SCC ‘ปูนไทย’ หุ้น Never Die ที่ผู้ถือหุ้น ‘เจ็บปางตาย’

‘ปูนไทย’ หุ้น Never Die ที่ผู้ถือหุ้น ‘เจ็บปางตาย’
20 ตุลาคม พ.ศ. 2551 00:00:00

จริงหรือ! ที่ราคาหุ้น SCC มีจุดนัดพบครั้งใหม่ที่ 90 บาท หลังโดนพิษไฟไหม้บ้านมะกัน นักวิเคราะห์ เชื่อว่าแค่ ‘ตกหลุมอากาศ’ ปีสองปี ย้ำ! อีกไม่นานเกินรอ แมวเก้าชีวิตที่ชื่อ ‘ปูนซิเมนต์ไทย’ จะต้องกลับมา

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : เพราะเป็นตัวเลือกแรกๆ ในใจนักลงทุนผู้รักความมั่นคง และจ่ายเงินปันผลอย่างจุใจปีละ 15 บาท (ระหว่างปี 2547-2550 ครึ่งปี 2551 จ่ายไปแล้ว 5.50 บาท) จึงเป็นหุ้นที่กองทุน และนักลงทุนรุ่นเก่าๆ ล้วนต้องมีไว้ประดับพอร์ต ยิ่งเชื่อลึกๆ ว่า หุ้นปูนซิเมนต์ไทย เป็นหุ้น Never Die “ไม่มีวันตาย” ผู้ถือหุ้นก็ยิ่ง “ขาดทุน” อย่างหนักกับราคาที่ยังหาจุดต่ำสุดไม่เจอ

ราคาหุ้น SCC ล่าสุด เป็นราคาที่ถอยหลังกลับไปในช่วงต้นเดือนมกราคม ปี 2546 หรือย้อนหลังกลับไปเกือบ 5 ปี และหากวัดจากจุดสูงสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2550 ที่ระดับ 286 บาท ราคาหุ้นปูนใหญ่ปรับตัวลดลงมาแล้วเฉียด 60% และเมื่อย้อนกลับไปในรอบ 1 ทศวรรษ ราคาหุ้น SCC เคยทำจุดต่ำที่สุด 16.80 บาท เมื่อเดือนกันยายน ปี 2541 (ก่อนวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 2540 ราคาหุ้นเคยสูงที่สุด 154 บาท เมื่อปี 2538)

ผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักต่างออกมาพยากรณ์อนาคตหุ้นปูนใหญ่อย่าง “ดุเดือดเผ็ดมัน” โอกาสที่ราคาหุ้นจะหลุด 100 บาท แล้วลงไปซื้อขายแถวๆ 90 บาท มีความเป็นไปได้สูงมากในเร็ววันนี้ ตราบใดที่ดัชนีดาวโจนส์ (ดาวโจร) ยังมีทิศทางอ่อนตัวลง จากวิกฤติการเงินที่ยังไม่สะเด็ดน้ำ และปัจจัยการเมืองที่ยังไม่คลี่คลาย

สุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สถาบันวิจัยนครหลวงไทย คุยให้กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ฟังว่า หุ้นปูนซิเมนต์ไทย ถือเป็นหนึ่งใน “หุ้นอมตะ” (ไม่มีวันตาย..วันนี้แค่เดี้ยง) ต่อให้ราคาหลุด 100 บาทลงมา

ตามที่นักวิเคราะห์ (ทางเทคนิค) มองกัน แต่ก็เชื่อว่าเมื่อสถานการณ์ทั้งในและนอกประเทศมีความชัดเจนมากขึ้นนักลงทุนก็จะกลับมาลงทุนหุ้น SCC ตามปกติ แต่ถ้าจะหวังให้ราคาขึ้นมายืนที่ระดับ 200 บาทเหมือนเดิม ระยะสั้นคงเป็นไปได้ยาก คิดว่าอย่างเร็วน่าจะได้เห็นในช่วงปลายปี 2552

นักกลยุทธ์แห่งสถาบันวิจัยนครหลวงไทย มองว่า ปัจจัยพื้นฐานของปูนซิเมนต์ไทย ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากที่คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้านี้ ที่มองว่าในช่วง 2 ปีนี้ (2551-2552) ธุรกิจปิโตรเคมีที่มีสัดส่วนรายได้เกือบ 50% จะกดดันตัวเลขกำไรสุทธิให้อยู่ในช่วงขาลง และคาดว่าในปี 2552 ปูนซิเมนต์ไทยจะมีผลการดำเนินงานลดลงต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี (ปี 2537 มีกำไรสุทธิสูงที่สุด 36,483 ล้านบาท)

