January effect แค่ภาพลวงตา

January effect นำพาหุ้นไทยเหินฟ้าบวกกว่า 6% ต่างชาติขนเงินช้อปหุ้นไทยสนุกมือดันบิ๊กแคปบวกกระจาย เซียนหุ้นเตือนระวังหุ้นบวกแค่ภาพลวงตา มองดัชนีฯเดือนนี้ขึ้นแค่ 3 สัปดาห์ หากวิ่งชน 500 จุดเลิกเล่น ช่วงนี้แนะนำถือ และ Let Profit Run

เอาฤกษ์เอาชัยกันตั้งแต่เปิดศักราชใหม่เลยทีเดียวสำหรับดัชนีตลาดหุ้นไทย เพียงแค่วันทำการแรกของปี 2552 วันเดียวดัชนีฯปรับตัวเพิ่มขึ้น 28.73 จุด หรือ 6.39% มาปิดที่ 478.69 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 18,595.66 ล้านบาท งานนี้เซียนหุ้นต่างมองว่าเป็นผลของปรากฎการณ์ January Effect ที่มีเม็ดเงินเข้ามาซื้อเก็งกำไรหุ้นมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ล้วนๆ เพราะทั้ง BANPU,PTT,PTTEP,SCC ต่างปรับตัวขึ้นมายืนในแดนบวกกันถ้วนหน้า
อีกส่วนหนึ่งน่าจะเป็นแรงซื้อจากความคาดหวังว่า นายบารัค โอบามา จะเสนอนโยบายกระตุ้นเพิ่มเติมที่จะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจสหรัฐพ้นจากสภาวะถดถอยได้ ภายหลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 มกราคมนี้ ขณะที่การเมืองในประเทศรัฐบาลได้เริ่มเดินหน้านโยบายบริหารประเทศทันทีหลังแถลงนโยบายได้สำเร็จในช่วงปลายปีที่ผ่านมา จึงทำให้เกิดมุมมองเชิงบวกต่อการฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศ ซึ่งเป็นแรงกระตุ้นการลงทุนได้ในช่วงสั้น
อย่างไรก็ดี แม้ว่าดัชนีฯจะปรับตัวขึ้นแรงแต่นักลงทุนจะชะล่าใจมิได้ บทวิเคราะห์ บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส ระบุว่า โครงสร้างหลักของ SET ยังเป็นลบ แต่ระยะสั้นมากเป็นบวกเล็กๆ ทำให้ดัชนีมีแนวโน้มแกว่งแบบน้ำหนักลง แต่มีรีบาวน์ก่อนลงต่ำได้ แนวรับสั้นๆ 420-410 จุด (ระดับต่ำกว่า 380 จุดยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้ในระยะกลาง)
โดยวานนี้นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 949.21 ล้านบาท นักลงทุนสถาบัน ซื้อสุทธิ 1,926.03 ล้านบาท นักลงทุนทั่วไป ขายสุทธิ 2,875.24 ล้านบาท
ด้านบทวิเคราะห์ บล.ทรีนีตี้ ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสขึ้นตามตลาดต่างประเทศ แม้จะตกรถไปจากการหยุดทำการในวันที่ 2 ม.ค.52 ดาวโจนส์ทะยานขึ้น 258 จุด เป็น 9,034 จุด โดยเชื่อว่าโอกาสของการเข้าซื้อขายเก็งกำไรหุ้นไปจนถึง 15 ม.ค.52 ยังน่าจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ และคงไปถึง 466 จุด ตามการคาดการณ์ของฝ่ายวิเคราะห์ เพราะ 1.เงิน LTF-RMF ที่คาดว่าเข้าสู่ระบบของ Mutual Funds หนักมากในช่วง 2 วันสุดท้ายก่อนสิ้นปี น่าจะยังทำให้มีเงินสะพัดในระบบการซื้อขายตลาดหุ้นต่อเนื่องไปได้ 2.รัฐบาลแถลงนโยบายได้เป็นผลสำเร็จ 3. ตลาดหุ้นต่างประเทศคาดว่าจะมีกระแสของ January effect ต่อเนื่องไปถึงสัปดาห์ที่ 1-2 ของเดือนมกราคม 2552
