Erawan-cpn-centel จบแบบไหนก็ ‘เจ็บ’
ไม่ใช่แค่เลิกการชุมนุมแล้วจบ ธุรกิจโรงแรม ห้างสรรพสินค้า สำนักงาน และร้านค้าในบริเวณแยกราชประสงค์ และบริเวณใกล้เคียงต่างต้องการเวลาเยียวยา โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมกว่าที่นักท่องเที่ยวและนักธุรกิจจะกลับเข้าพักต้องใช้ระยะเวลาอีกอย่างน้อย 2-3 เดือน และอาจกระทบไปถึงพนักงานบางส่วนต้องตกงาน ผลพวงดังกล่าวเกิดขึ้นนับตั้งแต่กลุ่มนปช. มีการชุมนุมที่บริเวณแยกราชประสงค์ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน เป็นต้นมา

จากการประเมินของฝ่ายวิจัยบางแห่งระบุว่า บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดได้แก่ บมจ.ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERAWAN) บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) และบมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) โดย บมจ.ดิ เอราวัณ กรุ๊ป ของตระกูลวัธนเวคิน และว่องกุศลกิจ จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากบริษัทมีกำไรก่อนหักภาษีประมาณ 80% มาจาก 2 โรงแรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ และโรงแรมคอร์ทยาร์ด แมริออท กรุงเทพฯ

เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2553 ดิ เอราวัณ กรุ๊ป ออกมายอมรับว่าหากสถานการณ์การชุมนุมยืดเยื้อเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 1 เดือน จะมีผลกระทบต่อรายได้ของทั้ง 2 โรงแรมรวมกันประมาณ 90 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งคิดเป็น 3% ของรายได้ จากการประกอบกิจการโรงแรมทั้งหมดของบริษัทในปี 2552 ขณะที่บริษัทในเครือเซ็นทรัล (CPN และ CENTEL) มีรายได้ประมาณ 18% หรือมากกว่า 2,000 ล้านบาทต่อปี มาจากเซ็นทรัลเวิลด์

สำหรับ บมจ.บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) บมจ.โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) และบมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) จะได้รับผลกระทบเล็กน้อยจากการชุมนุมในครั้งนี้ โดยบิ๊กซีมีเพียง 1 สาขาที่ได้รับผลกระทบได้แก่ สาขาราช หากการชุมนุมยืดเยื้อจะกระทบกำไรสุทธิเพียงไตรมาสละ 10-15 ล้านบาท

ขณะที่โฮมโปรมี 1 สาขา ตรงแยกเพลินจิต เฉลี่ยยอดขายต่อวัน 1.6-2 ล้านบาท หากการชุมนุมยืดเยื้อจะกระทบกำไรสุทธิไตรมาสละ 7-8 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มไมเนอร์ มีโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ ที่ได้รับผลกระทบแต่เนื่องจากมีการกระจายสัดส่วนรายได้ที่ดี จึงได้รับผลกระทบไม่มากนัก

ประกิต ประทีปะเสน ประธานกรรมการ บมจ.ดิ เอราวัณ กรุ๊ป เปิดเผยกับ กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า ในเดือนเมษายน 2553 บริษัทจะสูญเสียรายได้จากโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ และโรงแรมคอร์ทยาร์ด แมริออท กรุงเทพฯ มากกว่า 90 ล้านบาท ซึ่งได้ปิดทำการมาแล้ว 2 สัปดาห์ และถ้ารัฐบาลปล่อยให้เหตุการณ์การชุมนุมยืดเยื้อจะกระทบต่อฐานะทางการเงินในปี 2553 ของบริษัทด้วย เพราะโรงแรมทั้ง 2 แห่ง สร้างรายได้ให้บริษัทสูงถึง 30-40% ต่อปี ขณะที่ในปี 2552 ที่ผ่านมาบริษัทมีผลการดำเนินงานขาดทุน 229 ล้านบาท

ปัญหาใหญ่ที่จะตามมาหลังจากนี้ ทางโรงแรมอาจต้องเลิกจ้างพนักงานบางส่วน เพราะในแต่ละเดือนต้องจ่ายเงินค่าสูงถึงเดือนละ 20-30 ล้านบาท ปัจจุบันโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ มีพนักงาน 500-600 คน และโรงแรมคอร์ทยาร์ด แมริออท อีก 300-400 คน

“เราปิด 2 โรงแรมนี้มาสองสัปดาห์แล้ว หลังเห็นว่าอัตราการเข้าพักเฉลี่ยต่ำเพียง 10-20% จากปกติ 70% ส่วนตัวมองว่ารัฐบาลอาจแก้ไขปัญหาเสร็จก่อนสิ้นเดือนเมษายนนี้ ถ้ายืดเยื้อไปนานกว่านี้ กลุ่มธุรกิจโรงแรม ศูนย์การค้า และธุรกิจค้าปลีก ที่อยู่บริเวณแยกราชประสงค์เจ็บหนักแน่”

