[InfoQuest] ขาขึ้นของหุ้นวางระบบ 3 จี
04-12-2012 04:07:35

เป็นเรื่องไม่ปกติยิ่งนักสำหรับการที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งเมื่อวานนี้ ไม่รับคดี และไม่คุ้มครองชั่วคราวในคดีหมายเลขดำที่ 2865/2555 และให้จำหน่ายคดีออกจากระบบ ในประเด็นที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ยื่นฟ้องสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2555
กรณีดังกล่าว เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ สำนักผู้ตรวจการแผ่นดินรับลูกจากกลุ่มต่อต้านการประมูล 3 จี ที่อ้างเป็นตัวแทนผู้บริโภคไปยื่นฟ้องศาลปกครองกลางรวม 6 คดี (ฉบับ) เพื่อขอให้มีคำสั่งคุ้มครอง และ/หรือ เพื่อทำให้เอกชนที่ได้รับสัมปทานต้องหยุดเดินหน้าการลงทุนขั้นต่อไป ต่อมาศาลปกครองกลางมีคำสั่งยกคำฟ้อง เนื่องจากผู้ยื่นฟ้องเป็นผู้บริโภคและการให้บริการ 3 จี ยังไม่เกิดขึ้น นอกจากนี้การอ้างเป็นคนไทยเป็นสภาวะที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะคนที่ถือบัตรประจำตัวประชาชนทุกคนก็เป็นคนไทย
ปัญหาทิ้งท้ายต่อมาอยู่ที่ ในการยกคำฟ้องครั้งนั้น ศาลปกครองกลางเขียนลงไปในคำสั่งว่า ผู้มีสิทธิหรืออำนาจฟ้อง กสทช.ในการกำหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ คือผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งทำให้มีคำถามว่า ศาลปกครองทำตัวเป็นที่ปรึกษากฎหมายที่แนะนำต่อท้ายว่าให้ไปร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน
คณะผู้ตรวจการแผ่นดินได้ใช้ข้อกล่าวหาเดิมของฝ่ายต่อต้านนั้นระบุว่า หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล (IMT) ย่าน 2.1GHz เป็นการดำเนินการที่ไม่ส่งเสริมการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรมตามรัฐ ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 47 และ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบการกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 มาตรา 45 ประกอบมาตรา 41 วรรค 1 และวรรค 7 ซึ่งก็มีนักกฎหมายตั้งคำถามว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินนั้น ไม่มีอำนาจฟ้องจริง เพราะในพระราชบัญญัติตรวจการแผ่นดิน มาตรา 13 (1) ก. บรรดาคนที่จะไปอยู่ภายใต้อำนาจผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้แก่ ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง 3 กลุ่มนี้ ของสังกัดหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ และราชการส่วนท้องถิ่น ส่วน กสทช.เป็นหน่วยงานอิสระ ไม่ได้เข้ากลุ่มตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว
คำสั่งศาลปกครอง จึงเป็นการกลืนน้ำลายตนเอง แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะว่า ผลของการออกคำสั่งไม่รับฟ้องดังกล่าว ทำให้การออกใบอนุญาต 3 จีให้กับผู้ประมูลใบอนุญาต 3 รายเพื่อเป็นโอเปอเรเตอร์ ดำเนินการไปได้ตามเงื่อนไข คือ ภายใน 1 เดือนนับจากนี้ไป โดยไม่เกินวันที่ 16 มกราคม 2556
เงื่อนไขที่ กสทช. จะต้องทำหลังจากนี้ไป อยู่ที่การหาทางให้มีการคุ้มครองผู้บริโภคในเรื่องอัตราค่าบริการที่จะต้องลดลงจากปัจจุบัน 15-20% และมาตรฐานเรื่องคุณภาพของบริการ ในขณะที่ 3 ค่ายที่ได้ใบอนุญาตไปนั้น จะต้องลงทุนสร้างเครือข่าย 3 จีให้ได้เร็วที่สุด