สุกิจ ไม่แนะนำให้นักลงทุนที่ถือหุ้นขาดทุนขายหุ้นออกในช่วงนี้ แต่ควรหาจังหวะ “เก็บเพิ่ม” ในช่วงที่ราคาปรับตัวลดลงมากกว่านี้ ส่วนนักลงทุนหน้าใหม่ให้รอจังหวะเข้าลงทุน โดยให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 155 บาท

หากพลาดช่วงนี้โอกาสจะได้เห็น “ของถูก” คงไม่มีอีกแล้ว แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากธุรกิจปิโตรเคมี ที่อาจทำให้ EBITDA Margin ลดลงจาก 13.50% เป็นประมาณ 11.42% ก็ตาม
แต่เนื่องจาก ธุรกิจซีเมนต์จะได้รับผลดีจากการปรับราคาขายเพิ่มขึ้นประมาณ 250 บาทต่อตัน แม้ว่าในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ การก่อสร้างในประเทศจะชะลอตัวลงก็ตาม

ในส่วนของธุรกิจกระดาษก็จะได้รับผลดีจากการปรับราคาขายกระดาษพิมพ์เขียน และกล่องกระดาษประมาณ 20% ขณะที่กำลังการผลิตใหม่ที่จังหวัดขอนแก่นเริ่มเดินเครื่อง 100% ส่งผลให้ SCC สามารถรักษาระดับ EBITDA Margin ที่ 15.26% ได้ไม่ยาก

หากมองข้ามไปในปี 2553 จะเห็นว่า ปูนซิเมนต์ไทยยังมี “ข่าวดี” จะเริ่มเห็นการขยายตัวของผลการดำเนินงานอีกครั้ง ภายหลังธุรกิจปิโตรเคมีมีกำลังการผลิตใหม่เข้ามากว่า 3 ล้านตัน

“มีนักลงทุนจำนวนมากที่ขาดทุนหุ้น SCC โดยเฉพาะรายที่เข้าไปเก็บตอนราคาหลุด 200 บาทใหม่ๆ (ณ 7 สิงหาคม 2551 หุ้น SCC มีผู้ถือหุ้นรวม 26,823 ราย เทียบกับหุ้น PTT มีผู้ถือหุ้นรวม 39,392 ราย) ถึงแม้จะขาดทุนแต่อย่างน้อยก็ยังได้เงินปันผลที่คุ้มค่า คาดว่าปีนี้บริษัทจะจ่ายเงินปันผลประมาณ 11.50 บาท (จ่ายไปแล้ว 5.50 บาท) คิดเป็นผลตอบแทนประมาณ 9-10%”

ด้าน วิริยา ลาภพรหมรัตน ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เกียรตินาคิน มองทิศทางหุ้นปูนซิเมนต์ไทยว่า หากนักลงทุนสามารถอดทนถือหุ้นอย่างต่ำอีก 2 ปี จะได้รับกำไรอย่างคุ้มค่า เนื่องจากในช่วงปี 2553 บริษัทเตรียมเดินเครื่องผลิตโครงการต่างๆ ค่อนข้างมาก
อาทิ โรงงานผลิตเม็ดพลาสติกที่มีมูลค่าเพิ่มสูง รวมทั้งได้วางแผนขยายกำลังการผลิตกระดาษที่โรงงานในจังหวัดปทุมธานี ขอนแก่น ระยอง รวมถึงโครงการผลิตกระดาษที่เวียดนาม เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของเครือซิเมนต์ไทยที่ต้องการเป็นผู้นำในอาเซียน

“ปีหน้าเรายังมองว่า ผลประกอบการของปูนซิเมนต์ไทยยังอยู่ในช่วงขาลง โดยอาจมีรายได้ประมาณ 278,580 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 25,159 ล้านบาท โอกาสที่ราคาหุ้นจะขึ้นมา 174 บาท ภายในปี 2552 ก็มีความเป็นไปได้สูง”

