AH ธุรกิจยานยนต์ของไทยในปี 2555 นี้ เป็นที่รู้ๆ กันดีแล้วว่ากำลังเติบโตสูงมาก เป็นการชดเชยและเสริมธุรกิจมาจากปีกลาย ที่ธุรกิจเกิดการสะดุดและหยุดการผลิตไปจากผลกระทบจากอุทกภัย ทำให้ธุรกิจส่วนมากมีผลออกมาขาดทุน เพราะไม่สามารถผลิตรถและจำหน่ายได้ตามปกติ แต่การที่มีออเดอร์ค้างและสะดุดมาร่วม 3 เดือน ทำให้ธุรกิจต้องมาชดเชยการผลิตเพิ่มในปีนี้ 2555 เป็นพิเศษ ดังนั้นจะพบว่า AH มีผลประกอบการในครึ่งปีแรกดีกว่าเดิมถึง 469% และทำกำไรได้แล้วถึง 279.88 ล้านบาทก็ตาม ก็ยังคงมองว่าครึ่งปีหลังนี้จะมีกำไรเพิ่มจากครึ่งปีแรกมากอีกด้วย รวมแล้วปี 2555 นี้ AH จะมีกำไรมากถึง 690 ล้านบาท กำไรต่อหุ้นจะเพิ่มเป็น 3.05 บาท แต่หากคิดเฉพาะกำไรปกติที่ 600 ล้านบาท กำไรต่อหุ้นจะได้ 2.65 บาท ดังนั้นเมื่อมาพิจารณาในเรื่องราคาหุ้นที่เหมาะสมของAH แค่ใช้ค่าพีอี 10 เท่า ประเมินจะได้ราคาที่ 26.50-30.50 บาททันที แต่ราคาในตลาดปัจจุบันยังอยู่แค่ 22.40 บาท จึงมี Up side ได้อีก 18-36% โดยยังไม่คิดรวมผลตอบแทนจากเงินปันผลที่จะได้อีกประมาณ 5.3% รวมอยู่ด้วย จึงน่าลงทุนมาก แต่ควรพิจารณาสภาพคล่องของหุ้นก่อนลงทุนด้วย

SAMART SAMART ได้วางแผนขยายขอบเขตการทำธุรกิจไปสู่ธุรกิจใหม่ 2 อย่าง คือ บริการ Solutions สำหรับโครงการสาธารณูปโภคในไตรมาส 4 นี้ และการทำดิจิตอลทีวีผ่านการขอใบอนุญาตและให้บริการโครงข่ายในไตรมาสนี้ จะทำให้โครงสร้างรายได้ของ SAMART กระจายตัวได้มากขึ้น นอกจากนี้ธุรกิจโครงการไอซีทีที่อยู่ภายใต้การดำเนินงานของ SAMART มีโอกาสสูงที่จะได้สานโครงการใหญ่จาก TOT และ AOT รวม 2 แห่ง จะมีมูลค่างบประมาณประมาณ 2.9 หมื่นล้านบาท และเมื่อSAMART เข้าซื้อกิจการของบริษัท PORTAL NET แล้ว จะมีผลทำให้ SAMART มีกำไรเพิ่มมากขึ้นด้วย จึงมีการประเมินว่าปี 2555 นี้ SAMART จะมีกำไรที่ระดับ 1,000 ล้านบาทได้ โดยกำไรในครึ่งแรกก็ได้มาแล้ว 5 ร้อยล้านบาท จึงดูไม่ยากที่จะทำกำไรได้ตามเป้าหมายที่คาดการณ์ คิดเป็นกำไรต่อหุ้นจะได้ 1.01 บาท ดังนั้น เมื่อมาประเมินราคาหุ้น SAMART ด้วยการใช้ค่าพีอีตลาดที่ระดับ 18 เท่า จะได้คำตอบว่าราคาหุ้นควรเป็น 18 บาทได้ ในขณะที่ปัจจุบันราคาหุ้นซื้อขายในตลาดอยู่ที่ 11.70 บาท จึงยังมี Up side ได้อีก 53.85%

SPALI มีการเพิ่มเป้าหมายยอดขายของ SPALI ในปี 2555 นี้ เพิ่มจาก 2 หมื่นล้านบาทมาเป็น 21,000 ล้านบาท เพราะพบว่าครึ่งปีแรกมีความต้องการฟื้นมากหลังน้ำท่วมคลี่คลาย โดยเฉพาะครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก เพราะครึ่งปีแรกหลายโครงการยังไม่ได้ดำเนินการ จึงยังไม่มีการรับรู้รายได้ จะพบว่าครึ่งปีแรกมีรายได้แค่ 3,351 ล้านบาท ขณะที่บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมทั้งปีไว้ที่ 13,500 ล้านบาท และครึ่งปีหลังจะรับรู้รายได้จากมูลค่างานในมือ (BLACKLOG) 8,000 ล้านบาท ดังนั้นแม้ว่าผลกำไรในครึ่งปีแรกจะน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนๆ คือ มีกำไรแค่ 568.11 ล้านบาทก็ตาม แต่ยังคงประเมินว่าตลอดปี 2555 นี้ SPALI จะมีกำไรรวมที่ 2,980 ล้านบาทได้ คิดเป็นกำไรต่อหุ้นจะได้ 1,74 บาท ดังนั้น เมื่อมาประเมินราคาหุ้นที่เหมาะสมของ SPALI โดยใช้ค่าพีอีที่ 15 เท่ามาคิด (พีอีกลุ่มปัจจุบัน = 23.7 เท่า พีอีตลาด = 18.1เท่า) จะได้คำตอบว่าราคาหุ้นควรเป็น 26 บาท แต่ราคาซื้อขายในตลาดยังอยู่แค่ 19.30 บาท จึงยังมี Up side ได้อีกมากถึง 35.2% โดยยังไม่ได้คิดรวมผลตอบแทนจากเงินปันผลที่จะได้รับอีกประมาณ 3.8% รวมอยู่ด้วย ดังนั้น ใครที่คิดว่าราคาหุ้น SPALI ต่ำ นั่นคือจังหวะที่ดีในการเลือกลงทุน เพราะผลประกอบการครึ่งปีแรกยังกดราคาอยู่ แต่เมื่อครึ่งปีหลังจะดีมากราคาก็คงจะดีตามไปด้วย.

Advertisements