เลือกหุ้น…Tomorrow Never Die !!!

ชายผู้ทำนาย “อนาคต” จาก “อดีต” ….วิกรม เกษมวุฒิ

นาฏยา ปานเฟือง
เลือกหุ้น…Tomorrow Never Die !!! หุ้นที่ไม่มีวันตาย…พอร์ตไม่มีวันเจ๊ง
“หุ้นปูนใหญ่” มีลักษณะเป็นหุ้นที่ “ไม่เคยสายที่จะลงทุน ถือหุ้นปูนใหญ่” ลงทุนเมื่อไรก็ได้กำไร ถ้าหากถือลงทุนระยะยาว

********************
ถ้า “โค้ก” คือ หุ้น “Tomorrow Never Die !” หรือหุ้นที่ไม่มีวันตาย ! สำหรับสุดยอดเซียนหุ้นบรรลือโลกอย่าง “วอร์แรนท์ บัฟเฟตต์” “หุ้นปูนซิเมนต์ไทย”(SCC) ก็คือ สุดยอดหุ้นดีที่สุดที่ “เซียนสถิติ…วิกรม เกษมวุฒิ” ยกย่องให้เป็นหุ้นที่ไม่เคยตายไปจากตลาดหุ้นไทย
*******************

“Shelby goes to Wall Street” เป็นหนังสือเกี่ยวกับตลาดหุ้นเล่มแรกที่ “วิกรม เกษมวุฒิ” หยิบขึ้นมาอ่านเมื่อปี 2504
หนังสือเล่มดังกล่าวเป็นเรื่องของเด็กชายอายุ 9 ขวบ ขอให้พ่อพาไปวอลล์สตรีท หลังจากนั้นวิกรมก็ตัดสินใจที่จะค้นหาความลับซึ่งซ่อนอยู่ภายใต้การเคลื่อน ไหวของราคาหุ้นบ้าง

ปัจจุบัน “วิกรม เกษมวุฒิ” ทำงานเป็นที่ปรึกษางานด้านประวัติศาสตร์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กว่า 40 ปีเขาได้ทุ่มเทชีวิตส่วนใหญ่ไปกับการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับตลาดหุ้นทั่วโลก

วิกรม คือหนึ่งใน “เซียนสถิติ”…แถวหน้าของเมืองไทย ที่อุทิศตัวเพื่อย่ำเท้าไปตามเส้นทางเดียวกับ “วอร์แรนท์ บัฟเฟตต์” สุดยอดนักลงทุนวัย 73 ปี ผู้มีความมั่งคั่งถึง 42 พันล้านเหรียญ หรือ 1.68 ล้านล้านบาทจากหุ้น “เบิร์กไชร์” บริษัทโฮลดิ้งที่ไปลงทุนในบริษัทอื่น(คล้ายชินคอร์ป)

วอร์แรนท์เป็นนักลงทุนเพียงคนเดียวที่สร้างความร่ำรวยจากตลาดหุ้น จนกลายเป็นอภิมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก เบิร์กไชร์” เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่หลายบริษัทในตลาดหุ้นนิวยอร์กที่มีมูลค่ารวมกันสูงถึง 37,265 ล้านเหรียญหรือ 1.49 ล้านล้านบาท
เช่นหุ้น โคคา-โคลา ยิลเลตต์ อเมริกันเอ็กซ์เพรส เวลฟาร์โก วอลล์ดิสนีย์ และหุ้น วอชิงตัน โพสต์ ที่ทำกำไรสูงสุดถึง 109 เท่า

ตามความเชื่อของวิกรม เขาคิดว่า “ดาบดีมี 2 คม จะเป็นคุณเป็นโทษก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้” เพราะอดีต คือ ความจริงที่เกิดขึ้นไปแล้ว แต่อนาคตเป็นสิ่งที่ยากจะอธิบาย วิกรมเชื่อเช่นนั้น ในเมื่อไม่มีใครทำนายอนาคตได้ อดีตก็น่าจะเป็นเครื่องบอกทางที่ดีที่สุดใช่หรือไม่

