‘มานัส กำเหนิดงาม’ &’พอร์ตหุ้น’ 300 ล้านบาท

20 ปีบนสังเวียนการต่อสู้ในตลาดหุ้น ‘มานัส กำเหนิดงาม’ ผ่านประสบการณ์ ‘โชคเลือด’ และ ‘ฝ่าวิกฤติ’ มาทุกรูปแบบ เขาคือหนึ่งใน ‘จอมยุทธ์’ แห่งโลกการลงทุน ที่มีพอร์ตเล่นหุ้นมากกว่า 300 ล้านบาท และผาดโผน กับหุ้นเก็งกำไรมาอย่างโชกโชน

ในโลกแห่งการลงทุนของ ทนายมานัส กำเหนิดงาม มีหลายคนพูดว่าเขากำลัง..ตามรอยรุ่นพี่อย่าง ทนายวิชัย ทองแตง มือกฎหมายที่หันมาเอาดีใน ‘ตลาดหุ้น’

ทั้งในฐานะ ‘นักเล่นหุ้นรายใหญ่’ และ ‘มือทำหุ้น’ โดยจะเข้าไปฟื้นฟูบริษัทที่ประสบปัญหาทางการเงิน แล้วนำกลับเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์

ในขณะที่ ทนายวิชัย กำลังทำหุ้น โรงพยาบาลพญาไท ด้าน ทนายมานัส ก็กำลังปั้นหุ้น บริษัท เอกรัฐวิศวกรรม โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ นำเข้าสู่ตลาดหุ้นภายในไตรมาส 1 ปี 2549

ชื่อทนายมานัส มาโด่งดังในระยะหลัง ก็เพราะเป็นเพื่อน (สนิท) ร่วมก๊วนเล่นหุ้นกลุ่มเดียวกับ วิชัย รักศรีอักษร เจ้าของธุรกิจ คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี แม้ว่า ทนายมานัส พยายามบ่ายเบี่ยงว่า เขาไม่ใช่ ‘ขาใหญ่..ในตลาดหุ้น’ ก็ตาม

แต่ด้วยมูลค่าพอร์ตลงทุนกว่า 300 ล้านบาท กับสไตล์การลงทุนในหุ้นเก็งกำไร เข้าออกด้วยเม็ดเงินอย่างต่ำตัวละ 10-20 ล้านบาท..และครั้งหนึ่งยังเคยเป็น ‘กุนซือ’ ช่วยแก้ปัญหาพอร์ตหุ้นให้กับ วิชัย รักศรีอักษร ที่ติดหุ้นอยู่ถึง 150 ล้านบาทในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540

…ก็ยิ่งทำให้เขายากที่จะปฏิเสธ ถึงสถานะความเป็นนักลงทุนมือฉมังในวงการหุ้น

ทนายมานัส เล่าให้ฟังว่า เริ่มเข้าสู่ตลาดหุ้นเมื่อปี 2529 ตั้งแต่สมัยที่การซื้อขายยังใช้วิธีเคาะกระดาน และในชีวิตบนถนนสายนี้เคยผ่านวิกฤติใหญ่มาแล้วหลายครั้ง

‘ผมเจอมาหมดทั้งแบล็คมันเดย์ (19 ต.ค.2530) อิรักบุกคูเวต (2 ส.ค.2533) พฤษภาทมิฬ (2535) และวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 แต่ก็อยู่ได้ เพราะการลงทุนของผม ไม่ได้เอาเงินทั้งหมดเข้าไปทุ่มเทอยู่ในตลาดหุ้น’

ทนายมานัส เริ่มจับหุ้น ธนาคารกรุงเทพ (BBL) เป็นตัวแรก และเป็นประสบการณ์แรกที่ ‘ขาดทุน’ ทันทีเมื่อลงทุนไปได้ไม่นาน

