“แม้ว่าหุ้นไทยจะยังมีความเสี่ยงอยู่ แต่ในแง่ของนักลงทุนที่จัดพอร์ตตัวเอง ก็ควรจะแบงเงินออกเป็นระยะสั้น กลาง และยาว ส่วนการเลือกลงทุนในหุ้นให้ปลอดภัยก็ควรเลือกหุ้นที่ถือยาวได้ เพราะวันหนึ่งราคาหุ้นก็จะกลับขึ้นมาได้” ดร.นิเวศน์ กล่าว

Advertisements