วิกรม บอกว่า ตลอด 38 ปีที่วอร์แรนท์ บัฟเฟตต์ลงทุนมีกำไรถึง 6,000 เท่า และมีนักลงทุนจำนวนมาก เชื่อถือและลงทุนตามคำแนะนำของเขา
“จากเงินลงทุนครั้งแรกที่ 13 เหรียญต่อหุ้น หรือหุ้นละ 540 บาทเมื่อปี 2508 ลงทุนจำนวน 100 หุ้น จนถึงเมื่อต้นปี 2541 ราคาหุ้นขึ้นไปสูงสุดที่ 8 หมื่นเหรียญ หรือหุ้นละ 3 ล้านบาท คิดผลกำไรเป็นเม็ดเงินถึง 300 ล้านบาท จากถือหุ้นเพียง 100หุ้น เท่านั้น”

หลักการลงทุนของบัฟเฟตต์จะยึดหลัก 4 ข้อก่อนตัดสินใจลงทุน คือ หลักการทางธุรกิจ การบริหาร การเงินและการตลาด

การเลือกลงทุนในแง่ “ธุรกิจ” ของเขาจะเน้นธุรกิจที่เข้าใจได้ง่าย มีประวัติการดำเนินงานที่ดี สม่ำเสมอ มีแนวโน้มการทำกำไรระยะยาวเป็นที่น่าพอใจ หุ้นที่เขาถือจึงเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับสิ่งที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน จึงหนีไม่พ้น ธุรกิจอาหาร ขนม ประกันชีวิต เครื่องบิน รองเท้า เครื่องดื่ม เฟอร์นิเจอร์ หนังสือพิมพ์ และอื่นๆ เช่น หุ้นโค้ก ,ช็อกโกแลตยี่ห้อ SEE’S หนังสือพิมพ์ วอชิงตัน โพสต์ เป็นต้น

ในแง่ของ “การบริหาร” บัฟเฟตต์จะคำนึงถึงความสมเหตุสมผลของผู้บริหาร การเปิดเผยข้อมูลต่อผู้ถือหุ้นอย่างตรงไปตรงมา ไม่โกง และไม่ทำธุรกิจตามคนอื่น
ด้าน “การเงิน” เขาจะใส่ใจ “ผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น” (ROE) ไม่ใช่กำไรต่อหุ้น และคำนวณกำไรของผู้ถือหุ้นออกมาเป็นตัวเลข โดยจะยึดหลักว่า เมื่อลงทุนทั้งปีจะต้องมีกำไรกลับคืนมามากกว่า 12% หรือ 1% ต่อเดือน ถ้าหากน้อยกว่านี้ เขาจะไม่เลือกซื้อหุ้นบริษัทนั้นเลย

นอกจากนั้น จะมองหากิจการที่มีอัตราการทำ “กำไรสูง” และจะต้องทำให้เงินนั้นต่อเงินเพิ่มขึ้น

หลัก “การตลาด” เขาจะคำนวณก่อนว่ามูลค่าของธุรกิจบริษัทที่ลงทุนเป็นเท่าไร โดยใช้ราคาหุ้น คูณด้วยจำนวนหุ้นที่มีอยู่ และหาโอกาสซื้อหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากๆ โดยเขาจะเฝ้ารอเวลาที่ราคาหุ้นลงมาต่ำกว่าพื้นฐานที่แท้จริง

“อย่างโค้ก บัฟเฟตต์สนใจมานาน แต่ช่วงนั้นราคาหุ้นสูงมากเขาเฝ้ารอ จนกระทั่งเกิดปัญหาภายในบริษัท ผู้บริหารชุดเก่าลาออก และเปลี่ยนผู้บริหารชุดใหม่ เนื่องจากพนักงานบริษัทไม่พอใจประธานบริษัทคนเก่า บัฟเฟตต์บอกว่า ช่วงที่เป็นจังหวะการซื้อหุ้นที่ดี ก็คือ ช่วงที่มีเหตุการณ์ไม่ปกติ”

