สัมภาษณ์ :
เปิดใจ”กวิน กาญจนพาสน์” “ธนายง”จะกลับมายิ่งใหญ่

อภิญญา มั่นช้อย

ความยิ่งใหญ่ในอดีตของ บริษัท ธนายง จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ติดอันดับต้นๆ ของประเทศไทย น้อยคนนักจะไม่รู้จัก ชื่อของ คีรี กาญจนพาสน์ ซึ่งโดดเด่นขึ้นอยู่แถวหน้าของนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ประสบความสำเร็จ เขาเป็นผู้บุกเบิกและปลุกปั้น “ธนาซิตี้” ให้เป็นมหานครใหม่ ย่าน กม. 14 ถนนบางนา-ตราด และธนายง เป็นบริษัทที่มีแลนด์แบงก์สะสมนับหมื่นไร่ ในหลากทำเลที่สามารถพลิกฟื้นกลับมาเป็นเงินได้ในทันที

แต่ด้วยเงื่อนไขทางเศรษฐกิจในปี 2540 ที่ประเทศไทยเผชิญวิกฤติต้มยำกุ้ง ทำให้แผนแม่บทการขยายตัวของธนายง ต้องหยุดชะงัก รายได้จากการขายคอนโดมิเนียม ที่เคยไหลเข้ามาจำนวนมาก ก็หยุดไปด้วย ขณะที่ ธนายง ก็เหมือนบริษัททั่วไปในขณะนั้น ที่แบกภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว จากการลอยตัวค่าเงินบาท

เมื่อตั้งหลักได้ ธนายง เริ่มการเจรจาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับธนาคารหลายๆ แห่ง ก่อนจะเดินเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการในปี 2545 และใช้เวลาอยู่ในแผนฟื้นฟูกิจการจนถึงวันที่ 14 พ.ย. 2549 หลังจากที่บริษัทประสบความสำเร็จตามแผนฟื้นฟูฯ ทั้งการเพิ่มทุน ลดทุน ดึงผู้ลงทุนรายใหม่เข้ามาถือหุ้น การขายสินทรัพย์ต่างๆ ทั้งที่ดิน หุ้นของบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (บีทีเอส) เพื่อระดมเงินชำระหนี้ จนทำให้หนี้สินลดลงจาก 8 หมื่นกว่าล้านบาทในปี 2548 เหลือเพียง 3 พันกว่าล้านบาทในปี 2551 จำนวนหนี้ที่ลดลงนั้น ธนายง ต้องแลกกับแลนด์แบงก์ที่หายไปจากการตีทรัพย์ชำระหนี้ จนเหลือในขณะนี้ประมาณ 3-4 พันไร่

หลังออกจากแผนฟื้นฟูกิจการได้ไม่นาน คีรี ก็เริ่มปล่อยวางจากธนายง และหันไปดูแลบีทีเอสอย่างเต็มตัว ขณะที่ธนายง ก็ปล่อยให้ทายาทคนสำคัญ กวิน กาญจนพาสน์ เข้ามาเป็นแม่ทัพใหญ่ บนเก้าอี้กรรมการผู้จัดการใหญ่ ขณะที่ คีรี ผันตัวเขาเองขึ้นไปเป็นประธานกรรมการบริหาร โดยมี รังสิน กฤตลักษณ์ กรรมการบริษัทธนายง ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้แก่ “กวิน” ในช่วงที่มีการเปลี่ยนถ่ายเลือดดังกล่าว

“ผมเข้ามารับงานแทนคุณพ่อ ประมาณปีกว่าๆ แล้ว ซึ่งตอนที่เข้ามาตอนแรก ผมตั้งเป้าไว้ว่าจะนำธนายงกลับมายืนในจุดเดิม ที่เป็นเบอร์ 2 ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้ได้ภายใน 8 ปี แต่ตอนนี้ทุกอย่างเริ่มเข้าที่ ทำให้ผมมั่นใจว่า เป้าหมายที่ตั้งไว้นั้นจะสำเร็จภายใน 5 ปีเท่านั้น” กวิน กาญจนพาสน์ ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”

