[InfoQuest] MCOT กับอนาคตยุคดิจิตอล
11-10-2012 04:07:55

หลังจากผ่านกระบวนการของการคัดสรรอันยาวนานหลายเดือน ในที่สุดนายเอนก เพิ่มวงศ์เสนีย์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.อสมท จำกัด (มหาชน) หรือ MCOT ก็ได้เวลาเข้าทำงานและแสดงวิสัยทัศน์ต่อสาธารณะและผู้ถือหุ้นได้เสียทีเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา
นายเอนก แม้จะเพิ่งเข้ารับตำแหน่งผู้บริหารเป็นครั้งแรกใน MCOT แต่ก็ไม่ใช่มือใหม่หัดขับ เพราะเคยนั่งในตำแหน่งกรรมการของบริษัทมานานหลายปีแล้ว จึงน่าจะเข้าใจและซึมซับวัฒนธรรมองค์กรของรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทมหาชนนี้ได้ดีพอสมควร
ไม่ว่าจะมีคำถามว่า นายอเนกได้มาเพราะ “เส้นใคร” อยู่บ้าง แต่โดยข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือ พันธกิจอันใหญ่หลวงที่รออยู่ข้างหน้า เป็นเรื่องสำคัญที่ท้าทายความสามารถของเขาว่าจะอยู่ในตำแหน่งนี้ได้นานแค่ไหน เพราะในอดีต คนที่เคย “เส้นใหญ่” จำนวนมาก ต้องมีอันร้างราจากเก้าอี้นี้มานักต่อนักแล้ว ด้วยเหตุผลต่างๆ กัน
นับแต่แปลงสภาพจากรัฐวิสาหกิจที่เคยได้ชื่อ “แดนสนธยา” มานานในสมัยที่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณนั่งเป็นกรรมการผู้จัดการอยู่ MCOT ได้มีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลในระดับนี้หลายคนมาก ทั้งชั่วคราว และทำท่าจะถาวร จนกระทั่งกลายเป็นเก้าอี้แห่งอาถรรพ์ไปแล้วในระดับหนึ่ง แต่ความน่าสนใจก็คือว่า ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทยังคงสามารถรักษายอดรายได้และผลกำไรที่สวยงามเอาไว้ได้เสมอ ท่ามกลางปัญหาด้านการบริหารที่รุมเร้าเพราะความขัดแย้งภายในจากการแทรกแซงของการเมือง
นับแต่แปลงสภาพจากรัฐวิสาหกิจที่เคยได้ชื่อ “แดนสนธยา” มานานในสมัยที่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณนั่งเป็นกรรมการผู้จัดการอยู่ MCOT ได้มีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลในระดับนี้หลายคนมาก ทั้งชั่วคราว และทำท่าจะถาวร จนกระทั่งกลายเป็นเก้าอี้แห่งอาถรรพ์ไปแล้วในระดับหนึ่ง แต่ความน่าสนใจก็คือว่า ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทยังคงสามารถรักษายอดรายได้และผลกำไรที่สวยงามเอาไว้ได้เสมอ ท่ามกลางปัญหาด้านการบริหารที่รุมเร้าเพราะความขัดแย้งภายในจากการแทรกแซงของการเมือง
หากดูจากผลประกอบการ (ดูตารางประกอบ) จะเห็นได้ว่า ตัวเลขผลกำไรและความสามารถทำกำไร(พิจารณาจาก ROA และ ROE) ที่เคยเติบโตขึ้นทุกปี เริ่มมาชะงักงันจริงจังก็ในปีนี้เองจากการเว้นว่างตำแหน่งผู้บริหารสำคัญในการกำกับและขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้า