จากโครงการที่ได้แถลงไปแล้วโดย 3 บริษัทดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ผู้ได้รับอนุญาตทั้ง 3 ราย ประกอบด้วย บริษัท บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวิรค์ จำกัด หรือเอดับบลิวเอ็น (บริษัทของเอไอเอส) บริษัท ดีแทค เนทเวอร์ค จำกัด (เครือดีแทค) และ บริษัท เรียล ฟิวเจอร์ จำกัด (เครือทรู) พร้อมลงทุนวางโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่แล้ว มูลค่าลงทุนรวมไม่ต่ำกว่า 1.2 แสนล้านบาท ให้ได้เร็วที่สุด เพื่อจะเร่งเปิดบริการลูกค้า
บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวิร์ค จำกัด แจ้งว่า ได้เตรียมงบประมาณจำนวน 50,000 ล้านบาทในการลงทุนระยะ 3 ปีข้างหน้า ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถเปิดให้บริการ 3 จี ในกรุงเทพฯ หัวเมืองใหญ่ภายในเดือนมีนาคม-เมษายนปีหน้า
บริษัท เรียล ฟิวเจอร์ ได้เตรียมเงินลงทุนพัฒนาโครงข่าย 3 G จำนวน 20,000 ล้านบาท โดยมีแผนหาหุ้นส่วนทางธุรกิจ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางการแข่งขันด้วย ทั้งนี้ ประเมินว่า หลังจากมี 3G เต็มประสิทธิภาพแล้ว แต่ละค่ายจะมีการแข่งขันอย่างรุนแรงมากขึ้น ทั้งในแง่คุณภาพ บริการ และราคา
ส่วนดีแทค เน็ทเวิร์ค จะกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ในประเทศ วงเงิน 30,000 ล้านบาท และมีกระแสเงินสดของบริษัทอีก 20,000 ล้านบาท สำหรับการลงทุนพัฒนาโครงข่าย 3G
ตัวเลขการลงทุนเช่นนี้ จะยังไม่เกิดผลเป็นรายได้ในทันทีสำหรับโอเปอเรเตอร์ทั้ง 3 ราย แต่ผู้ที่จะได้รับประโยชน์ทันทีย่อมหนีไม่พ้นผู้วางระบบเครือข่าย 3 จี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ไทยทั้งสิ้น
นักวิเคราะห์ทั้งหลาย จึงมุ่งไปที่ความน่าสนใจในระยะ “น้ำขึ้นให้รีบตัก”ของหุ้นในกลุ่มผู้ดำเนินธุรกิจด้านระบบโครงข่ายโทรคมนาคม ประกอบด้วย
1) บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) หรือ LOXEY
2) บริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ SAMTEL
3) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINK
4) บริษัท จัสมิน เทเลคอม ซิสเต็มส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JTS ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS
5) บริษัท แอ็ดวานซ์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ AIT
6) บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SYMC
7) บริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ FORTH
8) บริษัทบริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFEC
มุมมองในเชิงบวก ทั้ง 8 บริษัทนี้ มีโอกาสที่จะได้รับงานติดตั้งระบบโครงข่ายโทรคมนาคม 3 จี เป็นเพียงการคาดเดาล่วงหน้าถึงสิ่งที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นเท่านั้น เพราะว่า โดยข้อเท็จจริง การทำสัญญาติดตั้งระบบโครงข่ายโทรคมนาคม 3 จี จะต้องเกิดขึ้นหลังจากใบอนุญาตเกิดขึ้นแล้วเท่านั้น
ข้อมูลพื้นฐานที่ข่าวหุ้นธุรกิจรวบรวมมาได้ ยืนยันชัดเจนว่า ผลประกอบการและฐานะทางการเงินของหุ้นทั้ง 8 ราย (ดูตารางประกอบ)ดังกล่าวนั้น เป็นเพียงภาพในอดีต ที่ยังไม่ได้สะท้อนความสามารถทางเทคโนโลยีในการติดตั้งระบบโครงข่ายโทรคมนาคม 3 จี แต่อย่างใด
เมื่อพิจารณาความสามารถทางด้านเทคโนโลยีของแต่ละบริษัทจะพบว่า มีจุดแข็งหลักซึ่งทราบกันดีแตกต่างกัน นับตั้งแต่ LOXLEY และ AIT เชี่ยวชาญงานวางระบบรักษาความปลอดภัย กล้องวงจรปิด ส่วน ILINK และ MFEC ซึ่งมีการประมูลวางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ FORTH ผู้เชี่ยวชาญงานทำแผนที่อิเล็กทรอนิกส์ ไฟจราจรและป้ายจราจรอัจฉริยะ SAMTEL เชี่ยวชาญด้านงานวางระบบโทรคมนาคม รวมทั้ง JTS ที่มีความเชี่ยวชาญระบบเชื่อมโยง OPTICAL FIBER ซึ่งเคยร่วมงานกับกสท.มาแล้ว
