เลิกหวังหุ้นรับเหมาฯ
กูรูเมินผลตอบแทนต่ำแค่4-5% จาก efinancethai.com

กลุ่มรับเหมาฯ สลดผลงาน 10 บริษัท โค้ง 3 ขาดทุนรวมกว่า 2,066 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 948.5 % ITD กระอักพลิกเป็นขาดทุนถึง 1,412% แต่ NWR กำไรดีสุดเพิ่มขึ้น 141,550 % โบรกฯ มองทั้งกลุ่มยังไม่น่าสนแม้โครงการรถไฟ้ฟ้ามีความชัดเจน แต่เพราะรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ แถมราคาหุ้นปรับตัวลดลง รวมถึงให้ตอบแทนค่อนข้างต่ำเพียง 4-5% แนะเลือกเล่นเป็นรายตัวที่พื้นฐานดี-ปันผลเด่น ชู ITD ,CK และ STEC เหมาะเก็งกำไรช่วงเปิดประมูลรถไฟฟ้าสายสีม่วง ในช่วงเดือนธ.ค.นี้

จากการรวบรวมผลประกอบการของกลุ่มรับเหมาก่อสร้างในQ3/2551 จำนวน 10 แห่ง พบว่ามีผลขาดทุนรวม 2,066.40 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับQ3/50 ที่มีกำไรสุทธิ 243.67 ล้านบาท ลดลง 2,310.13 ล้านบาท หรือ 948.5 % โดยบริษัทที่มีกำไรลดลงมากสุด ได้แก่ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) พลิกเป็นขาดทุน 1,997.44 ล้านบาท จากกำไร 132.08 ล้านบาทในช่วงเดียวกันปีก่อน ลดลง 1,865.36 ล้านบาท หรือลดลง 1,412.29 % รองลงมา บริษัท แอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ASCON ซึ่ง Q3/51 พลิกเป็นขาดทุน 90.30 ล้านบาท เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนมีกำไรสุทธิ 6.17 ล้านบาท ลดลง 84.13 ล้านบาท หรือ 1,363.53 % และตามมาด้วยบริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ PLE พลิกมาเป็นขาดทุนสุทธิ 402.56 ล้านบาท เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนมีกำไรสุทธิ 127.44 ล้านบาท ลดลง 275.12 ล้านบาท หรือ 215.88% ส่วนบริษัทที่มีกำไรเพิ่มขึ้นมากที่สุดได้แก่ บมจ.เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด(มหาชน) หรือ NWR พลิกเป็นมีกำไร 28.33 ล้านบาท จากขาดทุน 0.02 ล้านบาทเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้น 28.31 ล้านบาท หรือ 141,550 % บมจ.ซินเท็ค คอนสตรัคชั่น หรือ SYNTEC กำไรสุทธิอยู่ที่ 93.37 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 38.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55.30 ล้านบาท หรือ 145.24% และบริษัท ช. การช่าง จำกัด (มหาชน) (CK) พลิกมาเป็นกำไร 215.85 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อนขาดทุน 240.98 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 456.83 ล้านบาท หรือ 189.57%

ตารางแสดงผลประกอบการกลุ่มรับเหมาก่อสร้างไตรมาส 3/2551

บริษัท Q3/51 Q3/50 เปลี่ยนแปลง %

ITD -1,997.44 132.08 -1,865.36 1,412.29
ASCON -90.30 6.17 -84.13 1,363.53
PLE -402.56 127.44 -275.12 215.88
NWR 28.33 -0.02 28.31 141,550
SYNTEC 93.37 38.07 55.30 145.24
CK 215.85 -240.98 456.83 189.57
CNT 26.08 15.55 10.53 67.71
SEAFCO 4.10 -31.62 27.52 87.03
STEC 44.26 142.71 -98.45 4
EMC 11.85 54.27 -42.42 7