กวิน บอกว่าในปี 2553 ธนายง จะกลับออกมาวิ่งได้ เป็นพัฒนาการที่ดีขึ้นจากก่อนหน้านี้ที่เน้นการทำธุรกิจในลักษณะประคองตัวเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ ในขณะเดียวกัน เป็นการเตรียมตัวเพื่อขยายธุรกิจอย่างเต็มตัวเมื่อมีความพร้อม

การบุกธุรกิจของ ธนายง รอบนี้ กวิน บอกว่า จะมีเป้าหมายอย่างชัดเจน จะล็อกเป้าไว้ที่ 3 ธุรกิจหลัก คือ 1.ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 2.ธุรกิจโรงแรมและการบริหารโรงแรม และ 3.ธุรกิจบริหารโครงการรวมถึงรับเหมาก่อสร้าง โดยแต่ละธุรกิจจะมีการร่วมทุนกับพันธมิตรฝ่ายละ 50% มาดำเนินการ

กวิน บอกว่า ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จะยังเป็นแหล่งรายได้หลักที่เกิน 50% ของรายได้รวมที่ปีนี้คาดว่ารายได้รวมจะอยู่ประมาณ 3 พันล้านบาท ซึ่งมีหลายโครงการที่จะดำเนินการ โดยจุดแรกจะลงทุนอีก 200 ล้านบาท ในการ Renovate โครงการธนาซิตี้ ที่ปัจจุบันยังเหลืออยู่ประมาณ 200 ยูนิต โดยจะใช้คอนเซปต์ Sport Club มาเป็นจุดขาย โดยจะปรับปรุงสนามกอล์ฟธนาซิตี้ ให้เป็นสนามกอล์ฟเกรด A

“Sport Club ซึ่งรวมสนามกอล์ฟด้วย จะมีเนื้อที่รวมกันประมาณ 3 หมื่นตารางเมตร ซึ่งปีหน้าเราจะดึงมาดูแลเอง และเชื่อว่าจะเป็นการต่อยอดโครงการในธนาซิตี้ การลงทุนในครั้งนี้จะช่วยต่อยอดธุรกิจโครงการธนาซิตี้ได้อย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะจะทำให้ที่ดินบริเวณดังกล่าวกว่า 100 ไร่ มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น เราเองก็มีแผนที่จะตัดขายที่ดินดังกล่าว และพัฒนาเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ขึ้นมาด้วย”

กวิน บอกว่า ในสายของธุรกิจโรงแรมและการบริหารโรงแรม ที่จะเป็นแหล่งรายได้ที่มีแนวโน้มสดใส ดำเนินการโดยบริษัท เมืองทอง แอสเซ็ทส์ จำกัด ซึ่งปัจจุบันเป็นเจ้าของโรงแรม ยู เชียงใหม่ โรงแรมระดับ 4 ดาว ขนาด 41 ห้อง ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยต่อปี 30-40% และเร็วๆ นี้ ก็จะมี ยู ภูเก็ต รวมทั้ง ยู เขาใหญ่ ด้วย

นอกจากนี้ บริษัทได้ซื้อที่ดิน จ.ภูเก็ต 450 ไร่ มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาโครงการภายใต้บริษัทกมลาบีช รีสอร์ท แอนด์ โฮเต็ล ที่จะร่วมทุนกับบริษัท วินนิงตัน แคปปิตอล จำกัด ซึ่งในวันที่ 24 ก.ค.นี้ จะขอมติจากผู้ถือหุ้นสำหรับโครงการ Swap หุ้นระหว่างกัน อย่างไรก็ตาม บริษัทมีแผนที่จะแบ่งพื้นที่ดังกล่าวประมาณ 40-50 ไร่ พัฒนาเป็นโครงการคอมเพล็กซ์ขนาดเล็กที่มีทั้งห้างสรรพสินค้า และโรงแรมภายใต้แบรนด์ “ยู”