ประกิต บอกว่า ดิ เอราวัณ กรุ๊ป ยังโชคดีตรงที่มีโรงแรมในเครือ 13-14 แห่ง กระจายอยู่ตามหัวเมืองใหญ่ๆ เช่น สมุย ภูเก็ต พัทยา และยังมีอยู่ทั่วกรุงเทพฯ ยังพอมีเงินจากโรงแรมอื่นมาหล่อเลี้ยงปากท้องบ้าง แต่ปัญหาทางการเมืองได้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในภาพรวมทำให้กลุ่มธุรกิจโรงแรมต้องขาดทุนกันเป็นแถว

สิ่งที่อยากเรียกร้องรัฐบาลก็คือต้องเข้ามาเป็นคนกลางเจรจากับสถาบันการเงิน ผ่อนปรนเรื่องภาระหนี้สินของทั้งอุตสาหกรรม และเสริมสภาพคล่องธุรกิจโรงแรมอย่างเร่งด่วนก่อนจะเสียหายมากกว่านี้ เชื่อหรือไม่ว่าต่อให้รัฐบาลสลายการชุมนุมสำเร็จ ธุรกิจโรงแรมก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 เดือน กว่านักท่องเที่ยวจะกลับมาใช้บริการตามปกติ

ขณะที่ กษมา บุณยคุปต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ดิ เอราวัณ กรุ๊ป คาดว่ารายได้ปีนี้จะลดลง 10% จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 4 พันล้านบาท โดยโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ ไม่รับบุ๊คกิ้งมาตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน ที่ผ่านมา และได้ให้พนักงานส่วนใหญ่หยุดงาน แต่บางส่วนที่เป็นสำนักงานยังคงทำงานอยู่ โดยบริษัทไม่มีนโยบายเลิกจ้างพนักงาน ปีที่แล้วตอนเกิดเหตุการณ์เดือนเมษายน 2552 อัตราเข้าพักยังอยู่ที่ประมาณ 45% แต่คราวนี้ถือว่าหนักกว่ามากเหลือน้อยกว่า 10% ด้วยซ้ำ

รณชิต มหัทธนะพฤทธิ์ รองประธานอาวุโสฝ่ายการเงินและบริหาร บมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา เปิดเผยว่า การชุมนุมของนปช.ส่งผลให้ในเดือนเมษายน 2553 โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ ได้รับความเสียหายมากกว่า 100 ล้านบาท เฉลี่ยวันละกว่า 4 ล้านบาท ปัจจุบันเงินหายจากกระเป๋าไปแล้ว 80 ล้านบาท หลังอัตราการเข้าพักเฉลี่ยต่ำเพียง 20-22% แม้จะมีการชุมนุมโรงแรมก็ยังเปิดให้บริการบางส่วน

ขณะเดียวกันการชุมนุมยังทำให้ธุรกิจอาหารของบริษัทในย่านแยกราชประสงค์ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 21 แห่ง ได้รับความเสียหายเฉลี่ยวันละ 500,000 บาท คิดเป็นเดือนละกว่า 10 ล้านบาทอีกด้วย ในวันที่ 27-28 เมษายนนี้ บริษัทเตรียมประเมินความเสียหายอีกครั้ง

รณชิต ยังให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนว่า ถึงอย่างไรรายได้รวมในปี 2553 น่าจะยืนระดับ 9,000 ล้านบาทได้ เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่มีรายได้รวม 8,661 ล้านบาท โดยจะมาจากธุรกิจอาหารมากกว่า 4,000 ล้านบาท และธุรกิจโรงแรมประมาณ 4,000 ล้านบาท เนื่องจากโรงแรมในพัทยาที่เพิ่งเปิดบริการไปเมื่อไตรมาส 4/2552 อาจทำเงินให้บริษัทมากกว่า 700 ล้านบาท รองจากโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ ที่คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 1,000 ล้านบาท คิดเป็น 25% ของรายได้จากธุรกิจโรงแรม หากการชุมนุมไม่ยืดเยื้อ

ขณะที่ธุรกิจอาหารยังเติบโตต่อเนื่อง แม้จะมี 21 สาขาที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม แต่สาขาดังกล่าวคิดเป็น 4% ของสาขาทั้งหมด 500 แห่ง ถือเป็นตัวเลขไม่มากนัก นอกจากนั้นในปี 2553 บริษัทยังได้รับค่าจ้างบริหารโรงแรมในมัลดีฟส์เพิ่มขึ้นจาก 50 ล้านบาท เป็น 100 ล้านบาท

สำหรับนักลงทุนที่กังวลว่าฐานะการเงินของ บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) จะย่ำแย่ รณชิต บอกว่า เท่าที่ทราบไม่ต้องเป็นห่วงเพราะเตรียมแผนรับมือไว้แล้ว ล่าสุดได้เลื่อนการปิดปรับปรุงเซ็นทรัล ลาดพร้าว ออกไปแล้ว และจะมีการโอนพนักงานที่เซ็นทรัลเวิลด์ ไปทำงานที่ลาดพร้าวแทน

Advertisements