รวม -2,066.46 243.67 -2,310.13 948.05

ดัชนีฯ ตลาดหุ้นไทยในช่วงเช้าที่ผ่านมาแกว่งตัวในกรอบแคบๆ เพราะได้รับแรงกดดันจากตลาดหุ้นต่างประเทศที่ยังคงกังวลภาวะเศรษฐกิจถดถอย และได้ทยอยลุกลามในทุกทั่วภูมิภาค โดยจะเห็นได้ว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาต่างชาติขายสุทธิในส่วนของตลาดหุ้นไทยคิดเป็นมูลค่า 59 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2,063 ล้านบาท และเมื่อพิจารณาจากช่วงต้นปีนี้พบว่านักลงทุนต่างชาติเทขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยคิดเป็นมูลค่า 4,179 ล้านดอลลาร์ หรือราว 146,193 ล้านบาท ดังนั้นจึงกดดันาคาให้ราคาหุ้นหลายๆ กลุ่มปรับตัวลดลงตาม รวมถึงกลุ่มรับเหมาด้วย ตลาดหุ้นไทยวันนี้ดัชนีฯ ปิดที่ 434.21 จุด เพิ่มขึ้น 4.24 จุด หรือ 0.99% มีมูลค่าการซื้อขายรวม 7,044.45 ล้านบาท สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 532.32 ล้านบาท, นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 574.28 ล้านบาท และนักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ 50.96 ล้านบาท

***เซียนหุ้นแนะเก็งกำไร ITD-CK-STEC รอประมูลรถไฟฟ้าสายสีม่วง
นายวีระชัย ครองสามสี ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.ฟาร์อีสท์ กล่าวว่าทิศทางธุรกิจกลุ่มรับเหมาก่อสร้างในไตรมาส4/2551และปี 2552 จะได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทั้งนี้ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่เผชิญวิกฤตอย่างหนักทั้งสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นเยอรมันและออสเตรเลีย ทำให้การก่อสร้างโครงการใหม่ทั่วโลกชะลอลงเพื่อสอดรับกับดีมานด์ที่หดตัวจากความไม่เชื่อมั่นและสภาพคล่องในระบบการเงินที่หายไปมาก ทำให้งานก่อสร้างใหม่ลดลง การแข่งขันประมูลของผู้ประกอบการก็สูงขึ้นซึ่งฉุดรั้งให้กำไรขั้นต้นลดต่ำลง ผลประกอบการจึงน่าจะไม่เห็นการเติบโตที่โดดเด่น
อย่างไรก็ตามโครงการเมกะโปรเจ็กโดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ ที่มีการเปิดซองประมูลงานน่าจะเป็นปัจจัยบวกที่เข้ามากระตุ้นจิตวิทยาการลงทุนในหุ้นรับเหมาก่อสร้างให้คึกคักขึ้นได้จากการเข้ามาเก็งกำไรในช่วงสั้นๆ ท่ามกลางตลาดฯ ที่ขาดข่าวดีและมีภาพลบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย หุ้นที่มีปัจจัยผลักดันเฉพาะตัวน่าจะมีแรงซื้อเข้ามาตอบรับข่าวดี นอกจากนี้ราคาต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวลดลงจะทำให้อัตรากำไรขั้นต้นในปีหน้าดีขึ้น ซึ่งอาจชดเชยกับกำไรขั้นต้นที่อาจลดลงจากการแข่งขันประมูลงานที่สูงขึ้น รวมทั้งการที่รัฐบาลพยายามผลักดันโครงการต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้กลุ่มรับเหมามีโอกาสได้งานมากขึ้น การลงทุนในกลุ่มรับเหมาจึงเป็นลักษณะเข้าเก็งกำไรรายตัว
ทั้งนี้ประเมินว่าหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ที่มีโอกาสชนะการประมูลรถไฟฟ้าสู งอย่าง ITD ,CK และ STEC น่าสนใจในการเข้าเก็งกำไรในช่วงเปิดประมูลรถไฟฟ้าสายสีม่วง ซึ่งจะทราบผลในเดือนธันวาคม ซึ่งหุ้นดังกล่าวมีประสบการณ์ในการทำงานภาครัฐและมีเครื่องจักรอุปกรณ์พร้อมก่อสร้างในมือจึงมีต้นทุนต่ำกว่าผู้รับเหมารายอื่น

