BANPU คงต้องทำความเข้าใจให้มากขึ้นว่า การที่ราคาหุ้นบ้านปู หรือ BANPU มีความผันผวนมาก ส่วนหนึ่งเกิดจากจะมีการเปลี่ยน แปลงในเรื่องธุรกิจซึ่งก็คือการมีผลกระทบกับพื้นฐานของหุ้นนั่นเอง และเป็นผลกระทบในทางลบกับพื้นฐานด้วย จึงมีผลให้ราคาหุ้นมีการปรับตัวลงตามพื้นฐานที่คาดกันว่าจะตกต่ำลง ฟังดูก็เป็นเหตุเป็นผลต่อกัน แต่ที่จะบอกคือ หากราคาหุ้นมีการตกต่ำลงมากกว่าพื้นฐานที่ลดลง ย่อมไม่สมดุลกับความเป็นจริง ทำให้ราคาหุ้นต่ำเกินจริงเช่นกัน จึงมีโอกาสที่จะกลับมาลงทุนได้ ไม่ใช่พูดว่าธุรกิจไม่ดี แล้วราคาต้องลงทุกวัน คงเป็นไปไม่ได้ การที่ราคาน้ำมันตกต่ำลงมาก จนฉุดให้ราคาถ่านหินต้องอ่อนตัวลงด้วย นับเป็นเหตุผลที่รับฟังได้ แต่เมื่อขณะนี้ราคาน้ำมันเริ่มมีการปรับสูงขึ้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุอะไรย่อมจะมีผลให้ราคาถ่านหินจะมีการปรับสูงขึ้นได้เช่นกัน จึงมองว่าสภาวะราคาถ่านหินจะไม่เปลี่ยนในทิศทางอ่อนตัวลงอีก มีโอกาสที่ราคาจะปรับขึ้นสอดคล้องกับราคาน้ำมันที่จะสูงขึ้นในปลายปีด้วย ส่วนประเด็นอื่นๆก็คงไม่แตกต่างกัน โดยเฉพาะเมื่อมีการพูดถึงเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่เศรษฐกิจจีนยังมีการเติบโตในระดับสูงกว่า 8% ก็ดีกว่าเศรษฐกิจโลกมาก ทำให้มองว่าปริมาณความต้องการใช้ถ่านหินในจีนยังอยู่ระดับสูงได้อย่างต่อเนื่องมองทางธุรกิจจึงไม่มีอะไรน่าวิตก ทุกอย่างไม่ได้แย่ลง เพียงแต่มีอัตราการเติบโตลดลง แต่ก็ยังโต จึงไม่ควรคิดว่าราคาหุ้นจะต้องลดลงตามการวิจารณ์ไปเรื่อยๆนั่นจะกลายเป็นการเก็งกำไรมากกว่าความเป็นจริง โดยสรุปแล้วประเมินว่ากำไรของ BANPU ในปี 2555 นี้จะลดจากปีกลาย 30% จากการมีปัจจัยลบต่างๆ เกิดขึ้นในปีนี้ กำไรจึงจะอยู่แค่ 14,000 ล้านบาท กำไรต่อหุ้นจะได้ 51.52 บาท ก็สามารถมาประเมินราคาหุ้นปัจจุบันได้ดังนี้ เมื่อมองว่า BANPU เป็นหุ้นบลูชิป การคิดค่าพีอีก็ควรสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มและค่าพีอีของตลาด แต่ในที่นี้แค่ใช้ค่าพีอีตลาดที่ 15.3 เท่ามาคำนวณ คำตอบแรกคือ ราคาหุ้น BANPU ควรเป็น 788 บาท แต่หากคิดพีอีกลุ่มที่ต่ำแค่ 10.23 เท่า จะได้คำตอบว่าราคาควรยืน 527 บาท แต่ราคาซื้อขายในตลาดอยู่แค่ 460 บาท จึงมี Up side ราคาได้อีก 14.6-71% จึงยังลงทุนได้

