[InfoQuest] TSF กลับสู่เส้นทางปกติ
06-12-2012 07:07:52

หลังจากวนเวียนอยู่กับเส้นทางของวิศวกรรมการเงินไปนานพอสมควร กลุ่ม?ผู้ถือหุ้น?ปัจจุบัน ซึ่งเคยเป็นกลุ่มอดีตผู้ถือหุ้นใหญ่รพ.วิภาวดีเข้ามาถือหุ้นใหญ่ก็ได้เข้าซื้อกิจการประชาสัมพันธ์ บมจ. 124 คอมมิวนิ?เคชั่นส จำกัด (มหาชน) หรือ PR124 ไปเมื่อปลายปี 2552 เป็นต้นมา แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ทรีซิกตี้ไฟว์ จำกัด (มหาชน) หรือ TSF โดยให้เหตุผลว่า ต้องการหันไปทำธุรกิจสื่อ?โฆษณา?เพิ่มขึ้น ?เนื่องจากมีศักยภาพ?ใน?การสร้างราย?ได้มากกว่าธุรกิจประชาสัมพันธ์แบบเดิม ดูเหมือนว่า เริ่มจะกลับเข้ามาสู่เส้นทางของการทำธุรกิจตามที่ได้ประกาศไว้แต่แรกอย่างจริงจัง และทำท่าจะไปได้ด้วยดีเสียที
การที่ TFS เป็นผู้ได้รับสิทธิสัมปทานป้ายโฆษณาจาก กทม. ถึง 3 จาก 4 สัญญา ซึ่งนอกเหนือจากความคาดหมาย และส่งผลต่อผู้ยิ่งใหญ่ในธุรกิจป้ายโฆษณาสัญชาติไทย เชื้อสายฝรั่งเศส บริษัท เจซีเดอโก (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทในเครือของเจซีเดอโก แห่งฝรั่งเศส JCDecaux Group บริษัทยักษ์ทางด้านสื่อโฆษณากลางแจ้งใหญ่สุดระดับโลก ถือว่าไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง เพราะก่อนการประมูลนั้น เป็นที่คาดหมายว่า บริษัท เจซีเดอโก (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทเชื้อสายฝรั่งเศสจะกวาดไปได้ทั้งหมด
นับแต่ปี 2552 เป็นต้นมา กลุ่มผู้ถือหุ้น TSF นำโดยนายคุณากร เศรษฐี นายวิรัตน์ อุดมสินวัฒนา และนางกิ่งกาญจน์ สมิตานนท์ ได้ใช้ความพยายามผลักดันสร้างธุรกิจใหม่อย่างมะงุมมะงาหรา โดยไม่ปรากฏชัดเจนว่าต้องการทำธุรกรรมอะไรเป็นหลัก หรือจะแปลงกายเป็นบริษัทโฮลดิ้งกันแน่ หลังจากที่กลุ่มผู้ถือหุ้นปัจจุบัน ตัดสินใจขายกิจการส่วนที่เคยโดดเด่นของกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมคือ ธุรกิจบริหารการประชาสัมพันธ์อย่าง บริษัท 124 Communication Consulting Co., Ltd. ซึ่งเป็นธุรกิจเดิมของกิจการ ออกไป
การเพิ่มทุนถึง 3 ครั้งติดต่อกัน 3 ปี จากทุนจดทะเบียนเดิม 45 ล้านบาทเป็นล่าสุดที่ 135.74 ล้านบาท พร้อมกับพยายามผลักดันให้มีผลประกอบการจากที่ขาดทุนเรื้อรังก่อนการซื้อกิจการจากผู้ก่อตั้งเดิม คือ กลุ่มนายนิมิต หมดราคี ซึ่งได้ผลต่อเนื่อง 2 ปีติดต่อกัน แต่ผลประกอบการที่พลิกกลับมาเป็นกำไรโดยเฉพาะในปี 2554 ที่มีตัวเลขดูสวยงามนั้น ส่วนสำคัญมาจากการลงทุนพอร์ตหุ้น ไม่ใช่กำไรจากการดำเนินธุรกิจปกติ และในปีนี้ ก็ปรากฏตัวเลขขาดทุนค่อนข้างมาก โดยสิ้นสุดไตรมาส 3 มีตัวเลขขาดทุนสุทธิ 42.38 ล้านบาท
