คุณภาพคนอยู่ที่ผลผลิตของความคิด
คงคุ้นเคยกับคำกล่าวที่ว่า “ในบรรดาทรัพยากรทั้งปวงขององค์กร คนเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด” นั่นเพราะ “คน” มีความแตกต่างจากทรัพยากรอื่นตรงที่ “คน” มีสมองที่สามารถคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้อย่างไม่รู้จบ

จึงอาจพูดได้ว่า คุณภาพของคนอยู่ที่คุณภาพของความคิด

ทุกองค์กรไม่ว่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมการผลิตหรือการบริการ จึงมุ่งเน้นการสรรหา รักษา และพัฒนาคนที่มีทักษะทางความคิด (Thinking Skill) เพื่อให้เขาเหล่านั้นทุ่มเทกำลังทางความคิดและช่วยกันพัฒนาองค์กรให้แตกต่างจากคู่แข่ง โดยเฉพาะการแข่งขันในปัจจุบัน ที่ราคาและเทคโนโลยีสามารถตามกันทันได้อย่างรวดเร็ว ความคิดจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขัน

แล้วเราจะไปแสวงหาบุคลากรที่มีคุณภาพทางความคิดสูงนั้นได้อย่างไร เราจะพัฒนาบุคลากรที่มีอยู่แล้วให้มีทักษะทางความคิดเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างไร และนี่คือโจทย์สำคัญในการบริหารงานทรัพยากรบุคคลขององค์กร

จากการศึกษาค้นคว้าของนักวิจัย 3 ท่านร่วมกัน คือ Jeffery H. Dyer มหาวิทยาลัย Bringham Young University, Hal B. Gregersen มหาวิทยาลัย Insead และ Clayton M. Christensen แห่ง Harvard Business School ได้ดำเนินการศึกษาวิจัยถึง 6 ปี เพื่อหาแหล่งกำเนิดของความคิดสร้างสรรค์ โดยศึกษาจากผู้ประกอบการและผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จด้านความคิดสร้างสรรค์จำนวนหลายพันคน

ผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่มีคุณภาพความคิดและคิดได้อย่างสร้างสรรค์ โดดเด่น และแตกต่างนั้น ประกอบด้วยพรสวรรค์เพียง 1 ใน 3 ส่วน คือ มีความสามารถในการคิดสร้างสรรค์มาโดยกำเนิด หรือโดยพันธุกรรม แต่อีก 2 ส่วนมาจากพรแสวง คือ มีทักษะที่จะควานหาและค้นพบความคิดสร้างสรรค์ (Discovery Skill) ซึ่งมีทั้งหมด 5 ทักษะ คือ

1) การเชื่อมโยง (Associating) Steve Jobs แห่ง Microsoft เคยให้ข้อสังเกตว่า ความคิดสร้างสรรค์แท้ที่จริงแล้ว คือ การเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ผู้ที่สามารถร้อยเรียง บูรณาการ ประสบการณ์ด้านต่าง ๆ ได้อย่างลงตัวนั้น จะสามารถค้นพบความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ได้ การสร้างทีมงานที่ประกอบด้วยคนหลากหลายวิชาชีพจากฝ่ายต่าง ๆ ถือเป็นแหล่งพลังความคิดที่จะขับเคลื่อนไปสู่นวัตกรรมได้ ดังนั้น องค์กรควรสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างกว้างขวาง หรือจัด Sharing Forum เพื่อเกิดการแลกเปลี่ยนมุมมองและเข้าใจความเชื่อมโยงของงาน