BBL เมื่อพิจารณาราคาหุ้นกลุ่มธนาคารคงต้องมองไปที่ธนาคารกรุงเทพ หรือ BBL ไว้ก่อน เนื่องจากเป็นลีดของกลุ่มแม้ว่าจะพบว่าราคาหุ้นธนาคารมีการปรับขึ้นมาแล้วก็ตาม ก็ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่จะบอกได้ว่าราคาสูงหรือต่ำเกินจริง คงต้องกลับมาประเมินราคาจากพื้นฐานปัจจุบันจะดีกว่า และถูกต้องมากกว่า ดังนั้นเมื่อมาพิจารณาจากผลกำไรไตรมาสแรกปี 2555 ของ BBL แล้วพบว่า มีกำไรดีขึ้น กำไรเพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อนมากถึง 24.97% จากกำไร 6,468 ล้านบาท มาเป็น 8,083 ล้านบาท ในปี 2555 นี้ และยังมีการคาดหมายว่าไตรมาส 2 ธนาคารในระบบจะมีกำไรโตอีก 19% ก็แปลว่าจะมีกำไรมากขึ้นกว่าเดิมอีก ดังนั้นการประเมินกำไรของ BBL ในปี 2555 นี้ไว้ที่ 33,700 ล้านบาท จึงเป็นไปได้ คิดแล้วจะมีกำไรต่อหุ้นที่ 17.65 บาท เมื่อมาประเมินราคาหุ้นที่เหมาะสมในปีนี้ด้วยการใช้ค่าพีอีกลุ่มธนาคารที่ปัจจุบันอยู่ระดับ 13.8 เท่ามาคำนวณ จะได้คำตอบว่าราคาควรเป็น 243.57 บาท แต่ราคาซื้อขายในตลาดอยู่ที่ 191.50 บาท จึงยังมี up side ได้อีกมากถึง 27.19% โดยยังไม่ได้คิดรวมผลตอบแทนจากเงินปันผลที่จะได้รับอีก 3.6% รวมอยู่ด้วย ทำให้มองออกว่าหุ้น BBL ยังลงทุนได้ดีและยังเก็งกำไรได้ด้วย เพราะแค่เงินปันผลอย่างเดียวก็คุ้มค่าการลงทุนแล้ว ไม่ต่างจากการฝากเงินรับดอกเบี้ยจากธนาคาร

KBS เป็นธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำตาลจุดเดิมของ KBS คือ การได้ทำสัญญาขายล่วงหน้า ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำตาลที่ลดลง กลับกลายเป็นการสามารถประเมินรายได้และกำไรที่ใกล้เคียงความเป็นจริงได้ โดยมีการประเมินว่า KBS จะทำกำไรในปี 2555 นี้ได้ 880 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 1.74 บาท ซึ่งพบว่าไตรมาสแรกมีการทำกำไรไปแล้ว 309 ล้านบาท ที่เหลือจึงมีความเป็นไปได้สูง ที่จะทำกำไรได้ตามที่ประเมิน ดังนั้น เมื่อมาประเมินราคาหุ้นที่เหมาะสมด้วยการใช้ค่าพีอีของกลุ่มอาหารที่ปัจจุบันมีค่าที่ 14% เท่า จะได้คำตอบว่าราคาหุ้นควรเป็น 24.53 บาท แต่ยังคงพบการซื้อขายในตลาดที่ราคา 9.9 บาทเท่านั้น แสดงว่าราคายังต่ำกว่าความเป็นจริงอยู่มาก ทำให้มีความเสี่ยงในการลงทุนต่ำ ทั้งนี้ยังไม่ได้คิดรวมเงินปันผลตอบแทนที่จะได้รับอีกประมาณ 8% รวมอยู่ด้วย ทำให้ KBS เป็นหุ้นที่ยังต่ำ ดังนั้น ต้องมีการพิจารณาการลงทุนให้เหมาะสมด้วย ไม่อย่างนั้นอาจจะพบกับปัญหาในการขาย คือจะกลายเป็นการขายยากกว่าการซื้อ

