ขั้นตอนการควบคุมความโลภก็เหมือนกับขั้นตอนการควบคุมความตื่นตระหนก ต้องเข้าใจอารมณ์ตัวเอง ต้องคำนึงถึงสภาพความเป็นจริง มองปัญหารอบด้าน แยกแยะปัจจัยเชิงลบ คาดคะเนการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตโดยมีวิธีปฏิบัติดังนี้

1. บันทึกความคิดความรู้สึกลงในกระดาษและในใจเช่น
“การซื้อขายแบบนี้เป็นเรื่องเหลือเชื่อจริง ๆ เราสามารถทำกำไรได้เป็นเท่าตัวโดยไม่ต้องเสี่ยงแต่อย่างใด เราอยากจะมีเงินลงทุนให้มากกว่านี้”
“เราจะต้องขึ้นรถให้ทันป้องกันการตกรถ”

2. เน้นความเป็นจริง (ละทิ้งความเห็นที่เข้าข้างตนเอง)
วิธีที่จะชักจูงให้คนทั่วไปเกิดความโลภทำเขาให้ยอมควักเงินออกจากกระเป๋าทันทีคือ สร้างสถานการณ์เร่งด่วนขึ้นมา ต้องทำให้นักลงทุนเชื่อว่านี่คือโอกาสทองในการหากำไรแต่ต้องกระทำอย่างฉับพลันมิฉะนั้นแล้วจะหมดโอกาสในชั่วพริบตา ทั้งยังต้องให้เขาเชื่ออีกว่าโอกาสนี้แทบจะไม่ต้องเสี่ยงอะไรเลย คนเหล่านี้จะต้องยอมจ่ายเงินโดยดี ที่ต้องใช้วิธีนี้ก็เพื่อไม่ให้เขามีเวลาไตร่ตรองศึกษาสถานการณ์อย่างสุขุมรอบคอบ
จะเห็นได้ว่าการที่จะตัดสินใจให้ดีที่สุดจำเป็นต้องมีเวลาขบคิด ตั้งคำถาม ผ่อนคลายความโลภที่เกิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว การตั้งคำถามดังต่อไปนี้อาจช่วยให้เราควบคุมความโลภและหาหนทางตัดสินใจที่ดีที่สุดได้
– เรารู้ข่าวอะไรบ้างที่เป็นความจริง?
– สิ่งที่เราอ้างอิงในปัจจุบันนี้มีอะไรบ้างที่สมมุติขึ้น?
– ทำไมเราต้องรีบดำเนินการโดยด่วน?
– หากครั้งนี้ทำกำไรให้เราเท่ากับกำไรปกติเราจะรู้สึกอย่างไร?
– ทำไมเราต้องตั้งเป้าหมายเหล่านี้ขึ้นมา? ทำอย่างไรจึงจะบรรลุ? และจะบรรลุอย่างไร? ใครเป็นผู้ทำให้บรรลุ?
– คนทั่วไปมีความเข้าใจต่อการบริหารของบริษัทนี้แค่ไหน?
– มีหลักฐานอะไรมายืนยันข่าวที่เราได้ยินมาไหม?
– เรื่องนี้มีอะไรที่ดูแล้วไม่เข้าท่า???
– หากเรื่องไม่ราบรื่นอย่างที่คิด ความผิดพลาดนี้เกิดจากอะไรหรือ?

3. การฝึกความสามารถในการสังเกตสรรพสิ่งที่ดำรงอยู่
การพยายามดึงตนออกจากภาวะแวดล้อม โดยสมมุติว่าตนเป็นคนหนึ่งที่กำลังทบทวนเหตุการณ์อย่างเคร่งครัด เช่น สมมุติว่าตนเองเป็นนายธนาคารที่กำลังพิจารณาสินเชื่อ หรือการที่จะชี้ขาดว่าความคิดของตนถูกหรือไม่ก็น่าจะลองสมมุติว่าถ้าคนอื่นอยู่ในสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่นั้นเราจะให้คำแนะนำอะไรแก่เขาได้บ้าง

