[InfoQuest] KK เดินหน้าพิสูจน์เส้นทางใหม่
07-11-2012 04:09:49

หลังจากการควบรวมกิจการฉันมิตรระหว่าง 2 ธุรกิจการเงินชื่อดัง ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด(มหาชน) หรือ KK และบริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด(มหาชน) หรือ PHATRA ผ่านไปได้เข้าที่เข้าทางแล้วอย่างเป็นทางการตามกฎหมายเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2555 ที่ผ่านมา ภายใต้ชื่อของธนาคารเกียรตินาคิน กลุ่มผู้บริหารระดับสูงของสถาบันการเงินทั้งหมดที่จัดแย้งสายการทำงานชัดเจน ก็ได้ทำการร่วมออกโรงแถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการ
เนื้อจากซึ่งผู้บริหาร นำโดยนายบรรยง พงษ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานกรรมการบริหาร นายธวัชไชย สุทธิกิจพิศาล ประธานธุรกิจธนาคารพาณิชย์ และนายอภินันท์ เกลียวปฏินนท์ ประธานธุรกิจตลาดทุน ก็ได้ชี้แจงถึงแนวทางการดำเนินงานและแผนธุรกิจในอนาคตเพื่อความชัดเจนต่อสาธารณะในฐานะวาณิชธนกิสมบูรณ์แบบแห่งเดียวของไทย
จุดหลักของการแถลงข่าวร่วมกันคือ ด้านธุรกิจธนาคารพาณิชย์ จะมีการเติบโตของสินเชื่อในปี 2556 เติบโตไม่ต่ำกว่า 20% โดยส่วนใหญ่ยังมาจากสินเชื่อเช่าซื้อ ขณะที่ในปีนี้คาดว่าสินเชื่อจะเติบโตได้ราว 24% จากปีก่อน โดยเน้นหนักในการเติบโตของภูมิภาคมากกว่ากรุงเทพฯและปริมณฑล แล้วมุ่งสู่การให้บริการสินเชื่อบุคคล และสินเชื่อเอสเอ็มอี ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อรถยนต์
แผนของธุรกิจธนาคารพาณิชย์นั้น จะรุกเข้าไปที่ผู้มีเงินออมที่มีวงเงินต่ำกว่า 10ล้านบาทโดยใช้ช่องทางสาขาต่างๆที่มีอยู่ 85 แห่ง เป็นเครือข่ายเพื่อขยายผลิตภัณฑ์ และเพิ่มผลิตภัณฑ์แบงก์แอสชัวรันซ์ ด้วยการเสนอขายกรมธรรม์ผูกกับเงินฝากมากขึ้น
ส่วนของธุรกิจตลาดทุน จะดูแลธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุนให้กับลูกค้าบุคคลรายใหญ่ โดยขยายตัวจากปัจจุบันที่มีสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหารราว 1.7 แสนล้านบาท ขยายไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่ที่มีศักยภาพของธนาคารซึ่งจะช่วยขยายมูลค่าของสินทรัพย์ให้เพิ่มขึ้นได้ครบวงจร
ด้านยุทธศาสตร์ในภาพรวมนั้น KK ในยุคใหม่ จะมุ่งเน้นในธุรกิจที่ทั้งสองแห่งเดิมมีความเชี่ยวชาญโดยใช้จุดแข็งที่มีการวางแผนต่อยอดในการทำธุรกิจ เพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพร่วมกันอย่างสูงสุด ตลอดจนพิจารณาถึงข้อเสียเปรียบในการแข่งขัน อาทิ ขนาดสินทรัพย์ เครือข่ายสาขา ต้นทุนทางการเงิน จึงได้กำหนดกรอบเป้าหมายการดำเนินธุรกิจ โดยวางกลยุทธ์ให้สามารถแข่งขันได้และเป็นผู้นำในตลาดแบ่งเป็น3 ธุรกิจหลักประกอบไปด้วย ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุนให้แก่ลูกค้าบุคคลรายใหญ่ และธุรกิจตลาดทุน
