HAMRAJ คงเป็นหุ้นที่ไม่ค่อยได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากนัก แต่เมื่อมาพิจารณาในรายละเอียดของพื้นฐานเปรียบเทียบกับราคาหุ้นในตลาดกลับพบว่า ราคาหุ้นยังต่ำกว่าพื้นฐานอยู่พอสมควร ทำให้สามารถซื้อเพื่อการลงทุนและเก็งกำไรได้ดีไปด้วย โดยทางผู้บริหาร HEMRAJ ได้เปิดเผยว่า ปี 2554 นี้ บริษัทได้ตั้งงบลงทุนไว้ 7,000 ล้านบาท ซึ่ง 2,000 ล้านบาท ลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้า 600 ล้านบาท ลงทุนโรงงานสำเร็จรูป การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคในนิคมอุตสาหกรรมอีก 1,200 ล้านบาท ลงทุนในที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรม 1,200 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 2,000 ล้านบาท เตรียมไว้เพื่อการลงทุนในช่วงที่มีโอกาสทางธุรกิจ ส่วนรายได้จากการขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมที่ตั้งเป้าไว้ที่ 1,200 ไร่ สูงกว่าการขายของปีก่อน 2553 ที่ขายได้เพียง 980 ไร่ จึงจะมีรายได้เพิ่มมากแน่นอน และจะยังมีการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพิ่มอีกด้วย ทำให้คาดหมายได้ว่าจะมีกำไรในปี 2554 นี้ที่ 1,550 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 0.16 บาท เมื่อใช้ค่าพีอีกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ปัจจุบันอยู่ระดับ 13.49 เท่ามาประเมินราคาที่เหมาะสม จะได้คำตอบออกมาว่าราคาหุ้นควรเป็น 2.16 บาท แต่ราคาพีอีกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ปัจจุบันอยู่ระดับ 13.49 เท่ามาประเมินราคาที่เหมาะสม จะได้คำตอบออกมาว่าราคาหุ้นควรเป็น 2.16 บาท แต่ราคาซื้อขายในตลาดยังอยู่แค่ 1.77 บาท จึงมี Up side ได้อีก 22%

STA เมื่อพูดถึงหุ้นในกลุ่มธุรกิจการเกษตร คงต้องบอกว่าหุ้น STA นับเป็นหุ้นที่น่าสนใจมากตัวหนึ่งของกลุ่ม เพราะธุรกิจก็กำลังสดใสมาก ทำให้มีผลประกอบการที่ดีไปด้วย แต่กลับพบว่าราคาหุ้นยังไม่ได้ตอบรับกับผลประกอบการมากพอ จึงมองเป็นโอกาสที่ดีของการลงทุนมาก เพราะราคายางยังสูงมาก ทำให้ STA จะมีผลกำไรสูงไปด้วย และทาง STA จะยังมีการเพิ่มกำลังการผลิตยางธรรมชาติจาก 0.97 ล้านตัน ในต้นปี 2554 นี้ เพิ่มเป็น 1.1 ล้านตันในปีหน้าอีกด้วย พูดได้ว่าธุรกิจจะมีรายได้เพิ่มอย่างต่อเนื่องแน่นอน ดังนั้นในปี 2553 ที่ผ่านมา คาดว่าจะมีกำไรร่วม 4 พันล้านบาท กำไรต่อหุ้นได้ 4 บาท หากมาประเมินราคาหุ้นจากค่าพีอีกลุ่มเกษตรที่ปัจจุบันอยู่แค่ 10.36 เท่าก็ตาม แม้จะมีค่าต่ำ แต่ประเมินออกมาแล้ว ราคาหุ้นยังควรยืนที่ 41.4 บาทได้ทันที แต่ปัจจุบันยังคงพบว่าราคาซื้อขายกันที่ 29.75 บาทเท่านั้น จึงมี Up side ได้อีกมากถึง 39.29% โดยไม่ได้คิดรวมผลตอบแทนจากเงินปันผลที่จะได้อีกกว่า 4% รวมอยู่ด้วย จึงมองเป็นหุ้นที่ยังเลือกลงทุนได้ดี

DELTA ค่อนข้างแปลกใจที่นักลงทุนยังติดอยู่กับข่าวมากกว่าจะประเมินผลจากสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน กรณี DELTA ซึ่งอยู่ในกลุ่มธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ที่ยังถูกมองเป็นธุรกิจที่ไม่สดใสมาก่อน แต่เมื่อมาดูผลประกอบการของ DELTA กลับพบว่าดีขึ้นมาก โดยปี 2553 ที่ผ่านมา ทำกำไรสุทธิได้สูงถึง 4,152 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น ได้ 3.33 บาท กำไรเพิ่ม 89.67% ในขณะที่ปี 2552 มีกำไรเพียง 2,189 ล้านบาทเท่านั้น ผลมาจากยอดขายเพิ่มมาก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์โซลาร์อินเวอร์เตอร์ มียอดขายเพิ่มถึง 5 เท่า เพราะทางยุโรปใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มมาก คาดว่าผลกำไรปี 2554 นี้จะเติบโตเพิ่มกว่า 15% โดยเฉพาะในไตรมาสแรกจะมีกำไรสูง เนื่องจากมีอัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นมาก หลังการสำรองการลดมูลค่าวัตถุดิบไปแล้วในปลายปีก่อน จึงทำให้ประเมินว่ากำไรจะเพิ่มเป็น 4,700 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้นได้ 3.83 บาท เมื่อนำเอาค่าพีอีกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ปัจจุบันอยู่ที่ 8.5 เท่ามาคำนวณ ราคาที่เหมาะสมจะได้คำตอบว่าราคาควรยืน 32.54 บาทได้ แต่ราคาในตลาดยังซื้อขายกันแค่ 29.75 บาท จึงยังมี Up side ได้อีก 9.4% โดยยังไม่คิดรวมผลตอบแทนจากเงินปันผลที่จะได้รับอีก 6% ต่อปีรวมอยู่ด้วย จึงยังลงทุนได้ดี.

Advertisements