‘เซียน’ คิดอย่างไร? เมื่อ SET Index ต่ำกว่า 400 จุด

สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล:

5 เดือนลงแล้ว 500 จุด ทิศทางข้างหน้าของ SET Index จะไปทางไหนต่อ หลังจากหุ้น ‘เละเป็นโจ๊ก’ เกือบทั้งตลาด บ้างก็ว่า ‘วิกฤติการเงิน’ ผ่านจุดเลวร้ายที่สุดไปแล้ว แต่ ‘วิกฤติเศรษฐกิจ’ เพิ่งเริ่มก่อตัวขึ้นเท่านั้น

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : เศรษฐกิจโลกกำลังจะเข้าสู่ภาวะถดถอยในปี 2552 อย่างเต็มรูปแบบ และทุกประเทศจะหันมาให้ความสำคัญกับการเติบโตภายในประเทศเป็นหลัก โดยใช้นโยบายการคลังแบบขาดดุลและนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายโดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยต่ำในการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ

การว่างงานจะเพิ่มสูงขึ้น ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำจะเป็นปัญหาใหญ่ต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2552 นี้

วันนี้ทุกคนคงยอมรับความจริงแล้วว่า วิกฤติการเงินที่มีจุดกำเนิดมาจากความฟุ่มเฟือย และใช้จ่ายเงินเกินตัว ของชาวอเมริกัน บวกกับความโลภของนักเก็งกำไรจากทั่วโลก จะส่งผลกระทบลุกลามรุนแรงยิ่งกว่าคลื่นสึนามิเสียอีก

ไม่เพียงประเทศไอซ์แลนด์ เท่านั้น ที่ต้องเข้าโปรแกรมขอรับความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟ แลกกับเงินกู้ 2,100 ล้านดอลลาร์ ประเทศฮังการี ก็ขอกู้ไอเอ็มเอฟด้วยวงเงินเบื้องต้น 25,100 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ประเทศเบราลุส และปากีสถาน ก็กำลังอยู่ระหว่างการยื่นเรื่องขอความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟ เช่นเดียวกัน

ถ้าจะบอกว่าตลาดหุ้นไทย “พัง” ไปแล้วก็คงพูดไม่ผิด ถ้าวัดจากจุด “พีค” ในรอบ 10 ปี ที่ระดับ 924.70 จุดเมื่อปีที่แล้ว ลากลงมาถึงจุดต่ำสุด 383.63 จุด (อาจต่ำกว่านี้ได้อีก) SET Index ปรับลดลงมาแล้ว 58.51%

หุ้นบิ๊กแคปที่เคยเป็นหุ้นยอดนิยม หุ้นบลูชิพระดับสุดยอด ที่นักวิเคราะห์เคยแนะนำให้ลงทุนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นวันนี้ปรับตัวลดลงอย่างหนักเกือบทุกตัว ไม่เว้นแม้กระทั่ง หุ้น Defensive Stock ที่มีรายได้ที่แน่นอน ปัจจัยภายนอกมีผลกระทบต่อผลประกอบการในระดับต่ำ ก็ยังปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก

ในภาวะที่ “ของถูก” เกลื่อนตลาด ในมุมมองของนักลงทุนรายใหญ่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวในตลาดหุ้นมาอย่างโชกโชน พวกเขามีความคิดเห็นอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้

นายแพทย์บุญ วนาสิน ประธานกรรมการเครือราชธานี กรุ๊ป เจ้าของโรงพยาบาลปิยะเวทและธนบุรี และเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่มีประสบการณ์อย่างยาวนานในตลาดหุ้น ประเมินผ่าน กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า จุดต่ำสุดของ SET Index รอบนี้อาจยืนที่ 370 จุด “บวกลบ” แต่คงไม่มีทางลงไปลึกถึง 200 จุด

เหตุผลก็เพราะเศรษฐกิจของไทยยังแข็งแกร่ง และสถาบันการเงินไม่ได้รับความเสียหายเหมือนในสหรัฐอเมริกา และยุโรป ด้านการส่งออกก็ยังพอไปได้ธุรกิจยังไม่ถึงกับขาดทุน เพียงแต่กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนในปี 2552 อาจปรับตัวลดลงเท่านั้น

