[InfoQuest] EARTH กับยุทธศาสตร์ 3-5
10 ตุลาคม 2555

ความสามารถในการสร้างรายได้ และกำไรอย่างสวนกระแสสถานการณ์จของธุรกิจถ่านหินทั่วโลก และบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ทำให้ไม่เพียงแต่ทำให้ราคาหุ้นบมจ.เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด(มหาชน) หรือ EARTH ในสองสัปดาห์ที่ผ่านมาโดดเด่นหวือหวาเท่านั้น หากเบื้องหลังของการสร้างยุทธศาสตร์ธุรกิจ ยังน่าสนใจมากยิ่งขึ้น นับแต่เข้าซื้อกิจการผ่านกลยุทธ์”เข้าประตูหลัง” ((back-door listing)มาเมื่อสองปีก่อน พร้อมกับตัวเลขขาดทุนสะสมมากมาย กลุ่มทุนใหม่ของEARTH นำโดยผู้บริหารอย่างนายขจรพงศ์ คำดี ได้ขับเคลื่อนฐานะของบริษัทซึ่งเต็มไปด้วยคำถามว่าจะเข้ามาพร้อมกับแผนธุรกิจอย่างไรได้อย่างโดดเด่น และเอาจริงเอาจัง จากจุดเริ่มต้นของการเป็นผู้ค้าถ่านหินแบบซื้อมาขายไปจากอินโดนีเชียไปยังประเทศต่างๆรวมทั้งไทย ผู้บริหารของ EARTH รู้ดีว่าหัวใจของความสำเร็จของธุรกิจนี้อยู่ที่การเป็นเจ้าของเหมือง การมีเหมืองของตนเองนั้น มีความสำคัญต่อธุรกิจตรงที่ สามารถขนส่งถ่านหินตรงมายังท่าเรือและออกจากท่าเรือตรงไปยังลูกค้า ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่งเข้าโรงงาน มีผลลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าและไม่มีต้นทุนการผลิตที่ซ้ำซ้อน ไม่มีฝุ่นหรือมลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นซึ่งทำให้ขายไม่ได้ราคา และไม่ต้องมีสต๊อกสินค้าในจำนวนที่มาก ด้วยขนาดที่ไม่ใหญ่โตของธุรกิจ และการต้องแบกขาดทุนสะสมของ EARTH ที่ตกค้างมาจากธุรกิจเดิม ทำให้ผู้บริหารของEARTH ตัดสินใจรุกเข้าซิ้อกิจการเหมืองถ่านหินขนาดเล็กในอินโดนีเชีย ซึ่งมีอุปสรรคในการเข้าซื้อต่ำกว่าเหมืองขนาดกลางและใหญ่ จุดผกผันสำคัญในปี 2554 เกิดขึ้นเมื่อดีลซิ้กิจการเหมืองถ่านหินในอินโดนีเชียสำเร็จผล การเข้าซื้อหุ้นสามัญของ PT TRI TUNGGAL PITRIATI (TTP) ซึ่งเป็นบริษัทเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นจาร์กาตา ประเทศอินโดนีเซียโดยสมบูรณ์ ตามมติของที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2554โดยเหมืองดังกล่าวได้รับสัมปทานจากรัฐบาลอินโดนีเชียให้สามารถขุดถ่านหิน โดยวิธีการไม่ต้องใฝช้เงินสด แต่แลกหุ้น ในอัตราแลกหุ้น 331,457.77 หุ้นของบริษัทต่อ 1 หุ้นสามัญของ TTP ถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่มีความหมายต่ออนาคตของบริษัทในระยะต่อมาอย่างยิ่ง ด้านหนึ่งทำให้มีวัตถุดิบมาดำเนินการทางธุรกิจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ส่วนด้านต่อไปคือ การใช้กลยุทธ์ cross-shareholding เพื่อสร้างมูลค่าหุ้นอย่างเป็นประโยชน์ การดำเนินการรักษาความต่อเนื่องของการผลิตถ่านหิน EARTH ได้จัดส่งผู้บริหารหลักของบริษัท พร้อมทีมงานที่มีศักยภาพและมีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการคุณภาพของถ่านหินเข้าไปประจำอยู่ที่เหมืองถ่านหินที่ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าคุณภาพของสินค้าทุกชิปเมนต์ ผ่านการตรวจสอบทุกขั้นตอนและมีคุณสมบัติตรงตามที่ลูกค้าต้องการ นอกจากนั้นยังร่วมบริหารต้นทุนในการขุดทำเหมือง ขนย้าย