‘ผมซื้อหุ้นแบงก์กรุงเทพ 1,000 หุ้น (พาร์ 100 บาท) ซื้อที่ราคา 333 บาท พอเจอแบล็คมันเดย์ ราคาลงมาเหลือ 200 บาท ก็ซื้ออีก 1,000 หุ้น จากนั้นก็ไม่สนราคามันเลยจะเป็นเท่าไร จนกระทั้ง 4-5 ปีผ่านไป เชื่อไหม!! มีกำไรกลับมาไม่น้อยกว่า 200%’

ทนายบอกว่า ตัวเขาไม่ใช่นักลงทุนประเภท ‘ซื้อเช้า..ขายบ่าย’ อย่างน้อยๆก็ต้องถือข้ามวัน โดยหุ้นในพอร์ตมีทั้งเล่นสั้น และเล่นยาว โดยเงินลงทุนในตลาดหุ้นราว 300 ล้านบาทนั้น คิดเป็นไม่เกิน 30% ของสินทรัพย์ที่มีอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่จะลงทุนระยะยาวมากกว่า

ทนายจะมีกฏการลงทุนส่วนตัวที่ยึดถืออยู่ 2 ข้อ คือ หนึ่ง..หุ้นที่ซื้อต้องเคยมีประวัติราคาสูงมากมาก่อน และ สอง..หุ้นตัวนั้นปัจจัยพื้นฐานจะต้องยังดีอยู่

หรืออีกนัยหนึ่ง ก็คือ หุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานยังดี แต่ราคาตกลงมามากๆ เพราะหุ้นพวกนี้จะฟื้นตัวเร็วในยามตลาดเป็นขาขึ้น

‘วันไหนที่หุ้นตัวแดงเยอะๆ (ราคาลง) ผมก็ซื้อ…ซื้อเสร็จพอเขียว (ราคาขึ้น) ผมก็ขาย วิธีสวนตลาดแบบนี้ใช้ได้ผลเป็นประจำ

…ผมเคยลงทุนหุ้นช.การช่าง (CK) เมื่อปี 2545 ถือเพียงปีเดียว ได้กำไร 2,000% หุ้นตัวนี้เคยมีราคาสูงมากในอดีต แต่ช่วงปลายปี 2545 ราคาที่ผมซื้อมาแค่ 1.30 บาท ซื้อไป 5 ล้านหุ้น ใช้เงินลงทุนประมาณ 7 ล้านบาท มาขายในปี 2546 ที่ราคา 27 บาท (ได้กำไรประมาณ 128 ล้านบาท)’

ทนายบอกว่า การเล่นหุ้นตามสไตล์ที่ใช้ถ้าหุ้นไม่ขึ้น ก็จะถือ (ยาว) ถ้าหุ้นขึ้นเร็ว พอใจราคาก็ขายเลย โดยไม่สนใจว่ามันจะไปอีกไกลแค่ไหน ส่วนจังหวะการขายทำกำไรนั้นจะไม่ตั้งกำไรไว้ตายตัว ว่าต้องเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับตัวหุ้น และโมเมนตัม (แรงเหวี่ยง) ของตลาด

‘ในหุ้นบางตัวผมอาจตั้งขายเมื่อมีกำไร 20-30% ซึ่งจังหวะการขายนั้น โดยมากจะออกก็ต่อเมื่อราคาหุ้นเริ่มกลับหัวจากขึ้นเป็นลง หากช่วงที่ตลาดกำลังดี ราคาหุ้นมักจะทำจุดสูงสุดใหม่ขึ้นไปเรื่อยๆ ผมก็จะยังไม่ขาย แต่เมื่อราคาหุ้นมีแนวโน้มเปลี่ยนทิศ ผมจะทิ้งใหม่หมด…แต่ถ้าสภาพตลาดอย่างตอนนี้ (ค่อนข้างซบเซา) ผมได้กำไร 1-2% ก็ขายแล้ว’