การลงทุนของวิกรม เขาจะยึดหลักการเดียวกันกับบัฟเฟตต์ เขาย้ำว่า หัวใจของหุ้น คือผลกำไร เพราะราคาหุ้นจะต้องไปกับกำไรของบริษัทเสมอ
“สรุปก็คือ หุ้นทั้งหลายตายอยู่ที่ผลกำไร คือราคาหุ้นจะต้องไปกับกำไรของบริษัทเสมอ ถ้าหากราคาหุ้นวันนี้ไม่ขึ้น อีก 1-2 ปี ก็จะขึ้นแน่นอน”
หลักการก็คือ ถ้าบริษัทมีกำไรสม่ำเสมอ และดีขึ้น ราคาหุ้นก็ต้องขึ้น ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อไหร่ที่ผู้ลงทุนจะกลับมาให้ความสนใจ

สถิติหุ้นในตลาดหุ้นสหรัฐก็เช่นกัน เมื่อใดที่ผลกำไรของบริษัทตกลง ราคาหุ้นก็จะลดลงไปในทิศทางเดียวกัน ในทางกลับกันเมื่อผลกำไรของหุ้นดีขึ้น ราคาหุ้นก็จะปรับตัวสูงขึ้นด้วย

ตัวอย่างของ “หุ้นวอลล์-มาร์ท” บริษัทดิสเคาท์สโตร์อันดับหนึ่งของโลก ซึ่งบริษัทมีกำไรทุกปี ส่งผลให้ราคาหุ้นขึ้นมาโดยตลอด ทำให้ผู้ที่ลงทุนในหุ้นวอลล์-มาร์ท ไม่เคยสายที่จะได้รับกำไรจากลงทุนไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใด
ในตลาดหุ้นไทย มีหุ้นแบบนี้ให้เลือกลงทุนด้วยเหมือนกัน …

วิกรม ยกย่อง “หุ้นปูนใหญ่” เป็นหุ้นที่มีลักษณะที่ “ไม่เคยสายที่จะลงทุน ถือหุ้นปูนใหญ่” หรือลงทุนเมื่อไรก็ได้กำไร ถ้าหากถือลงทุนระยะยาว
ถ้าดูประวัติย้อนหลังบริษัทปูนซิเมนต์ไทยมีอายุถึง 91 ปี เข้าตลาดหุ้นเมื่อปี 2518 เป็น 1 ใน 8 หุ้นยุคแรกที่เข้าตลาดหุ้นพร้อมกับเปิดตลาดหุ้นไทย ผลงานไตรมาส 3 ปีนี้ทั้งกลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิสูงถึง 11,988 ล้านบาท
ถ้าย้อนกลับไปดูผลตอบแทนของหุ้นปูนใหญ่ จะพบว่า หากลงทุนเริ่มแรกเมื่อปี 2518 ที่ราคา 167 บาท จำนวน 100 หุ้น หรือคิดเป็นเงินลงทุน 16,700 บาท ปัจจุบันราคาอยู่ที่ประมาณ 200 บาทเมื่อสิ้นปีและคิดเป็นจำนวน 10,000 หุ้น( มีการแตกพาร์จากมูลค่า 100 บาท เป็น 10 บาทและ 1 บาทในปัจจุบัน) พบว่า มูลค่าหุ้นเพิ่มเป็น 2 ล้านบาท รวมเงินปันผลสะสม 290,300 บาท เพิ่มขึ้นมา 120 เท่าภายในระยะเวลา 29 ปี

“ถ้าซื้อ 1,000 หุ้นตอนนั้น ปัจจุบันก็จะมีเงินถึง 23 ล้านบาท แม้ราคาหุ้นปูนใหญ่จะตกช่วงวิกฤติ แต่พอผ่านพ้นไป ราคาหุ้นก็กลับขึ้นไปมากกว่า ฉะนั้น ลงทุนในหุ้นปูนใหญ่จึงไม่เคยสาย และผู้ลงทุนระยะยาวจะเป็นผู้ชนะในตลาดหุ้น”
วิธีการคัดสรรหุ้นเด่นอย่างง่ายๆ ของวิกรม ซึ่งเขาบอกว่า ใช้เวลารวบรวมและทดสอบการเลือกหุ้นในตลาดเป็นเวลากว่า 5 ปี โดยเขาจะใช้ข้อมูลเบื้องต้นจากหนังสือพิมพ์รายวันมาทำเป็นตาราง เพื่อเปรียบเทียบมูลค่าของหุ้นก่อนตัดสินใจซื้อหุ้นจริง