การเข้ามานั่งตำแหน่งของนายเอนก น่าจะทำให้ช่องว่างทางด้านการบริหารหมดไป และสามารถเดินหน้าต่อไปได้ หากทำไม่ได้ บรรดากรรมการสรรหาและคณะกรรมการบริษัท ก็ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย เพราะตอนที่นายเอนกได้รับแต่งตั้งนั้น คณะกรรมการของบริษัทได้ลงมติเห็นชอบแล้วว่า อดีตเลขาธิการสภาการศึกษาคนนี้ มีความรู้ ความสามารถ แสดงวิสัยทัศน์ได้เหมาะสม โดยเฉพาะเรื่องทีวีดิจิตอลและแผนแม่บทกสทช.ดี
การแถลงวิสัยทัศน์ของนายเอนกถึงแผนงาน 5 ปีของ MCOT ว่า ประกอบด้วยหลายแผนงานพร้อมกันคือ
ต้องการยกระดับองค์กรขึ้นเป็นผู้นำโทรทัศน์ดิจิตอล ด้วยการสร้างเครือข่ายร่วมกับทีวีของรัฐ เช่น กรมประชาสัมพันธ์ ไทยทีบีเอส และอสมท เพื่อใช้อุปกรณ์ร่วมกันในการส่งสัญญาณ เหมือนกับการไฟฟ้าฯทั้ง 3 มีแผนใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน โดยไม่ต้องแยกลงทุนให้สิ้นเปลือง
เส้นทางการปรับไปสู่ทีวีดิจิตอลจะมีแผนระยะสั้นในช่วง 3 ปีแรก และชัดเจนมากขึ้นในช่วง 10 ปีข้างหน้า ตามข้อตกลงของกลุ่มทีวีอาเซียน โดยได้ออกไปศึกษาแนวทางในต่างประเทศ การหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น TOT กสท โทรคมนาคม ผู้บริหารช่อง 3 เพื่อให้ MCOT เดินหน้าองค์กรในรูปแบบ “ก้าวให้ทัน ก้าวอย่างรวดเร็ว”
พร้อมทยอยปรับผังรายการ เน้นสาระมากขึ้น จะทยอยติดตามดูเรตติ้ง ว่าสร้างรายได้ให้กับองค์กร ได้รับความนิยมมากน้อยเพียงใด อาจปรับผังบางส่วนในช่วงไตรมาสสุดท้ายก่อนสิ้นปี แต่ต้นปีหน้าคงจะปรับครั้งใหญ่ ยันรายการไหนขาดทุนรื้อออก
ยกระดับสำนักข่าวไทย ให้กลับมายิ่งใหญ่ ได้รับความน่าเชื่อถือจากสังคม นำข่าวสารที่ผู้สื่อข่าวออกไปทำข่าวสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ ในทุกช่องทาง ให้ความสำคัญกับข่าวเศรษฐกิจ ข่าวต่างประเทศ สังคม กีฬา สังคมด้านการศึกษา มากขึ้น โดยจะเชิญฝ่ายข่าวด้านต่างๆ มาพูดคุยรายละเอียดไม่เน้นการเสนอข่าวที่ยั่วยุ การโต้เถียงไปกันของการเมืองและฝ่ายต่างๆ แต่จะเน้นการเสนอมุมมองให้เกิดแง่คิดกับสังคม
รายการวาไรตี้ เช่น อะคาเดมี่ ประกวดเอเอฟ เป็นช่วงที่กระแสเริ่มลดลง จึงให้ทีมปรึกษาทำการศึกษาเพื่อส่งเสริมสังคม ด้วยการนำเด็กที่ขยัน เรียนเก่ง มาจัดเรียลลิตี้ มาโชว์ความสามารถด้านต่างๆ เพื่อให้รางวัลเด็กยอดเยี่ยมแห่งปี ด้านกีฬาเตรียมนำเยาวชนที่เก่งด้านกีฬาประเภทต่างๆ มาส่งเสริม เพื่อให้สมาคมด้านกีฬาคัดเลือกนำไปฝึกฝนจนเป็นมืออาชีพ ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวต่างประเทศที่สำคัญต้องนำมาเสนอ ให้นักลงทุน ผู้ประกอบการได้ติดตามข่าวสาร เพราะได้หายไปในช่วงที่ผ่านมา เพื่อให้มีข่าวก่อนเปิดปิดตลาดหุ้น การมี โครงการหรือนโยบายด้านเศรษฐกิจที่สำคัญของภาครัฐ
