[InfoQuest] AOT ระบบนิเวศน์เป็นพิษ
30-10-2012 04:08:33

แล้วในที่สุด โอกาสทองของราคาหุ้นบริษัท บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ที่นักวิเคราะห์เคยคาดเดาว่า จะทะลุเป้าหมายเกิน 90 บาทต่อหุ้น ก็มาถึงขีดจำกัดไม่สามารถขึ้นไปถึงราคาเป้าหมายจนได้ เพราะข่าวปลดกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ที่คณะกรรมการบริษัทระบุอย่างสวยหรูว่าเป็นมติยกเลิกสัญญาว่าจ้าง ด้วยเหตุผลที่ไม่ระบุชัดเจน
เย็นวันที่ 25 ตุลาคม คณะกรรมการ AOT ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์สั้นๆว่า มีมติให้ยกเลิก สัญญาว่าจ้าง ว่าที่เรืออากาศโท อนิรุทธิ์ ถนอมกุลบุตร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน ให้พ้นจากตำแหน่ง และได้แต่งตั้งให้นายสมชัย สวัสดีผล รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานวิศวกรรมและการก่อสร้าง รักษาการ ผู้อำนวยการใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค.55 จนกว่าการสรรหาผู้อำนวยการใหญ่ จะแล้วเสร็จ
การเลิกจ้างดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิ์ตามสัญญาจ้าง ซึ่งต้องแจ้งล่วงหน้า 30 วัน โดยจ่ายชดเชยให้ว่าที่เรืออากาศโทอนิรุทธิ์ 6 เท่าของค่าจ้างเดือนสุดท้ายเดือนละ 6.3 แสนบาท
ทันทีที่ทราบข่าว นักวิเคราะห์ทุกสำนักต่างเปลี่ยนคำแนะนำจากซื้อ มาเป็น ขาย หรือ ขายทำกำไร พร้อมเพรียงกัน เพราะเหตุผลความไม่แน่นอนในการกำหนดทิศทางการบริหารงานของ AOT หลังคณะกรรมการยกเลิกสัญญาว่าจ้างกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทำให้ราคาหุ้นจะเข้าสู่ช่วงสุญญากาศไประยะหนึ่ง
ผลลัพธ์ที่ตามมานั้นไม่เพียงแต่ทำให้ราคาหุ้นที่ทะลุจุดนิวไฮหลายรอบในปีนี้ของบริษัทได้รับผลกระทบรุนแรงเท่านั้น ยังส่งผลเสียหายต่อยุทธศาสตร์ธุรกิจของ AOT ที่ “กินผลไม้เมื่อสุกงอม” จากภาวะขาขึ้นของธุรกิจให้บริการสนามบินเชิงพาณิชย์ ที่ส่งผลต่อการคาดเดาในทางบวกต่อผลประกอบการในอนาคตของบริษัท
ที่ผ่านมา การย้ายสายการบินหลายแห่งจากสนามบินสุวรรณภูมิที่แออัดอย่างมาก มาสู่ดอนเมืองเพื่อสนองตอบนโยบาย “สนามบินคู่” (Duo Airport) ซึ่งทำให้ส่งผลดีต่อ AOT อย่างยิ่งในการขยายกำลังเพิ่มรายได้โดยไม่ต้องลงทุนใหม่มากมาย ถือเป็นจุดขายที่โดดเด่นอย่างยิ่งของบริษัท
การคาดคะเนอนาคตผิดพลาดเกี่ยวกับจำนวนคนที่จะใช้บริการสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งถูกกำหนดโดยนโยบายสนามบินเดี่ยวมาแต่เริ่มต้น ได้สร้างปัญหาความแออัดของสนามบินสุวรรณภูมิรุนแรงขึ้นนับแต่ปี 2554 เมื่อผู้โดยสารใช้บริการทะลุเกิน 48 ล้านคน ส่วนปี 2555 เดิมคาดว่าจะมีประมาณ 51 ล้านคน แต่ปรากฏว่ายังไม่ถึงสิ้นปี มีคนใช้บริการไปแล้วมากมาย จนคาดว่าจะมากถึง 54 ล้านคนต่อปี ในขณะที่โครงการเร่งขยายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 เพื่อรองรับผู้โดยสารได้รวม 60 ล้านคนต่อปี ซึ่งต้องใช้งบประมาณ 62,500 ล้านบาท ต้องการเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีข้างหน้า เป็นแรงขับสำคัญที่ทำให้ต้องรื้อฟื้นนโยบายสนามบินคู่มาใช้อีกครั้ง ซึ่งหมายถึงรายได้และกำไรของ AOT ที่จะพุ่งขึ้นทันทีต่อเนื่องจากโอกาสทอง