ทั้งนี้ แนะนำซื้อหุ้นที่ 1.เป็น proxy สำคัญของการที่ดัชนีหุ้นจะขึ้นได้ หนีไม่พ้น PTT, BBL, SCB 2.ได้รับอานิสสงค์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งคงหนีไม่พ้น PTTEP, PTT แต่แนะนำให้เริ่ม short BANPU ต่อไปอีก เนื่องจากความวิตกกังวลต่อธุรกิจไฟฟ้าของ BANPU รายได้และกำไรในปีนี้อาจตกชั้น ไม่สามารถเทียบเคียงได้กับในปี 2550-2551 แม้ไตรมาส 4/51 ยังสามารถรายงานกำไรที่สวยหรูราว 3 พันล้านบาทได้อยู่ แต่เชื่อว่าเป็น Peak แล้ว 3.หุ้นที่รับอานิสสงค์ส่ง SMS กระจายในช่วงเทศกาลที่ผ่านมา และกำลังจะมาถึง 4.แนะนำขายหุ้นที่เริ่มเห็นลางร้ายบอกเหตุวิกฤติการส่งออกของประเทศไทยแล้วนั่นคือกลุ่มอิเล็คทรอนิกส์ เหล็ก ปิโตรเคมี รวมถึงธนาคารพาณิชย์
นางสาวจิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ไซรัส กล่าวว่า มุมมองระยะสั้นเชื่อว่าการเคลื่อนไหวของดัชนีฯในช่วงเดือนมกราคมประเมินว่าตลาดหุ้นไทยเป็นทิศทางขาขึ้นจากปรากฏการณ์ January Effect ที่มีเม็ดเงินย้ายกลับมาในตลาดหุ้นอีกครั้งในช่วงต้นปีเพื่อเสาะแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่า (yield hunt) หลังจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงทั่วโลกทำให้ผลตอบแทนจากตราสารการลงทุนต่างๆทั้งพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้รวมถึงเงินฝากลดลงเหลือเพียง 1-2%ทำให้ดัชนีฯขยับขึ้นได้ต่อเนื่อง
อีกทั้ง ตลาดหุ้นต่างประเทศที่บวกขึ้นแรงจากความคาดหวังถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ของรัฐบาลหลัง นายบารัค โอบามาเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการและการเก็งกำไรจากตลาดต่างประเทศในประเด็นแผนกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาลภายใต้การนำของนายบารัค โอบามา นอกเหนือจากนี้ตลาดฯได้รับแรงส่งจากการเมืองในประเทศที่มีพัฒนาการในทางที่ดีขึ้นหลังรัฐบาลสามารถแถลงนโยบายไปได้ลุล่วงโดยไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น และเริ่มมีเสถียรภาพที่ดีขึ้นจากการยอมรับจากภาคประชาชนส่วนใหญ่ และภาคธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ดัชนีฯจึงน่าจะปรับขึ้นไปได้ถึง 500 จุด แต่ประเมินว่า ปรากฏการณ์ January Effect จะผลักดันดัชนีฯปรับขึ้นไปได้ถึงเพียงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนเนื่องจากหลังจากนั้นจะมีการประกาศผลการดำเนินงานของสถาบันการเงินในสหรัฐและรายงานตัวเลขเศรษฐกิจทั้งตัวเลขการจ้างงานและตัวเลขจีดีพีซึ่งมีความเสี่ยงจะออกมาย่ำแย่ทำให้ทั่วโลกกลับมามีความกังวลกับปัญหาเศรษฐกิจอีกครั้ง ตลาดหุ้นจึงอาจกลับเข้าสู่ภาวะผันผวนไปจนถึงไตรมาส 3/2552 หรือจนกว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทั่วโลกจะเริ่มเห็นประสิทธิภาพ
กลยุทธ์การลงทุน แนะนำถือและ Let Profit Run รอขายที่แนวต้าน 500 จุด แนวรับ 450 จุด

