[InfoQuest] วิกฤตคงเส้นคงวา โลกรับความเสี่ยงมากขึ้น
8 ตุลาคม 2555

เศรษฐกิจโลกในยามนี้เหมือนกับคนไข้ที่อาการเข้าขั้นวิกฤตแต่อยู่ในภาวะทรงตัวอย่างคงเส้นคงวา จึงอาจจะมีการเติบโตต่ำและติดๆ ขัดๆ เป็นเวลาอีกหลายปี อย่างไรก็ดี การที่ไม่มีความผันผวนอย่างรุนแรง ก็อาจถือเป็นไฟเขียวสำหรับนักลงทุนได้ ผลกระทบที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทำให้การลงทุน ธุรกิจ และการวางแผนของครัวเรือนเป็นอัมพาต ได้ปรากฏอย่างชัดเจนในช่วง 5 ปีที่เกิดวิกฤตสินเชื่อ และภาวะถดถอยอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลกในปี 51/52 ได้ส่งผลกระทบต่อจิตใจของใครหลายคน การการกระตุ้นด้วยนโยบายคลังและนโยบายเงินพิเศษทั่วโลก มีแนวโน้มว่าจะต้องดำเนินต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้ แต่นักลงทุนก็ยังคงวิตกเกี่ยวกับความเสี่ยงส่วนหางแถว (Tail risks) หรือความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก แต่มีผลกระทบสูง เกือบสามในสี่ของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ผู้จัดการสินทรัพย์ กองทุนประกัน และธนาคารเอกชนร่วม 300 แห่งในสหรัฐและยุโรปที่อีโคโนมิตส์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต ทำการสำรวจให้แก่ สเตท สตรีท โกลบัล แอดไวเซอร์ ในช่วงฤดูร้อนปีนี้ กล่าวว่า น่าจะ หรือมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับความเสี่ยงส่วนหางแถวในช่วง 12 เดือนข้างหน้า การแตกสลายของยูโรโซน และการเกิดภาวะถดถอยทั่วโลกคือตัวกระตุ้นที่จะทำให้เกิดแนวโน้มเช่นนั้นมากที่สุดอย่างไม่ต้องประหลาดใจเลย แต่ความวิตกที่อยู่ข้างในนี้สอดคล้องกับความเป็นจริงหรือไม่ ? ความไม่แน่นอนมักนำไปสู่ความผันผวนที่รุนแรงมากขึ้นใช่หรือไม่ ? เจน ลอยส์ นักกลยุทธ์ทั่วโลกของเจพีมอร์แกน ได้อธิบายในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า หลังจากที่พุ่งสูงขึ้นในปี 51/52 จริงๆ แล้วความผันผวนของเศรษฐกิจทั่วโลกได้พังทลายลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปีค.ศ. 1970 อีกครั้ง และนี่มีความสำคัญมากต่อความเต็มใจของนักลงทุนที่จะเข้าเสี่ยง การเติบโตทั่วโลกในช่วงสามปีที่ผ่านมา อ่อนแอที่สุดเมื่อเทียบกับการฟื้นตัวครั้งใดๆ หลังสงครามโลก แต่ข้อมูลในช่วง 42 ปีที่ผ่านมาชี้ว่าความผันผวนของจีดีพีทั่วโลกในช่วง 8 ไตรมาส กลับมาต่ำเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง และเท่ากับจุดต่ำสุดในยุค “Great Moderation” ของปี 47/48 หรือ “ยุคที่เศรษฐกิจโลกเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและมั่นคง” การที่จีดีพีลดความผันผวนลงอย่างแข็งแกร่งอธิบายว่า ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับกำไรบริษัทและการคาดการณ์รายได้ ลดลง และในทางกลับกัน ตัววัดความผันผวนต่อตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรปค่อนข้างลดลงอย่างน่าแปลกใจ ในขณะที่นักลงทุนมีความตึงเครียดในวงกว้าง ที่ประมาณ 16% ดัชนีวีไอเอ็กซ์ หรือ “ดัชนีวิตก” อยู่ในระดับเกือบครึ่งหนึ่งของที่เคยได้เห็นในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา และสูงกว่าระดับที่เคยได้เห็นครั้งสุดท้ายก่อนเกิดวิกฤตปี 2550 เพียงเล็กน้อย เนื่องจากโมเดลในการลงทุนส่วนใหญ่ใช้ความผันผวนเป็นตัวแทนความเสี่ยงในอนาคต สัญญาณเหล่านี้กำลังกระตุ้นให้นักลงทุนจำนวนมากไปฉกฉวยผลตอบแทนที่สูงกว่าในตลาดที่มีความเสี่ยงมากกว่า ลอยด์ส กล่าวว่า การชำระหนี้ก่อนเกิดวิกฤตเป็นจำนวนมากๆ หรือการเลิกกู้หนี้ ไม่เพียงแต่กำลังทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกและกำไรลดลง แต่ยังทำให้ตลาดมีความผันผวนด้วย สถานการณ์เช่นนี้อาจอยู่ร่วมกับความไม่แน่นอนที่เกี่ยวกับอนาคต และความไม่แน่นอนนี้ ทำให้ค่าพรีเมี่ยมความเสี่ยงสูง และนั่นคือที่ที่มีโอกาสอยู่ โดยลอยด์บอกว่าเขาชอบสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าอย่างเช่น ตราสารหนี้บริษัท และภาคพันธบัตรขยะ เป็นพิเศษ มีคำอธิบายอื่นๆ ต่อการที่ตลาดมีความผันผวนลดลงอย่างไม่คาดคิดในปีนี้ เช่น ปริมาณการซื้อขายลดลงเพราะว่ามีผลกระทบมากจากนโยบายของธนาคารกลาง และนักลงทุนไม่เต็มใจที่จะทำธุรกรรมในวันที่ไม่มีปัจจัยขับเคลื่อนทางมหภาค นักวิเคราะห์คนอื่นๆ มองความผันผวนต่ำอย่างง่ายๆ ว่า เป็นเหตุผลเพื่อที่จะเตรียมปรับฐานในยามที่ตลาดมีแนวโน้มแข็งแกร่ง แต่หากว่า ขนาดของการแทรกแซงด้านนโยบายที่รุนแรงมากคือส่วนหนึ่งที่ต้องรับผิดชอบสำหรับความผันผวนที่ลดลงในตลาด และกีดกันไม่ให้จีดีพีเซซวนมาก สถานการณ์เช่นนี้ก็จะไม่หมดไปในเร็วๆ นี้ เหมือนที่ โมฮัมหมัด โชเกีย หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของไคลน์เวิร์ธ เบนสัน แสดงความเห็นไว้ในการสำรวจของอีไอยู/สเตท สตรีท “ยุโรปคือดวงตาปัจจุบันของพายุ แต่มันไม่ใช่ความเสี่ยงส่วนหางแถวเหมือนที่มันเป็นที่รู้จักในขณะนี้ และสหรัฐหรือญี่ปุ่น จะผิดนัดชำระหนี้ และญี่ปุ่นมีภาระหนี้มาก” อย่างไรก็ดี ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นคือ การเติบโตที่ต่ำทั่วโลกมาเป็นเวลาหลายปี จนกลายเป็นปัญหาขนาดยักษ์ของการเปลี่ยนแปลงทางประชากร การขาดแคลนทรัพยากร และการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ อาจทำให้เกิดปัญหาใหม่ที่ไม่สามารถจับต้องได้ มากกว่าการผิดนัดชำระหนี้ครั้งใหญ่ของรัฐบาล การว่างงานจำนวนมากของคนหนุ่มสาวในโลกตะวันตก อัตราส่วนการพึ่งพาที่เพิ่มมากขึ้นของประชากรสูงอายุ และความทะยานอยากของชนชั้นกลางที่เพิ่งเริ่มขึ้นในโลกกำลังพัฒนา ล้วนแต่ทำให้เกิดความเสี่ยงทางสังคมและการเมืองที่แทบจะไม่สามารถวัดได้เลย นโยบายรัฐบาลนักเคลื่อนไหว สามารถทำให้ความผันผวนในระยะสั้นส่งผลกระทบมากในระยะหนึ่งได้ แต่บางทีนักลงทุนก็มีความระมัดระวังความเสี่ยงอันมหึมาในระยะยาว

Advertisements