เตรียมกลับมาทำออร์กาไนซ์ หวังสร้างรายได้ยั่งยืน เช่น การร่วมจัดประกวดนางงามอาเซียน โดยร่วมกับสถานีโทรทัศน์ของประเทศเพื่อนบ้าน แต่จะไม่เน้นที่ความสวยเพียงอย่างเดียว เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดี โดยต้องเก่งรอบด้านด้าน เวทีประกวดต่างๆต้องกลับมาดูว่าสร้างรายได้และได้รับความนิยมเหมือนที่เคยได้เคยทำมาแล้วในช่วงที่ผ่านมา เมื่อหน่วยงานต่างๆ ออกโครงการที่สำคัญ
นายเอนก กล่าวย้ำแนวทางการขับเคลื่อนองค์กรว่า จากนี้ไปแต่ละเดือนจะต้องมีอะไรตื่นเต้นมากขึ้น การทำงานต่อไปจะต้องการวัดผลงาน การทำงานที่ได้ผลในแต่ละวัน เพราะจะต้องปรับหลายด้านให้สอดคล้องกับภาระใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น
วิสัยทัศน์ดังกล่าว แม้จะไม่ได้หวือหวาหรือแปลกใหม่ แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องติดตามดูว่า จะสามารถบรรลุได้หรือไม่ เพราะในอดีตนั้น เคยมีผู้บริหารของ MCOT หลายยุค ที่เข้ามานั่งทำงานพร้อมกับแนวคิดสวยงาม แต่เมื่อลงมือกระทำไป กลับกลายเป็นบูมเมอแรงที่กลับมาเล่นงานให้เจ้าตัวต้องหล่นจากเก้าอี้ไป แม้จะมีความสามารถทำได้บรรลุเป้าหมายก็ตามที เพราะ MCOT นั้นมีลักษณะพิเศษมากกว่าธุรกิจเอกชนทั่วไป
ที่สำคัญ วิสัยทัศน์ของนายเอนกโดยลำพังนั้น ถูกกำกับเอาไว้ล่วงหน้ามาแล้วโดยแผน 5 ปี (2555-2560) ของ MCOT เองที่ระบุว่าในอนาคตจะต้องคืนคลื่นความถี่วิทยุและโทรทัศน์ให้ กสทช. ตามร่างแผนแม่บทฯ ที่ให้เวลาคืนคลื่นวิทยุ 5 ปี และโทรทัศน์ 10 ปี ฉะนั้น อสมท จึงต้องปรับแผนธุรกิจรองรับการประมูลคลื่นวิทยุและโทรทัศน์ในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า และหาทางชดเชยการสูญเสียรายได้จากการให้สัมปทานคลื่นความถี่ด้วย
การเลือกนายเอนกเข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ของ MCOT นั้น เป็นผลพวงสืบเนื่องจากความวุ่นวายเมื่อต้นปีก่อน หลังจากที่สหภาพแรงงาน อสมท ก็ได้ยื่นหนังสือถึงรัฐบาลชุดก่อนให้ทำการตรวจสอบผู้บริหารและประธานกรรมการของบริษัทมีพฤติกรรมการปฏิบัติหน้าที่ไม่โปร่งใส ขาดหลักธรรมาภิบาลและประสิทธิภาพในการทำงาน จนส่งผลกระทบต่ออนาคตขององค์กรในกรณีค่าต่อสัญญาช่อง 3 และค่าโฆษณาทรูวิชั่นส์ รวมทั้งจัดหาอุปกรณ์ด้วยวิธีพิเศษ ระบบ Tele Presence ในวงเงิน 24 ล้านบาท
