หุ้นไทยในวิกฤติ”ฟันโฟลว์”…’ทรง & ทรุด’ รอหุ้นฟื้นปลายปี..??
‘ทรง & ทรุด’ รอหุ้นฟื้นปลายปี..??

:“หุ้นไทย” ท่ามกลางวิกฤติ ‘บิ๊กแมค’และ ‘ฟันด์โฟลว์’ กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ต่อเศรษฐกิจโลก หลังเม็ดเงินลงทุนต่างชาติในไทยและเอเชีย ต่างต้องเร่ง “ขายหุ้น” ออกต่อเนื่อง กระทั่งขณะนี้ ดัชนีหุ้นไหลลงกว่า 35% จากระดับสูงสุด จนมองกันว่าหุ้นไทยกำลังเข้าสู่ยุค “ซบเซา” หรือเป็น “ขาลง” อย่างแท้จริง ..ติดตามมุมมองของนักการเงิน นักวิเคราะห์ กันว่าพวกเขาคิดเห็นอย่างไร และเมื่อไรฟันด์โฟลว์ถึงจะกลับมา (คลิกรูปอ่านเรื่อง)

ดัชนีตลาดหุ้นไทยที่เคยขึ้นไปสูงสุดเมื่อ 21 พฤษภาคม 2551 ที่ 884.19 ได้ลดลงมาต่ำสุดในสัปดาห์ก่อน (18 พฤษภาคม 2551) ที่ระดับ 569.94 หรือลดลง 35.54% ภายใน 4 เดือนจากแรงถล่มขายของต่างชาติ

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ทั้งนับจาก 26 กุมภาพันธ์ 2551 ที่พันธมิตรปฏิบัติการ ต่างชาติได้ขายสุทธิมาตลอด จนถึงปัจจุบันยอดขายของต่างชาตมีไปแล้ว 1.2 แสนล้านบาท

ขณะที่ประเมินกันว่ามีเม็ดเงินต่างชาติอีกราว 1 แสนล้านบาทในตลาดหุ้นไทยที่นักวิเคราะห์ต่างมองกันว่า

มีโอกาสที่ต่างชาติจะขายหุ้นต่อสูง

ต้นตอของความโกลาหลครั้งนี้ คือ การเคลื่อนย้ายเม็ดเงินของฟันด์โฟลว์ ที่พากันขายหุ้นเพื่อนำเงินไปเสริมสภาพคล่องให้กับสถาบันการเงินในสหรัฐฯ ที่อยู่ในภาวะวิกฟติ จนล้มระเนระนาดไปบ้างแล้ว ไล่ตั้งแต่แบร์ สเติร์น อินดี้แมค แฟนนีเมย์ เฟรดดี้ แมค และล่าสุดกับยักษ์ใหญ่สถาบันการเงินอย่างเลห์แมน บราเธอร์ส และอเมริกัน อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป

รวมถึงการเคลื่อนย้ายเงินทุนเพื่อกลับไปซื้อหุ้นและเงินสกุลดอลลาร์ราคาถูกในสหรัฐฯ

วิกฤติสถาบันการเงินสหรัฐครั้งนี้ บรรยง วิทยวีรศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน การลงทุน กล่าวว่า คล้ายคลึงกับเหตุการณ์เวิลด์เทรด เพียงแต่วิกฤติรอบนี้ “รุนแรงกว่า” และคาดว่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปีถึงปีครึ่งกว่าเหตุการณ์จะสงบและฟื้นตัวได้

โดยช่วง 1 ปี จะเป็นเวลาที่มีความรุนแรงและแย่สุด จากนั้นจะสงบและค่อยๆ ฟื้นตัวได้ แม้ว่าอาจมีสถาบันการเงินล้มอีก แต่เขาคาดว่า คงไม่มีสถาบันการเงินขนาดใหญ่มีปัญหาแบบนี้อีก

“พฤติกรรมจะคล้ายกับช่วงวิกฤติปี 2540 มาก พอต่างชาติขายหุ้นไทยแล้ว ก็จะนำเงินไปซื้อหุ้นและเงินดอลลาร์ที่มีราคาถูกในสหรัฐฯ ซึ่งเมื่อตลาดหุ้นสหรัฐฟื้นตัว ก็จะทำให้นักลงทุนต่างชาติเหล่านั้นได้กำไรสองต่อ ทั้งจากกำไรราคาหุ้นที่สูงขึ้นและค่าเงิน

