สงครามหุ้น

ในการลงทุนในหุ้นนั้น จะแบ่งนักลงทุนหลัก ๆ เป็น 2 กลุ่ม ใหญ่ ๆ คือ
นักลงทุนระยะสั้น หรือเรามักจะเรียกกลุ่มนี้ว่า เป็นนักเก็งกำไร
นักลงทุนระยะยาว ซึ่งจะเป็นกลุ่มนักลงทุนที่แท้จริง

มุมมองของนักลงทุนระยะสั้นนั้น มักจะต้องการผลลัพธ์การลงทุนที่ได้ผลรวดเร็ว สามารถสรุปผลกำไรขาดทุนได้อย่างทันท่วงที ซึ่งกลยุทธ์ของนักลงทุนกลุ่มนี้ จึงจำเป็นต้องอาศัยการคาดการณ์ภาวะการขึ้นลงของราคาหุ้นในตลาด ซึ่งจะเป็นแนวโน้มออกเป็น แนวโน้มขาขึ้น ขาลง และออกด้านข้างหรือ Sideway อยู่ในกรอบการขึ้นลงเป็นช่วง ๆ ระหว่างแนวรับ หรือ Support และ แนวต้าน หรือ resistance โดยการ sideway ออกด้านข้างนั้น อาจจะมีรูปแบบ เป็น Sideway up หมายถึง การขึ้นลงบนกรอบ แต่หากมองระยะที่ยาวต่อไป จะแสดงทิศทาง sideway ของจุดต่ำและจุดสูงสุด ที่ขยับราคาขึ้นไปเรื่อย ๆ และ Sideway Down ก็เป็นทิศทางตรงข้ามกัน กล่าวคือ จุดต่ำและจุดสูงสุด มีแนวโน้มขยับราคาลงไปเรื่อย ๆ

การเลือกกลยุทธ์การลงทุนเมื่อมีการคาดการณ์ผลของแนวโน้มที่ต่างกันก็คือ
ถ้าคาดว่าแนวโน้มเป็นขาขึ้น ก็เลือกใช้กลยุทธ์ Let profit run ไป จนกว่า จะมีการเปลี่ยนแนวโน้มเป็นทิศตรงข้าม หรือ เป็นขาลง
ถ้าคาดว่าแนวโน้มเป็นขาลง ก็เลือกใช้กลยุทธ์ short Against port ไปก่อน จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแนวโน้มเป็นทิศทางตรงข้ามหรือเป็นขาขึ้น

สำหรับระหว่างทาง กรณีเป็น Sideway up เราก็อาจทำกำไรขายไปตรงจุดแนวต้านถ้าราคาหุ้นไม่ผ่านจุดดังกล่าว เว้นว่า ราคาสามารถทะลุแนวต้านไปได้ ก็จะปล่อยให้ let profit run ไปก่อน จนกระทั่งไม่สามารถผ่านแนวต้านถัดไปได้ จึงขาย แล้วรอรับตรงจุดแนวรับถ้าราคาสามารถยืนอยู่ตรงแนวรับนั้นได้

สำหรับระหว่างทางกรณีเป็น sideway down เราก็อาจต้องขายหุ้นออกไปก่อนตรงจุดที่หุ้นปรับตัวลดลงต่ำกว่าแนวรับ และรอจนกระทั่งหุ้นลงมาสัมผัสกับแนวรับถัดไปที่ต่ำกว่าแนวรับเดิมและสามารถยืนอยู่ได้ จึงจะค่อยเข้าซื้อ และรอขายเมื่อราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นไปอยู่ตรงแนวต้าน

ความเสี่ยงของนักเก็งกำไรระยะสั้น จะอยู่ที่เมือไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์จะใช้วิธี Stop loss ทันที เช่น กำหนดจุด stop loss ที่กี่ % ของราคาที่เราซื้อมา เช่น 3% – 5% เป็นต้น

ดังนั้น กลยุทธ์ที่สำคัญของการเล่นหุ้นระยะสั้น จึงเป็นการซื้อถูกขายแพง หรือขายแพงไปก่อนแล้วซื้อถูกทีหลัง หรือซื้อแพงแล้วต้องพยายามขายให้แพงขึ้นไปอีก ประเด็นจึงอยู่ที่ว่าการคาดการณ์แนวโน้มของราคาที่แม่นยำ ให้ตรงจังหวะ ตรงรอบการเล่น และต้องตัดสินใจเด็ดขาด