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพยายามในการเข้าลงทุนซื้อกิจการของ บมจ. ปิคนิค คอร์ปอ?เรชั่น (PICNI) จาก?ผู้ถือหุ้นเดิมคิด?เป็นมูลค่า?การลงทุน?ไม่น้อยกว่า 1,632 ล้านบาท ผ่านการ?เพิ่มทุนแบบ “จับเสือมือเปล่า”? อีกถึง 6 เท่าตัวเสนอขาย?ผู้ถือหุ้น?เดิม?และบุคคล?เฉพาะ?เจาะจง?เพื่อระดมทุนซื้อบริษัทในธุรกิจพลังงาน ซึ่งถูกสั่งพัก?การซื้อขาย?เนื่องจากกรณีอื้อฉาวแต่งบัญชีของผู้บริหารเก่า ?และอยู่ระหว่างฟื้นฟูกิจ?การตามกฎหมายล้มละลาย จนถูกตลาดหลักทรัพย์?แห่งประ?เทศ?ไทย (ตลท.) สั่ง?ให้ชี้?แจงข้อมูล?เพิ่ม?เติม ก่อนที่ดีลจะล้มเหลวในที่สุด
นอกจากนั้น ยังมีการทำตัวเป็นบริษัทซื้อขายหุ้นหากำไร เช่น เข้าซื้อและถือหุ้นใน บริษัท นิปปอนแพ็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ NIPPON จำนวน 8 แสนหุ้น แล้วขายออกเมื่อราคาหุ้นถูกดันขึ้นสูงแบบเก็งกำไรหาส่วนต่างของราคาในปี 2555 นี้อีกด้วย
ตัวเลขการขาดทุนของ TSF ในปีนี้ที่ค่อนข้างรุนแรง ทำให้นักลงทุนและนักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อย หวนย้อนกลับไปคิดถึงความเห็นของบริษัทที่ปรึกษาการเงินอิสระที่ให้ไว้ในปี 2552 ว่า หนึ่งในความเสี่ยงของกลุ่มผู้ถือหุ้นและบริหารปัจจุบันนั้นอยู่ที่ความเสี่ยงในการประกอบธุรกิจสื่อโฆษณาซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ การไม่เคยมีประสบการณ์ในการประกอบธุรกิจนี้มาก่อน อาจส่งผลให้ผลประกอบการมีความไม่แน่นอน และส่งผลกระทบต่อกำไรและราคาหุ้นของกิจการ
การขาดทุนที่เกิดขึ้น เพราะธุรกิจหลักในด้านสื่อโฆษณาที่ TSF ได้รับสัมปทานมานั้น ไม่เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิ์การใช้ประโยชน์พื้นที่เชิงพาณิชย์ บริเวณโครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือ แอร์พอร์ตลิงค์ และสถานีรับส่งผู้โดยสารอากาศยานกรุงเทพฯ จากบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ในการบริหารจัดการพื้นที่ทั้ง 8 สถานี ได้แก่ พญาไท, ราชปรารภ, มักกะสัน, สุวรรณภูมิ, รามคำแหง, หัวหมาก, ลาดกระบัง และทับช้าง รวมทั้งสิ้น 6,837 ตารางเมตรในพื้นที่โฆษณาจำนวน 8 สถานี รวมถึงพื้นที่โฆษณาขบวนรถ City Line และขบวนรถ Express Line เป็นระยะเวลา 10 ปี
รูปธรรมของการกลับมาสู่เส้นทางธุรกิจตรงไปตรงมาปรากฏให้เห็นทันทีหลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้บริหารเป็นชุดใหม่ แต่งตั้งนายกนกศักดิ์ ปิ่นแสง เป็นที่ปรึกษาประธานคณะกรรมการ นายประพล มิลินทจินดา เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการ และนางวิมลวรรณ มิลินทจินดา เป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (CEO) แทน หม่อมหลวงสุทธิฉันท์ วรวุฒิ ที่ลาออก และนายนิพัธ ปิ่นแสง ในตำแหน่งกรรมการแทนนางสาวขวัญข้าว เศวตวิมล กรรมการที่ลาออก