***โบรกฯ ทำนายปีหน้าหุ้นเหมาตีปีก หลังต้นทุนวูบตามน้ำมัน
ด้านนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2551 หุ้นกลุ่มรับเหมา มองว่าบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ STEC กำไรน่าจะออกมาดีที่สุด โดยพิจารณาจากงานในมือ(Blacklog )ที่มีมาร์จิ้นไม่ดีได้ทยอยรับรู้ไปหมดแล้วในช่วงปี 2550 จนถึงงวดไตรมาส 3/2551 ขณะที่ Blacklog ใหม่ๆ ที่ได้รับมามาร์จิ้นอยู่ที่ประมาณ 10% ซึ่งถือว่าอยู่ในทิศทางที่ดีและน่าจะช่วยให้อัตรากำไรขั้นต้น หรือ Gross profit magin มีแนวโน้มที่จะอยู่ในเกณฑ์ที่ดีด้วย ทั้งนี้คาดการณ์กำไรในปี 2552 ของ STEC ไว้ที่ 174 ล้านบาท และกำไรในปีนี้ไว้ที่ 120 ล้านบาท
” Q4/51 หากจะดูเป็นตัวๆ ตาม หรือหมายเหตุ ITD มีการประมินต้นทุนใหม่ จึงมีความเสี่ยงเรื่องบันทึกต้นทุนใหม่ ขณะที่ CK หากไม่มีรายการพิเศษเข้ามาช่วยก็ดูแนวโน้มไม่ดี เพราะว่าธุรกิจหลักยังขาดทุน ส่วนของ STEC มาร์จิ้นดี อยู่เรื่อย เพราะ Blacklog มาร์จิ้นต่ำรับรู้ไปแล้วในปี 50-51 เกือบหมดแล้ว งานที่เข้ามาใหม่มาร์จิ้นก็อยู่ประมาณ 10% ก็ส่งผลให้ Gross profit margin ดีขึ้น ” นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าว
ในส่วนของบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK และ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ผลประกอบการยังไม่โดดเด่นมากนัก โดยในส่วนของ ITD อยู่ระหว่างประเมินต้นทุนใหม่สำหรับโครงการในต่างประเทศ โดยคาดว่าจะทำให้ต้องบันทึกต้นทุนที่สูงขึ้นอีกในไตรมาส 4/51 และอาจจะมีความเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่ CK ผลประกอบการมีแนวโน้มไม่ดี หากไม่มีรายการพิเศษเข้ามาช่วยหนุน เพราะธุรกิจหลักก็ยังคงขาดทุนอยู่อย่างต่อเนื่อง
สำหรับแนวโน้มในปี 2552 ผู้ประกอบการกลุ่มรับเหมาน่าจะได้รับประโยชน์จากโครงการที่ต้นทุนค่าก่อสร้างที่ลดลง ตามทิศทางของราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง แม้ว่ารายได้จากค่าก่อสร้างอาจจะลดลงบ้าง โดยเป็นไปตามทิศทางเดียวกันกับงานโครงการใหม่ๆ ที่ในช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการรับมาค่อนข้างน้อย แต่ในแง่ของมารจิ้นก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี แม้มูลงานที่มีอยู่อาจจะไม่มากนัก
“ภาพของโครงการเมกกะโปรเจ็ก ไม่ค่อยชัดเจนมากนัก โดยรัฐบาลเองก็ไม่ค่อยมีการสานต่องานโครงการต่างๆ ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะเกิดกับกลุ่มผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้าง คือ การชะลอของงานที่ดำเนินการอยู่อาจจะมากขึ้น ขณะที่ปัจจัยอีกหนึ่งปัจจัยที่น่ากังวล คือ หากภาคเอกชนเผชิญกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจก็อาจจะมีความเสี่ยงในแง่ของการผิดนัดชำระหนี้ของลูกค้า”นักวิเคราะห์ กล่าว