แผนธุรกิจและยุทธศาสตร์ที่กำหนดขึ้นมานั้น แม้จะไม่ได้บอกกล่าวชัดเจน แต่ก็ยืนยันได้ว่า ในยุคของฮันนีมูนหลังการควบรวมกิจการนั้น KK ยังคงใช้จุดแข็งหลักเดินหน้าต่อไป ก่อนที่จะหลอมรวมกันในอนาคตเต็มรูป ให้สมกับเป็นยุทธศาสตร์สร้างองค์กรเป็นวาริชธนกิจสมบูรณ์แบบ
ประเด็นที่ท้าทายสำหรับบุคคลภายนอกก็คือ การควบรวมกิจการในระยะแรกนี้ ยังสะท้อนให้เห็นเค้าโครงของการไม่ผนึกแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียวเต็มที่ ในขณะที่ยังไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนด้วยการ การหลอมรวมกันจะสามารถแก้ไขจุดอ่อนเปราะที่วาณิชธนกิจในชาติตะวันตกเคยเผชิญมาแล้วนิอดีตนั่นคือ การสร้างหลักประกันว่า ธุรกิจที่เชื่อมโยงกันทั้งสองส่วนจะสามารถสร้าง”ผนังกันไฟ”ป้องกันไม่ให้มีการใช้ประโยชน์จากความลับของลูกค้าแต่ละซีกได้มากน้อยเพียงใด
นั่นอาจจะเป็นคำถามที่ต้องการพิสูจน์ในระยะยาว เพราะในเฉพาะหน้านั้น การควบรวมระหว่าง KK และ PHATTRA เพื่อลบจุดด้อย เสริมจุดเด่นให้สามารถเพิ่มศักยภาพการหารายได้และกำไรในระยะยาว โดยอาศัยความชำนาญและประสบการณ์ของบุคลากรแต่ละฝ่ายก็ถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับการแข่งขัน ปล่อยให้ปัญหาท้าทายเรื่องการหลอมรวมวัฒนธรรมองค์กรหลังการควบรวมพิสูจนื๖ฯฌฮ.ออกมาในภายหลังว่าจะสำเร็จมากน้อยเพียงใด
อนาคตของ KK ที่มี PHATRA เดิมอยู่ใต้ร่มธงนั้น มีฐานะเป็นบริษัทโฮลดิ้งขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่กำกับนโยบาย โดยจะแยกส่วนการดำเนินงานใต้ร่มธงออกเป็นสองส่วนคือ ส่วนตลาดเงิน (ธนาคารพาณิชย์) กับตลาดทุน (อินเวสเมนท์ แบงกิ้ง) ออกเป็นอิสระและเชื่อมกันอย่างหลวมๆ คล้ายคลึงกับกรณีของธนาคารทิสโก้ ถือเป็นสูตรสำเร็จที่น่าจะทำให้ปัญหาเรื่องวัฒนธรรมองค์กรหลังการควบรวมมีปัญหาน้อยลง โดยที่จะไม่มีธุรกรรมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับธนาคารพาณิชย์ หรือ รีเทล แบงกิ้ง เต็มรูปแบบเดียวกับธนาคารพาณิชย์ใหญ่อื่นๆ ของไทย แต่จะเดินบนเส้นทางใหม่สู่รูปแบบของอินเวสเมนท์ แบงกิ้ง ที่เชื่อว่าเหมาะสมสำหรับตัวเอง
ความพยายามปิดจุดอ่อนของ KK เดิม ซึ่งที่มาของรายได้และกำไรมาจากดอกเบี้ยของสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ และสินเชื่อเพื่อพัฒนาโครงการอสังหาฯ รวมทั้งธุรกิจบริหารสินทรัพย์มือสอง เป็นหลัก เพื่อหลอมรวมเข้ากับจุดเด่นของ PHATRA เดิมซึ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์ที่มีฐานลูกค้ารายใหญ่ และถนัดกับการเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน รวมถึงมีฐานวิจัยหลักทรัพย์ที่โดดเด่นจึงเป็นการเติมจิ๊กซอว์ที่ขาดอยู่ให้ครบถ้วนมากขึ้น จึงถูกประเมินในทางบวกมากกว่าลบ
วันนี้ ทางเลือกของการเติบโตของ KK โดยเน้นการทำธุรกรรมในสาขาที่สร้างความต่อเนื่องของการทำกำไรจากภาคที่มีกำไรสูง มากกว่าการเติบโตอย่างหวือหวาในรูปยูนิเวอร์แซล แบงกิ้ง ถือเป็นเส้นทางใหม่ เพียงแต่จะเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าสัมฤทธิผลของการควบรวมดังกล่าว ดีมากน้อยเพียงใด

Advertisements