ปลายฝนต้นหนาว

รายงานโดย :วศิน วัฒนวรกิจกุล:
วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ในช่วงปลายปีตั้งแต่เดือน ต.ค.-พ.ย. เป็นช่วงที่จะมีการเปลี่ยน ฤดูจากหน้าฝนเป็นหน้าหนาว ที่เรามักจะเรียกว่าปลายฝนต้นหนาว

ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะอย่างยิ่งกับการท่องเที่ยว เพราะธรรมชาติ ในช่วงนี้เป็นช่วงที่สมบูรณ์มาก พร้อมกับอากาศก็เย็นสบาย หลายท่านคงจะวางแผนที่จะใช้วันหยุดประจำปี เพื่อพาครอบครัว เพื่อนสนิท มิตรสหายไปหย่อนใจกับบรรยากาศอันแสนสบายตามที่ท่องเที่ยวต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่แถบภาคเหนือ ที่มีภูเขาและป่าที่สวยงามหลายแห่ง แต่หลายท่านอาจจะไม่สามารถปลีกตัวไปจากหน้าที่การงานที่ยุ่งเหยิง สำหรับปีนี้ ก็คงไม่เป็นไร เพราะท่านยังมีโอกาสอีกสำหรับปลายฝนต้นหนาวของปีหน้า และปีต่อๆไป

ถ้าจะว่าไปแล้ว คนไทยนั้นโชคดีนักสำหรับหน้าหนาว เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้น ฤดูหนาวจึงเป็นสิ่งที่ทำให้เรารื่นรมย์และสดชื่น และมักจะตั้งหน้าตั้งตาคอยช่วงเวลาดังกล่าวอยู่เสมอ โดยเฉพาะเด็กซึ่งได้โอกาสที่จะใส่เสื้อหนาวสีสดใสไปโรงเรียน ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตามที ในขณะที่ผู้คนที่อยู่ในเขตหนาวอาจจะมีความเห็น หรือพฤติกรรมที่แตกต่างกันออกไปในช่วงฤดูหนาว เช่น ในช่วงเดือน ธ.ค.–มี.ค. ของยุโรป หิมะขาวที่ปกคลุมไปทั่ว สภาพอากาศที่เยือกเย็น ความวิเวกวังเวง และความเงียบสงบ ผู้คนต่างเก็บตัวเงียบเพื่อหลบอากาศที่หนาวเหน็บ และเฝ้ารอให้ฤดูหนาวผ่านพ้นไป เพื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิที่จะทำให้ยุโรปกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ฤดูกาลที่แปรเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาได้เกิดขึ้นเป็นวัฏจักร ซึ่งจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และสอนให้ผู้คนต่างๆ เตรียมการเพื่อรับมือ พร้อมทั้งปรับสภาพให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ ผู้ที่เรียนรู้ และมีการเตรียมการเป็นอย่างดี ย่อมเป็นผู้ที่ผ่านพ้นช่วงเวลาที่เป็นอุปสรรค และเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากช่วงเวลาที่อุดมสมบูรณ์ได้เป็นอย่างดี

วงจรทางธุรกิจและการลงทุนนั้น ย่อมไม่ต่างจากวงจรของฤดูกาลตามธรรมชาติ ถ้าติดตามและสังเกตดูก็จะเห็นอย่างชัดเจนว่ามีขึ้นก็ต้องมีลง และเมื่อเหตุการณ์ที่เลวร้ายได้ผ่านพ้นไปแล้ว โอกาสและ หนทางที่สดใสปรากฏขึ้น อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงของวงจรทางธุรกิจและการลงทุนนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นในลักษณะที่สม่ำเสมอ หรือสามารถคาดการณ์ถึงระยะเวลา หรือผลกระทบต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ เหมือนกับคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลตามธรรมชาติ ในขณะที่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของวงจรทางธุรกิจ และการลงทุนต่อการดำรงชีพในปัจจุบัน อาจจะมากกว่าเสียด้วยซ้ำ อย่างที่เราเคยมีบทเรียนมาแล้วในช่วงวิกฤตการทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2540 ที่ผ่านมา

มีการศึกษา และเก็บรวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทต่างๆ ที่คาดหวังว่าจะให้ผลตอบแทนที่ดี และเหมาะสมกับช่วงเวลาต่างๆ ของวงจรธุรกิจ ดังนี้

