[InfoQuest] HMPRO ยิ่งสูง ยิ่งหนาว
02-11-2012 04:12:26

ปีนี้ เป็นอีกปีหนึ่งที่อัตราการเติบโตของสาขาเครือข่ายธุรกิจค้าปลีกสินค้าเพื่อการก่อสร้าง ตกแต่ง และซ่อมแซมบ้านและที่อยู่อาศัย อันเป็นลักษณะของการค้าปลีกยุคใหม่ที่เรียกว่า category killers ของบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO ยังคงเติบโตอย่างโดดเด่นต่อไป จนผู้บริหารของบริษัทออกมาประกาศอย่างภาคภูมิใจว่า จะมีครบ 53 สาขาในสิ้นปีนี้อย่างแน่นอน เนื่องจากปีนี้จะสามารถเปิดได้ครบ 8 สาขาตามเป้าหมาย ส่งผลให้ยอดขายเติบโต 18-19% เกินเป้าที่คาดจะโต 15% และการเติบโตของยอดขายต่อสาขา อยู่ที่ประมาณ 3%
สำหรับปี 2556 เป้าขยายสาขาใหม่ก็ยังคงไม่ต่ำกว่า 8 สาขา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นในต่างจังหวัด สร้างพื้นที่ขายครอบคลุมมากขึ้น เช่น จันทบุรี กาญจนบุรี และชลบุรี ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างบางส่วน โดยที่ยังไม่ได้รวมสาขาในต่างประเทศที่กำลังดูลู่ทางในมาเลเซียอยู่ด้วย โดยวางแผนกำหนดงบลงทุนรวมในระดับที่ไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท
นอกจากนั้น กิจกรรมการส่งเสริมยอดขายใหม่ๆ ก็ยังถูกนำมาใช้ไม่ขาดระยะ เช่น การจัดงาน Home Pro Expo ประจำปีช่วยกระตุ้นยอดขาย การนำสินค้ามาทำ Show Case เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกค้า ให้เกิดภาพที่ชัดเจน รวมถึงเปิดให้สั่งซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ และการทยอยเพิ่มสัดส่วนสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง โดยเฉพาะสินค้าเฮาส์แบรนด์ให้มากขึ้น
ย่างก้าวที่เปิดเกมรุกไม่หยุดเช่นนี้ หากดูอย่างผิวเผิน จะเห็นได้ชัดถึงก้าวย่างที่มั่นคงอย่างยิ่ง เพราะทำให้ยอดขายสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และยังเป็นผู้นำธุรกิจต่อไปอย่างชนิดที่ทิ้งคู่แข่งในตลาดเดียวกันขาดลอย เหมาะสมกับเป็นกิจการที่โตและกำไรเพิ่มขึ้นไม่เคยหยุด เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ชอบหุ้นพื้นฐานอย่างแท้จริง
ยุทธศาสตร์การขยายตัวของ HMPRO ที่เกิดขึ้นในแบบ ”รุกในเมืองใหญ่ ขยายตลาดในเมืองอนาคต” ได้อย่างคล่องตัว ผสมผสานธุรกิจค้าปลีกเข้ากับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ แอบอิงกับพฤติกรรมการเคลื่อนย้ายของคนรุ่นแล้วรุ่นเล่า เคลื่อนตัวจากชนบทเข้ามาอาศัยอยู่ในตัวเมืองใหญ่มากขึ้น ขับเคลื่อนให้ธุรกิจเติบโตไม่มีหยุดจากความต้องการตกแต่ง ซ่อมแซม อาคาร และที่อยู่อาศัยกันต่อเนื่อง
ในความเติบใหญ่ของ “ธุรกิจเหนือกว่าที่อยู่อาศัย” ของ HMPRO ที่ไม่มีท่าจะหยุดโต และมุมมองเชิงบวกของบรรดานักวิเคราะห์หุ้นเกี่ยวกับอนาคตกันอย่างถ้วนหน้า เพราะยังมองไม่เห็นขาลงของธุรกิจในระยะสั้นหรือกลาง กลับปรากฏจุดอ่อนที่มองเห็นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือ อัตราการเพิ่มขึ้นที่ลดลงของผลกำไรในการขยายกิจการ เมื่อตัวเลขอัตราเติบโตของผลกำไรจากการดำเนินงานเริ่มช้าลงกว่าการเติบโตของยอดขาย สะท้อนให้เห็นว่า บนความสวยงามของการเติบโตนั้น แฝงเร้นด้วยกับดักของอัตราผลตอบแทนทางธุรกิจที่ลดน้อยลง(diminishing return trap)