การเปลี่ยนแปลงบอร์ดบริษัททำให้มองเห็นอนาคตของการพลิกฟื้นของบริษัท โดยที่ผ่านมาบริษัทมีผลการดำเนินงานที่ไม่โดดเด่นนัก มีผลการดำเนินงานที่ขาดทุน ประกอบกับชื่อเสียงของนายกนกศักดิ์ ปิ่นแสง ก็เป็นที่รู้จักของคนในแวดวงการเมือง และกีฬาที่มีศักยภาพ และความสามารถในการบริหารงานแบบมืออาชีพ
การเปลี่ยนแปลงบอร์ดชุดใหม่ จะมีนัยสำคัญทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นว่า อนาคตบริษัทจะพลิกฟื้นมาทำกำไรได้ก็ต่อเมื่อ มีรายได้เป็นรูปธรรมจากธุรกิจหลักชัดเจนเสียก่อน
ความกังวลดังกล่าว ได้รับการยืนยันจากผู้บริหารปัจจุบันว่า ธุรกรรมทางด้านวิศวกรรมการเงินดังกล่าวได้ระงับไปแล้ว และหวนกลับมาทำธุรกิจสื่อโฆษณาอย่างจริงจังเต็มรูป ซึ่งไม่ทำให้ผิดหวังเพราะเมื่อผลการประมูลชิงธุรกิจสัมปทานป้ายโฆษณากลางแจ้งของ กทม. ปรากฏผลเป็นจริงขึ้น ซึ่งหมายความว่าจากนี้ไปเป็นเวลา 9 ปี และ 6 ปี TSF จะกลายเป็นบริษัทขึ้นแท่นเบอร์หนึ่งเจ้าตลาดป้ายโฆษณาทั่วกรุงเทพมหานคร
ป้ายโฆษณากลางแจ้งที่ได้มาทั้งหมด ประมาณ 2,200 จุด ประกอบด้วย ป้ายโฆษณาริมทางเท้า และศาลารถประจำทางในเขตชุมชนทั่วกรุงเทพฯจากเขตกรุงเทพมหานครจำนวน 3 สัญญา จากทั้งหมดที่มีการเปิดประมูล 4 สัญญา โดยแบ่งเป็นกลุ่ม A, B, C และ D
ชัยชนะของ TSF ได้เป็นผู้รับสิทธิสัมปทานป้ายโฆษณาจาก กทม. ในสัญญากลุ่ม A, C และ D ทั้งหมด ในย่านธุรกิจที่สำคัญทั่วกรุงเทพฯ หรือคิดเป็นสัดส่วน 80% ของป้ายโฆษณาที่เปิดให้ประมูลทั้งหมดจากกทม. โดยมีสัญญาสัมปทานในกลุ่ม A และ C ระยะเวลา 9 ปี ส่วนสัญญา D ระยะเวลา 6 ปี โดยมีรายละเอียด คือ
สัญญา A จำนวน 600 ป้าย มูลค่าสัมปทานปีละ 55 ล้านบาท อายุสัญญา 9 ปี
สัญญา C จำนวน 600 ป้าย มูลค่าสัมปทานปีละ 90 ล้านบาท โดยสัญญาดังกล่าวจะมีอายุสัญญาละ 9 ปี
สัญญา D จำนวนป้ายโฆษณา 1,000 ป้าย อายุสัญญา 6 ปี (ไม่ระบุมูลค่าสัมปทาน)
ส่วนที่เหลืออีก 1 สัญญา คือ กลุ่ม B นั้นมีจำนวนป้าย 600 ป้าย มูลค่าสัมปทาน 80 ล้านบาทต่อปี อายุสัญญา 9 ปีทางบริษัท เจซีเดอโก (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทโฆษณาชื่อดังของฝรั่งเศส เป็นผู้ได้สิทธิไป
สัญญาสัมปทานที่ได้รับมานั้น สร้างรายได้โดยทันที โดย TSF ได้เจรจากับบริษัทโฆษณาที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯรายหนึ่งในการให้สิทธิเช่าสัมปทานสัญญาที่ 1 กับ 3 ที่ TSF ได้รับ เพื่อปล่อยให้เช่าต่อเป็นระยะเวลา 3 ปี ปีละ 350 ล้านบาท ทำให้ TSF รับเงินจากการปล่อยเช่าพื้นที่โฆษณาที่ได้รับมาจำนวน 1,200 ป้ายทั่วกรุงเทพฯทันทีและต่อเนื่อง