โหลดสินค้าลงเรือเพื่อที่จะควบคุมต้นทุนสินค้าให้ต่ำที่สุดและส่งมอบถ่านหินให้ลูกค้าได้ทันตามกำหนด ซึ่งจะเริ่มดำเนินการขุดและจัดจำหน่ายถ่านหินให้กับลูกค้าตามออเดอร์ที่ได้รับคำสั่งซื้อได้ทันที การเปิดเกมรุกดังกล่าว ในจังงหวะขาขึ้นของธุรกิจถ่านหินในขณะนั้น ตามจังหวะของความต้องการพลังงานทั่วโลกโดยเฉพาะในตลาดเอเชีย ซึ่งมีตลาดหลักในจีนและอินเดีย โดยไม่ทิ้งฐานเดิมของการค้าถ่านหินควบคู่ไปด้วย ทำให้เกิดสมดุลทางธุรกิจที่อาจผันผวนได้ แผนการรุกทางการตลาด ด้วยการเร่งเจรจาหาลูกค้า โดยเฉพาะในตลาดอินเดีย ซึ่งมีการขาดแคลนไฟฟ้าอย่างรุนแรงจากความต้องการเพิ่มสูงกว่าอุปทานของการผลิต ทำให้การรุกเข้าไปเจรจาทำสัญญาผูกพันขายถ่านหินระยะยาวกับอินเดีย สร้างความมั่นคงทางการตลาดให้กับ EARTH อย่างมีนัยสำคัญ ในขณะเดียวกัน แผนการรุกทางการตลาดอีกด้านคือ การทำให้ลูกค้าในจีน กลายมาเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ ด้วยการปล่อยหุ้นบางส่วนในมือของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ออกไปให้กับพันธมิตรธุรกิจ ก็เป็นกลยุทธสายสัมพันธ์เชิงหุ้นส่วนที่ยั่งยืนอย่างยิ่ง สิ่งที่ตามมาก็คือ ยอดขายของ EARTH ไม่เคยหดตัวลง และผลกำไรก็เพิ่มขึ้นสวนกระแสทิศทางขาลงของธุรกิจถ่านหินในปี 2555 อย่างชัดเจน ในขณะที่บริษัทถ่านหินรายอื่นในตลาดหลักทรัพย์มีกำไรลดลงหรือขาดทุน แต่ EARTH กลับสามารถสร้างกำไรจนคาดว่าจะล้างขาดทุนสะสมได้หมดในสิ้นปีนี้ การเพิ่มขึ้นของยอดขายที่แรงเกิดคาดจากความสามารถขยายฐานลูกค้าได้มากมีสัดส่วนขายให้ลูกค้าต่างประเทศอยู่ที่ 85% และอีก 15% อยู่ภายในไทย แม้ในเบื้องต้นผู้บริหารยังคงยึดภาพรวมทั้งปี 2555ไว้ที่ระดับ 3.2 ล้านตัน และมองยอดขายถ่านหินในช่วงปี 56 จะเติบโตขึ้นสู่จำนวน 5 ล้านตัน ทำให้ปัจจัยกดดันราคาถ่านหินในตลาดโลกของบริษัทไม่ส่งผลกระทบมากนัก หลังจากทางบริษัทยังคงได้รับคำสั่งซื้อถ่านหินลูกค้าเข้ามาหนาแน่น เช่น ลูกค้ากลุ่มโรงไฟฟ้า และปัจจุบัน ขณะที่แนวโน้มราคาถ่านหินตลาดโลกที่ลดลงประเมินว่าได้ลดมาถึงจุดต่ำสุดแล้วและจะมีโอกาสฟื้นตัวได้อีกครั้งเมื่อช่วงไตรมาส 1 ปีหน้า บนความแข็งแกร่งเช่นนี้ ผู้บริหารของบริษัทอย่างนายขจรพงศ์ ยังไม่หยุดสร้างความแข้งแกร่งต่ออนาคตให้ยั่งยืนมากขึ้น ล่าสุด ประกาศยุทธศาสตร์ธุรกิจใหม่เรียกว่า “พันธกิจ 3-5” (ได้แก่ 5 ปี 5 เหมือง 5 ประเทศ) โดยระบุเป้าหมายใน 5 ปี ลุยซื้อและขุดเหมืองที่มีปริมาณสำรองถ่านหิน 40 ล้านตัน/เหมือง จำนวน 5 เหมือง พร้อมขยายตลาดขายปลีกกลุ่มอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มฐานลูกค้า 5 ประเทศจาก ไทย จีน อินโดนีเซีย อินเดีย และกัมพูชา รองรับการขยายตัวของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ยุทธศาสตร์ดังกล่าว EARTH เปิดเผยว่า บริษัทได้เตรียมความพร้อมสำหรับการดำเนินธุรกิจตามแผน โดยตั้งเป้ามียอดขายถ่านหินอยู่ที่ประมาณ 30,000 ล้านบาท/ปี ที่มาจากเหมืองของ EARTH เอง เพื่อเพิ่มศักยภาพของธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ด้วยการทยอยซื้อเหมืองแห่งใหม่เพิ่มรวมจำนวน 5 แห่ง เน้นเหมืองขนาดที่มีปริมาณสำรองถ่านหินประมาณ 40 ล้านตัน/เหมืองและแต่ละเหมืองจะมีกำลังการผลิตที่สามารถขุดได้ประมาณ 