‘อีสเทอร์น สตาร์’ รีโพสิชั่นนิ่ง มนุษย์คอนโด

รัตนชัย ผาตินาวิน กรรมการผู้จัดการ บมจ.อีสเทอร์น สตาร์ เรียล เอสเตท

สมบัติอีกชิ้นของตระกูลรัตนรักษ์ ที่เหมือนถูกลืม วันนี้ถูกจับมา ‘ปัดฝุ่น’ รุกคอนโดราคาคนทำงาน ตั้งเป้าขึ้นโครงการใหม่ปีละ 4,000-5,000 ล้านบาท

หลังลดบทบาทในธนาคารกรุงศรีอยุธยา เจ้าสัวกฤตย์ รัตนรักษ์ ก็เริ่มหันไปโฟกัสธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างเงียบๆ เมื่อปี 2552 กลุ่มรัตนรักษ์ได้จัดตั้งบริษัท ต้นสน พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ถือหุ้น 98% ประเดิมด้วยการซื้อที่ดินย่านพระราม 3 ในพอร์ต บมจ.อีสเทอร์น สตาร์ เรียล เอสเตท นำมาพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ ขึ้นโครงการเดอะ สาธุ เรสซิเดนเซส มูลค่าโครงการ 750 ล้านบาท

ต่อมาได้เปิดทางให้กลุ่มบุญดีเจริญ เข้ามา Backdoor Listing บมจ.มีเดีย ออฟ มีเดียส์ (MEDIAS) โดยกลุ่มรัตนรักษ์ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับสอง และย้ายจากกลุ่มบันเทิงมาอยู่ในหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่มีคำถามว่า บมจ.อีสเทอร์น สตาร์ เรียล เอสเตท (ESTAR) อีกหนึ่งอาณาจักรธุรกิจในกลุ่มรัตนรักษ์ จะกำหนดทิศทางของตัวเองนับจากนี้เช่นไร ขณะที่ เจ้าสัวกฤตย์ รัตนรักษ์ ก็มีทั้ง บริษัท ต้นสน พร็อพเพอร์ตี้ และ บมจ.มีเดีย ออฟ มีเดียส์ ซึ่งมีมติเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น บมจ.แกรนด์ คาแนล แลนด์ (GLAND) อยู่ในพอร์ตด้วย

รัตนชัย ผาตินาวิน กรรมการผู้จัดการ บมจ.อีสเทอร์น สตาร์ เรียล เอสเตท เปิดเผยกับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า อีสเทอร์นสตาร์ไม่ได้หายหน้าไปไหน สาเหตุที่บริษัทค่อนข้างเงียบในช่วง 4 ปีมานี้ เพราะไม่มีการเปิดตัวโครงการใหม่เลย ช่วงสองปีแรกบริษัทไม่มี CEO ส่วนสองปีหลังที่ตนเองเข้ามาบริหารต้องใช้เวลาเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ตอนนี้ทุกอย่างลงตัวแล้ว

“การกลับมาของเราพร้อมกับการรีแบรนด์ใหม่เป็นการเตรียมพร้อมเพื่อเข้าสู่ยุคทองอีกครั้ง” รัตนชัย ประกาศ

เขาอธิบายว่า บมจ.อีสเทอร์น สตาร์ เรียล เอสเตท (ESTAR) และ บมจ.แกรนด์ คาแนล แลนด์ (GLAND) ต่างคนต่างดำเนินงานไม่มีนโยบายที่สอดคล้องกัน และมีอิสระในการดำเนินงานที่แยกจากกันชัดเจน และการตัดสินใจรีแบรนด์ครั้งนี้ก็เป็นหน้าที่ของผู้บริหารที่ต้องสร้างความเติบโตให้บริษัท
“การใช้สีเหลืองทองในโลโก้ใหม่ก็ไม่เกี่ยวข้องกับสีของธนาคารกรุงศรีอยุธยา (ตระกูลรัตนรักษ์ถือหุ้น BAY อันดับสองรองจากกลุ่ม GE) แต่เพื่อสื่อความหมายถึงโอกาสทางธุรกิจที่สดใส (ยุคทอง) มากกว่า”

ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทพยายาม “เคลียร์” สต็อกเก่าให้เรียบร้อยก่อน ล่าสุดมีแผนขายที่ดิน 600 ไร่ ที่จังหวัดระยองซึ่งเป็นฐานธุรกิจดั้งเดิมตั้งแต่ปี 2535 ออกไป ขณะนี้กำลังเจรจาอยู่สองราย ส่วนโครงการเก่า 8 แห่งที่ระยอง เป็นบ้านเดี่ยว 4 โครงการ มีโครงการอพาร์ตเมนต์ และบ้านเดี่ยวให้เช่า รวมถึงสนามกอล์ฟอีสเทอร์นสตาร์ คันทรีคลับ แอนด์ รีสอร์ท ปัจจุบันธุรกิจที่ระยองมีสัดส่วนรายได้ 10% จากค่าเช่า คงไม่เพิ่มจากนี้อีก