เมื่อประเมินจากหลายปัจจัย น.พ.บุญ มีความเห็นว่า ตลาดหุ้นช่วงนี้ (SET Index ต่ำกว่า 400 จุด) เป็นโอกาสดีของการลงทุน แต่ต้องเป็นการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investor) โดยมองการลงทุนระยะยาวประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี ดีกว่าเล่นแบบเก็งกำไรไปวันๆ เพราะหุ้นขนาดใหญ่หลายตัวมีราคาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานมากแล้ว เพียงแต่ต้องหาจังหวะเข้าลงทุนให้ดี (อย่าไล่ราคา) เพราะโอกาสที่ราคาหุ้นจะปรับตัวลดลงได้อีกยังมี

ข้อแนะนำของหมอบุญ ให้เลือกซื้อหุ้นที่มี “เงินสด” เต็มกระเป๋า จ่ายเงินปันผล “สูง” สม่ำเสมอ และในช่วงที่ผ่านมาผลประกอบการ “เติบโต” อย่างต่อเนื่อง หลังจากนั้นก็มาดูว่าราคาหุ้นต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานหรือยัง สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มองว่าต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานแล้วก็อย่างเช่น กลุ่มพลังงาน โรงไฟฟ้า รับเหมาก่อสร้าง ส่งออก และกล่มุอาหาร ฯลฯ

โดยเฉพาะหุ้นปตท. (PTT) และปูนซิเมนต์ไทย (SCC) สองตัวนี้มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเกิน 5% ซึ่งถือว่าสูงกว่านำเงินไปฝากธนาคาร แต่หากถือลงทุนเกิน 2 ปี ก็มีสิทธิได้ผลตอบแทนจากเงินปันผลมากกว่านี้

ในมุมมองของ เซียนหุ้นรายนี้ แนะนำให้หลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ แม้วันนี้ราคาหุ้นจะต่ำกว่าพื้นฐานแล้วก็ตาม เนื่องจากหุ้นกลุ่มนี้ยังมีความเสี่ยงเรื่องปัญหา “เอ็นพีแอล” (หนี้เสีย) จะตามมาในอนาคตซึ่งในปัจจุบันประเมินผลกระทบได้ยาก

ส่วนอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปี 2552 มองว่า จะอยู่ที่ประมาณ 2-3% โดยจะได้รับแรงหนุนจากโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจค) ที่จะเริ่มก่อสร้างหลายโครงการ ส่วนหนี้สาธารณะของไทยยังต่ำเพียง 30% ของจีดีพี จึงยังไม่น่าเป็นห่วง

“สำหรับคนที่คิดจะล้างพอร์ตในช่วงนี้ ผมขอบอกว่า คุณอาจเสียโอกาส เพราะลองคิดดูดีๆ จะเห็นราคาหุ้นขนาดใหญ่ลงมาต่ำแบบนี้ได้อีกเมื่อไร และต้องรอกันอีกกี่ปีถึงจะลงมาลึกแบบนี้ ฉะนั้นถ้ามีเงินเย็นก็ให้เลือกเก็บหุ้นดีๆ แล้วถือแบบลืมๆ ยังไงก็กำไร” น.พ.บุญ แนะนำ

ด้านการลงทุนส่วนตัว เจ้าของโรงพยาบาลปิยะเวท บอกว่า ตอนนี้เริ่มกลับเข้ามาซื้อขายในตลาดหุ้นไทยบ้างแล้ว แต่ยังมีสัดส่วนไม่มาก เพราะวันนี้ยังรู้สึกสนุกกับการซื้อขายหุ้นในตลาดต่างประเทศมากกว่า หมอทิ้งประเด็นให้คิดว่า ถ้าใครศึกษาตลาดหุ้นดูดีๆ จะพบว่า ช่วงนี้แหละ คือ “ขุมทอง..ขุมใหญ่”