***โบรกฯ ชู STEC เด่นสุด
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ภาพรวมหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างในปี 2552 ถือว่าไม่สดใสนัก เพราะภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวส่งผลให้การก่อสร้างโครงการใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างในต่างประเทศที่จะลดลง เนื่องจากประเทศผู้นำเศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบจากวิกฤตภาคการเงิน ทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรปทำให้ผู้ประกอบการขาดความเชื่อมั่นและระมัดระวังที่จะขยายโครงการการก่อสร้างใหญ่ จึงไม่น่าจะเกิดขึ้น ซึ่งหุ้นที่รับงานต่างประเทศและจะได้รับผลเชิงลบจากงานโครงการที่ลดลงจะเป็น PLE และ ITD ซึ่งมีสัดส่วนงานต่างประเทศมากกว่ารายอื่นๆ
ในขณะที่ปัจจัยภายในประเทศก็ไม่เอื้ออำนวยต่อการลงทุน แม้จะมีประเด็นการประมูลโครงการรถไฟฟ้าเข้ามาเป็นระยะแต่ด้วยการเมืองที่มีความเสี่ยงและรัฐบาลที่ขาดเสถียรภาพอาจนำมาซึ่งความล่าช้าของโครงการเมกะโปรเจ็กต่างๆ ดังจะเห็นได้ว่าการเปิดซองประมูลหรือการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในแต่ละขั้นตอนไม่มีความแน่นอน จึงถือเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมากกว่าปัจจัยบวก ในขณะปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองทำให้รัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจและการจ้างงานของประเทศมากนัก นอกจากนี้กำลังซื้อของลูกค้าธุรกิจก่อสร้างภาคเอกชนก็หดหายลงไปหลังจากที่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดต่ำลง
สำหรับหุ้นที่มีความแข็งแกร่งกว่าภาพรวมอุตสาหกรรมประเมินว่าเป็น STEC ที่จะมีอัตราการเติบโตของกำไรขั้นต้นสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดในปีหน้าเนื่องจากได้ทยอยรับรู้โครงการก่อสร้างที่อัตรากำไรขั้นต้นต่ำมากคือโครงการแอร์พอร์ตลิงค์หรือ Airport Rail Link เข้ามาหมดภายในไตรมาส1/2551 และบริษัทไม่จำเป็นในการตั้งสำรองผลขาดทุนจากโครงการ Airport Rail Link และศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะดังเช่นที่เกิดขึ้นและหลังจากนั้นโครงการที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูง ๆ จะเข้ามามาก ทำให้แนวโน้มอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นจะเกิดขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี 2552 แนวโน้มผลประกอบการจึงน่าจะฟื้นตัวขึ้นได้ นอกจากนี้ STEC ถือว่ามีอัตราส่วนหนี้สินต่ำมากเมื่อเทียบกับ ITD ,CK ทำให้ปลอดความเสี่ยงจากภาระหนี้สิน ตลอดจนเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีแนวโน้มสูงที่จะชนะประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงแนะนำซื้อเก็งกำไร ราคาเหมาะสม 3 บาท
ทั้งนี้ในส่วนของ CK คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 4/2551 อาจมีขาดทุนสุทธิให้เห็นอีก หลังจากไม่ได้บันทึกกำไรพิเศษเข้ามาเช่นไตรมาส 3 เพราะหากไม่นับกำไรจากรายการพิเศษนี้ บริษัทมีขาดทุน 194 ล้านบาทในไตรมาส3/2551 อีกทั้งยังกังวลในเรื่องที่บริษัทมีงานก่อสร้างในมือที่ลดลง และอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนที่เพิ่มขึ้น เพราะความเสี่ยงทางการเงินจะยิ่งเพิ่ม ทางด้าน ITD มีปัจจัยลบเรื่องอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก สะท้อนความเสี่ยงด้านการเงินที่สูงหลังจากออกหุ้นกู้มาเป็นจำนวนมากซึ่งเพิ่มสถานะหนี้ของบริษัทให้เพิ่มขึ้น โดยในปีหน้าที่เศรษฐกิจจะตกต่ำลงมากการ Refinance หนี้อาจเป็นไปได้ลำบาก
อย่างไรก็ตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจะทำให้โครงการก่อสร้างลดลง ซึ่งเป็นการเพิ่มระดับการแข่งขันในการเข้าประมูลโครงการซึ่งจะกดดันให้อัตรากำไรขั้นต้นในแต่ละงานออกมาต่ำมาก คำแนะนำของทั้งกลุ่มรับเหมาจึงเป็นการลงทุนในระดับความน่าลงทุนต่ำกว่าตลาดฯ หรือ Underweight