SAMART หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีสื่อสารยังคงได้รับความนิยมในการเก็งกำไรค่อนข้างมาก จนพูดได้ว่ายังอยู่ในยุคยอดนิยมจึงจะสอดรับกับยุคการเมืองในปัจจุบันด้วย กรณี SAMART เมื่อมาดูผลประกอบการแล้วนับว่าหน้าสนใจ พบว่าธุรกิจมี Margin สูง และจากผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ทำกำไรได้ 268 ล้านบาท เป็นกำไรมี่สูงกว่าไตรมาสก่อน 76% และยังเป็นกำไรที่สูงกว่าช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อนอีก 79% ด้วย ทำให้มองว่า SAMART จะมีการปรับเพิ่มกำไรในปี 2555 นี้ไว้ที่ 1,000 ล้านบาท กำไรต่อหุ้นจะได้ 1.01 บาท เมื่อมาประเมินราคาหุ้นที่เหมาะสมด้วยการใช้ค่าพีอีตลาดที่อยู่ระดับ 15.3 เท่าในปัจจุบัน (พีอีกลุ่มสื่อสารสูงกว่า21 เท่า) ยังได้คำตอบว่าราคาหุ้นควรเป็น 15.52 บาท แต่พบว่าราคาซื้อขายในตลาดยังอยู่ที่ 9.40 บาท เท่ากับยังมี Up side ได้อีก 65% โดยไม่ได้คิดรวมผลตอบแทนจากเงินปันผลที่จะได้อีกประมาณ 6% รวมอยู่ด้วย ทำให้ SAMART ดูจะมีความคุ้มค่าในการลงทุนมากขึ้น และยังมองว่ามีความเสี่ยงในการลงทุนต่ำด้วย เนื่องจากปัจจุบันยังมีค่าพีอีต่ำมาก ยิ่งหุ้นในกลุ่มมีบรรยากาศของการเก็งกำไรสูง จะทำให้ SAMART มีโอกาสเก็งกำไรได้ในอนาคตตามไปด้วย

PS เรายังให้ความสนใจกับหุ้นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์มากเป็นพิเศษ เพราะพิจารณามาแล้ว ยังพบว่าธุรกิจนี้ยังมีโอกาสในการสร้างกำไรได้ดีอย่างต่อเนื่องแม้จะถูกวิจารณ์อย่างมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาว่าจะเกิดปัญหาฟองสบู่ แต่มาถึงปัจจุบันก็ยังคงมีการเจริญเติบโตได้ดี แสดงว่าที่มองกันผิวเผินและไม่เป็นจริง ดังนั้นการมามอง PS ก็เพื่อจะบอกว่ามีคนมองว่าธุรกิจกำลังอยู่ในช่วงการเติบโตที่ดีนับจากกลางปีนี้ จากยอดขายที่ฟื้นตัวอย่างมากในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทำให้สามารถคาดหมายได้ว่า PS จะมีกำไรสูงในปี 2555 นี้ โดยคาดว่าจะทำกำไรได้ถึง 3 พันล้านบาท กำไรต่อหุ้นจะได้ 1.37 บาท ดังนั้นเมื่อมาประเมินราคาหุ้นที่เหมาะสมของ PS ในปีนี้ โดยใช้ค่าพีอีตลาดที่ 15.3 เท่าคำนวณ (พีอีกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ = 19.3 เท่า) จะได้คำตอบออกมาว่าราคาควรเป็น 20.9 6 บาท ในขณะที่ราคาซื้อขายในตลาดปัจจุบันอยู่ระดับ 17.3 บาท จึงยังมี Up side ได้อีก 21.16% ทำให้หุ้น PS ยังมีลุ้นในการเก็งกำไรได้พอสมควร ส่วนเงินปันผลอาจไม่น่าสนใจมากนัก เมื่อให้ผลตอบแทนไม่ถึง 2.5% ดังนั้นการมองในหุ้นตัวนี้คงต้องเน้นการเก็งกำไรมากกว่า โดยดูเฉพาะส่วนราคาหุ้นเป็นหลัก ส่วนปันผลก็มองเป็นแค่ของแถมหรือเป็นเฉพาะในการรองรับการลงทุนก็ได้.

Advertisements