รวย! ร้อยล้าน ‘นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์’

คนที่ประสบความสำเร็จ มักชะล่าใจชอบวิ่ง แต่สำหรับ วีไอครึ่งเวลา ‘นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์’ เขาเริ่มระวัง!! ลงทุนร้อยครั้ง..ขาดทุนน้อยครั้ง

ในฐานะวีไอครึ่งเวลา..นักธุรกิจไอทีเต็มเวลา “หมอคิดส์” นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์ แพทย์หนุ่มสาขาเทคโนโลยีการแพทย์จากศิริราช เจ้าของบริษัท MCFiva Thailand จำกัด ทำธุรกิจเอเยนซีโฆษณาสื่อดิจิทัล หลังสร้างความมั่งคั่งจากตลาดหุ้นได้เป็นกอบเป็นกำ เขาเลือกที่จะกระจายความเสี่ยงไปไว้ในสินทรัพย์หลากหลายประเภท นัยเพื่อลดความเสี่ยง อีกนัยเพื่อรอเวลาแห่งโอกาส ซึ่งหมอหนุ่มมีความเชื่อว่าการลงทุนในตลาดหุ้นเรื่องของ “จังหวะเวลา” (Timing) คือ “หัวใจ” การลงทุน

“ถามว่าผมได้ผลตอบแทนจากหุ้นตัวไหนมากที่สุด หุ้นเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) กับหุ้นโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ (BCH) หุ้นสองตัวนี้ทำให้พอร์ตของผมโตขึ้นเร็วมากหลังวิกฤติซับไพร์ม” นพ.ศุภชัย เล่าให้ กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ฟัง

เหตุผลที่ซื้อหุ้น CPF กับ BCH สำหรับซีพีเอฟเรียกได้ว่าเป็นโมเดลการลงทุนแบบวีไอชัดเจน เพราะถือหุ้นตัวนี้มาตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดวิกฤติซับไพร์ม ช่วงแรกๆ ยังไม่ค่อยดีแต่พอเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจจาก “ธุรกิจการเกษตร” มาเป็น “ธุรกิจอาหาร” กิจการดีขึ้นอย่างชัดเจน นอกจากนี้ธุรกิจอาหารยังเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน

หมอคิดส์ วิเคราะห์ว่า ซีพีเอฟบริหารซัพพลายเชนได้ดีตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้ภาพ “ครัวของโลก” มันชัดมาก หลังจากนั้นยุทธศาสตร์การแปรรูปอาหารให้เป็นแบบสำเร็จรูปหรือ Ready to eat ยังทำให้ธุรกิจมีมูลค่าสูงขึ้น พอใส่เทคโนโลยีเข้าไปทำให้เกิดการแปรรูปขึ้น Value chain ก็เพิ่มมากขึ้น ตรงนี้เป็นสิ่งที่ผู้บริหารมองเห็น แม้เขาจะตั้งเป้าหมายแบบ Aggressive แต่ดูแล้วเป็นไปได้ ก็เลยซื้อหุ้นตัวนี้

ถามว่าได้กำไรหุ้น CPF เท่าไร..? “ผมจำไม่ได้หรอกลงทุนหลายชั้นมาก แต่เกินร้อยเปอร์เซ็นต์แน่นอน”

ส่วนหุ้นโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ (BCH) ราคาขึ้นไปเยอะมากตอนนี้ขายไปหมดแล้ว เหตุผลที่ซื้อเพราะโรงพยาบาลขนาดใหญ่จะจับเฉพาะลูกค้าตลาดบนหรือชาวต่างชาติ แต่ในช่วงที่ผ่านมาชาวต่างชาติที่เข้ามารักษาในประเทศไทย พวก Medical Tourism เติบโตลดลงจากปัญหาการเมืองในบ้านเรา โรงพยาบาลที่เน้นรับชาวต่างชาติมากๆ เช่น รพ.กรุงเทพ, รพ.บำรุงราษฎร์ ได้รับผลกระทบโดยตรง ส่วนตัวก็เห็นชัดเจนว่าคนไข้น้อยลงกว่าแต่ก่อน แต่ตอนนี้ก็กลับมาแล้วนะ

