หุ้นเด่นประจำสัปดาห์
TOP การที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังอยู่ในระดับต่ำกว่าไตรมาส 3 ที่ผ่านมา คงทำให้เกิดความกังวลว่า ผลประกอบการของบรรดาธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันจะไม่ดีอย่างที่คิด ก็บอกได้เลยว่าอย่าคิดอย่างนั้น เพราะการที่ราคาน้ำมันในไตรมาส 4 นี้มีการอ่อนตัวลง ก็จะเป็นแค่ระยะสั้นๆ เท่านั้น เนื่องจากมีเหตุการณ์ในตะวันออกกลางมากดดันและปัญหาเดิมๆ ทั้งยุโรปและสหรัฐยังติดอยู่ในความคิด จึงคิดว่าผลจะออกมาไม่ดี แต่ความจริงช่วงปลายปีจะมีปัจจัยบวกเกี่ยวกับราคาน้ำมันมาก โดยเฉพาะการใช้ที่สูงกว่าปกติจากฤดูหนาวที่กำลังจะคืบคลานเข้ามา ดังนั้นเมื่อมาพิจารณาในหุ้น TO P จะพบว่า ไตรมาส 3 จะพลิกกลับมามีกำไรประมาณ 9 พันล้านบาทได้ จะช่วยกลบส่วนขาดทุนในไตรมาส 2 ไปได้ทั้งหมด และแม้ไตรมาส 4 จะบอกว่าไม่มีส่วนกำไรจากสต็อกน้ำมันมาก แต่ก็จะมีผลกำไรตามปกติจากธุรกิจ ทำให้ประเมินว่า TOP จะมีกำไรในปี 2555 นี้ได้ที่ 12,800 ล้านบาท กำไรต่อหุ้นจะได้ 6.27 บาท เมื่อมาคำนวณราคาหุ้นที่เหมาะสมจากการใช้ค่าพีอีกลุ่มพลังงานที่ปัจจุบันมีค่าระดับ 12.9 เท่ามาคิด จะได้คำตอบว่าราคาควรเป็น 80 บาท แต่ราคาซื้อขายในตลาดปัจจุบันยังอยู่แค่ 66.50 บาท จึงยังมี U p Sid e ได้อีก 21.63% โดยไม่ได้คิดรวมเงินปันผลตอบแทนที่จะได้รับอีกประมาณ 4.2% รวมอยู่ด้วย คงมองออกว่าหุ้น TO P ยังเลือกลงทุนได้ดี คุ้มค่าทั้งเก็งกำไรและลงทุนระยะยาว

S CB หุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่นับว่าค่อนข้างโดดเด่นมากในปัจจุบัน คงต้องมองที่ SCB หรือธนาคารไทยพาณิชย์ด้วย เพราะการที่ SCB สามารถทำกำไรแต่ละไตรมาสมากถึงหมื่นล้านบาทจัดว่าดีกว่าที่ผ่านมามาก ดังนั้นเมื่อดูจากผลประกอบการ9 เดือนที่ผ่านมา พบว่าทำกำไรได้แล้วถึง 30,448.38 ล้านบาท จัดว่ากำไรดีมาก ดังนั้นคาดว่าปี 2555 นี้คงจะมีกำไรไม่ต่ำกว่า 41,000 ล้านบาทได้ คิดเป็นกำไรต่อหุ้นที่ 12.08 บาท ข้อมูลนี้มีความสำคัญเพราะสามารถนำไปคิดราคาหุ้นที่เหมาะสมได้ ด้วยการใช้ค่าพีอีกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ปัจจุบันอยู่สูงกว่า 14.2 เท่า จะได้คำตอบออกมาว่าราคาหุ้นควรยืนที่ 172 บาทได้ แต่กลับพบว่าราคาซื้อขายในตลาดยังอยู่แค่ 161 บาท จึงยังมี Up Side อย่างน้อยอีก 6.8% ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงหุ้นบลูชิปอย่างนี้จะต้องมีค่าพีอีที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม และสูงอย่างน้อยที่ค่าพีอีตลาด ปัจจุบันพีอีตลาดอยู่ที่ 18 เท่า หากคิดระดับนี้จะได้ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 217 บาท จึงเป็นการบอกให้รู้ว่าราคาหุ้น SCB ยังไปได้อีกไกลแค่ไหน ทั้งนี้ยังไม่ได้คิดรวมผลตอบแทนจากเงินปันผลที่จะได้รับจาก SC B อีกประมาณ 2.5% รวมอยู่ด้วย จึงมองว่าหุ้น S CB ยังสามารถลุ้นได้อีกมากพอสมควร