วิริยา มองว่า สาเหตุที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาก เป็นเพราะต่างชาติต้องการขนเงินกลับไม่ได้เกี่ยวข้องกับผลประกอบการที่จะออกมา “ไม่สวย” โดยคาดว่าปีนี้ จะมีกำไรสุทธิประมาณ 26,154 ล้านบาท ลดลง 14% และมีรายได้ 271,785 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2% หลังมีต้นทุนพลังงานสูงขึ้น และกำไรจากธุรกิจปิโตรเคมีลดลงประมาณ 10%

อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่าหุ้น SCC ไม่มีวันตายไปจากใจนักลงทุนแน่นอน

อดิพงษ์ ภัทรวิกรม ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ กล่าวถึงหุ้น SCC ที่รายได้ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจปิโตรเคมีว่า ย่อมต้องอ่อนไหวตามแรงลม แต่ถึงแม้จะลงไปลึกเท่าไรสุดท้ายก็จะกลับมายืนจุดเดิม เพียงแต่ต้องใช้ระยะเวลา การลงทุนหุ้นประเภทนี้ต้องถือแบบลืมๆ

“ถ้าถามว่าราคาหุ้นมีโอกาสหลุด 100 บาทหรือไม่ คำตอบคือ “มี” แต่เชื่อว่าไม่นานก็ต้องกลับขึ้นมา เพราะกองทุนอาจเริ่มเปลี่ยนตัวเล่นจากหุ้นกลุ่มน้ำมัน และถ่านหิน มาเป็นหุ้นกลุ่มนี้ (วัสดุก่อสร้าง)

แม้วันนี้ปูนซิเมนต์ไทยจะได้รับแรงกดดันจากธุรกิจปิโตรเคมีที่มีสัดส่วนรายได้สูงถึง 44% แต่รายได้จากธุรกิจอื่นๆ ก็ยังคงทำเงินได้ดีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจซิเมนต์ที่มีรายได้สูงถึง 21% รายได้จากธุรกิจการลงทุนต่างๆ 13% และจากธุรกิจกระดาษ 9%”

ศิริมา ดิสสรา นักวิเคราะห์หลักทรัพย์จาก บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ที่เกาะติดหุ้นปูนซิเมนต์ไทยมาตลอด ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่แนะนำหุ้นตัวนี้ แม้ว่าผลประกอบการในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ คาดว่าจะมีกำไรสุทธิประมาณ 6,200 ล้านบาท ลดลง 18.5% แต่หากมองไปในอนาคตจะพบว่าราคาหุ้น SCC วันนี้ “ถูกมาก”

หากถามว่าราคาหุ้น SCC จะปรับตัวลดลงมากกว่านี้ได้หรือไม่ เธอ ระบุว่า มีความเป็นไปได้ แต่โอกาสที่แรงขายจะมีออกมาอีกคงเหลือน้อยแล้ว เพราะหากย้อนดูนับตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 เป็นต้นมา หุ้น SCC เคยมีการซื้อขายที่ค่า P/E ต่ำสุดที่ 6 เท่า เกิดขึ้นในปี 2544 และวันนี้ก็ลงมาแล้ว

“ปี 2551 ปูนซิเมนต์ไทยอาจมีรายได้ประมาณ 277,613 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 23,991 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปีก่อน หลังธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจปูนซิเมนต์มีแนวโน้มอ่อนตัวลง เนื่องจากความต้องการใช้ลดลง แต่จะเริ่มฟื้นตัวในปี 2552 หากมีการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายแรกเริ่มต้นขึ้น ส่วนธุรกิจกระดาษมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น”

ด้าน โกสินทร์ ศรีไพบูลย์ ผู้อำนวยฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ก็เป็นอีกคนที่แนะนำให้ซื้อลงทุน เพราะราคาวันนี้ต่ำกว่าพื้นฐานค่อนข้างมาก แต่เมื่อราคาดีดตัวขึ้นมาก็ให้ทยอยขายออกไป

ส่วนนักลงทุนที่ติดหุ้น SCC ในราคาสูงก็ให้ถือไปก่อนอย่าเพิ่งขายออกมาตอนนี้ (ไม่ใช่เวลาขาย) แต่ถ้าจะรอขายตอนราคา 200 บาท คงต้องรออย่างต่ำ 2 ปี เนื่องจากเวลาหุ้นลงมาหนักๆ จะใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าปกติ

สรุปว่า หุ้นปูนซิเมนต์ไทย ไม่มีวันตายไปจากใจนักลงทุน แต่คนที่ติดหุ้นราคาสูง (บนยอดดอย) ตอนนี้ “เจ็บ” และ “จุก” ไปตามๆ กัน

Advertisements