‘เผด็จ-วิชา’ จับ MPIC ใส่ตะกร้าล้างน้ำ ปีนี้ เทิร์นอะราวด์

เผด็จ หงษ์ฟ้า

ตัวเลขการเงินทุกตัวที่’ติดลบ’จะเริ่มเป็น ‘บวก’ ภายในปี 2553 ‘เผด็จ หงษ์ฟ้า’ คุย! เดินแผน ‘เทิร์นอะราวด์’ ปี 2554 ล้างขาดทุนสะสม-จ่ายปันผล

นับตั้งแต่เปลี่ยนชื่อจาก บมจ.ทราฟฟิกคอร์นเนอร์ โฮลดิ้งส์ (TRAF) เปลี่ยนผู้ถือหุ้นใหญ่จาก สุรพงษ์ เตรียมชาญชัย มาเป็น พ.ต.อ.รวมนคร ทับทิมธงไชย ก่อนจะถูกจับใส่ตะกร้าล้างน้ำเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจใหม่เป็น บมจ.เอ็ม พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ (MPIC) ภายใต้ผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่ บมจ.เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (ถือหุ้น 66%) ผลการดำเนินงานของเอ็ม พิคเจอร์ส ก็ยัง “ขาดทุน”

ภาพรวมธุรกิจที่ผ่านมาทิศทางไม่ชัดเจนซึ่งก็รวมถึงต้องขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจากบริษัทแม่ MAJOR ทำสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 185.45 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 8.5% ต่อปี (มีกำหนดชำระคืน 1 ปี นับจากวันที่ 1 กรกฎาคม 2552 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2553)

“ปีนี้ เอ็ม พิคเจอร์สกำลังจะเทิร์นอะราวด์ ตัวเลขการเงินทุกตัวที่ติดลบจะกลายเป็นบวก ภายในปี 2553” เผด็จ หงษ์ฟ้า ประธานกรรมการบริหาร บมจ.เอ็ม พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ประกาศ!!! หลังซุ่มเงียบปรับสูตรธุรกิจพักใหญ่

ผู้บริหารวัย 64 อดีตผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้ก่อตั้งบมจ.ซีวีดี เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ที่วันนี้กลายมาเป็น “ลูกจ้าง” เครือเมเจอร์ พยายามจะเรียกเรทติ้งกลับคืน แต่ทว่าราคาหุ้น MPIC กลับไม่ตอบสนองคำพูดของท่านผู้อาวุโสเท่าใดนัก

การหันกลับมาโฟกัสธุรกิจลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ (สัดส่วนรายได้ 27%) ธุรกิจหนังแผ่นผลิตและจำหน่าย VCD และ DVD (สัดส่วนรายได้ 65%) ทางที่เผด็จถนัดมาตลอดชีวิต บางคนมองว่าธุรกิจนี้ผ่านยุครุ่งเรืองไปแล้ว ขณะเดียวกันการที่บริษัทย่อยหันมาจับธุรกิจผลิตภาพยนตร์ไทยก็อาจไม่ใช่ทางที่บริษัทถนัด มุมมองจากนักลงทุนที่มีต่ออนาคตธุรกิจของ MPIC จึงเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและความเสี่ยง

เส้นทางเทิร์นอะราวด์ของเอ็ม พิคเจอร์สจึงอาจเป็นเพียง “คำคุย” ซ้ำสอง เมื่อกลางปี 2552 เผด็จเคยออกมาแสดงเป้าในใจบริษัทมีโอกาสพลิกจากขาดทุน 224 ล้านบาท เป็นกำไรสุทธิประมาณ 120 ล้านบาท แต่ตัวเลขที่ออกมาจริงปี 2552 กลับขาดทุน 2.74 ล้านบาท

“ผมไม่มีกลยุทธ์พิสดารอะไร มีแต่ความมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับคุณวิชา พูลวรลักษณ์ เพื่อสร้างเอ็ม พิคเจอร์ส ให้เป็นบริษัทที่กินรวบตั้งแต่ “ต้นน้ำ..ยันปลายน้ำ” และกลับมาสร้างความยิ่งใหญ่ให้ธุรกิจหนังแผ่นอีกครั้ง”

เผด็จอธิบายว่า ด้วยความเป็น “มืออาชีพ” ของทั้งตัวเองและวิชา จะร่วมกันผลักดันฐานะการเงินของบริษัทให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปี คาดว่าโอกาสพลิกกลับมามีกำไรจะเริ่มเห็นในไตรมาส 1 ปี 2553 และคาดว่าทั้งปีจะเห็นกำไรสุทธิ “เลขสองหลัก” ส่วนรายได้ปี 2553 ตั้งเป้าไว้ไม่ต่ำกว่า 1,200 ล้านบาท เมื่อปีก่อนเราใช้เวลาสะสางปัญหาเกือบหมด ในปี 2553 จะมีรายได้หลักมาจาก บริษัท เอ็ม วี ดี จำกัด จำหน่ายแผ่นวีซีดี ดีวีดี และลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ เช่น จากค่ายโคลัมเบีย พิคเจอร์ส, พาราเมาท์ พิคเจอร์ส, ดรีมเวิร์คส์ และวอลท์ ดิสนีย์ คาดว่าจะบันทึกรายได้ประมาณ 850 ล้านบาท

ส่วน บริษัท เอ็ม พิคเจอร์ส จำกัด จัดจำหน่ายลิขสิทธิ์ภาพยนตร์เพื่อฉายในโรงภาพยนตร์ และเพื่อจัดทำวีซีดี และดีวีดี คาดว่าปีนี้ จะมีรายได้ประมาณ 200 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนมีรายได้ 166 ล้านบาท ปัจจุบันมีภาพยนตร์ในมือแล้ว 22 เรื่อง ล่าสุดเจรจาซื้อภาพยนตร์ฮ่องกงเข้ามาเพิ่มและมีแผนจะซื้อภาพยนตร์ที่เมืองปูซาน และเมืองคานส์เพื่อนำมาฉายในโรงภาพยนตร์ ขณะเดียวกันยังเตรียมออกหนังแผ่นประมาณ 20 เรื่องต่อเดือน หรือคิดเป็นประมาณ 240 เรื่องต่อปี

สุดท้าย บริษัท เอ็ม เทอร์ตี้ไนท์ จำกัด ผลิตภาพยนตร์ คาดว่าปีนี้จะบันทึกรายได้ประมาณ 250 ล้านบาท มีแผนสร้างภาพยนตร์ไทย 5 เรื่อง คาดว่าจะสร้างรายได้เฉลี่ยเรื่องละ 50 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่มีเพียง “32 ธันวา” ออกฉายเพียงเรื่องเดียว

เผด็จบอกว่าที่จริง MPIC ควรพลิกมีกำไรตั้งแต่ปี 2552 แล้ว ตอนแรกคิดว่าหลังปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่มีโอกาสจะสร้างรายได้สูงถึง 1,600 ล้านบาท บนสมมติฐานกำไรสุทธิประมาณ 120 ล้านบาท ซึ่งมาจากบริษัท เอ็ม วี ดี จำกัด ประมาณ 60 ล้านบาท บริษัท เอ็ม พิคเจอร์ส จำกัด ประมาณ 20 ล้านบาท และ บริษัท เอ็ม เทอร์ตี้ไนท์ จำกัด ประมาณ 30-40 ล้านบาท

แต่แผนธุรกิจพลาดเป้า บริษัท เอ็ม เทอร์ตี้ไนท์ จำกัด ตั้งเป้าจะสร้างภาพยนตร์ไทย 5 เรื่อง สุดท้ายก็ทำได้เพียงเรื่องเดียว ส่วนแผนเทคโอเวอร์ร้านจำหน่ายวีซีดี ดีวีดี (บริษัท มีเดีย เน็ตเวิร์ก รีเทล จำกัด) หลังศึกษาพบว่าไม่คุ้มค่าและอาจเป็นการสร้างศัตรูทางอ้อมเลยต้องยกเลิก วันนี้ MPIC มาจับมือกับผู้ประกอบการรายหนึ่งคาดว่าสิ้นปี 2553 จะวางขายสินค้าทั้งหมด 14 สาขา

สำหรับข่าวดีอีกเรื่องถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดสิ้นปี 2554 บริษัทอาจพิจารณาจ่ายเงินปันผลครั้งแรกในรอบ 7 ปี โดยคาดว่าจะล้างขาดทุนสะสมทั้งหมดภายในระยะเวลา “หนึ่งปีครึ่ง” หรืออาจเร็วกว่านั้นแล้วแต่สถานการณ์

“ถ้านักลงทุนรายใด “ชื่นชอบ” หุ้น MPIC หรือ “ชื่นชม” ฝีมือการบริหารงานของวิชา พูลวรลักษณ์ และคนมีประสบการณ์ 21 ปีอย่างผม ก็อย่าช้า”

เผด็จบอกเป็นนัยๆ ว่า การที่บริษัทมาออกงาน Opportunity Day (พบผู้ลงทุน) ถ้ามองลึกๆ มันย่อมบ่งบอกอะไรได้หลายอย่าง สิ่งที่เราตั้งใจจะบอกนักลงทุนบริษัทพร้อมแล้วที่จะสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น ถ้ามองถึงแผนการสร้างอาณาจักร และตั้งเป้าลดค่าใช้จ่ายปีนี้ 15-20% อัตรากำไรขั้นต้นของ MPIC จะอยู่ในระดับที่ดีขึ้นเป็น 28-30% ราคาหุ้นวันนี้ถือว่า “ถูก” ด้วยซ้ำ

“แต่ผมคงไม่เก่งพอที่จะทำนายได้ว่าราคาหุ้น MPIC จะขึ้นไปที่ระดับใด ถ้านักลงทุนเชื่อมั่นว่าธุรกิจเราดีจริง หุ้นก็คงขึ้นเอง ถ้าเขาไม่เชื่อ หุ้น MPIC ก็คงไปไหนไม่ไกล…แต่ถ้ามองถึงฝีมือการบริหารงานของผม และวิชา พวกคุณก็คงเดาได้เอง เพราะผมรู้ระบบงานในธุรกิจนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่อย่างนั้นวิชา คงไม่ชวนผมมาทำงานด้วยแน่นอน” ลูกจ้างกิตติมศักดิ์เครือเมเจอร์ วัย 64 ปี เผย “เขี้ยว-แบไต๋” อย่างไม่ปิดบัง

Advertisements