เขาแยกออกเป็นหัวข้อ “น้ำหนักผลตอบแทนด้านรับ” ซึ่งประกอบด้วย อัตรากำไรสุทธิต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) อัตราเงินปันผลตอบแทน(Yield) และกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS)
ถ้าหากค่าอัตราส่วนที่ออกมา “ยิ่งสูง จะยิ่งดี”
นอกจากนั้น ให้ดู”น้ำหนักด้านราคาจ่าย” ซึ่งประกอบด้วย ราคาปิดครั้งล่าสุด ราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น(P/E) ราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้นของกลุ่มอุตสาหกรรม(P/E: IND) ราคาปิดต่อมูลค่าตามบัญชี(P/BV) และราคาปิดต่อมูลค่าหุ้นตามบัญชีของกลุ่มอุตสาหกรรม(P/BV: IND) ผลที่ออกมาหาก”ค่าน้อย จะดีกว่า”
ส่วนสุดท้ายจะเป็นข้อมูลเพิ่มเติม ใช้ในการประกอบการพิจารณา ได้แก่ เงินปันผลต่อหุ้น(D/P) มูลค่าหุ้นตามบัญชี(BV) ราคาพาร์ ราคาหุ้นสูงต่ำ 26 สัปาดห์ย้อนหลัง จำนวนหุ้นที่ซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน และจำนวนหุ้นที่ออกจำหน่าย

เมื่อได้ข้อมูลครบทุกส่วนแล้ว ก็นำมาเปรียบเทียบและพิจารณาคัดเลือกหุ้น
เขายกตัวอย่าง “หุ้นปูนใหญ่” (SCC) เทียบกับ “หุ้นปูนกลาง”(SCCC) คำนวณจากดัชนีในตารางพบว่า หุ้นปูนใหญ่ มีความน่าสนใจกว่าหุ้นปูนกลาง เนื่องจากหุ้นปูนใหญ่มีค่า ROE สูงถึง 26.3% ซึ่งเป็นไปตามหลักการของวอร์แรนท์ บัฟเฟตต์ที่บอกว่า จะต้องให้มีค่ามากกว่า 12% ขณะที่ปูนกลาง 21.7 %

ปูนใหญ่ยังมีการจ่ายเงินปันผลสูงกว่า นอกจากนั้น ปูนใหญ่ยังค่าพีอี/เรโชต่ำเพียง 10.73 เท่า ปูนกลาง 12.31 เท่า และยังมีราคาปิดต่อมูลค่าหุ้นตามบัญชี(P/BV) ต่ำกว่าเพียง 2.45 เท่า เทียบกับปูนกลาง 3.22 เท่า
อีกทั้งปูนใหญ่ยังมีมูลค่าตามบัญชีสูงกว่า เท่ากับ 94.85 บาท ปูนกลาง 6.34บาท(ถ้าเทียบราคาพาร์ 1 บาทเท่ากัน)
แม้ราคาหุ้นปูนใหญ่ปัจจุบันอยู่ที่ 232 บาท(ราคาพาร์ 1 บาท) จะแพงกว่าหุ้นปูนกลาง อยู่ที่ 204 บาท(ราคาพาร์ 10 บาท) แต่หุ้นปูนใหญ่น่าลงทุนมากกว่าเมื่อเทียบเคียงกับดัชนีสำคัญที่ใช้ชี้วัด
วิกรมเชื่อว่า ถ้าเรารู้สึกตื่นเต้นดีใจ หรือตกใจไปกับราคาหุ้นที่แกว่งขึ้นแกว่งลง จงหยุดนิ่งอยู่กับที่ ไม่เช่นนั้นเราจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของ “ฝูงชน” ที่กำลังคลั่ง

Counter : Pageviews. 0 comments

Advertisements