ส่วนคำแนะนำการแบ่งเงินมาลงทุนนับตั้งแต่วันนี้ถึงปลายปี 2551 น.พ.บุญ กล่าวปิดท้ายว่า ถ้ามีเงิน 100 บาท ให้ลงทุนผ่านตลาดหุ้นเพียง 25 บาท และต้องเล่นในบัญชี “เงินสด” เท่านั้น ห้ามเล่นมาร์จินเด็ดขาด ถึงหุ้นจะถูกมากแล้วแต่ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ตราบใดที่ต่างชาติยังไม่หยุดขายหุ้นไทย แต่ถ้ารัฐบาลของแต่ละประเทศอัดฉีดเงินเข้าระบบนักลงทุนต่างชาติอาจคืนกลับมาในปี 2552

ทางด้าน ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร แนะนำการแบ่งเงินลงทุนว่า สำหรับนักลงทุนระยะยาวที่มีเงินสดอยู่ในมือจำนวนมาก สามารถแบ่งเงินประมาณ 50% เข้ามาเก็บหุ้นบูลชิพได้แล้ว แต่ต้องเลือกหุ้นที่ไม่อิงกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน แต่หากใครชื่นชอบหุ้นกลุ่มพลังงานก็แนะนำให้ไปลงทุนในกลุ่มปิโตรเคมีแทน (ราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาอย่างมาก) จะปลอดภัยกว่า

คำแนะนำสำหรับนักลงทุนที่ติดหุ้นบลูชิพราคาแพง ควรถือลงทุนไว้ก่อน เพราะถ้าขายหุ้นออกมาตอนนี้อาจเสียโอกาส เมื่อสถานการณ์ในสหรัฐอเมริกาเริ่มดีขึ้น และเศรษฐกิจเมืองไทยไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด ราคาหุ้นพื้นฐานดีๆ ก็อาจจะดีดตัวกลับขึ้นมาได้ เนื่องจากตลาดหุ้นรอบนี้มีจิตวิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่าทุกครั้ง ถ้าเป็นเช่นนั้นคุณจะเสียใจ และเสียดาย

“ภาวะตลาดช่วงที่มีความผันผวนสูงแบบนี้ไม่เหมาะกับนักเก็งกำไร เพราะจะมีความเสี่ยงสูงมาก เนื่องจากต่างชาติยังคงต้องการเทขายหุ้น แต่ตลาดหุ้นแบบนี้เหมาะกับนักลงทุนระยะยาวมากกว่า”

ด้าน สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล หรือ เสี่ยปู่ นักลงทุนรายใหญ่ระดับพันล้าน ที่ได้เปลี่ยนแนวทางการลงทุนมาเป็น Value Investor กล่าวว่า ถึงแม้จะไม่มีใครรู้ว่า SET Index จะ “ต่ำสุด” ตรงจุดไหน แต่กลยุทธ์การลงทุนของตนเองยังไม่เปลี่ยนไปจากเดิม คือ การหาจังหวะ “ซื้อของถูก” ในช่วงที่ตลาดปรับตัวลงแรงๆ โดยจะเลือกหุ้นที่มีค่า P/E เรโช ต่ำๆ และราคาต่ำกว่ามูลค่าหุ้นตามบัญชี (Book Value) ที่สำคัญต้องเป็นหุ้นที่มองแล้วว่ายังมีอนาคตก้าวไกล

ส่วนหุ้นที่ควรหลีกเลี่ยงคือหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่มองว่ายังมีความเสี่ยงอยู่ และ กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ หุ้นพวกนี้มีวัฎจักรธุรกิจยาว 10 ปี โอกาสจะทำกำไรในระยะสั้นถือว่าเลือนลางมาก

ถ้าถามว่า ทำไมวันนี้ เสี่ยปู่ ถึงยังยึดทฤษฎีเดิมๆ เป็นเพราะว่า เคยพลาดโอกาสแบบไม่อยากให้อภัยตัวเอง โดยย้อนกลับไปในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540