หลังจากนั้น ประธานกรรมการนายสุรพล สิริไกรพจน์ และคณะกรรมการในขณะนั้น ได้ฉวยโอกาสตัดสินใจบอกเลิกสัญญาจ้างก่อนครบกำหนดกับนายธนวัฒน์ วันสม กรรมการผู้อำนวยการใหญ่เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม โดยให้มีผลบังคับจริงตั้งแต่ 13 พฤศจิกายน โดยให้เหตุผลที่คลุมเครือ 5 ประเด็น จากข้อเท็จจริงอื่นรวมทั้งหมด 19 ข้อนั้น ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่เป็นที่จับตามองทั้งจากภายนอกและภายในองค์กรบริษัทอย่างมาก จนเกิดคำถามว่า องค์กรที่เป็นบริษัทมหาชนจดทะเบียน หลังจากที่มีข่าวลือที่ปราศจากหลักฐานชัดเจนว่า คณะกรรมการบริษัท มีเอี่ยวกับบอร์ดการขอส่วนแบ่งรับ 20% ในการจัดผังรายการทุกไตรมาส
พร้อมกันนั้น คณะกรรมการยังดำเนินการยึดอำนาจการโยกย้ายแต่งตั้งของผู้อำนวยการลงไปอีก จากจากคณะกรรมการชุดดังกล่าวถูกกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ ขับดันจนพ้นจากตำแหน่งไป ก็มีการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ และจัดหารผู้อำนวยการใหญ่คนใหม่ของบริษัท แต่ก็ล่าช้ามาจนถึงปัจจุบัน
หากพิจารณาวิสัยทัศน์ของนายเอนกที่แถลงออกมา จะพบว่า ยังไม่ได้กล่าวถึงข้อเรียกร้องถึงภารกิจสำคัญของ MCOT ที่เคยถูกคาดหมายในยุคของนายธนวัฒน์เอาไว้มากนัก
ข้อเรียกร้องดังกล่าว มีสาระสำคัญอยู่ที่การปรับผังรายได้โทรทัศน์และวิทยุใหม่ โดยเฉพาะโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ ซึ่งระยะหลังเน้นหนักไปกลุ่มรายการบันเทิงมากที่สุด 22.2% มีรายการโชว์/ประกวดมากที่สุดถึง 187 นาทีต่อสัปดาห์ แต่รายการสาระลดลงมากจาก 3,579 นาที เหลือ 2,059 นาที ทั้งยังมีรายการบริการธุรกิจ 1.2 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งสโลแกนเก่าของสถานี “สังคมอุดมปัญญา” ถูกลดความสำคัญลง จนมีคำถามอีกว่า คำขวัญเดิมของโมเดิร์นไนน์จะยังใช้การได้ต่อไปหรือไม่
ส่วนธุรกิจวิทยุ เมื่อมีการนำคลื่นความถี่มาจัดสรรใหม่ ทาง MCOT ก็มีความพร้อมจะเข้าประมูลใบอนุญาตโดยจะประกอบธุรกิจวิทยุในระดับประเทศต่อเนื่องจากสถานีวิทยุในกรุงเทพฯ และระดับภูมิภาค-ท้องถิ่นในจังหวัดที่มีศักยภาพ ซึ่งน่าจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันไม่ลดลง แต่ก็มีประเด็นในเรื่องการสร้างรายได้และผลกำไรในอนาคต
นอกเหนือจากนั้น ยังมีคำถามเกี่ยวกับโครงการการพัฒนาที่ดินที่มีอยู่ 50 ไร่ ซึ่งทิ้งค้างเอาไว้ตั้งแต่นายมิ่งขวัญ โดยโครงการดังกล่าวมีมูลค่ารวมโครงการทั้งสิ้นประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งในยุคของนายธนวัฒน์ได้มีการพูดคุยกับกลุ่มนายเจริญ สิริวัฒนภักดี และทรูไปแล้ว แต่ค้างคาเอาไว้
พันธกิจเหล่านี้ เป็นโจทย์ที่นายเอนก ผู้อำนวยการใหญ่ MCOT จะต้องตอบคำถามให้ได้ นอกเหนือจากการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับพนักงานขับเคลื่อนองค์กรซึ่งเป็นทั้งรัฐวิสาหกิจ และบริษัทมหาชนจดทะเบียน ไม่เช่นนั้น การก้าวสู่ยุคดิจิตอลในอนาคต อาจจะไม่อยู่ในกำมือของนายเอนกได้ง่ายๆ

Advertisements