4 ล้านตัน/ ปี ผลพวงของการตะลุยซื้อเหมืองถ่านหินมาไว้ในกำมือ จะส่งผลทำให้ใน 5 ปีต่อจากนี้ EARTH จะมีปริมาณสำรองถ่านหินรวมทั้งสิ้นประมาณ 200 ล้านตัน และมีแหล่งถ่านหินสำรอง(Reserve)ที่จะรองรับความต้องการของลูกค้าได้นานถึง 10 ปี สำหรับเงินลงทุนที่จะใช้ในการซื้อเหมืองเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3,000 ล้านบาท/เหมือง โดยแหล่งเงินทุนจะมาจากวิศวกรรมการเงินที่ซับซ้อน ทั้งการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน และร่วมลงทุนกับลูกค้า ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนสินค้าต่อกันโดยไม่ต้องใช้เงิน หรือ บาร์เตอร์เทรด ทำให้บริษัทไม่ต้องใช้กระแสเงินสดในการซื้ออุปกรณ์ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เจรจาในหลักการกับลูกค้าโรงไฟฟ้าประเทศจีนไว้แล้ว หรือวิธีอื่นตามคำแนะนำของที่ปรึกษาทางการเงิน ล่าสุด EARTH ได้แต่งตั้งให้ บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย ที่ปรึกษาธุรกิจ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงินในการหาแหล่งเงินทุนทั้งหมด เพื่อความรอบคอบเพราะการซื้อเหมืองต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง จึงวางแผนซื้อปีละ 1 เหมือง ในเบื้องต้นคาดว่าน่าจะได้เห็นเหมืองแห่งที่ 3 ตามแผนที่กำหนดไว้ โดยขณะนี้ได้ส่งทีมงานเข้าไปทำการสำรวจและมีความคืบหน้าไปมากแล้ว ส่วนธุรกิจปลายน้ำ จากเดิมที่จำหน่ายถ่านหินในลักษณะขายส่ง ต่อไปจะเพิ่มสัดส่วนรุกเข้าไปในการขายปลีกให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมทั่วไปให้มากขึ้นทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีฐานลูกค้าที่หลากหลาย ถือเป็นการบริหารและกระจายความเสี่ยงจากการดำเนินธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น และเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่ถ่านหินที่ออกจากเหมืองของ EARTH เอง ยุทธศาสตร์ 3-5ดังกล่าว นายขจรพงศ์คาดว่า จะทำให้อัตรากำไรขั้นต้นของ EARTH เพิ่มขึ้นเป็น 30-40% จากปัจจุบันอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 20-25% การสร้างห่วงโซ่อุปทานนั้น จะต้องวางแผนรุกทางการตลาดเพื่อสร้างอุปสงค์พร้อมกันไป เรื่องนี้ EARTH ได้สร้างแผนเจาะกลุ่มลูกค้าไปยังประเทศจีน อินโดนีเซีย อินเดีย และกัมพูชา รวมไทยด้วย ให้ครบ 5 ประเทศภายในระยะเวลา 5 ปี จึงจะส่งผลดีกับบริษัทอย่างต่อเนื่องในระยะยาว และนับจากนี้การดำเนินธุรกิจของ EARTH จะมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น แผนการทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ความลับ แต่เป็นสิ่งที่ไม่ใช่จะทำกันได้ง่าย สิ่งที่ตามาคือ เสน่ห์ของราคาหุ้น EARTH ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีกองทุนจากต่างชาติเข้ามาเก็บหุ้นบริษัทผ่านในกระดาน หลังจากทางกองทุนต่างชาติได้แสดงความสนใจถึงทิศทางการเติบโตในธุรกิจค้าถ่านหิน และแสดงความต้องการรับฟังแผนการบริหารธุรกิจของบริษัทในช่วงอนาคต หากทั้งหมดนี้ ไม่มีผิดพลาด อนาคตของผลประกอบการ และราคาหุ้น EARTH คงจะไม่ติดดินเหมือนดังชื่ออีกต่อไป

Advertisements