***หุ้นรับเหมายังไม่เตะตา หลังเมกะโปรเจ็กล่าช้า
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.นครหลวงไทย กล่าวถึงแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2551 และในปี 2552 หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างว่า คงจะไม่โดดเด่นมากนัก แม้มาร์จิ้นโดยรวมจะดีขึ้น เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาต้นทุน โดยเฉพาะในส่วนของราคาน้ำมันได้ปรับตัวลดลงมาค่อนข้างมาก แต่อย่างไรก็ตามเมื่อประเมินภาพความต้องการในภาคอุปสงค์ ทางการก่อสร้างพบว่ายังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวขึ้นมาอย่างชัดเจน ดังนั้นจึงสะท้อนไปยังภาพรวมของการลงทุนที่ยังไม่น่าสนใจ
“งบการเงินในช่วงไตรมาส4/51 รวมถึงปีหน้าของกลุ่มรับเหมาฯ ผลงานคงไม่โดดเด่น แม้ว่ามาร์จิ้นจะดีขึ้นเพราะได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ลดลง ทำให้ cost โดยรวมของการดำเนินงานดีขึ้น แต่สิ่งที่ยังไม่เห็นคือ การฟื้นตัวของอุปสงค์ของภาคการก่อสร้าง โดยภาพรวมของการลงทุนอาจไม่น่าสนใจที่จะเข้าไปลงทุน ส่วนที่มีประเด็นในการลงทุนก็จะเป็นเรื่องของโครงการรถไฟฟ้า แต่ก็ต้องยอมรับว่ารัฐบาลก็ยังวุ่นวายกับการจัดการเรื่องของตัวเองอยู่จึงยังไม่มีความชัดเจนอะไร “นักวิเคราะห์กล่าว
สำหรับงานโครงการเมกะโปรเจ็กที่ภาครัฐจะเร่งดำเนินงานต่อในปี 2552 นั้นมองว่าการลงทุนในแต่ละโครงการล่าช้าออกไป เพราะรัฐบาลไม่ค่อยมีเสถียรภาพแต่หากเกิดการลงทุนในโครงการเมกโปรเจ็กทั้งในส่วนของโครงการรถไฟฟ้าหรือ การลงทุนภาคส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ก็คงต้องมาพิจารณาถึงราคาที่ผู้ประกอบการเสนอไปว่า ผู้ที่ชนะการประกวดราคาจะสามารถทำกำไรในโครงการแต่ละโครงการนั้นได้มากน้อยเพียงใด
ส่วนกลยุทธ์การลงทุนมองว่า การลงทุนในหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างยังไม่น่าสนใจ แม้ราคาวัสดุก่อสร้างจะปรับตัวลดลง การรับรู้รายได้งานภาครัฐกับภาคเอกชนยังไม่โดดเด่นหรือมีความชัดเจนเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้คาดว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2551 ของหุ้นกลุ่มรับเหมาฯ จะไม่โดดเด่น ขณะที่อัตราผลตอบแทนในเงินปันผลไม่ถึง 4-5% ดังนั้นจึงแนะนำ เลือกลงทุนเป็นรายตัวที่พื้นฐานดี และจ่ายปันผลระดับสูง