คาดว่าฟันด์โฟลว์ในไทยได้ถูกนำออกไปแล้วราว 2 ใน 3 ของทั้งหมด” บรรยงกล่าว

นอกเหนือจากฟันด์โฟลว์แล้ว แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ส่อเค้าถดถอยก็จะซ้ำเติมตลาดหุ้นไทยได้อีก

โดย อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากวิกฤติ “Financial Crisis” ของสหรัฐ ได้ส่งผลพวงต่อเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลักของโลก 3 ประเทศ (3G) ให้เกิดการถดถอย จนมีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจโลก “ติดลบ” (Recession)

โดยตัวเลขจีดีพีของประเทศในยุโรปและประเทศญี่ปุ่น ได้เริ่มหดตัวแล้ว และหากตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3 ติดลบอีก ก็จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างแท้จริง

“ถือว่า เศรษฐกิจของยุโรปและญี่ปุ่น ก้าวขาข้างหนึ่งไปยังความเสี่ยงที่จะเกิด Recession แล้ว” อุสรา กล่าว

ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐ แม้ในช่วงครึ่งปีแรกยังมีอัตราการเติบโตที่ดีอยู่ แต่ผลกระทบจากวิกฤติสถาบันการเงินล้ม จะทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐชะลอตัวลงอย่างแน่นอน และอาจจะนำไปสู่เศรษฐกิจติดลบในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ได้

“เราเชื่อว่า กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลักของโลก หรือ จี3 ประกอบด้วย สหรัฐ ยุโรปและญี่ปุ่น มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่เศรษฐกิจจะถดถอยอย่างมีนัยสำคัญ เพราะผลจากวิกฤติการเงินของสหรัฐฯ ได้นำไปสู่การเกิด Negative Wealth Effect และ House for Debt หรือหนี้ผู้บริโภคของสหรัฐ เป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเกิดการถดถอย

ส่วนประเทศในยุโรปและญี่ปุ่นเศรษฐกิจ จะถดถอยตามไปด้วย เพราะได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากวิกฤติการเงินสหรัฐและผลจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น จึงทำให้รายได้ที่แท้จริงลดลง”

การที่เศรษฐกิจของจี3 ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจและครอบคลุมเศรษฐกิจของโลกถึง 50% เกิดการถดถอย ย่อมทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจโลกมีโอกาสที่จะติดลบได้สูง และจะมีผลต่อเนื่องมาถึงเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทยด้วย เนื่องจากกลุ่มจี3 เป็นคู่ค้าที่สำคัญ จะมีผลให้ภาคการส่งออกของประเทศต่างๆ เกิดการชะลอตัวลง

เห็นได้จากเศรษฐกิจประเทศจีนที่เริ่มชะลอตัว จนรัฐบาลจีนต้องใช้นโยบายผ่อนคลายด้วยการลดดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมา

“ผลจากการที่เศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมมีความเสี่ยงที่จะเกิดการถดถอย จะทำให้เอเชียและไทย มีแนวโน้มที่จะเห็นเศรษฐกิจชะลอตัวตามไปด้วยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ต่อเนื่องไปจนครึ่งปีแรกของปี 2552” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าว

สำหรับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย อุสราประมาณการว่า จีดีพีของไทยช่วงครึ่งปีแรกยังขยายตัวได้สูงถึง 5.7% แต่คาดว่าช่วงครึ่งปีหลังจะขยายตัว เพียง 3.8% เท่านั้น

เฉลี่ยทั้งปีนี้ จีดีพีจะขยายตัวเพียง 4.7% เท่านั้น

ส่วนในปีหน้า อุสราคาดว่า การเติบโตของจีดีพีเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 4.5% ซึ่งต่ำกว่าปีนี้ โดยครึ่งปีแรกยังคงได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว แต่ในช่วงครึ่งปีหลังการขยายตัวเศรษฐกิจไทยจะเติบโตดีขึ้น

“ปัจจัยที่ยังหนุนเศรษฐกิจไทยได้ก็คืออัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มลดลง มองว่าเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 3.8% ต่ำกว่าปีนี้ที่อยู่ที่เฉลี่ย 6.2% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกมีแนวโน้มจะลดลงอย่างต่อเนื่อง”

ขณะที่ เกริกชัย ชัยธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารนครหลวงไทย กล่าวว่า ถ้าหากรัฐบาลสหรัฐฯ สะสางปัญหาสถาบันการเงินที่มีปัญหาได้สำเร็จภายใน 1 เดือน เชื่อว่าวิกฤติการเงินสหรัฐจะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก

แต่ถ้าภายใน 2-3 เดือนข้างหน้ายังไม่มีอะไรคืบหน้า และมีสถาบันการเงินยื่นเรื่องขอล้มละลายเหมือน “เลห์แมน บราเธอร์ส” ก็จะทำให้ภาวะเศรษฐกิจ และตลาดหุ้นทั่วโลกซึมไปอีกนาน และเงินลงทุนต่างชาติจะไม่ไหลเข้าตลาดหุ้นไทย

“เราหวังว่า “มอร์แกนสแตนเลย์” จะไม่ประสบปัญหาเดียวกับ “เลห์แมน บราเธอร์ส” และภาวนาว่า แผนควบรวมกิจการระหว่าง “มอร์แกนสแตนเลย์” กับ “วอโชเวียคอร์ป จะช่วยให้สถานะทางการเงินของ “มอร์แกน สแตนเลย์” ดีขึ้น
แต่ถ้าทุกอย่างเกิดขึ้นแบบตรงกันข้าม ผมก็ไม่กล้าคิดว่าในระยะยาวเศรษฐกิจ ตลาดหุ้นทั่วโลกจะมีทิศทางอย่างไร”

วิกฤติที่ยังไม่จบง่ายๆ ทำให้นักวิเคราะห์มองว่า ตลาดหุ้นไทยกำลังอยู่ในขาลงอย่างแท้จริง

“ในระยะสั้นตลาดหุ้นไทยไม่มีความหวัง เนื่องจากยังมีแรงขายถล่มตลาดและเม็ดเงินยังคงไหลออกจากตลาดอย่างต่อเนื่อง คิดว่าคงไม่มีเงินไหลเข้าไปจนถึงสิ้นปีนี้

จึงมองว่าตลาดหุ้นไทยกำลังอยู่ในขาลงอย่างแท้จริง เพราะยังไม่มีปัจจัยดีๆ ที่จะสนับสนุนให้หุ้นขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้นนี้” สุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล. นครหลวงไทย กล่าว

เช่นเดียวกับ “แสงธรรม จรณชัยกุล” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ธนชาต ที่ให้มุมมองว่า ถ้าวิกฤติสถาบันการเงินสหรัฐยังไม่จบสิ้น เงินก็ยังไหลออกอย่างต่อเนื่อง และทำให้ตลาดหุ้นมีแต่ทรงกับทรุดเท่านั้น
จนกว่าต่างชาติจะหยุดขาย ดัชนีอาจจะรีบาว์นขึ้นมาได้บ้าง

“ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสที่จะไหลลงไปใกล้ 500 -480 จุด หากนักลงทุนต่างชาติยังคงขายหุ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีโอกาส เพราะวิกฤติการเงินสหรัฐยังไม่จบ ขณะที่ในประเทศยังมีปัญหาความวุ่นวายการเมือง จึงไม่มีแรงดึงดูดให้ต่างชาติถือหุ้นต่อ”

อย่างไรก็ตาม กวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย มองว่า แม้ปัญหาสถาบันการเงินของสหรัฐจะรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ แต่ยังเชื่อว่า การแก้ปัญหาของสหรัฐน่าจะฟื้นตัวได้ในช่วงปีหน้า และตลาดหุ้นน่าจะสะท้อนและฟื้นตัวได้เร็วกว่า โดยฟันด์ โฟลว์ จะเริ่มไหลกลับราวช่วงปลายปี

“เรามองว่า อย่างเร็วในช่วงปลายปีนี้ จะเห็นฟันด์ โฟลว์ ไหลกลับเข้ามาลงทุนในหุ้นไทยบ้าง เนื่องจากหุ้นได้ปรับตัวลงไปมากกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และกลับตัวได้เร็วกว่าเศรษฐกิจ” กวีกล่าว

ส่วนอุสราแนะนำให้นักลงทุนจับตามองการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทต่อสกุลดอลลาร์ เป็นหลัก เพราะจะเป็นตัวบ่งชี้สำคัญว่า วิกฤติขาดสภาพคล่องตึงตัวของสหรัฐ และความผันผวนของตลาดหุ้นจะ “นิ่ง” เมื่อไร

“ตัวสะท้อนสภาพคล่องการเงินได้ดี คือ ค่าเงิน ซึ่งหากยังสวิงหรือผันผวนมากๆ บ่งชี้ว่าปัญหาสภาพคล่องยังไม่จบสิ้น แต่หากค่าเงินบาทหยุดสวิง ชี้ว่าแรงขายจะน้อยลง และจะเห็นเม็ดเงิน (Real Flow) ไหลเข้าจริงๆ”