จุดอ่อนของการเล่นแบบนี้ก็คือ ต้องมีการตัดสินใจหลาย ๆ ครั้ง ทำให้มีโอกาสผิดพลาดเกิดขึ้นได้มากครั้ง ทั้ง ขายหมู หรือติดดอยถ้าไม่ทำตามวินัยคือ stop loss ตามที่กำหนด เป็นต้น

โดยสงครามของนักลงทุนระยะสั้น เมื่อทุก ๆ คนคิดเหมือนกันหมด ทำให้เกิดสถิติของการซื้อขายในลักษณะต้องเข้าซื้อก่อนมวลชน และเลิกให้เร็วก่อนงานเลี้ยงจะเลิกลาให้ได้ สงครามส่วนใหญ่ จึงมีลักษณะ Win Loss กล่าวคือ ฝ่ายหนึ่งได้ และฝ่ายหนึ่งเสีย อยู่ตลอดเวลาเมื่อสงครามยุติในที่สุด เพราะทุกคนมุ่งกำไรส่วนต่างระยะสั้นที่รวดเร็ว และถือว่า การถือหุ้นระยะยาวเป็นของร้อน ต้องรีบขายก่อนที่ราคาจะตกลงมามาก เป็นต้น

แต่การทำสงครามหุ้นอีกลักษณะหนึ่งนั้น หากเราต้องการทำสงครามโดยที่ไม่ต้องรบบ่อยครั้ง แต่เลือกสถานการณ์การรบที่เราสามารถเลือกใช้ความได้เปรียบให้มากที่สุด โดยศึกษาสมรภูมิการรบที่เรามีโอกาสชนะให้มาก และไม่ต้องทำการรบที่บ่อยครั้ง แถมใช้โอกาสของราคาตลาด หรือนายตลาดเป็นผู้กำหนดผลตอบแทนจากการลงทุนระยะยาว ตามที่เราได้ทำการบ้านวิชาพื้นฐานของหุ้นมาแล้วเป็นอย่างดี โดยถือหุ้นเสมือนกับเราเป็นหุ้นส่วนในธุรกิจที่เราถือหุ้น

ซื้อเมื่อราคาต่ำกว่าคุณค่าในระดับที่เราเห็นว่าปลอดภัยในการลงทุนระยะยาว โดยเทียบกับผลตอบแทนและความเสี่ยงกับการลงทุนอื่น ๆ

ขายเมื่อราคาสูงกว่าคุณค่าค่อนข้างมาก และเรามีทางเลือกในการลงทุนอื่นที่ให้ผลตอบแทนและความเสี่ยงที่ดีกว่าการลงทุนในหุ้นที่เราถืออยู่ปัจจุบัน

การลงทุนในหุ้นระยะยาว เปรียบเหมือนเวลาเราปลูกต้นข้าว เราคงไม่สามารถจะเก็บเกี่ยวเมล็ดข้าวที่เราปลูกได้ทันที เราคงต้องรอคอยให้ต้นข้าวที่เราปลูกนั้นผลิดอกออกผลในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งทำให้ผู้รอคอยนั้นสุขใจเมื่อผลผลิตนั้นออกมาตามที่คาดหวังไว้ แม้ว่าในระหว่างการรอคอย เราอาจจะประสบกับปัญหาการเพาะปลูกตลอดระยะเวลาที่เรารอคอย ไม่ว่าปัญหาจากปริมาณน้ำที่ต้องเพียงพอ ดินที่ต้องใส่ปุ๋ยให้เหมาะสม ต้องเฝ้าระวังแมลงไม่ให้มากัดกินก่อนที่เราจะเก็บเกี่ยว หรือภัยธรรมชาติต่าง ๆ ที่จะเข้ามาส่งผลกระทบกับเราบ้าง

