IHL หุ้นอินเตอร์ไฮด์ หรือ IHL เป็นธุกริจทำหนังรถยนต์ให้กับรถยนต์ที่ขายดีในไทยคือ TOYOTA จึงไม่ต้องไปดูอะไรมากแค่มียอดการขายรถยนต์มากขึ้น ก็แปลว่า IHL จะมีผลประกอบการที่ดีไปด้วยแน่นอน ส่วนเหตุการณ์เมื่อปลายปีก่อนที่ธุรกิจรถยนต์ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมมากจนยอดขายรถยนต์ตกต่ำมากมีผลให้ IHL ก็มีผลกำไรลดวูบไปด้วยก็ตาม แต่มาปี 2555 นี้สภาวการณ์ได้กลับสู่ภาวะปกติแล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการผลิตและการขายรถยนต์จะเหมือนเดิม ตรงกันข้ามกลับมีการชดเชยผลกระทบจากปีก่อนไปด้วย ดังนั้นจะพบว่าแค่ครึ่งปีแรกนี้ก็มีการผลิตรถยนต์เพิ่มมากเป็นประวัติการณ์ไปแล้ว และผลที่ตามมาคือ IHL ก็พลอยมีผลดีด้วยแน่นอน ดังนั้น จึงมีการประเมินว่า IHL ในปี 2555 นี้ จะทำกำไรได้ถึง 300 ล้านบาทมากกว่าปีก่อนเท่าตัว จึงเป็นกำไรที่ก้าวกระโดดมาก และจากผลกำไรที่ 300 ล้านบาท คิดแล้วจะมีกำไรต่อหุ้นที่ 0.86 บาท ไม่ต้องใช้ค่าพีอีกลุ่มยานยนต์ที่ปัจจุบันมีค่าสูงกว่า 36 เท่ามาคำนวณราคา เอาแค่ค่าพีอี 15 เท่ามาคำนวณ จะได้ราคาหุ้นที่ 12.90 บาท เมื่อกลับมาดูราคาหุ้นซื้อขายในตลาดอยู่ที่ 9.70 บาท เท่ากับมี up side ได้อย่างน้อย 33% โดยยังไม่ได้คิดรวมเงินปันผลตอบแทนที่จะได้รับอีกประมาณ 3.5% รวมอยู่ด้วย แค่ดูที่เงินปันผลอย่างเดียวก็คุ้มค่าการลงทุนแล้ว ดีกว่ารับดอกเบี้ยจากธนาคารแต่ดูที่ส่วนต่างราคาที่มากถึง 33% แล้วน่าสนใจมากกว่า จึงปล่อยให้เงินปันผลเป็นผลพลอยได้ก็แล้วกัน น่าจะมองที่กำไรจากส่วนต่างราคามากกว่า

KBANK ในกลุ่มธุรกิจธนาคารพาณิชย์ หากเปรียบเทียบเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่ด้วยกันจะพบว่า ครึ่งปีแรกที่ผ่านมาธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK นั้น เป็นธนาคารที่มีอัตราเพิ่มของกำไรในช่วงเดียวกันมากธนาคารหนึ่ง แทบจะพูดได้ว่ามากที่สุดก็ได้ เพราะเป็นรองจากธนาคารกรุงไทยน้อยมาก โดยครึ่งปีแรกธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK ทำกำไรได้มากถึง 18,355.30 ล้านบาท เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 36.65% โดยกำไรไตรมาส 2 สูงกว่าไตรมาสแรกด้วย เป็นการแสดงให้เห็นว่าธนาคารกำลังมีกำไรที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้ว่าจะมีการติติงการชะลอตัวของปัจจัยหลายอย่างก็ตาม แต่เมื่อผลรวมยังออกมาดีขึ้น ย่อมมั่นใจได้มากว่า ครึ่งปีหลังที่หลายๆ ธุรกิจจะเติบโตสูงจะเป็นตัวผลักดันให้ KBANK มีกำไรเพิ่มมากแน่นอน จึงคาดว่า KBANK จะมีกำไรในปี 2555 นี้ มากกว่า 3.7 หมื่นล้านบาทได้คิดเป็นกำไรต่อหุ้นจะได้ 15.46 บาท เมื่อมาประเมินราคาหุ้นที่เหมาะสมของ KBANK ด้วยการใช้ค่าพีอีของกลุ่มธนาคารที่ปัจจุบันมีค่าที่ 13.82 เท่ามาคำนวณ จะได้คำตอบว่าราคาหุ้นควรยืน 213.66 บาทได้ทันที แต่พบว่าราคาซื้อขายในตลาดอยู่แค่ 175 บาท จึงมี up side ได้อีก 22.09% โดยยังไม่คิดรวมเงินปันผลตอบแทนที่จะได้รับอีกประมาณ 2.2% รวมอยู่ด้วย ดูเฉพาะผลตอบแทนจากเงินปันผลอาจไม่น่าสนใจแต่ดูส่วนต่างราคายังน่าสนใจ จึงยังลุ้นเก็งกำไรได้ดี