หากพิจารณาจุดแข็งทางด้านเทคโนโลยีอย่างเดียว จะพบว่า SAMTEL และ JTS มีความชำนาญในเรื่องโทรคมนาคมและเทคโนโลยีบรอดแบนด์ที่เหมาะกับการติดตั้งระบบโครงข่ายโทรคมนาคม 3 จี มากที่สุด
ส่วนรายอื่นๆ นั้น แม้จะไม่ได้มีความชำนาญโดยตรง แต่ก็สามารถที่จะปรับตัวเข้ามาทำการแข่งขันได้ ซึ่งต้องพิจารณาว่า โอเปอเรเตอร์ทั้ง 3 รายจะเชื่อมั่น และเห็นชอบด้วยหรือไม่
ในมุมกว้าง ขาขึ้นของบริษัทเหล่านี้ จึงมีโอกาสและความเสี่ยงที่ต้องพิจารณากันอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะความสามารถที่จะสนองตอบความต้องการเร่งด่วนของโอเปอเรเตรอ์ 3 รายที่ต้องแข่งขันกับเวลาในการสร้างโครงข่าย 3 จี ให้ได้เร็วที่สุด
ในเรื่องนี้ บริษัทที่อยู่ในข่าย ต่างก็พยายามที่จะนำเสนอตัวเองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญและมีโอกาสจาก 3 จี ทั้งสิ้น
ตัวอย่างเช่น ผู้บริหารของ MFEC คาดว่ากำไรปี 2556 ของบริษัทจะเติบโต 27% เป็น 217 ล้านบาท คิดเป็น 100% ของประมาณการรายได้เดิม ผสมกับรายได้ใหม่ที่จะมาจากเทคโนโลยี 3 จี ในประเทศ และการเปิด AEC พร้อมให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 5.7%
ส่วนผู้บริหารของ SYMC ก็ระบุว่า การประมูล 3 จี ที่เกิดขึ้น ได้เปิดโอกาสให้บริษัทมีแนวโน้มได้ผลรับประโยชน์ในช่วงอนาคต เพราะจะผลักดันให้เกิดการใช้ข้อมูลในระบบโทรคมนาคมมากขึ้น นอกเหนือจากการติดตั้งระบบเคเบิลใยแก้วให้กับกลุ่ม CTH ในต่างจังหวัดทั่วประเทศเพื่อทำธุรกิจโทรทัศน์
ผู้บริหารของ AIT ระบุว่าอยู่ในระหว่างการศึกษาหาโอกาสเข้ารับงานที่เกี่ยวข้องกับ 3 จี ทำให้คาดว่าในช่วงปี 2556 จะกลับมาทำกำไรสู่ภาวะปกติได้อีกครั้ง หลังจากที่บริษัทมีปัญหาในต้นปี 2555
ผู้บริหารของ ILINK กล่าวว่าโอเปอเรเตอร์ที่ชนะการประมูลจะต้องปรับปรุงระบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ จึงจะทำให้ยอดขายของบริษัท ในฐานะผู้ขายอุปกรณ์และสายสัญญาณรายใหญ่ของประเทศจะมีโอกาสที่จะรับคำสั่งซื้อเกี่ยวกับงานด้าน 3 จี โดยตรง
ส่วน SAMTEL ซึ่งมีธุรกิจหลากหลายประเภท แต่ความที่ชำนาญกับการติดตั้งโครงข่าย 3 จี ให้กับโครง?การ 3 จี ?เฟสสองของที?โอที อยู่เดิม ถือว่าเป็นแต้มต่ำสำคัญในการสร้างรายได้ในอนาคต และส่งผลให้อัตรากำ?ไรสุทธิของ SAMTEL ปรับ?เพิ่มขึ้น?ได้ ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่า สิ้นปี 2556 ราคาหุ้นจะมีโอกาสปรับ?เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 22 บาท
LOXLEY ซึ่งมีงานถนัดทางด้านระบบสาธารณูป?โภคและเคยทำงานใหญ่มาแล้วหลายแห่ง ?เขื่อนน้ำ?เงี๊ยบ?ในลาวมูลค่า 2.6 พันล้านบาท, งานสร้าง?เขื่อน?ในลาวมูลค่า 6.5 พันล้านบาท ?และงานระบบ?เค?เบิล?ใต้น้ำ?ในพม่ามูลค่า 7.5 พันล้านบาท ก็เป็นโอกาสสำคัญอีกครั้งหนึ่งที่จะได้งานใหญ่จาก 3 จี
ส่วน JTS นั้น ถือว่าได้รับโอกาสสร้างรายได้จากแรงหนุนของการประมูล 3 จี ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าจะสามารถปั๊มงานใหม่ไม่ต่ำกว่า 20-30% โดยนักวิเคราะห์พร้อมใจกันคาดว่ากำไรปกติปี 2556 จะเติบโตสูงถึง 45.5% เป็น 601 ล้านบาท
สำหรับ FORTH นั้น ในระยะ2 ปีมานี้ ผลประกอบการจะแผ่วเบาลงไปมากทีเดียว และหลายไตรมาสยังมีตัวเลขขาดทุนให้เห็น แต่โดยภาพรวมยังมีผลกำไรทุกปี แต่มีอัตราถดถอยลงไป ดังนั้น หากสามารถคว้างานประมูลติดตั้งระบบโครงข่าย 3 จีได้ ก็จะเป็นความหวังใหม่ที่ช่วยฉุดราคาหุ้นให้วิ่งกระฉูดขึ้นได้

Advertisements