แม้ว่าอัตราส่วนกำไรสุทธิต่อยอดขาย (ดูจากตารางประกอบ) จะยังคงไปได้สวย มีอัตราเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากสิ้นงวดปี 2551 4.84% มาอยู่ที่ล่าสุด (ไตรมาสแรกของปี 2555) 6.89% สะท้อนให้เห็นว่าความสามารถทำกำไรต่อยอดขายยังไม่ได้ถดถอยลง แต่หากพิจารณาจากกำไรต่อหุ้นสุทธิแล้ว จะเห็นได้ชัดว่าเริ่มทรงตัวต่อเนื่องกันหลายปี
ยิ่งไปกว่านั้น หากพิจารณาลึกลงไปจากสัดส่วนของผลตอบแทนต่อราคาหุ้นแล้ว จะพบว่า มีอัตราที่ถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากราคาหุ้นของบริษัทได้พุ่งขึ้นไปรวดเร็วเกินกว่าอัตราของผลกำไรต่อหุ้นนั่นเอง
ค่าพี/อีที่สะท้อนออกมาว่า เพิ่มสูงขึ้นจากปี 2551 ที่ระดับ 6.95 เท่า แล้วขยับต่อเนื่องมาอยู่ที่ 34.59 เท่า ในวันซื้อขายที่บันทึกล่าสุด รวมตลอดถึงค่า P/BV ที่ยกระดับจาก 1.29 เท่า ขึ้นมาอยู่ที่ 9.48 เท่า ในการซื้อขายล่าสุด รวมถึงอัตราส่วนผลตอบแทนเงินผันผลตอบแทน จากระดับ 5.82% ในปี 2551 มาอยู่ที่ปัจจุบัน 1.19% ยิ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ราคาหุ้นที่ดำรงอยู่เป็นราคาที่เกินความสมเหตุสมผลอย่างมาก
อัตราส่วนที่ถดถอยลงของผลตอบแทนต่อราคาหุ้นนี้ ยังไม่ได้นับถึงการเพิ่มทุนครั้งล่าสุด ซึ่งเพิ่งจะผ่านการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นล่าสุดในต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ที่มีการเพิ่มทุนในรูปของการจ่ายเงินปันผลในรูปหุ้นผสมเงินสดในอัตราส่วน 5 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นปันผล ซึ่งจะทำให้มีจำนวนหุ้นของบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่เพิ่มขึ้นอีก 1.173 พันล้านหุ้น ก็จะยิ่งทำให้ในอนาคต อัตราส่วนผลตอบแทนของการถือครองหุ้นต่ำลงไปมากกว่าเดิมอีก
แม้ว่าการเพิ่มทุน และการเร่งขยายสาขาของ HMPRO จะเป็นกลยุทธ์ทางการเงินที่เพิ่มส่วนทุนและเพิ่มสินทรัพย์ให้กับกิจการ เพื่อเร่งให้ทันกับการแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกที่นับวันจะมีความเข้มข้นมากขึ้น เนื่องจากการรุกเข้ามาของกลุ่มทุนใหญ่ 2 ค่าย ที่จะเป็นคู่แข่งที่น่าจับตามมาที่สุดในธุรกิจนี้คือ กลุ่มปูนซีเมนต์ไทย (SCC) ที่นอกจากจะมีฐานทุนที่ใหญ่กว่า และมีเครือข่ายธุรกิจซีเมนต์ไทยโฮมมาร์ทมากกว่า 50 แห่ง แล้วยังล่าสุดกำลังรุกคืบเข้าร่วมทุนในบริษัทสยามโกลบอล เฮ้าส์ (GLOBAL) และกลุ่มจิราธิวัฒน์ที่ในขณะนี้ กำลังรุกคืบเข้ามาในธุรกิจค้าปลีกเช่นนี้โดยผ่าน 3 ทางพร้อมกันคือ ผ่านบริษัทออฟฟิศเมท จำกัด (มหาชน) หรือ OFM ผ่านทางบริษัทลูกโฮมดีโปท์ และผ่านทางบริษัทไทยวัสดุ ซึ่งพร้อมจะเปิดเกมรุกเข้ามาได้ไม่ยาก แต่สถานการณ์ของการแข่งขันเช่นนี้ เท่ากับเป็นตัวเร่งให้ HMPRO เดินหน้าเข้าสู่กับดักของอัตราผลตอบแทนทางธุรกิจที่ลดน้อยลงเร็วยิ่งขึ้น