ผลพวงพิเศษ 2 ทางของ AOT จากการใช้สนามบินคู่ครั้งใหม่อยู่ที่
-ตอนที่มีการตัดสินใจยกเลิกการใช้สนามบินดอนเมืองเต็มรูปในหลายปีก่อน AOT ได้ลงบัญชีบันทึกรายการด้อยค่าสนามบินดอนเมืองในงบการเงินสิ้นงวดปี 2552 ประมาณ 3,980 ล้านบาท ดังนั้น เมื่อมีการกลับมาใช้ดอนเมืองอีกครั้ง ก็ทำให้ AOT สามารถบันทึกกลับรายการด้อยค่าดังกล่าวกลับมาเป็นกำไรพิเศษในทันที นอกเหนือจากทำให้ทรัพยากรที่ทิ้งร้างในดอนเมืองกลับมาใช้งานได้อีกครั้งโดยมีการลงทุนเพียงเล็กน้อย แต่สามารถกลับมาสร้างรายได้มหาศาลในแต่ละปี จากจำนวนผู้โดยสารที่หลั่งไหลกลับมาใช้บริการมากขึ้น
-การประมูลให้ใช้พื้นที่เชิงพาณิชย์ของสนามบินดอนเมืองซึ่งมีทั้งร้านดิวตี้ฟรี (สำหรับสายการบินต่างประเทศ) และร้านค้าในสนามบิน(สำหรับสายการบินในประเทศ) ก็เป็นโอกาสทองในการสร้างรายได้พิเศษที่สำคัญ โดยผลการประมูลปรากฏว่า ร้านดิวตี้ฟรี เนื้อที่ประมาณ 1,100 ตารางเมตร โดยมีสัญญาสัมปทาน 10 ปี บริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด เสนอผลประโยชน์ให้ ทอท.สูงสุดเดือนละ 63 ล้านบาท ส่วนพื้นที่เชิงพาณิชย์ กิจการร่วมค้า Shilla Mall ที่ประกอบด้วยบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด และบริษัท โฮเทลชิลลา เสนอค่าตอบแทนเดือนละ 35.21 ล้านบาท โดยทั้งสองสัญญามีเงื่อนไขการปรับขึ้นค่าเช่าปีละ 10% ทำให้แน่นอนว่าจะเป็นรายได้พิเศษอีกต่างหากมากกว่าปีละ 1 พันล้านบาท
-การย้ายมาใช้สนามบินดอนเมืองรอบใหม่ควบคู่กับสุวรรณภูมิ ยังเปิดช่องให้ AOT ทำการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้โดยสาร (พีเอสซี) โดยผู้โดยสารระหว่างประเทศจัดเก็บที่ 800 บาท จากเดิม 700 บาท และผู้โดยสารภายในประเทศจัดเก็บที่ 150 บาท จากเดิม 100 บาท แต่ต้องรอการอนุมัติจากกรมการบินพลเรือน
ข้อดีทั้งหมดนี้ ถูกลดทอนความน่าสนใจได้ในพริบตาจากการปลดกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ หลังจากที่มีกระแสข่าว (ลือ หรือ ปล่อย)ออกมาว่า เบื้องหลังการตัดสินใจของคณะกรรมการบริษัท เกิดจากเหตุผลว่า มีผู้มีอิทธิพลเบื้องหลังอำนาจการเมืองไม่พอใจการทำงานของว่าที่เรืออากาศโทอนิรุทธิ์มาก โดยเฉพาะเรื่องการจัดสรรผลประโยชน์การประมูลต่างๆ ของ AOT ทั้งการประมูลขยายท่าอากาศยานภูเก็ต การประมูลร้านค้าปลอดภาษี (ดิวตี้ฟรี) ท่าอากาศยานดอนเมือง รวมถึงการแก้ปัญหาการให้บริการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในช่วงที่ผ่านมา เช่น จอเรดาร์ดับ การซ่อมรันเวย์ ความแออัดในอาคารผู้โดยสาร รวมถึงความล่าช้าของโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เฟส 2, 3, 4 และรันเวย์ที่ 3 เพื่อรองรับการเติบโตของผู้โดยสารในอนาคต
จุดเน้นสำคัญของข้อกล่าวหาทั้งหมดอยู่ที่การประมูลร้านค้าปลอดภาษี (ดิวตี้ฟรี) ท่าอากาศยานดอนเมือง ซึ่งกลุ่มคิง เพาเวอร์ได้ชัยชนะในการประมูล เนื่องจากเสนอราคาสูงกว่าคู่แข่งมากจนยากจะปฏิเสธได้ ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงแล้ว ผู้มีอิทธิพลเบื้องหลังรัฐบาลไม่ต้องการให้กลุ่มคิง เพาเวอร์ได้รับสิทธิเช่าพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากจุดยืนของความขัดแย้งทางการเมืองในอดีต