อุสราบอกว่า ปัจจุบันค่าเงินบาทเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ แกว่งตัวเป็นอย่างมาก ระหว่าง 34-34.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีช่วงการแกว่งตัวขึ้นลงห่างถึง 0.20-0.30 บาทต่อชั่วโมงทีเดียว เทียบกับภาวะปกติจะปรับตัวขึ้นลงไม่เกิน 0.10 บาทต่อวันเท่านั้น

ดังนั้น ในการลงทุนช่วงนี้ จึงจำเป็นต้องระมัดระวังความเสี่ยงเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับทางออกของนักลงทุนในภาวะตลาดขาลงนั้น นักวิเคราะห์เห็นพ้องกันว่า ในภาวะที่ยังมีความเสี่ยงจากแรงขายของต่างชาติ ควรจะหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นไปก่อน !

และแนะนำให้ลดการถือหุ้น ไปถือเงินสด หรือนำไปลงทุนในพันธบัตร หรือตราสารหนี้ ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำทดแทน

“ถ้ายังไม่เห็นทิศทางของฟันด์ โฟลว์จะไหลกลับ ให้ลดสัดส่วนการถือครองหุ้น และจัดพอร์ตให้ถือเงินสดเพิ่มขึ้นเป็น 70-80% ถือหุ้นไม่เกิน 30% และรอโอกาสที่หุ้นจะกลับมาตั้งหลักได้ จึงค่อยปรับพอร์ตเพื่อซื้ออีกครั้ง

แต่ไม่แนะนำให้ซื้อถัวเฉลี่ยอย่างเด็ดขาด เพราะในช่วงที่ตลาดเป็นขาลง ยิ่งถัวจะยิ่งทำให้ติดหุ้น” แสงธรรมกล่าว

ส่วนจะเข้าลงทุนใหม่เมื่อไรนั้น กลยุทธ์การลงทุนควรรอให้ดัชนีตลาดถึงจุดต่ำสุดก่อน โดยประเมินสถานการณ์ว่าหุ้นกลุ่มใดจะได้รับประโยชน์บ้าง

“การปรับพอร์ตตามทิศทางการไหลของฟันด์ โฟลว์ หากเห็นว่านักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อ คงหนีไม่พ้นหุ้นที่มีมาร์เก็ตตลาดใหญ่ เช่น กลุ่มธนาคาร พลังงาน แต่ทั้งนี้เม็ดเงินจะไหลกลับเมื่อใดนั้น ขึ้นอยู่กับการแก้ปัญหาการเงินสหรัฐและฟื้นตัวได้เร็วแค่ไหน”

ด้านสุกิจแนะนำว่า สำหรับคนที่ไม่อยากเสี่ยงกับตลาดหุ้นที่อยู่ในภาวะไม่ปกติและมีแนวโน้มขาลง ควรจะเปลี่ยนสินทรัพย์การลงทุน หรือขายออก เพื่อไปถือเงินสด หรือพันธบัตร แทน

“คนที่ยังต้องการลงทุนในหุ้น แนะนำให้ลงทุนในหุ้นปันผล และหุ้นที่มีพื้นฐานดี แต่ราคาได้ต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานมากๆ” สุกิจกล่าว

ในมุมมองของฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กวีกล่าวว่า นอกจากแนะนำให้นักลงทุนลดการถือหุ้นให้เหลือไม่เกิน 20% ของพอร์ตแล้ว ให้ถือเงินสดเพิ่มขึ้นเป็น 80%

โดยเขาแนะนำให้ลงทุนในหุ้นขนาดเล็ก ที่พื้นฐานแกร่งและราคาตกต่ำอย่างมาก

“หุ้นเล็ก จะสามารถยืนอยู่ได้ในสถานการณ์ตลาดขาลง และไม่ได้รับผลกระทบจากฟันด์ โฟลว์ที่ไหลออก คิดว่าจะปลอดภัยสำหรับนักลงทุนในภาวะแบบนี้ ราคาอาจจะปรับลงได้อีก แต่จะน้อยกว่าหุ้นใหญ่ที่ต่างชาติถืออยู่” กวี กล่าว

—————–
อ่านเรื่องประกอบ “พิษเลแมนลามสู่อียู” ในรายงานพิเศษหน้า “ธุรกิจ” http://www.bangkokbiznews.com

Advertisements