การที่เราเฝ้ารอคอย และดูแลการปลูกข้าวในระยะเวลาหนึ่ง ๆ นั้น ก็เหมือนเราลงทุนในหุ้นที่ต้องเฝ้าดูผลการดำเนินงานเป็นระยะ เฝ้าดูว่า ระหว่างการเพาะปลุกของเรานั้น มีปัจจัย ดินฟ้าอากาศ หรือปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้างที่จะมีโอกาสทำให้การเพาะปลูกข้าวของเราประสบความล้มเหลวหรือไม่ หากเราอดทน และเฝ้าดูแลปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวและพบว่า การเพาะปลูกของเรานั้นผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เมื่อถึงเวลา เราก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลตอบแทนตรงนั้นได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่หากมีปัจจัยเสี่ยงที่มาจากภัยธรรมชาติ ซึ่งเราควบคุมไม่ได้เข้ามากระทบจนกระทั่งการเพาะปลูกของเราประสบความล้มเหลวอย่างแน่นอน เราก็ต้องปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกใน Crop ถัดไป และพยายามเรียนรู้การเพาะปลูกที่ดี ที่เพิ่มผลผลิตได้มาก มีคุณภาพที่แข็งแกร่งต่อต้านแมลงได้ดี และพยายามหาวิธีการป้องกันความเสี่ยง โดยการขุดบ่อน้ำเพื่อรับน้ำฝนให้เพียงพอหากเกิดภัยแล้ง เป็นต้น การเรียนรู้ดังกล่าวทำให้เรามีเวลาในการติดตามการดำเนินงานได้นานขึ้น มากขึ้น และทำให้เราเชี่ยวชาญในการเพาะปลูกมากขึ้น ซึ่งน่าจะทำให้เราสามารถเข้าใจความเสี่ยงได้ดีพอ และควบคุมหรือบริหารความเสี่ยงของการเพาะปลูกให้ได้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวต่อไป ซึ่งเกิดจากกระบวนความคิดในการเรียนรู้ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีจนเกิดความเชี่ยวชาญ กล่าวคือ เหมือนกับเราได้ใช้ความรู้เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนมากขึ้นทุก ๆ ปี

ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนระยะยาวนั้น ยิ่งนิ่ง ยิ่งก้าวหน้า จึงไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่ต้องทำอะไรเลย แต่เราจะต้องเฝ้าติดตามและประเมินปัจจัยเสี่ยงอยุ่ตลอดเวลา เพื่อดูว่า ผลการดำเนินงานนั้นเป็นไปตามความคาดหวังหรือไม่ โดยเฝ้าติดตามปัจจัยพื้นฐานที่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ซึ่งหากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว เช่นฝนแล้งเป็นเวลานาน แต่เราต้องประเมินด้วยว่า เป็นปัญหาชั่วคราวที่สามารถแก้ไขได้หรือไม่ หากแก้ไขได้แบบนี้ เราก็สามารถอดทนรอคอยต่อไปได้ แต่ถ้าเป็นภัยที่ทำให้ต้นข้าวของสูญเสีย หรือตายไป เช่น ภัยจากอุทกภัยร้ายแรง แบบนี้ เราก็ต้องรีบแก้ไขโดยลดความสูญเสียให้เร็วที่สุด อย่าไปฝันลม ๆ แล้ง ๆ หรือเข้าข้างตนเอง และศึกษาดูว่า เราผิดพลาดจากอะไร เพื่อเพิ่มความชำนาญในเรื่องนี้ให้รอบคอบในการเพาะปลูกมากยิ่งขึ้น

สงครามหุ้นสำหรับนักลงทุนระยะยาว จึงอยู่ที่เราต้องต่อสู้กับจิตใจของตนเอง รู้จักอดทนรอคอย เป็นการทำสงครามที่ไม่ต้องซื้อขายบ่อยครั้ง แต่รอรับผลตอบแทนที่คุ้มค่าเมื่อถึงเวลาที่เราตั้งเป้าหมายไว้ การทำสงครามแบบรอคอยแบบนี้ จะให้ผลลัพธ์ส่วนใหญ่ที่เป็นแบบ Win Win กล่าวคือ ผู้ปลูกข้าวสามารถขายผลผลิตข้าวได้ราคา และผู้รับซื้อข้าวก็สามารถนำข้าวที่เราขายไปขายต่อได้ราคาที่สูงขึ้นอีกเป็นต้น เพราะผลผลิตข้าวที่ออกมามีมูลค่าคุ้มค่าที่จะไปขายต่อให้ได้ราคาเป็นต้น ซึ่งเป็นสงครามที่ผู้ซื้อต่อยอด และผู้ขาย ต่างมีผลประโยชน์ร่วมซึ่งได้ประโยชน์กันทั้งคู่ และไม่ต้องแข่งขันกันเพื่อชิงไหวชิงพริบในระยะสั้น เหมือนสถานการณ์ระยะสั้นที่มีมุมมองเห็นว่าหุ้นเป็นของร้อน แต่การถือหุ้นระยะยาวในหุ้นปัจจัยเพื้นฐานที่ดี จะทำให้ผู้ลงทุนถือหุ้นเป็นทรัพย์สินมีค่าที่เพิ่มค่าในระยะยาวครับ

Advertisements