นวัตกรรมตลาดทุน

คอลัมน์ วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน 2555
ผู้เข้าชม : 285 คน

ฮือฮากันมากในการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา บริษัทบีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง ขอให้ตลาดหลักทรัพย์พักการซื้อขายชั่วคราวในตลาดภาคบ่าย เพื่อแจ้งข่าวสารสำคัญ

ข่าวสารสำคัญที่ว่านี้ก็คือ การจัดตั้ง “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบีทีเอส” ตามวิธีการที่เรียกว่า “เซคเคียวริไทเซชั่น” แปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์

โดยเอารายได้จากค่าตั๋วจำหน่ายบัตรผู้โดยสารในอนาคต มาออกเป็นหน่วยลงทุน โดยผู้ออกกองทุนยังคงถือหน่วยลงทุนอยู่ 33.3%

เงินจากการระดมทุนที่ได้ ก็จะเอาไปใช้ขยายการลงทุนได้รวดเร็วขึ้น หรือใช้คืนหนี้เพื่อตัดภาระดอกเบี้ยจำนวนสูงมาก เพื่อให้บริษัทเบาตัวลง และก็จะทำให้บริษัทมีผลประกอบการที่ดีขึ้นมากๆ

ส่วนผู้เข้าไปถือหน่วยลงทุนในกิจการที่ดีมากๆ ก็จะได้รับปันผลการลงทุนในอัตราสูง ประมาณ 6-8% เป็นอย่างน้อย ซึ่งสูงกว่าดอกเบี้ยที่ได้รับจากธนาคารแน่นอน และความเสี่ยงในเงินลงทุนก็ค่อนข้างจะต่ำ

เรียกว่าเป็นการวิน-วินด้วยกันทั้งคู่ ทั้งผู้ประกอบการและประชาชนผู้ลงทุน จากการเอาสินทรัพย์ในอนาคตที่จับต้องได้แน่นอนมาแปลงเป็นทุน

คีรี กาญจนพาสน์ ประธานบีทีเอสคาดว่า จะได้เงินจากการระดมทุนครั้งนี้ประมาณ 5-6 หมื่นล้านบาท เพื่อจะตระเตรียมเอาไปลงทุนในโครงการรถไฟฟ้า 4 เส้นทาง ได้แก่

สายสีเขียวจากหมอชิต-สะพานใหม่ (12 ก.ม.) และจากแบริ่ง-สมุทรปราการ (13 ก.ม.) สายสีชมพูแคราย-มีนบุรี (36 ก.ม.) และรถไฟฟ้าไรท์เรลบางนา-สุวรรณภูมิ (18 ก.ม.)

คาดว่าต้นปีหน้า จะมีการเปิดขายหน่วยลงทุน “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบีทีเอส” ได้ ผู้กำลังแสวงหาทางเลือกการลงทุนใหม่ โปรดติดตามรอจองกันได้ในช่วงนั้น

อันที่จริง การออกกองทุนโดยวิธีการ “เซคเคียวริไทเซชั่น” ที่เอาสินทรัพย์อนาคตที่จับต้องได้มาแปลงเป็นทุน ก็เป็นเรื่องที่มีการทำมาแล้วหลายโปรเจ็กต์

ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เพียงแต่ครั้งนี้เป็นกองทุนรวมอินฟราสตรัคเจอร์ ที่ทำให้ครอบคลุมขึ้น

“เซคเคียวริไทเซชั่น” ผลงานแรกเลยก็คือ ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ มูลค่า 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งรัฐบาลไม่ต้องตั้งงบประมาณมาก่อสร้างสักแดงเดียว

แต่เอารายได้จากค่าเช่าของส่วนราชการในอนาคตมาตั้งเป็น “กองทุนธนารักษ์พัฒนา” ก็สร้างอาคารส่วนราชการต่างๆสวยงามดี รัฐบาลไม่มีภาระงบประมาณ และประชาชนผู้ถือหน่วยลงทุนก็แฮปปี้ดี

“กองทุนพร็อพเพอร์ตี้ฟันด์” นี่ก็จัดตั้งขึ้นมาในหลักการเดียวกัน และก็ประสบผลสำเร็จอย่างสูงมาทุกกอง ตั้งแต่กองทุนสนามบินสมุย, กองทุนอสังหาริมทรัพย์เซ็นทรัล พัฒนา กระทั่งกองทุนโมเดิร์นเทรดอย่างเทสโก้ โลตัส

กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานหรืออินฟราสตรัคเจอร์ ถือเป็นผลิตผลใหม่ล่าสุดที่เติมเต็มการระดมทุนรูปแบบใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศ

ต้องยกเครดิตให้ดร.วรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการก.ล.ต.ด้วยแหละ ที่เล็งเห็นช่องว่างและโอกาสในการระดมทุนในรูปแบบใหม่ในเรื่องนี้

นี่ก็นึกไปถึงบริษัทโซล่า เพาเวอร์ (SPCG) ของวันดี กุญชรยาคง ที่มีใบอนุญาตสร้างโรงงานพลังไฟฟ้าแสงอาทิตย์ถึง 34 ใบ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลทั้งหมดกว่า 24,000 ล้านบาท

สร้างเสร็จไปแล้ว 9 โรง และจ่ายกระแสไฟเข้าระบบการไฟฟ้าภูมิภาคไปแล้ว ก็น่าจะเอาโรงไฟฟ้าทั้ง 9 โรงนี้ไปตั้งเป็นกองทุนรวมอินฟราสตรัคเจอร์ เพื่อลดภาระทางการเงินและนำเงินที่ได้ไปขยายโรงงานส่วนที่เหลือ

แว่วๆ ว่า กระทรวงพลังงานยุค “เฮียเพ้ง” แกเฮี้ยบ จะไม่ต่ออายุใบอนุญาตโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จเสียด้วย

โซล่า เพาเวอร์ ย่อมได้โอกาสแล้ว เช่นเดียวกับกองทุนรวมอินฟราสตรัคเจอร์บีทีเอส

Advertisements