การเพิ่มทุนครั้งล่าสุดของ HMPRO สะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริหารของบริษัทต้องการสงวนรักษาเงินสดให้อยู่ในมือเอาไว้สำหรับหมุนเวียนในการขยายกิจการในอนาคตมากยิ่งขึ้น เนื่องจากตัวเลขเงินสดที่ปรากฏในงบดุลของบริษัทสิ้นไตรมาสแรกของปีนี้ มีไม่มากนัก เพราะค่า current ratio ต่ำกว่า 1 จากตัวเลขสินทรัพย์หมุนเวียนของบริษัททั้งหมด 7,133.34 ล้านบาท เป็นสินค้าที่วางจำหน่ายในสาขาต่างของบริษัทเกือบทั้งหมด มากถึง 5,552.80 ล้านบาท ในขณะที่หนี้สินหมุนเวียนของบริษัทมีมากถึง 11,789.49 ล้านบาท
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าทรัพย์สินของ HMPRO มุ่งไปที่สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนมากกว่า โดยเป็นที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ มากว่า 1.2 หมื่นล้านบาท เกินกว่าครึ่งของสินทรัพย์รวม 2.2 หมื่นล้านบาท
การฝืดเคืองของสภาพคล่อง แม้ว่าบริษัทจะพยายามรักษาวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัดโดยไม่พยายามขยายกิจการด้วยการก่อหนี้มาก โดยมีหนี้สินทั้งระยะสั้นและระยะยาว (ไม่นับเจ้าหนี้การค้า) ค่อนข้างต่ำ โดยมีค่า D/E (หักหนี้การค้า) เพียงแค่ 0.6 เท่า ดังนั้น หากจะเลือกเอาการระดมเพื่อรุกทางการตลาดเพิ่มก็มีทางเลือกหลากหลาย นั่นคือ การเพิ่มทุน การตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์ การออกตราสารหนี้ระยะยาว
การเลือกเอาการเพิ่มทุนในรูปของการจ่ายเงินปันผล แม้จะประหยัดเงินสดเอาไว้ได้มากพอสมควร จะกลับมีผลข้างเคียงที่ทำให้ผลตอบแทนต่อราคาหุ้นย่ำแย่ลงไป จะเป็นแรงกดดันให้ราคาหุ้นหมดเสน่ห์ลงไปได้ในระยะยาว เพราะโอกาสที่ค่า P/E จะสูงไปกว่าปัจจุบัน ย่อมเป็นไปได้ยาก
แม้ว่าอัตราส่วนที่ลดลงของผลตอบแทนในการลงทุนนี้ จะยังไม่ได้ส่งผลให้เกิดความเสียหายมากนักในระยะเฉพาะหน้า แต่มันได้สะท้อนว่า โมเดลของธุรกิจของ HMPRO นั้น ยังมีจุดให้ต้องปรับปรุงให้สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรได้ หากต้องการจะปรับปรุง ก่อนที่จะสายเกินการ เพราะภายใต้สถานการณ์ที่กำลังดำเนินไปเช่นนี้ อาจจะกลายเป็นกับดักได้ไม่ยาก
ยุทธศาสตร์ธุรกิจในการเพิ่มสาขา ขยายยอดขายและกำไร เพื่อทิ้งคู่แข่งได้ไกลเช่นนี้ หากมีผลข้างเคียงทำให้ผลตอบแทนของหุ้นถดถอยลง และเผชิญกับดักของอัตราผลตอบแทนทางธุรกิจ จะเป็นแรงกดดันให้ในอนาคตบริษัทอาจจะหนีไม่พ้นทางเลือกที่ไม่ต้องการเลือกเท่าใดนัก หากต้องการรักษาอัตราการเติบโตและผลตอบแทนที่สูงต่อไป นั่นคือ การหาพันธมิตรร่วมทุนทางธุรกิจ ทำนองเดียวกับ GLOBAL และ OFM ที่เกิดขึ้นมาเป็นต้นแบบแล้ว เพราะพันธมิตรดังกล่าวจะเข้ามาช่วยต่อยอดการแข่งขันให้ยาวไกลได้
ภาวะยิ่งสูง ยิ่งหนาว เช่นนี้ คือโจทย์อันท้าทายของ HMPRO ในอนาคตอันใกล้ที่มองเห็นรำไร

Advertisements