ที่เลือกหุ้นโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ เพราะเขาเน้นคนไข้คนไทย และมีการบริหารจัดการที่ดีกำไรจึงออกมาดี ปันผลก็ดี ที่สำคัญผู้บริหาร (นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์) มีแผนการขยายธุรกิจชัดเจน เช่น ศูนย์ Medical Center แถวแจ้งวัฒนะไปจับกลุ่มลูกค้าต่างชาติมากขึ้นถือเป็นส่วนที่แถมเข้ามา หุ้น BCH ก็ได้ผลตอบแทนเป็นหลักร้อยเปอร์เซ็นต์ขึ้นไปเช่นกัน

รวย!! ‘ร้อยล้าน’ เน้นพอร์ตมั่นคง..ลดเสี่ยง หลังจากที่สร้างพอร์ตหุ้นจนโตมาได้ระดับหนึ่ง หมอหนุ่มตัดสินใจนำเงินก้อนหนึ่งไปฝากให้ “มืออาชีพ” ช่วยบริหารจัดการให้โดยลงทุนผ่านกองทุนส่วนบุคคล ตนเองจะคอยดูเรื่องนโยบายการลงทุน และบริหารความเสี่ยงอยู่ห่างๆ และกระจายเงินจากพอร์ตหุ้นไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ มากขึ้น

“ผมคิดว่าการเป็นนักลงทุนแนววีไอเต็มตัวมันต้องทุ่มเทมาก เพื่อนผมคนหนึ่งที่เป็นนักลงทุนเต็มตัวต้องเดินทางไปประชุมผู้ถือหุ้นและถามทุกครั้งเหมือนเป็นเจ้าของบริษัทเอง อย่างนั้นถึงจะเรียกว่าเป็น “วีไอตัวจริง” อย่างผมไม่ถึงขั้นนั้น ไม่มีเวลาติดตามตลาดหุ้นตลอดเวลา”

นพ.ศุภชัย เปิดเผยว่า ถ้าจะให้จำแนกพอร์ตลงทุนส่วนตัว ปัจจุบันมีเงินอยู่ในหุ้นประมาณ 50 ล้านบาท หรือประมาณ 30% ซึ่งถือว่าลดลงจากที่ผ่านมาเคยมีเงินลงทุนในตลาดหุ้นสูงถึง 70% ของพอร์ต ส่วนที่เหลืออีก 70% แบ่งเป็นลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ 30% กองทุนรวม 20% อีกประมาณ 20% ถือทองคำและเงินสด

ในระยะหลังเริ่มสนใจลงทุนอสังหาริมทรัพย์มากขึ้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะแฟนทำธุรกิจนี้อยู่ อย่างตอนนี้หันมาลงทุนซื้อคอนโดมิเนียม เพราะมองว่าประหยัดเวลาการเดินทาง ถ้าเราได้สินทรัพย์ในทำเลดีๆ ราคาไม่แพงมาก ผลตอบแทนบางทีดีกว่าลงทุนในตลาดหุ้นด้วย

“คอนโดมิเนียมที่ลงทุนอยู่มีทั้งซื้อมาขายไป และให้เช่าผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 5-8% จริงๆ มองที่ผลตอบแทนจากราคาคอนโดที่จะเพิ่มขึ้นในระยะยาวมากกว่า ในทำเลดีๆ ต่อไปราคามีแต่จะสูงขึ้นดีกว่าฝากเงินธนาคารแน่นอน ในกรณีซื้อเก็งกำไรได้กำไรขั้นต่ำ 10% สูงสุดเคยได้ถึง 20% ทำให้ตอนนี้พอร์ตหุ้นกับอสังหาริมทรัพย์ของผมอยู่เท่าๆ กันแล้วที่อย่างละ 30% ของพอร์ต”

นอกจากนี้ยังแบ่งเงินไปซื้อทองคำ มีช่วงหนึ่งที่ราคาทองคำเป็นขาขึ้นแต่ตอนนี้เริ่มนิ่งแล้ว หมอคิดส์ บอกว่าไม่ได้มองผลตอบแทนว่าต้องสูงมากๆ การลงทุนในทองคำเป็นทางเลือกหนึ่งในการออมเงินไว้ในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงสูง

เขายอมรับว่า ตอนนี้รายได้จากธุรกิจไอทีเข้ามามากกว่าพอร์ตลงทุนแล้ว ต่อไปจะเน้นการลงทุนรักษาพอร์ตให้มั่นคงไม่เน้นเติบโตหวือหวาเหมือนสมัยก่อน ยิ่งมูลค่าพอร์ตลงทุนใหญ่ขึ้นจะโตแบบผลีผลามมากไม่ได้ต้องเซฟตัวเองไว้ก่อน เงินกำไรที่ได้มาบางส่วนก็เอาไปต่อยอดธุรกิจ ตอนนี้พยายามรักษาสมดุลให้ทั้ง 2 ขา (ธุรกิจไอที และพอร์ตลงทุน) หล่อเลี้ยงซึ่งกันและกัน ทำให้ไม่เคยขอกู้เงินแบงก์มาใช้เป็นบริษัทที่ไม่มีหนี้สินเลย

แม้อายุยังน้อยแต่มีทรัพย์สินมากกว่า “ร้อยล้านบาท” เจ้าตัวบอกว่า เป็นความโชคดีมากกว่าที่เริ่มต้นลงทุนเร็ว ทำให้มีโอกาสลองผิดลองถูก ได้เรียนรู้อะไรเยอะจากที่เราผิดพลาดก่อนทำให้เรามีโอกาสได้แก้ตัวเร็ว พอมีภูมิคุ้มกันก็มีวินัยมากขึ้นโอกาสพลาดก็น้อยลง

“ผมเชื่อว่าใครก็สามารถทำแบบผมได้ ต้องเริ่มจากรู้จักตัวเอง รู้จักสิ่งที่จะลงทุน แต่สิ่งสำคัญคือต้องเริ่มทำก่อน แนะนำว่าถ้าจะลงทุนก็เริ่มเลย เริ่มจากน้อยๆ ก่อน”

ตั้งเป้า 40 ปีเกษียณให้เงินทำงานแทน หมอหนุ่มแสดงทัศนะว่าทุกวันนี้คนรุ่นใหม่น่าจะมีโอกาสประสบความสำเร็จเร็วขึ้น เพราะแหล่งความรู้มีอยู่มากมาย สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้จากการลงทุนก็คือคุณต้องมี “วินัย” ต่อให้เป็นวีไอที่มีความรู้ท่วมหัวแต่ไม่มีวินัยก็ไม่รอด นอกจากวินัยก็ต้องมี “เป้าหมาย” ถ้าคนเราไม่มีเป้าหมายโอกาสจะประสบความสำเร็จก็ลำบาก

ทุกวันนี้แม้มาทำธุรกิจไอทีเต็มตัว แต่อาชีพหมอก็ไม่ได้ทิ้งไปเลยตอนเกิดน้ำท่วมก็ไปช่วยรักษาคนไข้ สาขาวิชาที่เรียนมาเน้นเรื่องของเทคโนโลยีช่วยงานเบื้องหลังเป็นหลักไม่ได้เน้นที่การตรวจรักษาคนไข้มากนัก ถึงอย่างไรก็จะไม่ทิ้งวิชาชีพแพทย์แน่นอน

สำหรับเป้าหมายในอนาคต นพ.ศุภชัย กล่าวว่า ทุกวันนี้ยังมีความสุขกับงานที่ทำอยู่จึงอยากทำให้เต็มที่ แต่เป็นไปได้ว่าเมื่อถึงอายุ 40 ปี อาจจะ “รีไทร์” (เกษียณจากงานประจำ) คิดว่าน่าจะมีอิสรภาพทางการเงินแล้วให้เงินทำงานแทนเรา แต่ไม่ได้มองที่ตัวเลขว่าจะต้องมีพอร์ตใหญ่เท่าไร

“ผมเชื่อว่าคนที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนได้ คุณต้องรู้จักตัวเอง รู้จักตลาด รู้จักสิ่งที่คุณจะลงทุน ‘ลงทุนร้อยครั้ง’ รับรอง ‘ขาดทุนน้อยครั้ง’ แน่นอน” หมอคิดส์ ฝากข้อคิดปิดท้าย
บทสรุปของเขา ก็คือ ลงทุนร้อยครั้ง..ขาดทุนน้อยครั้ง คุณถึงจะรวย!!!

Advertisements