****ลุ้น January Effect ดันดัชนีฯแตะ 500 จุด

นายพงศ์พันธุ์ อภิญญากุล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในช่วงเดือน มกราคมนี้ มีโอกาสที่ดัชนีฯ จะปรับตัวเพิ่มขึ้นไปทดสอบที่บริเวณ 500 จุด เนื่องจากได้รับปัจจัยหนุนในช่วงต้นปีจะมีปรากฏการณ์ January Effect โดยจะเป็นแรงหนุนให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้ามาในตลาดหุ้น ซึ่งในช่วงวันนี้นี้ดัชนีฯ ก็ได้รับปัจจัยบวกจากประเด็นดังกล่าว โดยเชื่อว่าน่าจะหนุนนำทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นไทยไปสักระยะหนึ่ง
ด้านบทวิเคราะห์ของ บล.กิมเอ็ง มุมมองตลาดสำหรับปี 2552 ในระยะสั้น โดยมองว่ามีปัจจัยสำคัญ 2 ประการที่หักล้างกันและส่งผลต่อตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ คือ 1.ปัจจัยบวกรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์จะช่วยให้การเมืองมีเสถียรภาพได้ระยะหนึ่งและเป็นโอกาสที่รัฐบาลใหม่จะเร่งออกนโยบายที่จำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และ 2 คือปัจจัยลบจากวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินโลกได้เริ่มส่งผลกระทบต่อประเทศไทยแล้ว หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศตัวเลขการส่งออกเบื้องต้นในเดือนพฤศจิกายนที่ปรับตัวลงถึง 18.6% และคาดว่าจะมีการปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวของภาคส่งออกและอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2552 ซึ่งจากปัจจัยทั้งสองข้างต้นจะส่งผลให้ดัชนีฯ ผันผวนมากและซื้อขายในกรอบกว้างประมาณ 380-490 จุดในช่วง 2 เดือนข้างหน้า
แต่อย่างไรก็ตาม หากนักลงทุนเริ่มตระหนักว่าเหตุการณ์เลวร้ายที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว อาจจะเห็นตลาดหุ้นเริ่มฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 52 โดยคาดว่าดัชนีฯ ปลายปี 52 จะอยู่ที่ระดับ 600 จุด ภายใต้สมมติฐานที่ว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนจะกลับมาอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปีหน้าว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวในปี 2553 และมีมุมมองที่เป็นบวก
สำหรับปัจจัยลบที่จะกดดันตลาดหุ้นไทยในปี 2552
1) ดัชนีหุ้นไทยได้ปรับตัวขึ้น 16.6% หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินให้ยุบพรรคพลังประชาชน และกลุ่มพันธมิตรประกาศยุติการชุมนุมและเลิกปิดล้อมสนามบินในกรุงเทพฯทั้งสองแห่ง
2) รัฐบาลผสมนำโดยพรรคประชาธิปัตย์จะไม่มีเสถียรภาพมากนักและจำเป็นต้องมีท่าทีที่ประนีประนอมกับพรรคร่วมรัฐบาล นอกจากนี้การเลือกตั้งซ่อมที่จะมีขึ้นในปีหน้าจะเป็นบทพิสูจน์ความนิยมต่อรัฐบาลใหม่ของประชาชนซึ่งเป็นฐานเสียงเดิมของพรรคพลังประชาชนด้วย
3) ยังคงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่คัดเลือกจากแรงกดดันทางการเมืองมากกว่าเลือกจากตัวบุคคลที่มีความเหมาะสมกับตำแหน่ง
4) นโยบายของรัฐบาลบางส่วนมีวัตถุประสงค์เพื่อเน้นผลลัพธ์ในระยะยาวซึ่งอาจไม่สามารถฟื้นความเชื่อมั่นและกอบกู้เศรษฐกิจได้ทันท่วงที
5) ยังคงข่าวร้ายมากมายจากต่างประเทศในขณะนี้ รวมถึงคาดการณ์ที่จะเห็น GDP หดตัว 3.4% ในไตรมาส 1/52 ด้วย