ส่วนโครงการที่กรุงเทพอยู่ระหว่างการขายเพียง 2 โครงการ ประกอบด้วย โครงการเดอะ สตาร์ เอสเตท นราธิวาส เหลือขายประมาณ 10% และโครงการบ้านเดี่ยว 3 ชั้น เดอะ สตาร์ เอสเตท พัฒนาการ 69 มียอดขายประมาณ 50% ส่วนโครงการ สตาร์ เอสเตท พระราม 3 ขายหมดไปแล้ว

เป้าหมายของการรีแบรนด์ต้องการพลิกบุคลิกมาจับกลุ่มคนรุ่นใหม่ทันสมัยมากขึ้น กลุ่มเป้าหมายหลักของบริษัทเป็นคนทำงานอายุ 28-35 ปี สินค้าหลักก็จะเน้นคอนโดมิเนียมราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ในทำเลถนนสายหลักใกล้แนวรถไฟฟ้า

เป้าหมายธุรกิจในปีนี้ รัตนชัย ตั้งเป้ายอดขายรวม 1,850 ล้านบาท หลักๆ จะมาจากโครงการคอนโดมิเนียม The Breeze นราธิวาส และ Vantage รัชวิภา ที่เพิ่งเปิดตัวล่าสุดประมาณ 1,700 ล้านบาท สองโครงการนี้มีมูลค่ารวมกัน 2,500 ล้านบาท จะทยอยรับรู้รายได้ภายใน 3 ปี ที่เหลือมาจาก Backlog โครงการเก่าที่ยังเหลืออยู่ 800 ล้านบาท

“ถ้าให้ประเมินคร่าวๆ รายได้รวมในปี 2553 น่าจะอยู่ที่ 800 ล้านบาท เทียบกับปี 2552 ที่มีรายได้ 600 ล้านบาท แต่มีกำไรเพียง 19 ล้านบาท เพราะไม่มีโครงการใหม่ๆ เลย”

นอกจากโครงการที่เพิ่งเปิดตัวไปแล้ว บริษัทยังมีแผนจะเปิดตัวอีก 4-5 โครงการ ในไตรมาสสองจะเปิดโครงการทาวน์เฮ้าส์ย่านอ่อนนุช พื้นที่ 33 ไร่ ไตรมาส 3-4 ก็จะเปิดคอนโดมิเนียมอีก 1 โครงการ ตั้งงบประมาณซื้อที่ดินไว้ปีละประมาณ 1,000 ล้านบาท

เรื่องเงินลงทุน “สบายมาก” ตอนนี้บริษัทไม่มีภาระหนี้สินเลย และมีเงินสดอยู่ในกระเป๋า 700 ล้านบาท ล่าสุดธนาคารกรุงเทพก็อนุมัติสินเชื่อให้สองโครงการใหม่แล้ว ถ้าขายที่ดินที่จังหวัดระยองได้ กระแสเงินสดน่าจะมากขึ้นอีกสำหรับทุนจดทะเบียนของบริษัทปัจจุบันอยู่ที่ 10,818 ล้านบาท เรียกชำระแล้ว 4,029 ล้านบาท ถือว่าเพียงพอแล้วคงไม่เพิ่มหรือลดอีก

“หนี้สินต่อทุนของเราไม่น่าจะเกิน 1 เท่า แต่จุดที่สมดุลน่าจะอยู่ที่ 1.5 เท่า แต่เราคงเน้นทำธุรกิจแบบไม่ Aggressive มากนัก”

ถามถึงแผนธุรกิจระยะยาวผู้บริหารรายนี้ เปิดเผยว่า บริษัทยังจะเน้นพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม 80-90% และโครงการแนวราบ 10-20% เป้าที่วางไว้ภายใน 4 ปีข้างหน้า (2553-2556) บริษัทต้องมี Backlog รวม 20,000 ล้านบาท หรือเปิดโครงการใหม่ปีละ 4,000-5,000 ล้านบาท รวมทั้งหมด 20-25 โครงการ เฉลี่ยมูลค่าโครงการละ 1,000 ล้านบาท

“ยอดรับรู้รายได้ในอีก 2-3 ปีนี้ จะต้องโตแบบก้าวกระโดดรายได้เติบโตปีละ 20-30% เป็นไปได้แน่นอน ดีดลูกคิดแล้วยอดขายในปี 2554 น่าจะอยู่ที่ 2,500-2,600 ล้านบาท และปี 2555 น่าจะอยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท”

ส่วนผลขาดทุนสะสมจำนวน 170 ล้านบาท ตอนแรกตั้งใจจะล้างให้หมดภายในปีนี้ แต่ต้องใช้เงินเปิดโครงการทำให้ต้องเลื่อนไปเป็นปีหน้า วิธีการจะนำผลกำไรค่อยๆ มาล้างผลขาดทุนสะสม สำหรับราคาหุ้น ESTAR ที่ซื้อขายที่มูลค่าตามบัญชีต่ำเพียง 0.40 เท่า ขอให้จับตาแผนธุรกิจในอนาคตจะช่วยให้ผู้ถือหุ้นได้รับผลกำไรจากราคาหุ้นแน่นอน…

Advertisements