ความได้เปรียบของการได้สัญญาส่วนใหญ่มา นอกเหนือจากรายได้ที่จะไหลเข้ามามากขึ้นแล้ว ยังเป็นประเด็นเรื่องอำนาจต่อรองด้วย เพราะลูกค้าเจ้าของสินค้าที่ต้องการโฆษณาซึ่งเคยเช่าสิทธิกับทางเจซีเดอโก ต้องมาทำสัญญาเช่าป้ายกับทางTSF ใหม่โดยทันที ซึ่งผู้บริหารของ TSF ย้ำว่า หลังจากที่บริษัทได้รับสิทธิสัมปทาน บริษัทจะดำเนินการเปิดให้เช่าป้ายโฆษณาทันที โดยจะเริ่มวันที่ 1 ธันวาคม 2555 นี้ ซึ่งตอนนี้มีลูกค้าจองแล้วจำนวน 80% ของป้ายโฆษณาที่ได้สัมปทานมา
รายได้ที่บันทึกทันทีที่มีการจองซื้อเข้ามา ส่งผลให้ฐานะการเงินของบริษัทเปลี่ยนแปลงไปจากหลังมือเป็นหน้ามือในทันที
ไม่เพียงปริมาณของป้ายกลางแจ้งที่จะมากมายเท่านั้น การที่ TSF ได้ทำการปรับอัตราค่าเช่าป้ายโฆษณาอยู่ที่ 24,000 บาทต่อเดือน ทำให้รายได้จากลูกค้าที่จองเข้ามาจำนวน 2,800 ป้าย มีส่วนทำให้รายได้บริษัทอยู่ที่ปีละ 806 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยบันทึกไปตามจริง
เมื่อเทียบรายได้ต่อปี ที่ TSF ได้รับจากจำนวนป้ายทั้งหมด 3,500 ป้าย เทียบกับค่าสัมปทานที่บริษัทจ่ายให้กับกทม.ทั้งหมด 350 ล้านบาทต่อปี จะทำให้บริษัทมีกำไรเบื้องต้น เป็น 588 ล้านบาทต่อปี โดยไม่มีความเสี่ยงในเรื่องของความผันผวนของต้นทุนสินค้าเหมือนธุรกิจอื่นๆ
เหตุผลที่ทำให้ประมาณการรายได้ค่อนข้างออกมาดีมากนั้น เกิดจากข้อเท็จจริงของธุรกิจสื่อกลางแจ้งในกรุงเทพฯ ซึ่งพบว่า ปัจจุบันอัตราการรอคิวเพื่อขอเช่าซื้อป้ายโฆษณาประเภทดังกล่าว เฉลี่ยต้องจองคิวล่วงหน้า 3 เดือน เนื่องจากมีจำนวนลูกค้าให้ความสนใจมาก ประกอบกับเป็นสื่อที่เข้าถึงชุมชนในวงกว้าง และมีต้นทุนที่ถูกกว่าสื่อประเภทเดียวกันที่เข้าถึงจำนวนผู้ชมที่มองเห็นได้
ในธุรกิจสื่อโฆษณานั้น สื่อกลางแจ้งถือได้ว่ามีทั้งจุดดี และจุดอ่อนที่แตกต่างไปจากสื่อแบบอื่นๆ โดยจุดแข็งสำคัญคือ ความถี่ของการพบเห็นตามป้ายรถประจำทางหรือทางเท้า (footpath) โดยเฉพาะในเขตชุมชนเมืองที่มีผู้คนผ่านไปมามากเป็นพิเศษ มีความคงทนของอายุในการสื่อสารนานกว่า แต่มีข้อจำกัดของระเบียบกติกาการติดป้าย และขีดจำกัดของข่าวสารที่จะต้องกระชับมากกว่าสื่ออื่นๆ ตามปกติ ที่สำคัญจะได้ผลหรือไม่ขึ้นกับฤดูกาลของการใช้สื่อแบบนี้ ดังนั้น จึงเหมาะกับการใช้เพื่อสร้างแบรนด์อิมเมจเป็นสำคัญในฐานะสื่อเสริม
นักวิเคราะห์ประเมินว่า รายได้จากธุรกิจป้ายโฆษณากลางแจ้งดังกล่าว จะส่งผลทำให้ราคาเหมาะสมสำหรับหุ้น TSF ในปลายปี 2556 อยู่ที่ 4.30 บาท เพราะบริษัทจะมีรายได้และกำไรเข้าบริษัทอย่างยั่งยืนอย่างน้อยๆ ต่อสัญญาที่มีอยู่นานพอสมควร ซึ่งจะทำให้สามารถคำนวณค่า P/E ของบริษัทได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ในขณะที่ยามนี้ ไม่สามารถคำนวณได้ เพราะยังมีตัวเลขขาดทุนกำกับอยู่

Advertisements