“ผมเคยซื้อหุ้น ธนาคารเกียรตินาคิน (KK) จำนวน 5 ล้านหุ้น ในราคา 1.50 บาท ซึ่งวิกฤติการเงินผ่านจุดเลวร้ายที่สุดไปแล้ว แต่วิกฤติที่ตามคือ วิกฤติเศรษฐกิจ ก็ได้ขายหุ้นออกมาทั้งหมด จากนั้นไม่นานราคาก็เด้งขึ้นไป 80 บาท ทำให้กลับมาคิดว่า ในวิกฤติมักมีโอกาสอยู่เสมอๆ ฉะนั้นเมื่อมีบทเรียนราคาแพงสอนใจทำให้ผมชอบเข้าซื้อหุ้นขนาดใหญ่ตอนเกิดวิกฤติ เพื่อถือระยะยาวมากกว่าลงทุนระยะสั้น”

เสี่ยปู่ กล่าวถึงการจัดพอร์ตลงทุนของตนเองว่า ตอนนี้ถ้ามีเงินสดอยู่ 100 บาท จะลงทุนผ่านตลาดหุ้นมากถึง 70 บาท ส่วนอีก 30 บาท จะกันเงินสดเอาไว้รอซื้อหุ้นที่น่าสนใจ เพราะตัวเองมีสโลแกนประจำใจ “รักหุ้นยิ่งชีพ” แต่ก็มีที่ต้อง Cut Loss ยอมขาดทุนออกมาบ้าง

เซียนหุ้นพันล้านรายนี้ ตั้งข้อสังเกตุว่า ถ้า SET Index มีรีบาวด์ขึ้นมารอบนี้ ส่วนตัวมองว่าตลาดยังลงได้อีก (ขึ้นเพื่อลงต่อ) เพราะวันนี้ฝรั่งขายหุ้นไทยออกมายังไม่หมด ยังเหลือหุ้นอีกมากที่หมุนเวียนอยู่ในตลาด เพราะฉะนั้นโอกาสที่หุ้นขนาดใหญ่ เช่น ปตท.สผ. (PTTEP) จะลงมา 40-50 บาท และปตท. (PTT) จะหลุด 100 บาทก็ยังมี

ด้าน สมเกียรติ วงศ์คุณทรัพย์ หรือ เสี่ยแตงโม (หาดใหญ่) นักลงทุนรายใหญ่ระดับแนวหน้าอีกคน บอกว่า วันนี้พอร์ตลงทุนของตนเองว่างเปล่ามาตั้งแต่เดือนกันยายน ที่ผ่านมาอล้ว ตราบใดที่ภาวะเศรษฐกิจโลก และการเมืองไทยยังไม่สงบ จะไม่เข้ามาเสี่ยงเด็ดขาด โอกาสขาดทุนยังมีอยู่สูง ที่สำคัญวันนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ว่า “จุดต่ำสุด” ของตลาดหุ้นจะอยู่ตรงไหน

ถ้าถามว่า SET Index มีโอกาสลงไป 200 จุด เหมือนเมื่อปี 2540 หรือไม่ สมเกียรติ บอกว่า คงยากที่จะทำนาย เพราะลำพังตัวเองยังเอาตัวไม่รอด ไม่เช่นนั้นคงไม่หยุดซื้อขายหุ้นในช่วงนี้หรอก ก่อนหน้านี้ก็ลงทุนในตลาดหุ้นเพียง 30% โดยเลือกเล่นเป็นตัวๆ ไป และเน้นถือเงินสด 70%

“ตราบใดที่การเมืองยังไม่จบ ซึ่งผมเชื่อว่าคงไม่สงบง่ายๆ คงยังไม่กลับเข้าตลาดหุ้นแน่นอน เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าการเมืองมีผลต่อตลาดหุ้นมากจริงๆ ถึงแม้ช่วงนี้จะหยุดเล่นหุ้นชั่วคราว แต่ก็นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ดูภาวะตลาดหุ้นทุกวัน และภาวนาว่าสักวันหนึ่งตลาดคงจะดีขึ้น”

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์

Advertisements