6) แม้ราคาน้ำมันปรับตัวลงอย่างหนัก รวมถึงอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงแนวโน้มขาลง แต่ประเทศไทยยังคงพึ่งพิงภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นหลัก นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะไม่ดีขึ้นแน่ หากตัวเลขการว่างงานในปี 2552 พุ่งขึ้นเป็น 2 เท่าจาก 6 แสนคนเป็น 1.3 ล้านคน หรือคิดเป็นอัตราการว่างงาน 3.4% ของจำนวนแรงงานทั้งหมดของไทย
7) ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นเข้าใกล้ระดับสูงสุดของรอบนี้ที่ประมาณ 460 จุดและมีแนวรับด้านล่างอยู่ที่ระดับ 380 จุดส่วนปัจจัยบวกที่ช่วยสนับสนุนตลาดหุ้นไทยในปี 2552
1) การปรับตัวขึ้นของดัชนีหุ้นไทยรอบนี้เป็นการพื้นตัวจากภาวะถูกขายมากเกินไปในช่วงที่การเมืองตึงเครียดและไร้ระเบียบ
2) นโยบายประชานิยมใหม่ๆ จะช่วยลดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงแนวทางการได้มาซึ่งอำนาจของรัฐบาลอภิสิทธิ์, ช่วยลดความแตกแยกในสังคมและลดความชอบธรรมในการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง
3) นโยบายใหม่ของรัฐบาลควรประกอบด้วยการเร่งการใช้จ่ายของภาครัฐและเน้นการจัดเก็บรายได้เข้าสู่ระบบให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
4) รัฐบาลไทยสามารถดำเนินรอยตามประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศในการเพิ่มการขาดดุลงบประมาณภาครัฐในช่วงเศรษฐกิจขาลงขณะนี้ โดยหนี้สาธารณะของไทยคิดเป็นเพียง 36% ของ GDP ซึ่งต่ำกว่าเพดานที่ระดับ50% นอกจากนี้ประเทศไทยยังสามารถทนต่อภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดได้อีกหลายปีด้วยเนื่องจากมีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่กว่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ
5) ธนาคารแห่งประเทศไทยจะใช้นโยบายการเงินแบบคลายตัวต่อโดยการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลังจากเพิ่งลดอัตราดอกเบี้ย 1% เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ซึ่งมีอัตราการขยายตัวของสินเชื่อชะลอตัวลงจะเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยตาม
6) ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงอย่างหนักและอัตราเงินเฟ้อติดลบจะช่วยลดผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวได้มากทีเดียว
7) ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อไปที่ระดับ 490 จุดในระยะสั้น โดยมีแนวรับด้านล่างที่ระดับ 420 จุด
ทั้งนี้ แนะนำ ซื้อ CPALL, SCCC ให้ราคาเหมาะสมCPALL ไว้ที่ 14.50 บาท ,ให้ราคาเหมาะสม SCCC ไว้ที่ 160 บาท และซื้อลงทุนระยะยาว KBANK ให้มูลค่าที่เหมาะสมไว้ที่ 63.00 บาท รวมถึง PS, QH ซื้อ เมื่ออ่อนตัว ให้ราคาที่เหมาะสม PS ไว้ที่ 7.75 บาท และให้ราคาเหมาะสม QH ไว้ที่ 1.42 บาท ส่วน PTTCH แนะนำ ซื้อเก็งกำไร ให้ราคาเหมาะสมของเราที่ 39 บาท

F

Advertisements