4. แจงแจงปัจจัยในเชิงลบและบวก
ยิ่งเราต้องการบรรลุเป้าหมายมากเท่าไหร่เราก็ยิ่งไม่ต้องการรับรู้เรื่องราวที่เป็นอุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมาย การที่จะแจกแจงข้อดีนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจะแจกแจงข้อเสียและความเสี่ยงนั้นจะต้องใช้ความพยายามมากกว่า

ข้อดี
– มีศักยภาพทางตลาดอย่างมหาศาล
– ราคาหุ้นกำลังพุ่งสูง
– ผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ตลาด
– หุ้นได้รับความนิยม
– ผู้นำระดับบริหารมองการณ์ไกล

ข้อเสีย
– มีการเก็งกำไรสูงแต่สถิติที่ผ่านมาไม่ทราบชัด
– ไม่มีการปันผล ไม่ทราบรายละเอียดทางฝ่ายบริหาร
– อัตรากำไรสูง เงินสดในมือมีน้อย
– ขีดความสามารถในการแข่งขันยังไม่ชัดเจน

5. การคาดคะเนการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
จังหวะนี้รวมถึงปัจจัยบางอย่างที่ยังไม่ชัดเจน เช่นค่าน้ำมัน อสังหาริมทรัพย์ หรือตลาดหุ้นมีแนวโน้มสูงขึ้น การค้นหาปัจจัยแฝงเร้นที่อาจทำให้เกิดผลตรงกันข้ามเป็นสิ่งจำเป็น จะต้องต่อต้านความโลภของตนเอง ทั้งต้องคำนึงว่ามีอะไรที่จะทำให้เกิดผลตรงกันข้ามกับที่คาดคะเนไว้หรือไม่? ยกตัวอย่างเรื่องที่คุ้นเคยกันดี

ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น คาดว่าอาจจะสูงถึงบาร์เรลละ 100 ดอลลาร์ นี่เป็นโอกาสทองในการลงทุนหุ้นเกี่ยวกับพลังงานหรือบริษัทที่เกี่ยวกับน้ำมัน แต่เราต้องถามตัวเองว่าจะมีสภาพใดบ้างที่ทำให้เกิดผลตรงข้ามกับที่คาดคิดไว้ เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็จะคำนึงถึงในแง่ที่ว่า “เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นจะทำให้ทุกคนต้องหาทางประหยัดการใช้พลังงาน ความต้องการน้ำมันก็จะลดลง ราคาน้ำมันพุ่งสูงมีส่วนช่วยกระตุ้นการพัฒนาแหล่งน้ำมันใหม่ และในที่สุดเมื่อมีน้ำมันมาสนองความต้องการอย่างเพียงพอแล้วราคาน้ำมันก็จะลดต่ำลง หรือการพยายามหาพลังงานทดแทนมากขึ้นแล้ว ราคาน้ำมันก็จะลดต่ำลง”

เมื่อนำความคิดทั้งหมดมาบันทึกลงในกระดาษหรือในใจแล้วเราก็จะได้ทบทวนข่าวสารต่าง ๆ ที่ปรากฎอยู่ตรงหน้า การประเมินสถานการณ์ตามข้อเท็จจริงทำให้เราเผชิญหน้ากับเหตุการณ์อย่างมีเหตุมีผล ละทิ้งปฏิกิริยาที่เกิดจากความโลภ หลีกเลี่ยงการตัดสินใจด้วยอารมณ์ นั่นหมายถึงเราสามารถตัดสินใจได้อย่างดีที่สุด ครั้งต่อไปหากเราพบว่าตัวเองเต็มไปด้วยความโลภแล้วจงอย่าลืมคำว่า

“ถ้าจะจับหนูแค่วางกับดักก็สำเร็จ ความโลภจะชักนำหนูเข้ามาเอง”

เมื่อจิตใจถูกความโลภครอบงำเราจะมองไม่เห็นสภาพแวดล้อมรอบด้านและก็จะเป็นเสมือนหนูที่กระโดดเข้าหากับดัก

Advertisements