2) การตั้งคำถาม (Questioning) การวิจัยพบว่า ผู้มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ได้นั้น เกิดจากการตั้งคำถามอย่างถูกต้อง คำถามที่เร้าให้เกิดมุมมองที่แตกต่างออกไป ได้แก่ คำถามว่า “ทำไม” “ทำไมไม่ได้ล่ะ” และ “จะเกิดอะไร ถ้า………” คำถาม Why, Why not, และ What if ดังกล่าวนี้ จะกระตุ้นให้ค้นหาประเด็นสำคัญ ช่วยท้าทายความคิดให้ออกจากกรอบความคิดเดิมและหลุดจากความคุ้นชินเก่า ๆ ได้ อีกทั้ง ช่วยให้เกิดความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง และก้าวข้ามข้อจำกัดต่าง ๆ ส่งเสริมให้เกิดจินตนาการที่จะประมวลสถานการณ์และเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ดังนั้น ผู้บริหารควรเป็น Role Model ในการตั้งคำถามต่าง ๆ สนับสนุนให้มีการสอบถาม มีทัศนคติที่ดีต่อผู้ซักถาม และสนับสนุนการเปิดใจรับฟัง การกล้าโต้แย้ง เมื่อคิดเห็นแตกต่าง

3) การสังเกต (Observing) คือ ทำตัวเสมือนนักมานุษยวิทยาหรือนักพฤติกรรมศาสตร์เป็นการสังเกตเชิงวิเคราะห์ เพื่อหาร่องรอยที่มาหรือเหตุผลต่าง ๆ จะเห็นได้ว่า การค้นพบความต้องการส่วนลึกและความคาดหวังที่ซ่อนเร้นของลูกค้า มาจากการเฝ้าสังเกตลูกค้า หรือบุคคลรอบข้างในเชิงพฤติกรรม ทักษะการเป็นผู้ดูที่ถี่ถ้วนในรายละเอียดจะช่วยกระตุ้นให้เกิดความสงสัยใคร่รู้ว่า ลูกค้ามีเหตุผลอะไรที่ทำสิ่งต่าง ๆ แบบนั้น ซึ่งจะช่วยพาผู้สังเกตการณ์ค้นพบประเด็นสำคัญที่บังตาอยู่นั้นได้

4) การทดลอง (Experimenting) มีพฤติกรรมของนักวิทยาศาสตร์ ที่นำข้อสังเกต การตั้ง

สมมุติฐานต่าง ๆ มาค้นคว้าทดลอง เพื่อนำความคิดในจินตนาการนั้นมาสู่การปฏิบัติได้จริง การนำความคิดมาทดลองโดยการสร้างต้นแบบขึ้นมา และนำความคิดเบื้องต้นไปทดสอบกับบางกลุ่ม ซึ่งล้วนแล้วแต่ช่วยทำให้เกิดความคิดที่ควบแน่นและชัดเจนขึ้น ดังนั้น องค์กรควรสนับสนุนให้พนักงานกล้าทดลองทำสิ่งใหม่ ๆ

5) การมีเครือข่ายสัมพันธ์ (Networking) ทำความรู้จักกับผู้คนหลากหลายสาขาอาชีพ เพื่อไปลองขายความคิด ซึ่งเราอาจจะได้มุมมองสะท้อนกลับที่แตกต่างออกไปมากมาย ทำให้เกิด “ความคิดกระตุ้นความคิด” ต่างฝ่ายได้ประโยชน์ในการคิดค้นแนวปฏิบัติใหม่ ๆ ของตน หรือแม้แต่คิดค้นนวัตกรรมที่ขยายผลสู่คนในวงกว้าง ดังนั้น องค์กรควรสนับสนุนให้มีการประชุมข้ามหน่วยงาน ส่งเสริมให้มีการสร้างเครือข่ายสัมพันธ์กับสายอาชีพต่าง ๆ

การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ จำเป็นที่ผู้นำต้องเป็นบุคคลต้นแบบ (Role Model) ที่ลงมือ Doing ด้วยการตั้งคำถาม ตั้งข้อสังเกต กล้าทดสอบ ทดลองและแลกเปลี่ยนกับเครือข่ายต่างสายอาชีพ เพราะการกระทำดังกล่าวนั้นจะทำให้เกิดความคิด Thinking คือ สามารถบูรณาการความคิด Associate สิ่งต่าง ๆ ออกมาเป็นความคิดเชิงนวัตกรรมได้

ซึ่งทักษะเหล่านี้จะกลายเป็นความสามารถและอุปนิสัยที่ถาวรของผู้นำ

******************************

ที่มา…จารุนันท์ อิทธิอาวัชกุล / กรุงเทพธุรกิจ

Advertisements