ทนายบอกว่า เมื่อเราเลือกหุ้นดีแล้ว ก็แสดงว่าเรามั่นใจ แต่ถ้าเกิดติดหุ้น..ก็ต้องตาม การเล่นหุ้นของผมไม่เหมือนใครเป็นประเภท ‘โดนไม้…ถ้าไม่สลบ’ ก็จะเข้าไปซื้ออีก ถ้าราคาลงอีก..ก็จะซื้อเข้าไปอีก นี่เป็นนิสัยส่วนตัว..ที่ทำได้เพราะมีกำลัง และใช้เงินสดซื้อ

ทนายพิสูจน์มาแล้วว่า เทคนิคแปลกประหลาดไม่เหมือนใครนี้เคยทั้ง ‘เจ็บหนัก’ และ ‘กำไรมาก’ ส่วนประสบการณ์เจ็บๆ ก็เช่น หุ้น PICNI ที่ปัจจุบันยังถืออยู่ 17 ล้านหุ้น

ส่วนหุ้น BNT เข้าไปที่ราคา 0.90 บาท ถืออยู่จำนวน 42 ล้านหุ้น ขณะที่หุ้น SUPER ถือจำนวน 7 ล้านหุ้น ลงทุนกว่า 30 ล้านบาท ขาดทุนเกือบครึ่ง ส่วนหุ้น IEC ที่ราคากระโดดขึ้นมานั้น ทนายเปิดเผยว่า ได้ขายไปแล้วบางส่วน เพราะมีต้นทุนค่อนข้างต่ำเพียงหุ้นละ 0.90 บาท

‘ในส่วนของ BNT คิดง่ายๆ ถ้าจะทำ PP (ขายเฉพาเจาะจง) ราคาก็ควรจะเกิน 1.10 บาท ไม่งั้นไปซื้อในตลาดไม่ดีกว่าหรือ..ผมก็เลยซื้อ ที่ราคาลงมาเพราะรายย่อยเล่นเก็งกำไรกันเยอะ และส่วนใหญ่ไปเล่นมาร์จิ้น ก็เลยโดนบังคับขาย ส่วนตัว IEC ขายเฉพาะเจาะจง 1.10 บาทเหมือนกัน ตามหลักราคาก็น่าจะยืนได้ 1.20-1.30 บาท ตามทฤษฎีแล้วฐานของมันต้องอยู่ตรงนี้ คนซื้อ PP ต้องได้กำไรประมาณ 20%’

ส่วน PICNI ที่เข้าไปซื้อเพราะเคยมีกำไรหุ้นตัวนี้มาก่อน เมื่อหุ้นมีปัญหาก็ถือว่าลงทุนผิด สำหรับหุ้น PICNI ทนายมานัสยอมรับว่าขาดทุนมากที่สุด เท่าที่เคยเล่นหุ้นมา

‘หุ้นที่ปรากฏอยู่ในโครงสร้างผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่จะขาดทุน ส่วนหุ้นตัวไหนที่ได้กำไรผมขายออกไปเกือบหมดแล้ว และเอากำไรไปซื้อหุ้นตัวใหม่ ถ้าเจอหุ้นที่มีกำไรดีๆ แค่ตัวสองตัวก็ครอบคลุมหุ้นที่ขาดทุนแล้ว’

ส่วนหุ้นที่ขาดทุนทนายถือคติว่า ตราบใดที่ยังไม่ขาย ก็อย่าพึ่งไปบันทึกว่าเป็นกำไรหรือขาดทุน

‘เราไม่ควรชื่มชมกับตัวเลข (ทางบัญชี) หรือ สลดใจกับตัวเลขที่หายไป’

ในหุ้นที่ทนายมั่นใจว่า ‘หมดอนาคต’ จริงๆเท่านั้นจึงจะ ‘Cut Loss’ แม้จะขาดทุนมากถึง 40-50% ก็ตาม

“หุ้นที่ขาดทุนตอนนี้อาจจะยังถืออยู่ เพราะอนาคตยังดี แต่ถ้าวันไหนผมมองว่าไม่มีอนาคตก็จะขายทิ้ง โดยไม่สนว่าจะขาดทุนเท่าไร ผมถือหลักแบบนี้ทุกตัว’