SC หุ้นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์มีที่ลุ้นกันมากในกลุ่ม จนหลายคนคิดว่าราคาที่ปรับสูงขึ้นเกิดจากการเก็งกำไรโดยเฉพาะ บอกได้เลยว่าไม่ใช่ ส่วนใหญ่ราคาปรับขึ้นตามผลประกอบการที่ดีของธุรกิจ เพราะยากที่จะมีการลุ้นเก็งกำไร 100% โดยไม่คิดถึงพื้นฐานจริงว่าเป็นอย่างไร จะมีข่าวและการวิจารณ์ว่าธุรกิจนี้จะเกิดฟองสบู่อยู่เรื่อยมาโดยเฉพาะการเชื่อมโยงปัญหานี้จากต่างประเทศแต่ในความเป็นจริงธุรกิจไทยได้ผ่านปัญหานี้มานานแล้ว จึงมีภูมิคุ้มกันดีกว่าต่างประเทศมาก โอกาสที่จะเกิดปัญหาซ้ำดูจะมีได้น้อยลง เพราะส่วนใหญ่จะมีความระมัดระวังมากขึ้น กรณี SC เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจตัวอย่างหนึ่ง ในส่วนการดำเนินธุรกิจจัดว่าทำได้ดี มี BA CKLOG มาก จนวางใจได้ว่าจะมีผลกำไรได้ตามที่ประเมิน เพราะธุรกิจยังมีการเติบโตสูง มีรายได้ที่แน่นอนจากการมีสำนักงานให้เช่า ดังนั้นการคาดหมายว่าปี 2555 นี้ SC จะทำกำไรสุทธิที่ 1,150 ล้าน จึงเป็นเรื่องไม่ยาก คิดเป็นกำไรต่อหุ้นได้ 1.75 บาท เมื่อมาคำนวณราคาหุ้นที่เหมาะสมด้วยการใช้ค่าพีอีที่ 14 เท่า ยังได้ราคาที่ 24.50 บาท แต่ราคาซื้อขายในตลาดอยู่ที่ 19.50 บาท จึงยังมี Up Side ได้อีก 25.64% โดยยังไม่รวมผลตอบแทนจากเงินปันผลอีกประมาณ 3.68% รวมอยู่ด้วย

CPF เมื่อพูดถึงธุรกิจอาหารส่งออกของไทยคนส่วนมากคงคิดถึง CPF เพราะเป็นธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ มีการลงทุนในหลายประเทศ มีตลาดกว้างทั้งในประเทศและต่างประเทศ จุดเด่นของ C PF คือ ธุรกิจมีนโยบายการดำเนินธุรกิจที่กว้างไกลมาก ทำให้ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ ส่งผลให้การประกอบการของธุรกิจดีต่อเนื่องมาแทบทุกปี ดังนั้น แม้ว่าในปี 2555 นี้จะมีอุปสรรคและปัญหานานัปการ แต่ CPF ก็สามารถฝ่าฟันปัญหาดังกล่าวไปได้ จนทำให้เชื่อว่าปี2555 นี้ CPF จะสามารถทำกำไรได้ดีต่อเนื่องดังนั้นแม้ว่าไตรมาส 2 ที่ผ่านมาจะทำกำไรลดลงก็ตาม แต่คาดว่าตลอดปียังจะมีกำไรได้มากกว่า 2.6 หมื่นล้านบาทได้ คิดเป็นกำไรต่อหุ้นจะได้ที่ 3.36 บาท หากมาประเมินราคาด้วยการใช้ค่าพีอีของกลุ่มอาหารที่ปัจจุบันมีค่าพีอีสูงกว่า 15.6 เท่า จะได้คำตอบว่าราคาหุ้น CPF ควรเป็น 52.42 บาท แต่ราคาในตลาดอยู่ที่ 35 บาท จึงยังมี Up Side ได้มากถึง 49.76% โดยไม่ได้คิดรวมผลตอบแทนจากเงินปันผลอีกประมาณ 3.4% รวมอยู่ด้วย จึงยังเป็นหุ้นที่สามารถลุ้นเก็งกำไรและลงทุนได้ดีพอสมควร

IVL นับเป็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากความแปรปรวนของราคาน้ำมันมากธุรกิจหนึ่งคือ ธุรกิจปิโตรเคมีนั่นเอง ดังนั้น เมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดิ่งลงแรงในไตรมาส2 ที่ผ่านมา ทำให้ IVL พลอยมีกำไรลดลงอย่างมากไปด้วย จะพบว่าครึ่งปีแรก IVL ทำกำไรได้เพียง 2,917.26 ล้านบาท น้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนอย่างมโหฬารมาก เพราะปีก่อนมีรายการพิเศษทำให้กำไรสูงมาก ดังนั้นมาคิดแค่ว่าในครึ่งปีหลังจะมีกำไรดีกว่าครึ่งปีแรกก็พอแล้ว หากสามารถทำกำไรในระดับ 2.5 พันล้านบาทต่อไตรมาสได้ ก็จะมีกำไรรวมในปี 2555 ที่ 18 เท่า จะได้ราคาที่ 29.88 บาท แต่ราคาในตลาดซื้อขายที่ 26.50 บาท ก็ยังพอมีลุ้นได้อีกประมาณ 12.75% โดยไม่ต้องไปมองที่เงินปันผลมากนัก เพราะผลตอบแทนจากเงินปันผลต่ำแค่ 1.36% คงไม่น่าสนใจ หุ้นอย่างนี้ถูกมองมีการเก็งกำไรสูง ดังนั้น การเลือกจังหวะในการเก็งกำไรจะมีความสำคัญมากกว่า คงต้องรอให้ผู้บริหารกิจการออกมาบอกกลเม็ดในการสร้างกำไรใหม่ จึงจะรู้ว่าควรลงทุนระยะยาวหรือไม่ ช่วงนี้ก็ลุ้นไปตามจังหวะเท่านั้น.

Advertisements