กวิน มั่นใจว่า การรุกธุรกิจโรงแรมและรับจ้างบริหาร ภายใต้แบรนด์ “ยู” จะมีการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง เพราะจากโครงการ “ยู” เชียงใหม่ ถือว่าประสบความสำเร็จค่อนข้างมาก เพราะขณะนี้ มียอดการพักประมาณ 30-40% ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเปรียบเทียบผู้ประกอบการรายอื่น และจากเดิมมีแผนที่จะเปิดโรงแรมประมาณ 10 แห่งทั่วประเทศ ภายใน 5 ปี แต่หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองภายใน ทำให้ต้องปรับแผนหันไปบุกตลาดภูมิภาคเอเชียด้วย ซึ่งที่ผ่านมา บริษัทลงนามรับจ้างบริหารโรงแรมที่ประเทศเวียดนาม 6 โรงแรม เป็นแบรนด์ ยู 4 แห่ง และปีหน้า มีแผนที่จะบุกอินเดีย และกัมพูชา

ส่วนธุรกิจบริหารโครงการและรับเหมาก่อสร้างนั้น บริษัทได้ร่วมทุนกับพันธมิตรในฮ่องกง คือ บริษัท ฮิบเฮง โอเวอร์ซี จำกัด ในการจัดตั้งบริษัท ฮิบเฮง คอนสตรัคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (ฮิบเฮง) เพื่อทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง โดยมีงานที่ดำเนินการ คือ บ้านเอื้ออาทร และโครงการโรงแรมโฟร์พอยท์ เชอราตัน ใกล้สถานีรถไฟฟ้าสุรศักดิ์ มูลค่าโครงการประมาณ 2.2 พันล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2554

“ปีหน้าผมมั่นใจว่า ธนายง พร้อมที่จะวิ่งแข่งได้แล้ว การกลับมารอบนี้ เราจะเป็น New ธนายง ของทุกอย่างจะต้องขายได้ เพราะแต่ละโครงการจะมีความแตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่น ซึ่งตอนนี้บอกไม่ได้รอให้ทุกอย่างพร้อมก่อน และตอนนี้ก็มีหลายโปรเจคที่พร้อมจะออก เพราะเรามีที่ดินเปล่าที่รอการพัฒนาและไม่ได้ติดจำนองสถาบันการเงิน 3-4 พันไร่ รอแค่สถานการณ์ให้เอื้ออำนวยเท่านั้น” กวิน กล่าว

ในส่วนของภาระหนี้สินที่ยังเหลืออยู่ประมาณ 3 พันล้านบาทนั้น กวิน บอกว่า ตามแผนปรับโครงสร้างหนี้ ภายในปีนี้ บริษัทจะมีการตีทรัพย์ชำระหนี้เพิ่มอีกประมาณ 1 พันล้านบาท และมีเจ้าหนี้อีก 2-3 ราย ซึ่งกำลังเจรจาเพื่อชำระหนี้ประมาณ 1 พันล้านบาท โดยจะขอแฮร์คัตหนี้ และเมื่อหักกับหลักประกันที่มีอยู่ จะทำให้บริษัทต้องชำระหนี้ก่อนนี้เป็นเงินสดไม่น่าจะเกิน 200 ล้านบาท สุดท้ายภายในสิ้นปีนี้จะทำให้หนี้เหลือเพียง 700-800 ล้านบาทเท่านั้น

เขาบอกว่า จากภาระหนี้สินเพียง 700-800 ล้านบาทนั้น ทำให้บริษัทมีความคล่องตัวในการทำธุรกิจมากขึ้น และหากจะมีการเปิดโครงการใหม่ๆ ในอนาคตก็ไม่มีปัญหา เพราะปัจจุบันบริษัทยังได้รับความไว้วางใจจากสถาบันการเงินชั้นนำของประเทศอย่างธนาคารกรุงเทพ ที่พร้อมจะสนับสนุนเงินกู้

แนวโน้มผลการดำเนินงานในปีนี้ ธนายง ตั้งเป้าว่าจะมีรายได้รวมประมาณ 2-3 พันล้านบาท ซึ่งสัดส่วนรายได้ประมาณ 50% จะมาจากการโครงการเดิมที่มีอยู่ และมีสัดส่วนรายได้จากการรับเหมาก่อสร้าง ส่วนในปีหน้าผลงานจะก้าวกระโดดหรือไม่นั้น คงต้องรอประเมินสถานการณ์อีกครั้ง เพราะยังต้องรอดูปัจจัยการเมืองภายในประเทศประกอบด้วย

Advertisements