BCP มองดูเผินๆ อาจเข้าใจว่าหุ้นบางจาก หรือ BCP คงไม่น่าสนใจแล้ว โดยเฉพาะการเกิดไฟไหม้ที่โรงกลั่นบางจากเมื่อเดือนก่อน ทำให้เกิดการความวิตกกับการต้องหยุดซ่อมโรงงาน แต่ผลจริงพบว่า มีความเสียหายไม่มาก ใช้เวลาในการซ่อมแซมไม่กี่สัปดาห์ก็แล้วเสร็จ สามารถกลับมาผลิตน้ำมันได้ตามปกติ แต่ก็ผลิตได้ลดลงจากเดิม เหลือการผลิตเพียง 4.5 หมื่นบาร์เรลต่อวันอาจทำให้เกิดความวิตกกันมากว่าจะมีผลกระทบกับการมีกำไรของบริษัทมาก ยิ่งมาคิดรวมกับผลการขาดทุนในไตรมาส 2 อยู่อีก 384.63 ล้านบาทด้วย ก็อาจยังน่ากังวลมากขึ้น แต่เมื่อกลับมาพิจารณาในรายละเอียดแล้วจะพบว่า ไตรมาส 2 ขาดทุนจากสต็อกน้ำมันเนื่องจากราคาน้ำมันลดลงมากแต่ไตรมาส 3 ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นมาก จึงน่าจะมีกำไรในสต็อกน้ำมัน และไตรมาส 4 เป็นช่วงที่ราคาน้ำมันสูงสุดของปี จึงน่าจะมีผลให้กำไรดีต่อเนื่องดังนั้น ดูแล้วจากครึ่งปีแรกมีกำไร 2,053.69 ล้านบาท ตลอดปีคาดว่าจะมีกำไรไม่ต่ำกว่า 3,900 ล้านบาทได้ กำไรต่อหุ้น 2.83 บาท เมื่อใช้ค่าพีอีกลุ่มพลังงานที่ปัจจุบันมีค่า 12.8 เท่ามาคำนวณ จะได้ราคาหุ้นที่ 36.22 บาท แต่ราคาในตลาดซื้อขายแค่ 23.10 บาท จึงมี up side อีก 56.8% โดยยังไม่รวมผลตอบแทนจากเงินปันผลอีกประมาณ 3.5% รวมอยู่ด้วย

QH เรายังคงมองว่าหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ยังน่าสนใจมาก แม้ ว่าในปีกลายจะได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วม จนทำให้ธุรกิจชะงักไปมากก็ตาม แต่มาปีนี้ธุรกิจกลับจะมีการฟื้นตัวได้มากในครึ่งปีหลัง อย่างไรก็ตาม เมื่อมาดู QH แล้วกลับพบว่าธุรกิจยังมีการทำกำไรได้ดีกว่าปีก่อนในช่วงเวลาเดียวกัน โดยครึ่งปีแรกทำกำไรได้แล้ว 641.56 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 22.14% และมองว่ากำไรตลอดปีจะทำได้ประมาณ 1,350 ล้านบาท หรือกำไรต่อหุ้นจะได้ 0.15 บาท เมื่อใช้ค่าพีอีที่ 15 เท่ามาคำนวณราคาหุ้น จะได้ราคาที่ 2.25 บาท แต่พบว่าราคาซื้อขายในตลาดปัจจุบันยังอยู่แค่ 1.79 บาท จึงยังมี up side ได้อีก 25.7% โดยยังไม่ได้คิดรวมเงินปันผลตอบแทนที่จะได้รับอีกประมาณ 2.8% รวมอยู่ด้วย ทำให้มองว่าการลงทุนใน QH จะมีโอกาสได้รับผลกำไร 2 ต่อ คือ ได้ทั้งเงินปันผล และยังจะได้กำไรจากส่วนต่างราคาที่ยังต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็นอีกด้วย จึงเป็นหุ้นที่ยังน่าลงทุนอีกตัวหนึ่ง

BECL อาจดูเป็นหุ้นที่ไม่น่าสนใจ แต่เมื่อกลับไปพิจารณาทางด้านพื้นฐานและผลประกอบการแล้ว กลับพบว่าราคาหุ้นปัจจุบันยังต่ำ สามารถพิจารณาเพื่อการลงทุนได้ดีซึ่งก็สามารถพิจารณาได้จากการเติบโตของธุรกิจจากปริมาณการจราจรบนทางด่วนในปีนี้ จะเพิ่มจาก 6.2% เป็น 6.5% และปีหน้าจราจรบนทางด่วนจะเพิ่มเป็น 4.3% เพราะยอดการขายรถยนต์ที่มากขึ้นอย่างชัดเจน มีการจดทะเบียนรถยนต์ในกรุงเทพฯ เพิ่มอย่างมีนัยสำคัญมาก นอกจากนี้ทาง BECL ยังจะมีรายได้เพิ่มจากการถือหุ้นในโครงการเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าน้ำเทิน 2 อีกด้วย จึงมีการประเมินว่าปี 2555 นี้ BECL จะมีกำไรที่ระดับ 2,120 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น 2.78 บาท เมื่อมาประเมินราคาหุ้นที่เหมาะสมจากการใช้ค่าพีอีกลุ่มที่ปัจจุบันมีค่า 13.72 เท่า จะได้ราคาที่ 37.73 บาท แต่พบว่าราคาซื้อขายในตลาดยังอยู่แค่ 29.30 บาท จึงมี up side ได้อีก 27.9% โดยยังไม่ได้คิดรวมเงินปันผลตอบแทนที่จะได้รับอีกประมาณ 5% รวมอยู่ด้วย จึงเป็นหุ้นที่น่าสนใจมาก เพราะแค่เงินปันผล 5% ก็มากเกินพอกับการลงทุนได้แล้ว ดีกว่าดอกเบี้ยในระบบการเงินมาก แต่ยังจะได้กำไรจากส่วนต่างราคาที่ยังต่ำกว่าราคาในตลาดอีกมากด้วย จึงมองว่าการลงทุนลักษณะนี้จะมีโอกาสได้กำไร 2 ต่อ จึงควรพิจารณาเพื่อการลงทุน.

Advertisements