1.ภาวะถดถอย (Recession) เป็นช่วงที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ใน ระดับสูง ขณะที่ความมั่นใจของผู้บริโภค และอัตราการผลิตอยู่ในระดับต่ำ ในช่วงต้นของภาวะเช่นนี้ การลงทุนในพันธบัตรระยะยาวยังเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะรัฐบาลอาจจะทำการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำ สำหรับในช่วงปลายของภาวะถดถอย การลงทุนในหุ้นที่ผลประกอบการขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจ (Cyclical Stock) ก็น่าสนใจ เพราะราคาจะค่อนข้างต่ำ และราคาก็พร้อมที่จะขยับตัวสูงขึ้นเป็นกลุ่มแรกๆ เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว

2.ภาวะฟื้นตัว (Recovery) เป็นช่วงที่อัตราเงินเฟ้อลดลง ผู้บริโภคเริ่มมีความมั่นใจและกล้าที่จะใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เป็นช่วงที่เวลาที่ดีที่จะลงทุนในหุ้น หรือแม้กระทั่งอสังหาริมทรัพย์ อัตราดอกเบี้ยอาจจะอยู่ในช่วงของจุดต่ำสุด จึงควรต้องเริ่มระมัดระวังสำหรับการลงทุนในพันธบัตรระยะยาว โดยเริ่มทยอยขาย

3.ภาวะขยายตัวช่วงต้น (Early Expansion) หลังจากที่ผ่านภาวะฟื้นตัวแล้ว โดยในช่วงต้นเศรษฐกิจยังขยายตัวต่อเนื่อง โดย ไม่มีสัญญาณแสดงให้เห็นว่ามีความร้อนแรง การลงทุนในหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ยังให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจอยู่ บริษัทต่างๆ มีการขยายตัว หุ้นกู้ของบริษัทเอกชนเริ่มกลับมาได้รับความนิยม

4.ภาวะขยายตัวช่วงปลาย (Late Expansion) สำหรับในช่วงปลายของภาวะขยายตัว ต้องให้ความระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น เพราะเศรษฐกิจขยายตัวอย่างเต็มที่แล้ว โดยสังเกตได้จากอัตราการใช้กำลังการผลิตใกล้ หรือถึงจุดสูงสุดแล้ว ตลาดหลักทรัพย์เฟื่องฟูเต็มที่ ราคาอสังหาริมทรัพย์ค่อนข้างสูง อัตราดอกเบี้ย และเงินเฟ้อขยับสูงขึ้น ทำให้การลงทุนในพันธบัตร หรือหุ้นกู้ภาคเอกชนมีความเสี่ยงและไม่น่าสนใจ ช่วงนี้ควรจะเริ่มลดการลงทุนในหุ้น โดยเฉพาะหุ้นที่ผลประกอบการขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจ (Cyclical Stock) เพราะราคาอาจจะเกินจริงไปมาก และย้ายเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นๆ หรือเงินฝากเพิ่มมากขึ้น

5.ภาวะชะลอตัว (Slowdown) หลังจากเศรษฐกิจผ่านช่วงสูงสุดไปแล้ว ทุกอย่างก็จะเริ่มปรับตัว ตลาดหลักทรัพย์เริ่มปรับตัวลงจึงควรขายหุ้นออกไปให้มากขึ้น อัตราดอกเบี้ยผ่านจุดสูงสุดโดยอาจจะอยู่ในภาวะทรงตัว ทำให้น่าจะเป็นช่วงที่ปรับการลงทุนให้มาอยู่ในตราสารหนี้มากขึ้น เพื่อรอการปรับตัวลงของอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง

อย่างไรก็ดี การจัดสรรการลงทุนในหลักทรัพย์ (Asset Allocation) ที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงเวลาของวงจรธุรกิจที่กล่าวมานั้น เป็นการปรับน้ำหนักการลงทุนเพียงบางส่วน เพื่อที่จะเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้นในระยะยาวเท่านั้น โดยไม่ได้หมายถึงการเลือกลงทุนเพียงหลักทรัพย์ประเภทเดียวนะครับ ทั้งนี้การจัดสรรการลงทุนที่ดีนั้น ควรคำนึงถึงเป้าหมายระยะยาว และกระจายอยู่ในหลักทรัพย์หลายประเภท เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงครับ

Advertisements