ขณะนี้ทนายมานัส กำลังให้โบรกเกอร์ช่วยวิเคราะห์หุ้น SUPER ซึ่งบริษัทมีแผนขยายโรงงาน แต่ไม่แน่ใจว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพื่อทบทวนว่าหุ้นตัวนี้ควรจะตัดขายขาดทุน หรือจะลงทุนเพิ่ม

ประสบการณ์อีกอย่างที่ทนายเล่าให้ฟัง การเล่นหุ้นอย่าไปคุยราคาหุ้นกับเจ้าของ ที่ผ่านมาเจ็บตัวมาเยอะเพราะโดนหรอก ไม่มีใครบอกว่าหุ้นตัวเองไม่ดี การเล่นหุ้นเราต้องวิเคราะห์ด้วยตัวเราเอง แล้วเราจะไม่มีศัตรูเพิ่ม

ทนายย้ำว่ากลุ่มของเขาไม่ใช่นักปั่นหุ้นอย่างที่คนอื่นมอง เพราะในกลุ่มทุกคนจะมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่ง คือ เงินจากการปั่นหุ้นเป็นเงินบาป…ไม่ทำให้ใครเจริญ

‘พวกเราไม่ต้องหาเงินจากการสร้างราคาหุ้น ในชีวิตก็มีกินมีใช้กันอยู่แล้ว เรื่องปั่นหุ้นจึงไม่เคยคิด มีหุ้นหลายตัวที่อยากเข้าไป แต่รู้ว่ามีพวกปั่นหุ้นเข้าไปเล่นอยู่ เราก็ไม่เข้า’

ในความเห็นของทนายมานัส ในปี 2549 หุ้นกลุ่มที่เขามองว่าน่าลงทุน หนีไม่พ้นหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง โดยส่วนตัวเชื่อว่าจะได้รับประโยชน์เต็มๆจากโครงการเมกะโปรเจ็กต์ที่รัฐบาลต้องเร่งลงทุนสร้างผลงาน เพราะรัฐบาลชุดนี้เหลือเวลาบริหารประเทศเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้น

‘ให้ดูบริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ 3-4 แห่ง ดูว่าบริษัทไหนที่มีแนวโน้มว่าผลประกอบการจะออกมาดี ก็ให้เลือกลงทุนในหุ้นตัวนั้น’ ทนายมานัสกล่าวทิ้งท้าย

รายชื่อหุ้นที่กลุ่มทุนพองเพื่อน รักศรีอักษร ที่ปรากฎ

จำนวนหุ้น ข้อมูลผู้ถือหุ้น ราคาปิด มูลค่าหุ้น

(วันที่) ณ 2- พ.ย. 2548 ณ 2- พ.ย. 2548

วิชัย รักศรีอักษร

BNT* 48,000,000 28 มิ.ย. 2548 0.48 23,040,000

PICNI 20,000,345 08 ก.ย. 2548 1.75 35,000,604

SIM 4,000,000 24 ส.ค. 2548 13.7 54,800,000

CK 10,000,000 14 ก.ย. 2548 12.8 128,000,000

AOT 9,617,000 11 ม.ค. 2548 50.5 485,658,500

มานัส กำเหนิดงาม

PICNI 17,000,000 08 ก.ย. 2548 1.75 29,750,000

BNT 33,000,000 28 มิ.ย. 2548 0.48 15,840,000

IEC* 15,870,000 04 พ.ค. 2548 2.04 32,374,800

โอภาส รางชัยกุล

PICNI 15,713,400 08 ก.ย. 2548 1.75 27,498,450

IEC 11,000,000 04 พ.ค. 2548 2.04 22,440,000

พจนาลัย บุญขันธ์

PICNI 26,500,000 08 ก.ย. 2548 1.75 46,375,000

BNT 12,000,000 28 มิ.ย. 2548 0.48 5,760,000

* รวมนับจำนวนหุ้นของภรรยาด้วย

ปี 2548

Advertisements