***แนวโน้มQ4/51หุ้นรับเหมายังเป็นขาลง
นายรณกฤต สารินวงศ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.แอ๊ดคินซัน กล่าวว่า แนวโน้มภาพรวมหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างในไตรมาส 4/51น่าจะประสบปัญหาจากผลกระทบการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่จะส่งผลให้งานใหม่ๆ ที่จะเข้ามาจากต่างประเทศลดลง แม้ความสามารถในการทำกำไรที่เพิ่มขึ้นจากราคาเหล็กที่ลดลง ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนในการดำเนินงานลดลง ขณะที่ภาพรวมหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างในปี 2552 เชื่อว่ารายได้จะยังคงชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง แต่ขณะที่ผลประกอบการน่าจะปรับตัวดีขึ้นจากต้นทุนเหล็กที่ลดลง อีกทั้งเมื่อเปรียบเทียบกับปีนี้ที่ผลประกอบการที่ติดลบซึ่งจะเป็นแค่เพียงการเริ่มฟื้นตัวเพียงเท่านั้น
ด้านปัจจัยในประเทศจากความเชื่อมั่นที่ลดลง จากปัญหาทางการเมืองที่มียังไม่สงบอย่างแท้จริง อีกทั้งรัฐบาลที่ยังไร้เสถียรภาพ และความไม่แน่นอนของอายุรัฐบาลอาจส่งผลกระทบให้เกิดความล่าช้าของโครงการต่างๆ แม้โครงการเมกะโปรเจคต์ที่ได้เริ่มมีความคืบหน้าบ้างแล้ว และสามารถดำเนินการบางส่วนได้ในปีหน้าจะได้การประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ เข้ามาเป็นลำดับ แต่อย่างไรก็ตามขั้นตอนการดำเนินงานอาทิ เช่น การโอนคืนที่ดินกลับมาเพื่อดำเนินโครงการยังต้องใช้เวลาและมีขั้นตอนต่างๆ อีกมากกว่าจะได้เห็น จึงถือเป็นตัวแปรที่กดดันต่อธุรกิจรับเหมาก่อสร้างต่อไป
สำหรับหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างที่ยังมีโอกาสเติบโตเพียงบริษัทเดียวได้แก่ บมจ.ซินเท็ค คอนสตรัคชั่น หรือ SYNTEC ที่ในไตรมาส 3/2551 มีกำไร 93 ล้านบาท ซึ่งถือว่ากำไรไตรมาสเดียวสูงกว่า 6 เดือนเสียอีก ส่งผลให้ต้องมีการปรับประมาณการกำไรทั้งปีใหม่ ซึ่งมองว่าเป็นหุ้นรับเหมาที่น่าจะมีกำไรโดดเด่นที่สุดไปถึงปีหน้า นอกจากนี้คาดว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2551 นอกจากรายได้จากงานปกติ แล้วจะมีการรับรู้กำไรจากการได้คืนหนี้จากการฟ้องร้องในโครงการ เดอะเซลล์อีกประมาณ 100 ล้านบาท หลังจากได้รับมาบางส่วนในไตรมาส 3/2551 ซึ่งอาจจะทำให้กำไรเพิ่มขึ้นกว่าที่คาดการณ์กันไว้เกือบเท่าตัว ดังนั้นจึงแนะนำซื้อลงทุนให้ราคาเหมาะปี 52 ที่ 1.30 บาท

Advertisements