กระบวนการค้นหาหุ้น
วิธีหาหุ้นที่จะเล่นหรือลงทุนของนักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นนั้นผมเชื่อว่าหาจากกระดานหุ้น นั่นก็คือดูว่าถ้าหุ้นตัวไหนกำลังมีราคาปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วหรือกำลัง “วิ่ง” และมีคนสนใจซื้อขายหรือ “เล่น” กันมาก เขาก็จะเข้าไปร่วมซื้อขายด้วย บางคนเรียกพฤติกรรมแบบนี้ว่า “แมงเม่า” คือพอ “ไฟติด” ก็จะแห่กันเข้ามาเล่นโดยไม่ต้องรู้ว่าบริษัทนั้นทำอะไร มียอดขายหรือกำไรเท่าไร ว่าที่จริง รู้ไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะเขาซื้อเพื่อที่จะขายในอีกไม่กี่นาที หรือไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า หรือไม่ก็พรุ่งนี้หรือไม่เกิน 3-4 วัน

คนอีกจำนวนไม่น้อย เมื่อเห็นกิจกรรมข้างต้นเขายังไม่ผลีผลามเข้าไปร่วมวงเพราะกลัว “ติดกับ” ของ “ขาใหญ่” หรือ “นักปั่น” ดังนั้นเขาศึกษาหาความรู้ เฉพาะอย่างยิ่ง จากหนังสือพิมพ์ธุรกิจและหนังสือวารสารเกี่ยวกับหุ้น อ่านข่าวต่าง ๆ คอมเม้นต์ทั้งหลายเกี่ยวกับหุ้นตัวนั้น รวมถึงการศึกษาจากบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ ถ้าพบว่าข้อมูลส่วนใหญ่สนับสนุนว่าเป็นหุ้นที่น่าลงทุนเขาถึงจะเข้าไปเล่น แต่ถ้าหากว่าภาพออกมาเป็นหุ้นปั่นหรือหุ้นเก็งกำไร เขาก็จะถอยหรือไม่ก็รอดูจังหวะที่จะเข้าเมื่อเวลาเหมาะสม ซึ่งรวมถึงการที่หุ้นร้อนเหล่านั้นตกลงมา “ต่ำสุด ๆ” ด้วยเหตุผลบางอย่างซึ่งเขาอาจเข้าไปช้อนเพื่อขายทำกำไรระยะสั้น ๆ

คนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งน่าจะรวมถึงนักลงทุนสถาบันทั้งหลาย นอกจากจะศึกษาติดตามข้อมูลตามวรรค 2 แล้วก็ยังเจาะลึกเข้าไปถึงผลการดำเนินงาน ฐานะการเงิน ผลิตภัณฑ์ และผู้บริหารของบริษัท เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าหุ้นเป้าหมายที่จะลงทุนนั้นมีคุณสมบัติที่เหมาะสมและราคาไม่แพงเกินไป การลงทุนซื้อขายหุ้นของคนกลุ่มนี้ต้องการจะอิงพื้นฐานของกิจการ และไม่ใช่การเก็งกำไร แต่ต้องการถือหุ้นที่เป็นการลงทุนระยะปานกลางถึงยาว ความหมายของเขาก็คือเป็นเดือน ๆ แต่ก็พร้อมจะขายทำกำไรทุกเมื่อถ้าได้กำไรในระดับ 10-20% และก็พร้อมจะขายตัดขาดทุนเหมือนกันถ้าหุ้นตกเพราะสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป

คนกลุ่มเล็ก ๆ อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งน่าจะเรียกว่า Value Investor ได้ ชอบที่จะหาหุ้นโดยมองจากผลประกอบการและฐานะการเงินของบริษัท เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ถ้าบริษัทมีกำไรโตพรวด มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง และมีการจ่ายปันผลในอัตราที่ดีหรือดีมากเมื่อเทียบกับราคาหุ้นที่ซื้อลงทุน ก็จะได้รับความสนใจอย่างสูง และถ้าหากราคาที่วัดโดยค่า PE ค่อนข้างต่ำด้วยละก็ ใช่เลย! เรื่องของราคาหุ้นหรือสภาพคล่องในการซื้อขายแทบจะไม่ใช่ประเด็นด้วยซ้ำสำหรับหลาย ๆ คนในกลุ่มนี้ เพราะเขาพร้อมที่จะถือยาวในระดับ 1-2 ปีขึ้นไปเพื่อรอกินปันผลโดยไม่เดือดเนื้อร้อนใจ