แม้ข้ออ้างดังกล่าวจะไม่มีการยืนยันที่มาว่าจริงเท็จแค่ไหน แต่หากเป็นจริงก็เท่ากับว่าคณะกรรมการบริษัททั้งหมดที่ร่วมลงมติเป็นกลุ่มคนที่ไร้สาระและขาดความกล้าหาญทางจริยธรรมอย่างแท้จริง เพราะไม่ได้ประเมินผลงานและความสามารถของผู้บริหารกิจการด้วยสัมฤทธิผลในการทำงานเป็นสำคัญ หากแต่ทำตัวเป็นไม้หลักปักเลนที่โอนเอนตามกระแสอำนาจการเมืองเสมือนรัฐวิสาหกิจในยุคเผด็จการในอดีต
ที่เป็นเช่นว่านั้น มาจากข้อเท็จจริงที่ว่า การปลดกรรมการผู้จัดการบริษัท กระทำขึ้นก่อนที่จะมีการประกาศการประเมินผลการทำงาน 1 ปีของกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ที่มีนายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ กรรมการ AOT เป็นประธาน ยังไม่สรุปผลเนื่องจากข้อมูลในการให้คะแนนประเมินยังไม่ครบ ซึ่งหากสรุปให้ว่าที่เรืออากาศโทอนิรุทธิ์ผ่านการประเมิน ก็จะไม่มีผลใดๆ ต่อมติเลิกจ้างเนื่องจากเป็นอำนาจของคณะกรรมการบริษัทโดยตรง
การปลดผู้บริหารในยามที่ธุรกิจกำลังเป็นขาขึ้น สะท้อนพฤติกรรมอัปลักษณ์และบกพร่องในธรรมาภิบาลของรัฐวิสาหกิจไทยอีกครั้งหนึ่งอย่างชัดเจนว่า กระบวนการตัดสินใจเบื้องหลังเหตุการณ์เกิดจากแรงจูงใจทางการเมืองมากกว่าสัมฤทธิผลของการทำงาน โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ ปัจจุบัน AOT อยู่ระหว่างการเร่งดำเนินการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระยะที่ 2 วงเงินประมาณ 6.2 หมื่นล้านบาท คาดแล้วเสร็จในเดือน ธันวาคม 2559 ซึ่งส่งผลให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิสามารถรองรับผู้โดยสารได้ปีละ 60 ล้านคน แล้วกำลังวางแผนที่จะพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระยะที่ 3 และ 4 ในช่วงปี 2559-2564 ซึ่งจะทำให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิสามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุดปีละ 90 ล้านคน โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนำข้อเสนอไปประกอบการพิจารณา
จุดอ่อนที่ไม่เคยได้รับการแก้ไข เปิดช่องให้รัฐวิสาหกิจที่แม้จะแปลงสภาพเป็นบริษัทมหาชนจดทะเบียน ที่มีหลักเกณฑ์พิจารณาชัดเจนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับธรรมาภิบาลของธุรกิจ ยังถูกแทรกแซงโดยอำนาจนอกระบบจากการเมืองซึ่งถือว่าเป็นระบบนิเวศน์เป็นพิษ อันเป็นประเด็นใหญ่ที่ต้องการความโปร่งใสมากกว่าที่เกิดขึ้น
คำถามทิ้งท้ายสำหรับ AOT อยู่ที่ว่า การลงทุนรอบใหม่ในอนาคตที่ AOT จะต้องทุ่มเงินงบประมาณในการก่อสร้างจะใช้งบประมาณส่วนขยายของสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 ซึ่งจะต้องใช้เงินในอนาคตระยะยาว จาก AOT เอง 80% และเงินกู้ภายในประเทศ 20% จะสามารถทำได้โปร่งใสมากน้อยเพียงใด หรือจะให้เป็นไปอย่างมีเงื่อนงำเช่นนี้อีกยาวนาน ต้องการคำตอบมากเป็นพิเศษ
ไม่เช่นนั้น ราคาหุ้น AOT ที่ร่วงลงมา ก็คงยากจะทะยานขึ้นต่อไปสู่เป้าหมายที่นักวิเคราะห์เคยคิดเอาไว้ เนื่องจากตัวแปรของความไม่แน่นอนในการบริหารจัดการนั้น กำลังทำให้กลายเป็นความเสี่ยงของราคาหุ้นโดยปริยาย

Advertisements