ผมเองไม่สนับสนุนวิธีการมองหาหุ้นจากตัวเลข ไม่ว่าจะหาจากกระดานหุ้นหรือจากงบกำไรขาดทุนของบริษัท แม้ว่าตัวเลขอาจจะเป็นจุดที่ “สะกิดใจ” ให้เริ่มสนใจและหาข้อมูลต่อ แต่การใช้ตัวเลขเป็นเครื่องมือในการสรุปว่าจะซื้อหุ้นหรือไม่นั้นผมคิดว่าไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในการลงทุนระยะยาวผมคิดว่าปัจจัยทางด้านคุณภาพมีความสำคัญเท่า ๆ กับหรือมากกว่าปัจจัยเชิงปริมาณ ดังนั้น ผมคิดว่าวิธีในการมองหาหุ้นที่จะลงทุนน่าจะมาจากปัจจัยเชิงคุณภาพ ปัจจัยทางด้านของแนวความคิดเชิงพรรณนา ส่วนตัวเลขต่าง ๆ นั้น เป็นขั้นตอนต่อไปที่จะต้องดูเพื่อที่จะช่วยยืนยันว่าความคิดหรือปัจจัยทางด้านคุณภาพนั้นน่าจะถูกต้อง

ดังนั้นเวลาคิดจะหาหุ้นลงทุน ผมจึงมักจะเริ่มมองจากตัวอุตสาหกรรม ตัวสินค้า การแข่งขันของธุรกิจในอุตสาหกรรม วิธีทำเงินของธุรกิจนั้น เสร็จแล้วก็ดูว่าใครคือ “ผู้ชนะ” และชัยชนะนั้นค่อนข้างมั่นคงต่อเนื่องยาวนานหรือไม่ จากนั้นจึงมาดูตัวเลขการทำกำไรและฐานะการเงิน รวมถึงบรรษัทภิบาลของผู้บริหารบริษัท สุดท้ายก็คือเรื่องของราคาหุ้นว่าเหมาะสมไหม ซึ่งรวมถึงการดูค่า PE PB และ Market Cap หรือมูลค่าตลาดของหุ้นทั้งบริษัท และสุดท้ายจริง ๆ ถ้าจะดูก็คือ กิจกรรมของการซื้อขายหุ้นจริง ๆ บนกระดาน ซึ่งผมมักจะหวังที่จะได้เห็นหุ้นที่นิ่ง ๆ ไม่ค่อยมีคนสนใจ และโบรกเกอร์ไม่ค่อยได้ติดตาม เพราะผมอยากเป็นคนแรก ๆ ที่เห็นคุณค่าของมันก่อนที่ตัวเลขเชิงปริมาณของบริษัทจะออกมาและดึงดูดให้คนอื่น ๆ เข้ามาเล่น

ข้อสรุปในการค้นหาหุ้นที่จะลงทุนระยะยาวของผมก็คือ การทำสวนทางกับคนส่วนใหญ่ นั่นคือผมให้ความสำคัญกับตัวสินค้าหรือบริการและฐานะทางการตลาดของบริษัทก่อนผลกำไรหรือฐานะทางการเงิน ในขณะที่คนจำนวนมากชอบมองตัวเลขและซื้อขายหุ้นโดยอิงตัวเลขเป็นหลัก ผมคิดว่าความแตกต่างในแนวความคิดคงจะมาจากระยะเวลาเป้าหมายของการลงทุน เพราะในขณะที่นักลงทุนส่วนใหญ่มองว่า 1 ปีเป็นเวลาที่ยาวมาก ผมกลับคิดว่า 1 ปีคือระยะสั้น ขณะที่ระยะยาวแปลว่าต้องประมาณ 5 ปีขึ้นไป ปัญหาอีกอย่างหนึ่งก็คือคนจำนวนมากไม่สามารถทำความเข้าใจกับตัวผลิตภัณฑ์ได้ จึงมักมองที่ตัวเลข ผมเองก็ไม่ได้รู้จักกับผลิตภัณฑ์มากมายโดยเฉพาะที่เป็นวัตถุดิบหรือสินค้าอุตสาหกรรม ดังนั้นผมจึงมักเลือกลงทุนในสินค้าที่อยู่ใกล้ตัวที่ผมรู้จักดีโดยเฉพาะเป็นสินค้าที่ผมสามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวัน

*********************
โดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

Advertisements